มติเอกฉันท์

นายกฯ ยังไม่ได้รับรายงานทางการมติ “นพ.สรณ” พ้น ปธ.กสทช.

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีข่าวใหญ่ของวงการโทรคมนาคม เมื่อมีมติจากคณะกรรมการสรรหาฯ ให้ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ พ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. เนื่องจากปัญหาเรื่องคุณสมบัติ โดยล่าสุดทางด้านของท่านนายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว

นายกฯ ยังไม่ได้รับรายงานทางการมติ “นพ.สรณ” พ้น ปธ.กสทช.

เหตุการณ์ดังกล่าวสืบเนื่องมาจากการตรวจสอบว่า นพ.สรณ อาจมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วน หรือมีลักษณะต้องห้ามเนื่องจากการรับตำแหน่งทับซ้อน ซึ่งทางคณะกรรมการสรรหาได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงว่า ขณะนี้ตนเองยังไม่ได้รับเอกสารรายงานที่เป็นทางการเกี่ยวกับ นายกฯ ยังไม่ได้รับรายงานทางการมติ “นพ.สรณ” พ้น ปธ.กสทช. เลย เพียงแต่ทราบข่าวดังกล่าวในระหว่างที่อยู่ต่างประเทศเท่านั้น

มุมมองต่อนิติรัฐและความถูกต้องตามกฎหมาย

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำชัดเจนว่า ทุกกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับ นายกฯ ยังไม่ได้รับรายงานทางการมติ “นพ.สรณ” พ้น ปธ.กสทช. นั้น จะต้องดำเนินการไปตามข้อกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพราะในฐานะผู้บริหารไม่สามารถฝืนกฎหมายได้ และหากมีการตั้งคำถามว่ามติดังกล่าวจะมีผลย้อนไปถึงอดีตหรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาตามข้อบังคับของกฎหมายในลำดับต่อไป

ประเด็นที่น่าสนใจเพิ่มเติมมีดังนี้:

  • ความชัดเจนของสถานะประธาน กสทช. ในระหว่างที่คดียังไม่สิ้นสุด
  • สิทธิในการยื่นอุทธรณ์ของ นพ.สรณ ซึ่งเป็นขั้นตอนปกติที่เจ้าตัวสามารถทำได้ตามสิทธิ
  • ผลกระทบของการพิจารณาย้อนหลังต่อเอกสารหรือการอนุมัติคำสั่งต่างๆ ในอดีต

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าขณะนี้สถานการณ์จะยังอยู่ในช่วงของการรอเอกสารยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่เราก็เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลยึดถือหลักการทำงานที่ตรงไปตรงมา การที่ นายกฯ ยังไม่ได้รับรายงานทางการมติ “นพ.สรณ” พ้น ปธ.กสทช. ไม่ได้หมายความว่าจะมีการประวิงเวลา แต่เป็นเรื่องของการรอขั้นตอนธุรการตามระบบราชการให้ครบถ้วนเสียก่อน

สุดท้ายนี้ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร จะมีการยื่นอุทธรณ์จริงหรือไม่ และมติดังกล่าวจะสร้างแรงกระเพื่อมอย่างไรต่อองค์กรอิสระอย่าง กสทช. ในอนาคต สิ่งสำคัญที่สุดคือความเชื่อมั่นในนิติรัฐที่ทุกฝ่ายต้องพร้อมพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองผ่านกระบวนการยุติธรรมครับ

ที่มา – นายกฯ ยังไม่ได้รับรายงานทางการมติ “นพ.สรณ” พ้น ปธ.กสทช. ยันทุกอย่างต้องตาม กม.

“ประธาน กสทช.” เดือด ส่งทีมกุนซือเล็งฟ้องกลับหลังถูกบอร์ดชี้ขาดคุณสมบัติ

“ประธาน กสทช.” เดือด ส่งทีมกุนซือเล็งฟ้องกลับหลังถูกบอร์ดชี้ขาดคุณสมบัติ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงหน่วยงานรัฐ เมื่อล่าสุดมีข่าวว่า “ประธาน กสทช.” เดือด ส่งทีมกุนซือเล็งฟ้องกลับหลังถูกบอร์ดชี้ขาดคุณสมบัติ โดยมองว่าเป็นมติที่ไม่มีน้ำหนักและอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ในการทำงาน โดยนายพชร นริพทะพันธุ์ ที่ปรึกษาประธาน กสทช. ได้ออกมาเปิดเผยความเคลื่อนไหวล่าสุดผ่านสื่อมวลชน

