มนพร เจริญศรี

“ภท. – พท.” ถกนโยบาย “มนพร” เผย เพื่อไทย ดูด้านสังคมเป็นหลัก

“ภท. – พท.” ถกนโยบาย “มนพร” เผย เพื่อไทย ดูด้านสังคมเป็นหลัก เป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทย เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 พรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยได้จัดการประชุมหารือเรื่องนโยบายสำคัญ เพื่อเตรียมแถลงต่อสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะเป็นก้าวแรกของรัฐบาลใหม่ที่เน้นความร่วมมือระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล

“ภท. – พท.” ถกนโยบาย “มนพร” เผย เพื่อไทย ดูด้านสังคมเป็นหลัก

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเวลา 13.00 น. ที่สำนักงานพรรคภูมิใจไทย โดยมีนางมนพร เจริญศรี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และนายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เข้าร่วมหารือกับแกนนำพรรคภูมิใจไทย นอกจากเรื่องนโยบายแล้ว ยังมีการพูดคุยถึงการทำงานในวิปรัฐบาลและกรอบการทำงานในสภา เพื่อให้ทุกอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด

นางมนพร เปิดเผยว่า พรรคเพื่อไทยมุ่งเน้นนโยบายด้านสังคมเป็นหลัก เช่น การช่วยเหลือประชาชนในด้านสวัสดิการ การศึกษา สุขภาพ และการลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งนโยบายเหล่านี้มีความคล้ายคลึงกับพรรคภูมิใจไทยในหลายประเด็น ทำให้การถกเถียงครั้งนี้เป็นไปอย่างสร้างสรรค์ โดยจะคัดเลือกนโยบายที่เหมาะสมบรรจุในร่างแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรี

รายละเอียดการถกนโยบายระหว่าง “ภท. – พท.”

นายเผ่าภูมิ ย้ำว่านโยบายที่พรรคเพื่อไทยนำเสนอจะเป็นสิ่งที่เคยหาเสียงไว้ แต่ต้องอยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของพรรค และพิจารณาความคล้ายคลึงกับพรรคภูมิใจไทย เพื่อหลีกเลี่ยงความซ้ำซ้อน เมื่อถูกถามถึงนโยบายค้างคาจากสมัยรัฐบาลเศรษฐาและแพทองธาร เขาตอบว่าต้องหารือกันก่อนว่าจะสานต่อได้หรือไม่ โดยวันนี้เป็นการพูดคุยอย่างเป็นทางการเพื่อเจรจารายละเอียด

ในส่วนของการปรับนโยบาย นายเผ่าภูมิเน้นย้ำถึงหลักการ “กลมกล่อม” และ “สอดคล้องกัน” ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ต้องมีการปรับแต่งบางส่วนให้เข้ากัน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ หากพรรคภูมิใจไทยเสนอปรับบางนโยบายของเพื่อไทย ก็ยินดีหารือเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด

  • นโยบายด้านสังคมของเพื่อไทย: เน้นสวัสดิการประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ
  • ความคล้ายคลึงกับภูมิใจไทย: ในด้านเศรษฐกิจฐานรากและการพัฒนาท้องถิ่น
  • กรอบการทำงาน: วิปรัฐบาลและสภา เพื่อความเป็นเอกภาพ

การถกนโยบายครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองพรรคในการสร้างรัฐบาลที่มั่นคง โดยเฉพาะในสถานการณ์การเมืองที่ผันผวน พรรคเพื่อไทยซึ่งมีนโยบายประชานิยมเข้มข้น จะช่วยเสริมจุดแข็งให้กับพรรคภูมิใจไทยที่เน้นนโยบายเชิงปฏิบัติ หากนโยบายเหล่านี้ผ่านสภาได้ จะเป็นโอกาสทองในการแก้ปัญหาเรื้อรังของไทย เช่น หนี้ครัวเรือน การว่างงาน และความยากจน