จุดเริ่มต้นของชนวนเหตุความขัดแย้ง

ความตึงเครียดนี้เกิดขึ้นหลังจากที่คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ได้มีมติเอกฉันท์ระบุว่า นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. มีลักษณะต้องห้ามและเข้าข่าย “สละสิทธิ์” การดำรงตำแหน่ง ซึ่งทำให้นายพชรและทีมกฎหมายต้องเร่งหาแนวทางดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด เพราะคำว่าสละสิทธิ์นั้นต้องเป็นเจตจำนงของตัวบุคคล ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะมาตัดสินแทนได้

ประเด็นที่น่าสนใจในการโต้แย้งครั้งนี้ มีดังนี้:

  • ประธาน กสทช. ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอย่างถูกต้องตามขั้นตอนกฎหมาย
  • มีการปฏิบัติหน้าที่ขับเคลื่อนองค์กรมานานกว่า 4 ปี หากขาดคุณสมบัติจริงเหตุใดจึงเพิ่งมีการหยิบยกมาพูดถึง
  • ทีมกฎหมายมั่นใจในหลักฐานที่จะนำมาหักล้างข้อกล่าวหาทั้งหมดว่าไม่มีมูลความจริง

อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ที่ “ประธาน กสทช.” เดือด ส่งทีมกุนซือเล็งฟ้องกลับหลังถูกบอร์ดชี้ขาดคุณสมบัติ ครั้งนี้ ทางฝ่ายกฎหมายยังคงเร่งพิจารณาช่องทางดำเนินการที่เหมาะสมที่สุด เนื่องจากคณะกรรมการสรรหาอาจไม่มีอำนาจทางปกครองโดยตรง แต่การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายการดิสเครดิตการทำงานของประธาน กสทช. ต่อสายตาสาธารณชน

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร เพราะไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของคุณสมบัติบุคคล แต่ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นขององค์กรกำกับดูแลระดับประเทศอีกด้วย การที่ “ประธาน กสทช.” เดือด ส่งทีมกุนซือเล็งฟ้องกลับหลังถูกบอร์ดชี้ขาดคุณสมบัติ ได้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของข้อกฎหมายและกระบวนการคัดเลือกกรรมการ ซึ่งต้องใช้ความรอบคอบอย่างสูงเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และท้ายที่สุดประชาชนควรได้เห็นการทำงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้จากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – “ประธาน กสทช.” เดือด ส่งทีมกุนซือเล็งฟ้องกลับหลังถูกบอร์ดชี้ขาดคุณสมบัติ

“ธรรมนัส” กำชับ สส. “กล้าธรรม” ห้ามแตกแถว งดออกเสียงโหวตนายกฯ

“ธรรมนัส” กำชับ สส. “กล้าธรรม” ห้ามแตกแถว งดออกเสียงโหวตนายกฯ เป็นข่าวใหญ่ในวงการการเมืองไทยที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในขณะนี้ โดยเฉพาะในช่วงที่สภาผู้แทนราษฎรกำลังประชุมเพื่อลงมติแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ การเคลื่อนไหวของพรรคกล้าธรรม (กธ.) ภายใต้การนำของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กลายเป็นจุดสนใจ เพราะแสดงให้เห็นถึงหลักการและความสามัคคีของพรรคฝ่ายค้านพรรคนี้

“ธรรมนัส” กำชับ สส. “กล้าธรรม” ห้ามแตกแถว งดออกเสียงโหวตนายกฯ

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2567 เวลา 09.50 น. ที่ห้องประชุม 202 อาคารรัฐสภา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม พร้อมด้วยนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ได้ประชุมร่วมกับ ส.ส.พรรคทั้งหมด เพื่อกำหนดทิศทางการลงมติในสภา โดยเฉพาะประเด็นสำคัญอย่างการโหวตนายกรัฐมนตรี