นอกจากนี้ ผู้สังเกตการณ์การเมืองมองว่าการร่วมมือ “ภท. – พท.” จะช่วยลดความขัดแย้งภายในรัฐบาล และเร่งรัดการผลักดันนโยบายที่เป็นรูปธรรม เช่น โครงการเงินดิจิทัล การปฏิรูประบบสาธารณสุข และการศึกษาฟรีตั้งแต่เด็กเล็ก ซึ่งเคยเป็นจุดขายหลักของเพื่อไทย

อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ต้องจับตา เช่น การจัดสรรงบประมาณและความรับผิดชอบกระทรวงต่างๆ ที่อาจกระทบต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติจริง แต่จากท่าทีของทั้งสองฝ่าย คาดว่าจะมีข้อสรุปในไม่ช้า

ในมุมมองของผู้เขียน การถกเถียงนโยบายแบบนี้เป็นสัญญาณบวก แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลใหม่ให้ความสำคัญกับประชาชนมากกว่าอำนาจส่วนตัว หากทำได้จริง จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นในระบบการเมืองไทยได้อย่างมาก

ติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวสำคัญ!

ที่มา – “ภท. – พท.” ถกนโยบาย “มนพร” เผย เพื่อไทย ดูด้านสังคมเป็นหลัก

“มนพร” เสนอรัฐบาลเร่งผลักดัน พ.ร.บ. อสม. เพิ่มสวัสดิการ ค่าป่วยการ

“มนพร” เสนอรัฐบาลเร่งผลักดัน พ.ร.บ. อสม. เพิ่มสวัสดิการ ค่าป่วยการ เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในวงการสาธารณสุขชุมชน โดยเฉพาะในวันที่ 21 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นวัน อสม. แห่งชาติ นางมนพร เจริญศรี ส.ส.เขต 2 นครพนม พรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่พบปะสมาชิก อสม. ในอำเภอต่างๆ ของจังหวัดนครพนม เพื่อร่วมกิจกรรมและให้กำลังใจในการทำงานหนักด้วยจิตอาสา

“มนพร” เสนอรัฐบาลเร่งผลักดัน พ.ร.บ. อสม. เพิ่มสวัสดิการ ค่าป่วยการ

นางมนพร ได้กล่าวชื่นชมและให้กำลังใจแก่พี่น้อง อสม. ที่ทำหน้าที่ดูแลสุขภาพประชาชนในชุมชนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา อสม. คือหมอด่านหน้าที่สำคัญที่สุด ช่วยให้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตได้ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน แม้จะไม่ได้ค่าตอบแทนสูง แต่ความตั้งใจเพื่อชุมชนคือแรงผลักดันหลัก นอกจากนี้ อสม. ยังมีบทบาทในการแก้ปัญหายาเสพติดและพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนอย่างต่อเนื่อง

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นางมนพร ได้มอบเงินสนับสนุนกิจกรรมวัน อสม. เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ และย้ำถึงความจำเป็นที่รัฐบาลต้องเร่งผลักดัน พ.ร.บ. อสม. ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้ริเริ่มไว้ตั้งแต่สมัยเป็นรัฐบาล โดยผ่านมติคณะรัฐมนตรีแล้วในปี 2568 แต่ติดขัดเพราะการยุบสภา หลังรัฐบาลชุดใหม่ พรรคเพื่อไทยมั่นใจว่าจะผลักดันให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน

ประโยชน์จาก พ.ร.บ. อสม. ที่ “มนพร” เสนอรัฐบาลเร่งผลักดัน

หาก พ.ร.บ. อสม. มีผลบังคับใช้ จะนำมาซึ่งสวัสดิการที่ชัดเจน เช่น ค่าป่วยการ กองทุนกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำ ฌาปนกิจสงเคราะห์ ไม่มีเกษียณอายุราชการ และโอกาสบรรจุเป็นผู้ช่วยพยาบาลในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล สิ่งเหล่านี้จะเป็นแรงจูงใจให้ อสม. ทำงานได้เต็มศักยภาพ ส่งผลดีต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตคนในชุมชนทั้งหมด