ในที่ประชุม ร.อ.ธรรมนัส ได้เน้นย้ำหลักการของพรรคอย่างชัดเจนว่า พรรคกล้าธรรมอยู่กันแบบพี่น้องในครอบครัว การตัดสินใจใด ๆ โดยเฉพาะการโหวต ต้องมาจากมติร่วมกันของ ส.ส. ทั้ง 58 คน ห้ามแตกแถวเด็ดขาด หากมีความเห็นต่าง ให้ถกเถียงกันในห้องประชุมนี้เท่านั้น และเมื่อได้มติจากเสียงส่วนใหญ่แล้ว ทุกคนต้องยืนเคียงข้างกันไปในทิศทางเดียวกัน นี่คือหัวใจสำคัญของพรรคที่ยึดมั่น

มติเอกฉันท์งดออกเสียงโหวตนายกฯ ของพรรคกล้าธรรม

ผลจากการประชุม พรรคกล้าธรรมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ งดออกเสียง ในการโหวตนายกรัฐมนตรี โดยไม่มีใครถกเถียงหรือขัดแย้งกันเลย ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นเอกภาพที่แข็งแกร่ง เมื่อสื่อมวลชนถาม ร.อ.ธรรมนัส ว่า จะโหวตให้เพื่อนหรือไม่ เขาตอบอย่างชัดเจนว่า ต้องฟังเสียงอีก 57 เสียงก่อน ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน แสดงให้เห็นถึงประชาธิปไตยภายในพรรคที่แท้จริง

กำชับ ส.ส. ทำหน้าที่ฝ่ายค้านสร้างสรรค์

นอกจากเรื่องการโหวต ร.อ.ธรรมนัส ยังกำชับ ส.ส.ทุกคนให้ทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างสร้างสรรค์ โดยเน้นการอภิปรายปัญหาประชาชนในพื้นที่เป็นหลัก เช่น ปัญหาการเกษตร เศรษฐกิจพื้นฐาน สุขภาพ การศึกษา และสิ่งแวดล้อม ที่จะสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนและประเทศชาติ ขอให้หลีกเลี่ยงการพูดเรื่องส่วนตัวหรือการโจมตีที่ไม่มีสาระ เพราะจะทำให้การเมืองกลายเป็นน้ำเน่า

ทุกสัปดาห์ที่สภาเปิดประชุม ส.ส.พรรคกล้าธรรมต้องผลัดกันอภิปราย โดยพรรคจะมีข้อมูลและคอนเทนต์สำรอง (แบ็กอัป) ให้ เพื่อให้การพูดจามีหลักการ ข้อมูลครบถ้วน สมบูรณ์แบบ ไม่ใช่พูดแบบไร้สาระ พรรคจะสนับสนุนญัตติต่าง ๆ เพื่อให้ ส.ส. เป็นตัวแทนประชาชนอย่างแท้จริง

  • หลักการสำคัญ: ความสามัคคี ห้ามแตกแถว
  • ทิศทาง: งดออกเสียงโหวตนายกฯ
  • หน้าที่: อภิปรายปัญหาประชาชน ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว
  • การสนับสนุน: ข้อมูลและคอนเทนต์จากพรรค

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของพรรคกล้าธรรมไม่เพียงแต่แสดงถึงความเป็นมืออาชีพ แต่ยังเป็นตัวอย่างที่ดีให้พรรคการเมืองอื่น ๆ ในไทย โดยเฉพาะในสถานการณ์การเมืองที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง การยืนหยัดในหลักการจะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจงดออกเสียงของพรรคกล้าธรรมเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด เพราะช่วยรักษาความเป็นกลางในฐานะฝ่ายค้าน ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ตรวจสอบรัฐบาลใหม่ได้อย่างเต็มที่ หากคุณสนใจข่าวการเมืองอัปเดต ติดตามบล็อกของเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ และแสดงความคิดเห็นในช่องคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับมติของพรรคนี้

ที่มา – “ธรรมนัส” กำชับ สส. “กล้าธรรม” ห้ามแตกแถว งดออกเสียงโหวตนายกฯ

มติพรรคประชาชาติ เสียงเอกฉันท์ขน 5 สส. ร่วมรัฐบาลภูมิใจไทยพรุ่งนี้

มติพรรคประชาชาติ เสียงเอกฉันท์ขน 5 สส. ร่วมรัฐบาลภูมิใจไทยพรุ่งนี้

ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 พรรคประชาชาติได้มีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) และสมาชิกพรรคอย่างคึกคัก เพื่อหารือเรื่องการตอบรับคำเชิญจากพรรคภูมิใจไทยในการจับมือกันจัดตั้งรัฐบาล นายซูการ์โน มะทา เลขาธิการพรรคประชาชาติ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์หลังการประชุมว่า พรรคได้รับการทาบทามจากผู้ใหญ่บ้านการเมือง และนำเรื่องนี้มาหารือกันในที่ประชุม จนได้มติพรรคประชาชาติ เสียงเอกฉันท์ขน 5 สส. ร่วมรัฐบาลภูมิใจไทยพรุ่งนี้ โดยจะสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