  • เพิ่มสวัสดิการ: ค่าป่วยการและสิทธิประกันสังคมที่ครอบคลุมมากขึ้น
  • กองทุนสนับสนุน: กู้ยืมดอกเบี้ยต่ำสำหรับพัฒนาชุมชน
  • โอกาส职业: บรรจุเป็นพนักงานราชการสำหรับผู้มีคุณสมบัติ
  • แก้ปัญหายาเสพติด: เสริมบทบาท อสม. เป็นเครือข่ายชุมชน

อสม. หรืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เป็นกำลังหลักในการเฝ้าระวังโรค ส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันปัญหาสังคมในระดับรากหญ้า ทั่วประเทศมีอสม. กว่า 1 ล้านคน ที่ทำงานโดยไม่หวังผลตอบแทนมากนัก การมีกฎหมายรองรับจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อความยั่งยืน

บทบาทสำคัญของ อสม. ในชุมชนไทย

จากประสบการณ์ของนางมนพร อสม. ไม่เพียงดูแลสุขภาพกาย แต่ยังช่วยเหลือด้านจิตใจและสังคม เช่น การรณรงค์ต่อต้านยาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะนครพนม การผลักดัน พ.ร.บ. อสม. จึงไม่ใช่แค่เพิ่มสิทธิ แต่เป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพชาติในระยะยาว

นอกจากนี้ ยังมีการวางแผนพัฒนาการฝึกอบรมอสม. ให้มีทักษะสูงขึ้น เพื่อรับมือกับโรคอุบัติใหม่และปัญหาสุขภาพสูงวัย สิ่งเหล่านี้จะทำให้ชุมชนเข้มแข็ง รัฐบาลชุดปัจจุบันควรให้ความสำคัญ เพื่อให้ “มนพร” เสนอรัฐบาลเร่งผลักดัน พ.ร.บ. อสม. เพิ่มสวัสดิการ ค่าป่วยการ สำเร็จลุล่วง

ในฐานะประชาชน เราควรสนับสนุนอสม. ในพื้นที่ของตนเอง ด้วยการให้กำลังใจและมีส่วนร่วมกิจกรรมชุมชน หากคุณเป็นอสม. หรือรู้จักอสม. ที่ขาดแคลนอุปกรณ์ สามารถแจ้งผ่าน ส.ส. ท้องถิ่นเพื่อขอสนับสนุนต่อไป สุขภาพดีเริ่มต้นจากชุมชนที่เข้มแข็ง!

ที่มา – “มนพร” เสนอรัฐบาลเร่งผลักดัน พ.ร.บ. อสม. เพิ่มสวัสดิการ ค่าป่วยการ

เลือกประธานสภาและรองประธานสภา 15 มี.ค. ต้องเข้าคูหา

เลือกประธานสภาและรองประธานสภา 15 มี.ค. ต้องเข้าคูหาเขียนชื่อหย่อนลงหีบบัตร เป็นหัวข้อที่หลายคนให้ความสนใจในขณะนี้ หลังจากพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2569 ให้เริ่มวันที่ 14 มีนาคม โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จฯ ไปทรงเปิดสมัยประชุมที่ สัปปายะสภาสถาน การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของสมัยประชุมใหม่ ส.ส. ทั้งหมดจะมาร่วมลงคะแนนเพื่อหาผู้เหมาะสมมานั่งตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร 1 คน และรองประธานสภา 2 คน ซึ่งจะมีผลต่อการดำเนินงานของสภาอย่างมาก

ชื่อผู้สมัครที่เป็นกระแสในตอนนี้มาจากพรรคใหญ่ โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่น่าจะได้โควตาประธานสภา นายโสภณ ซารัมย์ ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคเพื่อไทยและภูมิใจไทยแบ่งรองประธาน นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช จากภูมิใจไทย และจากเพื่อไทยคือ นางมนพร เจริญศรี ส.ส.นครพนม หรือนายพัฒนา สัพโส ส.ส.สกลนคร ซึ่งพรรคยังไม่สรุป ผู้ที่ได้ตำแหน่งต้องมีวิสัยทัศน์กว้างไกล เพื่อนำสภาให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เลือกประธานสภาและรองประธานสภา 15 มี.ค. ต้องเข้าคูหาเขียนชื่อหย่อนลงหีบบัตร

การเลือกตั้งจะเริ่มในวันที่ 15 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 น. ที่รัฐสภาแห่งใหม่ ส.ส.อาวุโสสูงสุดในห้องประชุมจะทำหน้าที่ประธานชั่วคราว นำสมาชิกกล่าวปฏิญาณตนก่อน จากนั้นเข้าสู่กระบวนการเสนอชื่ออย่างเป็นทางการ

ขั้นตอนการเสนอชื่อและลงคะแนนลับ

  • เสนอชื่อ: ส.ส.แต่ละคนเสนอชื่อได้ 1 คน ต้องมีผู้รับรองอย่างน้อย 20 คน ผู้ถูกเสนอชื่อต้องอยู่ในที่ประชุมและตอบรับด้วยตนเอง
  • แสดงวิสัยทัศน์: ผู้ถูกเสนอชื่อกล่าววิสัยทัศน์ต่อที่ประชุม คนละ 5-10 นาที เพื่อให้ ส.ส. ตัดสินใจ
  • ลงคะแนนหากมีหลายคน: ถ้าเสนอชื่อคนเดียว ได้เลยทันที แต่ถ้ามากกว่า 1 คน ต้องเลือกประธานสภาและรองประธานสภา 15 มี.ค. ต้องเข้าคูหาเขียนชื่อหย่อนลงหีบบัตร แบบลงคะแนนลับ ส.ส. เรียงลำดับเข้าคูหา เขียนชื่อคนที่เลือก ใส่ซอง ปิดผนึก หย่อนลงหีบบัตร ไม่ใช่การกดบัตรอิเล็กทรอนิกส์หรือขานชื่อ
  • นับคะแนน: ประธานชั่วคราวตั้งคณะกรรมการจากหลายพรรค เปิดซองนับคะแนนต่อหน้าที่ประชุม ขีดคะแนนบนกระดานให้ทุกคนเห็น ผู้ได้คะแนนสูงสุดชนะ ถ้าเท่ากัน ลงใหม่เฉพาะคู่นั้น ถ้ายังเท่า จับสลากตัดสิน
  • สรุปผล: เมื่อได้ครบประธานและรองทั้ง 2 คน ปิดการประชุม รอนายกรัฐมนตรีกราบบังคมทูลเพื่อทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

ทำไมต้องลงคะแนนแบบนี้

วิธีการเข้าคูหาเขียนชื่อหย่อนหีบนี้เป็นประเพณีเก่าแก่ เพื่อให้การลงคะแนนเป็นลับแท้จริง ป้องกันการกดดันจากพรรคหรือกลุ่มต่างๆ ทำให้ ส.ส. เลือกตามความเชื่อจริง ช่วยให้ผู้ที่ได้มาเป็นกลางและได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกส่วนใหญ่ ต่างจากการลงคะแนนแบบเสียบบัตรที่อาจถูกตรวจสอบได้

นอกจากนี้ การเลือกประธานสภาฯ ยังส่งผลต่อการประชุมวาระสำคัญ เช่น อภิปรายไม่ไว้วางใจ ผ่านร่างกฎหมาย หรือถวายสัตย์ปฏิญาณนายกฯ ประธานต้องเป็นผู้ตีความระเบียบวาระให้ถูกต้องยุติธรรม หากประธานมาจากพรรคใหญ่ อาจถูกมองว่าฝักใฝ่ แต่ด้วยระบบลงคะแนนลับนี้ คาดว่าจะได้คนที่เหมาะสมจริงๆ