รายละเอียดมติพรรคประชาชาติ เสียงเอกฉันท์ขน 5 สส.

มติครั้งนี้เกิดขึ้นแบบเอกฉันท์ทั้ง 5 เสียงของว่าที่ ส.ส. พรรคประชาชาติ แม้จะมีกระแสข่าวลือว่าพรรคภูมิใจไทยอาจไม่ต้องการ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรค เนื่องจากประเด็นขัดแย้งในอดีต แต่ นายซูการ์โน ยืนยันว่าเป็นการตกลงในนามพรรคทั้งหมด ไม่ใช่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง และได้เคลียร์กันเรียบร้อยแล้ว พรุ่งนี้ 20 ก.พ. 2567 ตนจะเป็นตัวแทนไปแจ้งมติให้พรรคภูมิใจไทยทราบ โดย พ.ต.อ.ทวี ติดภารกิจต่างจังหวัดจึงไม่ร่วมเดินทาง

เรื่องคดีความในอดีตของ พ.ต.อ.ทวี สมัยเป็น รมว.ยุติธรรม นายซูการ์โน ชี้ว่าเป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรมที่แยกจากเรื่องการเมือง การเข้าร่วมรัฐบาลครั้งนี้จึงมุ่งเน้นผลประโยชน์ประชาชน

ซูการ์โน มะทา

นโยบายหลักที่พรรคประชาชาติจะผลักดัน

พรรคประชาชาติย้ำหลักการชัดเจนว่าจะไม่โหวตกฎหมายที่ขัดหลักศาสนา นโยบายเร่งด่วนคือแก้ปัญหายาเสพติดที่กระทบสังคมและประชาชนโดยตรง โดยเฉพาะการนำกัญชากลับเป็นยาเสพติด แต่ใช้เพื่อการแพทย์เท่านั้น ไม่เปิดเสรี ต้องคุยกับพรรคภูมิใจไทยให้ชัดเจน และเร่งดำเนินการทันที

  • การร่วมรัฐบาลช่วยดูแลผลประโยชน์ประชาชนได้ดีกว่าฝ่ายค้าน
  • ผู้สนับสนุนพรรคต้องการให้เข้าร่วมรัฐบาล
  • รัฐบาลนี้อาจได้เสียงเกิน 300 เสียง มีโอกาสอยู่ครบวาระ

นายซูการ์โน ยังประเมินว่ารัฐบาลภูมิใจไทยที่มีมติพรรคประชาชาติ เสียงเอกฉันท์ขน 5 สส. ร่วมรัฐบาลภูมิใจไทยพรุ่งนี้ จะแข็งแกร่งพอแก้ปัญหาปากท้องประชาชนได้ โดยยังไม่มีการพูดถึงตำแหน่งในรัฐบาลหรือนโยบายเฉพาะเจาะจง แต่เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศ

ประชุมพรรคประชาชาติ

การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนถึงความเป็นเอกภาพของพรรคประชาชาติที่พร้อมร่วมมือกับพรรคใหญ่เพื่อขับเคลื่อนประเทศ สิ่งที่น่าสนใจคือ รัฐบาลใหม่จะสามารถรวมเสียงได้เกิน 300 เสียงจริงหรือไม่ และจะจัดการปัญหายาเสพติดอย่างไร ผู้ติดตามการเมืองไม่ควรพลาด

ติดตามข่าวสารการเมืองล่าสุดและวิเคราะห์เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดทุกพัฒนาการ!