สำหรับ ส.ส. รุ่นใหม่ การได้เห็นกระบวนการนี้เป็นโอกาสเรียนรู้การเมืองแบบไทยๆ ที่เน้นความโปร่งใสและลับในการตัดสินใจสำคัญ

การเลือกประธานสภาและรองประธานสภา 15 มี.ค. ครั้งนี้จะเป็นตัวชี้วัดความสามัคคีของ ส.ส. ชุดใหม่ หากผลออกมาสมดุลระหว่างพรรค จะช่วยให้รัฐสภาเดินหน้าต่อได้ดี คุณคิดว่า นายโสภณ ซารัมย์ จะได้เป็นประธานจริงหรือไม่? หรือมีเซอร์ไพรส์จากพรรคอื่น? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามอัปเดตข่าวการเมืองจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – เลือกประธานสภาและรองประธานสภา 15 มี.ค. ต้องเข้าคูหาเขียนชื่อหย่อนลงหีบบัตร

เพื่อไทย ปัดข่าว สส.ไม่พอใจเก้าอี้ รมต. ป้องประเสริฐ

ในสถานการณ์การเมืองที่กำลังร้อนระอุ พรรคเพื่อไทยออกมาเคลียร์ข่าวลือที่แพร่สะพัดเกี่ยวกับการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรี โดยยืนยันว่าไม่มี สส. ไม่พอใจแต่อย่างใด ล่าสุด นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ให้สัมภาษณ์ชี้แจงประเด็นร้อนนี้อย่างชัดเจน

เพื่อไทย ปัดข่าว สส.ไม่พอใจเก้าอี้ รมต. ป้อง “ประเสริฐ” ไม่ขาดคุณสมบัตินั่งครม.

เพื่อไทย ปัดข่าว สส.ไม่พอใจเก้าอี้ รมต. ป้อง “ประเสริฐ” ไม่ขาดคุณสมบัตินั่งครม. เรียบร้อยแล้ว โดยนายจุลพันธ์ ระบุว่าพรรคจะนัดประชุมใหญ่ในวันที่ 14 มีนาคม 2567 เพื่อเคาะชื่อรัฐมนตรีทั้ง 5 ตำแหน่ง ซึ่งประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการ 3 ตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วย 1 ตำแหน่ง และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร 1 ตำแหน่ง แม้จะยังไม่มีชื่อชัดเจน แต่ยืนยันว่าการตัดสินใจจะเป็นไปตามกลไกพรรค รับฟังความเห็นจาก สส. และสมาชิกทุกคน

กระแสข่าวที่ว่ามี สส. เพื่อไทยไม่พอใจเพราะเก้าอี้ตกเป็นของกลุ่มโคราช โดยเฉพาะนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค และน.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล สส.บัญชีรายชื่อนครราชสีมา นั้น นายจุลพันธ์ ปฏิเสธทันควัน "ไม่มีมุ้ง ไม่มีกลุ่ม พรรคเพื่อไทยยึดหลักคุณสมบัติ ความถนัด และประสบการณ์เป็นหลัก ไม่มีใครไม่พอใจ กระแสข่าวเหล่านี้มาจากแหล่งข่าวที่หาตัวไม่ได้" เขากล่าว

ป้องประเสริฐ ไม่ขาดคุณสมบัติ ยังไม่มีกระบวนการเอาผิด

สำหรับประเด็นร้อนเรื่องนายประเสริฐ ที่มีข่าวติดคดี จนอาจขาดคุณสมบัติเป็นรัฐมนตรี นายจุลพันธ์ ยืนยันให้ความเป็นธรรม "ยังไม่มีกระบวนการเอาผิดใดๆ ยังไม่มีมติส่งชื่อใครชัดเจน พรรคจะตรวจสอบเชิงลึกอีกครั้ง แต่ตอนนี้ยังไม่มีข้อบ่งชี้ว่าขาดคุณสมบัติ" นอกจากนี้ ตำแหน่งรองประธานสภาฯ ที่มีชื่อนางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม ก็ยังไม่ฟันธง ต้องรอประชุม 14 มี.ค. และมติกรรมการบริหารพรรคก่อน

เพื่อไทยในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลลำดับ 2 จะจัดสรรตำแหน่งให้เหมาะสม โดยรอพิธีเปิดสภา เลือกประธานสภา และนายกฯ ก่อน การพูดคุยจะเน้นบุคคลที่ขับเคลื่อนโยบายแก้ปัญหาชาวบ้านได้จริง ไม่ใช่เรื่องจำนวนเก้าอี้ที่ไม่พอ สส.

  • กำหนดการสำคัญ: ประชุมพรรค 14 มี.ค. เคาะชื่อครม.
  • โควตาเพื่อไทย: รมว. 3, รมช. 1, รองประธานสภา 1
  • หลักการเลือก: คุณสมบัติ ถนัด ประสบการณ์ ไม่มีกลุ่มก๊วน
  • สถานะประเสริฐ: ไม่ขาดคุณสมบัติ ยังบริสุทธิ์

แม้จะมีข่าวลือ แต่พรรคเพื่อไทยยืนยันไม่มีขัดแย้งภายใน สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพของพรรคที่แข็งแกร่ง สามารถจัดการเรื่องภายในได้อย่างมืออาชีพ

ในมุมมองของผู้เขียน การเมืองไทยกำลังเข้าสู่โหมดจัดตั้งรัฐบาลใหม่ การเคลียร์ข่าวลือแบบนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้ดี หากเพื่อไทยเลือกคนเหมาะสมจริง ผลงานคงตามมาแน่นอน คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเรา!

ที่มา – เพื่อไทย ปัดข่าว สส.ไม่พอใจเก้าอี้ รมต. ป้อง “ประเสริฐ” ไม่ขาดคุณสมบัตินั่งครม.

ประวัติ สส.เดือน มนพร เจริญศรี รองประธานสภาฯ

ประวัติ สส.เดือน “มนพร เจริญศรี” สะพัดนั่งรองประธานสภาฯ คนที่ 2 โควตาเพื่อไทย กำลังเป็นข่าวร้อนในวงการเมืองไทยช่วงนี้! หลังจากสถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลมีความชัดเจนมากขึ้น โดยมีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ ร่วมกับเพื่อไทย พลังประชารัฐ และพรรคอื่นๆ ชื่อของ ดร.มนพร เจริญศรี หรือที่ชาวนครพนมเรียกติดปากว่า สส.เดือน ก็ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2

ประวัติ สส.เดือน “มนพร เจริญศรี” สะพัดนั่งรองประธานสภาฯ คนที่ 2 โควตาเพื่อไทย

ข่าวนี้เริ่มสะพัดตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2569 หลังแบ่งโควตาตำแหน่งชัดเจนแล้ว ดร.มนพร สส.เขต 2 นครพนม พรรคเพื่อไทย เป็นชื่อที่โดดเด่นที่สุดสำหรับเก้าอี้ดังกล่าว ก่อนหน้านี้เธอเคยให้สัมภาษณ์วันที่ 4 มีนาคม 2569 หลังรับหนังสือรายงานตัวที่ กกต. ว่า “ตกใจที่ชื่อตัวเองถูกพูดถึง ทางพรรคยังไม่พูดอะไรเรื่องตำแหน่ง” แต่กระแสข่าวแรงมาก!