ที่มา – มติพรรคประชาชาติ เสียงเอกฉันท์ขน 5 สส. ร่วมรัฐบาลภูมิใจไทยพรุ่งนี้

ศศิกานต์ อัด สนธิญา หวังผลการเมือง หลังศาลฯ ตีตก

“ศศิกานต์” ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ “สนธิญา” ว่าหวังผลทางการเมืองเพียงอย่างเดียว หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติไม่รับคำร้องในคดีของ “พีระพันธุ์” โดยเน้นย้ำถึงความน่าเชื่อถือและความรับผิดชอบในการดำเนินการทางการเมือง

นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงความขอบคุณศาลรัฐธรรมนูญที่ได้มีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องกรณีการตรวจสอบคุณสมบัติของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ในประเด็นเรื่องการถือหุ้น โดยเธอมองว่ากรณีนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนายสนธิญา สวัสดี ในเรื่องของความน่าเชื่อถือ และเตือนว่าการร้องเรียนไม่ควรมีจุดประสงค์เพียงเพื่อหวังผลทางการเมืองเท่านั้น

ศศิกานต์ วิจารณ์ สนธิญา หวังผลการเมือง

ในโพสต์ดังกล่าว นางสาวศศิกานต์ ระบุว่า “มติเอกฉันท์! ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง ปมยื่นตรวจสอบพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เรื่องหุ้น” พร้อมทั้งแสดงความขอบคุณศาลรัฐธรรมนูญที่ยึดมั่นในข้อเท็จจริงและหลักกฎหมาย และขอบคุณประชาชนที่ไม่คล้อยตามเกมการเมือง

เหตุผลสำคัญที่ศาลไม่รับคำร้องไว้พิจารณาคือ ผู้ร้องไม่มีสิทธิตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรงจากการกระทำของผู้ถูกร้อง

นอกจากนี้ นางสาวศศิกานต์ยังกล่าวว่า การฟ้องร้องโดยไม่เข้าเงื่อนไขทางกฎหมายไม่เพียงแต่ทำให้เสียเวลาของทุกฝ่าย แต่ยังส่งผลเสียต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของผู้ร้องเองอีกด้วย

“พรรครวมไทยสร้างชาติจะยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าทำงานเพื่อบ้านเมือง และพี่น้องประชาชนต่อไปอย่างเต็มกำลัง” นางสาวศศิกานต์กล่าว

ศศิกานต์ อัด สนธิญา หวังผลการเมือง หลังศาลฯ ตีตก

สืบเนื่องจากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องที่นายสนธิญา สวัสดี ยื่นให้พิจารณาความเป็นรัฐมนตรีของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสิ้นสุดลง โดยอ้างว่านายพีระพันธุ์ถือครองหุ้นต้องห้ามและขาดคุณสมบัติด้านจริยธรรมทางการเมือง ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่าการยื่นคำร้องดังกล่าวไม่เป็นไปตามกระบวนการที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ และผู้ร้องไม่มีสิทธิในการยื่นตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

น.ส.ศศิกานต์เน้นย้ำว่า คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า การฟ้องร้องโดยปราศจากกระบวนการที่ถูกต้องและข้อเท็จจริงที่เพียงพอ ไม่เพียงแต่ทำให้เสียเวลาของทุกฝ่าย แต่ยังสะท้อนกลับไปบั่นทอนความน่าเชื่อถือของผู้ร้องเอง พร้อมย้ำว่าการเมืองที่สร้างสรรค์ควรตั้งอยู่บนหลักการ ความจริง และความรับผิดชอบต่อสังคม มากกว่าการใช้ช่องทางร้องเรียนเพื่อหวังผลทางการเมือง

บทเรียนจากกรณี ศศิกานต์ อัด สนธิญา

กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการดำเนินการทางการเมืองอย่างมีความรับผิดชอบและอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง การใช้ช่องทางกฎหมายเพื่อหวังผลทางการเมืองโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องและกระบวนการที่เหมาะสมนั้น นอกจากจะไม่ประสบความสำเร็จแล้ว ยังอาจส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของตนเองอีกด้วย

  • การตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนดำเนินการทางกฎหมายเป็นสิ่งสำคัญ
  • การใช้กฎหมายเพื่อกลั่นแกล้งทางการเมืองเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
  • การสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจจากประชาชนเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการทำงานการเมือง

การที่นางสาวศศิกานต์ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นายสนธิญาในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่ว่า การเมืองควรเป็นเรื่องของการสร้างสรรค์และแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ไม่ใช่การใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อโจมตีหรือหวังผลประโยชน์ทางการเมืองส่วนตัว