เส้นทางชีวิตและการศึกษา

ดร.มนพร เจริญศรี อายุ 60 ปี เกิดและเติบโตที่นครพนม พื้นฐานการศึกษาจากโรงเรียนสุนทรวิจิตรและนครพนมวิทยาคม จากนั้นเรียนเลขานุการที่วิทยาลัยนานาชาติเซนต์เทเรซา ปริญญาตรีและโท สาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และปริญญาเอก สาขาสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก ทำให้เธอมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งทั้งด้านการเมืองและการสื่อสาร

ประวัติ สส.เดือน มนพร เจริญศรี

ประวัติ สส.เดือน “มนพร เจริญศรี” สะพัดนั่งรองประธานสภาฯ คนที่ 2 โควตาเพื่อไทย ยังรวมถึงประสบการณ์ยาวนานในวงการท้องถิ่น เธอเคยเป็นสมาชิกสภาอบต.นครพนม 2 สมัย รองนายก อบจ. 2 สมัย นายก อบจ. 1 สมัย ก่อนก้าวสู่ สส. 4 สมัยติด!

ผลงานเด่นในสภาและพรรค

  • โฆษกกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน
  • โฆษกกรรมาธิการพุทธศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม
  • เลขานุการกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค
  • รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย
  • เลขานุการวิปฝ่ายค้าน
  • ประธาน กพสจ.นครพนม

สส.เดือนเป็นที่รักของชาวบ้านเพราะอ่อนน้อม ซื่อสัตย์ ไม่เคยเปลี่ยนข้าง เน้นแก้ปัญหาชีวิตประจำวัน สร้างงาน สร้างอาชีพ และช่วยเกษตรกรเรื่องราคาสินค้า โดยเฉพาะในช่วงทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เธอผลักดันประเด็นยาเสพติด ลดค่าครองชีพ และราคาพืชผลตกต่ำ

เส้นทางการเมือง สส.มนพร เจริญศรี

ในการเลือกตั้ง 14 พ.ค. 2566 เธอสู้กับคู่แข่งหนักอย่าง “ครูแก้ว” ศุภชัย โพธิ์สุ จากภูมิใจไทยที่ยอมข้ามเขต แต่สส.เดือนรักษาแชมป์ได้ด้วยคะแนน 39,800 เสียง ชนะขาดลอยเกือบ 10,000 เสียง บวกคะแนนพรรคเพื่อไทยกว่า 50,000!

ปี 2566 ในรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน เธอได้เป็น รมช.คมนาคม คนแรกที่เป็นหญิงจากนครพนม สร้างประวัติศาสตร์ ล่าสุดเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 ชนะขาดลอยอีกสมัย

ผลงาน สส.เดือน นครพนม

ด้วยประสบการณ์และความนิยมแบบนี้ การได้รองประธานสภาฯ คนที่ 2 จึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากเกิดขึ้นจริง จะเป็นก้าวสำคัญของนักการเมืองหญิงจากอีสาน

ติดตามอัปเดตข่าวการเมืองล่าสุด และแชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย! คุณคิดว่าสส.เดือนเหมาะกับตำแหน่งนี้ไหม?

ที่มา – ประวัติ สส.เดือน “มนพร เจริญศรี” สะพัดนั่งรองประธานสภาฯ คนที่ 2 โควตาเพื่อไทย

“โสภณ” บอก สภาฯ เปิดตั้งรัฐบาลได้เลย พรรคกล้าธรรม?

“โสภณ” บอก สภาฯ เปิดก็ตั้งรัฐบาลได้เลย ไม่รู้มี “พรรคกล้าธรรม” ร่วมหรือไม่ เป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ เมื่อนายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรีและ ส.ส. บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ออกมาให้สัมภาษณ์เรื่องการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ หลังสภาผู้แทนราษฎรกำลังจะเปิดประชุม สถานการณ์การเมืองกำลังเข้มข้น โดยเฉพาะการนับคะแนนและการรับรอง ส.ส. จาก กกต. ที่ใกล้เสร็จสิ้น