การเมืองสร้างสรรค์สำคัญกว่าการหวังผลประโยชน์ส่วนตัว

การเมืองที่สร้างสรรค์ควรเน้นการทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ส่วนรวม การรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง และการหาทางออกร่วมกันอย่างสันติ การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการโจมตีฝ่ายตรงข้ามหรือเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมืองส่วนตัวนั้น นอกจากจะไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคมแล้ว ยังเป็นการบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองอีกด้วย ดังนั้น นักการเมืองทุกคนควรตระหนักถึงความสำคัญของการทำงานอย่างมีความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์ และโปร่งใส เพื่อสร้างสังคมที่ดีและน่าอยู่สำหรับทุกคน

การออกมาแสดงความคิดเห็นของ “ศศิกานต์” ในกรณี “สนธิญา” หวังผลการเมือง หลังศาลฯ ตีตกคดี “พีระพันธุ์” นั้น ถือเป็นอีกหนึ่งเสียงที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการทำการเมืองอย่างสร้างสรรค์ บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และความรับผิดชอบต่อสังคม การเมืองที่ไม่สร้างสรรค์ ย่อมไม่นำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

ที่มา – “ศศิกานต์” อัด “สนธิญา” หวังผลทางการเมืองอย่างเดียว หลังศาลรธน. ตีตกคดี “พีระพันธุ์”

ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง ฟัน “พีระพันธุ์” พ้นเก้าอี้

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ไม่รับคำร้องของนายสนธิญา สวัสดี ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยให้เหตุผลว่าผู้ร้องไม่ใช่ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้องของนายสนธิญา สวัสดี ที่ยื่นร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 โดยอ้างว่านายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (ผู้ถูกร้อง) และภริยา ถือครองหุ้นในบริษัทที่เป็นข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 187 และยังเสนอชื่อบุคคลที่เป็นกรรมการในบริษัทของตนเองให้ดำรงตำแหน่งในหน่วยงานที่กำกับดูแล ซึ่งถือเป็นการขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) ดังนั้น ผู้ร้องจึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายพีระพันธุ์สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) และ (5) และขอให้อยู่ปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง ฟัน “พีระพันธุ์” พ้นเก้าอี้

อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ผู้ร้องจะยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่เป็นการยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 231 (1) ซึ่งไม่ใช่การยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ประกอบกับไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรงจากการกระทำของผู้ถูกร้อง และการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 นั้น รัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 บัญญัติให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา มีสิทธิเข้าชื่อร้องต่อประธานแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิก เพื่อให้ประธานแห่งสภาที่ได้รับคำร้องส่งคำร้องนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย รวมทั้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้

ดังนั้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงเห็นว่า กรณีนี้เป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้กำหนดกระบวนการร้อง หรือผู้มีสิทธิขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 47 (2) ซึ่งมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ด้วยเหตุนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจึงเห็นว่าผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 ได้ และมีมติไม่รับคำร้อง

ทำไมศาลรัฐธรรมนูญถึงไม่รับคำร้อง ฟัน “พีระพันธุ์” พ้นเก้าอี้?

  • ผู้ร้องไม่ใช่ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ
  • รัฐธรรมนูญได้กำหนดกระบวนการร้องไว้เป็นการเฉพาะแล้ว

การที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง ฟัน “พีระพันธุ์” พ้นเก้าอี้ในครั้งนี้ เป็นการยืนยันว่าการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญต้องเป็นไปตามกระบวนการและเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรม

คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อป้องกันปัญหาความขัดแย้งทางผลประโยชน์และการใช้อำนาจโดยมิชอบ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองและกระบวนการยุติธรรมได้ การที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง ฟัน “พีระพันธุ์” พ้นเก้าอี้ในครั้งนี้ อาจเป็นเพราะพิจารณาแล้วเห็นว่าประเด็นที่ถูกร้องเรียนยังไม่มีมูลเพียงพอที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยว่านายพีระพันธุ์ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องการถือครองหุ้นและการเสนอชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของตนเองให้ดำรงตำแหน่งในหน่วยงานที่กำกับดูแล ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมควรให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

ที่มา – ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติไม่รับคำร้อง ฟัน “พีระพันธุ์” พ้นเก้าอี้รัฐมนตรี

Scroll to top