“โสภณ” บอก สภาฯ เปิดก็ตั้งรัฐบาลได้เลย ไม่รู้มี “พรรคกล้าธรรม” ร่วมหรือไม่

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายโสภณ ซารัมย์ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเกี่ยวกับกระแสข่าวที่ชื่อของเขาถูกพูดถึงในตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร เขายอมรับว่าไม่ทราบรายละเอียด แต่ขั้นตอนต่างๆ กำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โดย กกต. ได้รับรอง ส.ส. แล้ว รวมถึง ส.ส. บัญชีรายชื่อที่กำลังรายงานตัว ต่อไปเลขาธิการสภาจะแจ้งรัฐบาลเพื่อทูลเกล้าฯ เรียกประชุมสภา และเลือกประธานสภา

ผู้สื่อข่าวถามถึงความเป็นไปได้ในการจัดตั้งรัฐบาลหลังสภาเปิด นายโสภณ ตอบอย่างชัดเจนว่า สภาฯ เปิดก็ตั้งรัฐบาลได้เลย แต่ต้องดูกระแสโลกด้วย ซึ่งสะท้อนถึงมุมมองที่คำนึงถึงสถานการณ์ระหว่างประเทศ เมื่อถูกถามถึงตัวเลขเสียงพรรคร่วมรัฐบาลที่ 293 เสียงเพียงพอหรือไม่ เขาตอบว่าไม่ทราบรายละเอียด ส่วนคำถามสำคัญเรื่องการรวม “พรรคกล้าธรรม” (กธ.) เขาก็ย้ำว่า ไม่รู้ และยืนยันว่าทำงานร่วมกับทุกพรรคได้ หากได้เป็นประธานสภา

กระแสข่าว “มนพร” จ่อรองประธานสภา

นอกจากนี้ ยังมีข่าวว่าพรรคเพื่อไทยจะเสนอนางมนพร เจริญศรี ส.ส. นครพนม รองหัวหน้าพรรค เป็นรองประธานสภาฯ ในโควตาของพรรค นายโสภณ มองว่าเป็นเรื่องภายในพรรคเพื่อไทย แต่ย้ำว่าทำงานร่วมกันได้ทุกคน โดยเฉพาะหากตัวเขาได้ตำแหน่งประธานสภา สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงการเจรจาที่เข้มข้นระหว่างพรรคใหญ่ๆ เพื่อจัดสรรตำแหน่งสำคัญ

  • ขั้นตอนการรับรอง ส.ส. เสร็จสิ้นจาก กกต.
  • สภาฯ เปิดประชุมและเลือกประธานทันที
  • ตัวเลขเสียง 293 เสียงเพียงพอตั้งรัฐบาลหรือไม่?
  • บทบาทพรรคกล้าธรรมในการรวมพรรครัฐบาล
  • โอกาสนายโสภณนั่งประธานสภา

สถานการณ์การเมืองไทยหลังเลือกตั้งกำลังเข้าสู่โหมดจัดตั้งรัฐบาลอย่างรวดเร็ว พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และพรรคอื่นๆ กำลังเคลื่อนไหวเพื่อรวมเสียงให้ได้มากที่สุด การที่นายโสภณ ย้ำถึง “กระแสโลก” แสดงให้เห็นว่าการตัดสินใจต้องคำนึงถึงปัจจัยภายนอก เช่น เศรษฐกิจโลก สงครามการค้า หรือสถานการณ์ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งอาจส่งผลต่อนโยบายรัฐบาลใหม่

สำหรับพรรคกล้าธรรมที่ถูกถามถึง นับเป็นพรรคใหม่ที่อาจมีบทบาทในสมการการเมือง หากเข้าร่วมรัฐบาลจะช่วยเสริมจำนวนเสียงให้มั่นคงยิ่งขึ้น แต่ตัวแทนพรรคภูมิใจไทยยังไม่ยืนยัน ทำให้เกิดการคาดเดาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ กระแสชื่อ “มนพร เจริญศรี” ในตำแหน่งรองประธานสภา ก็เป็นจุดที่น่าจับตา เพราะจะสะท้อนถึงอิทธิพลของพรรคเพื่อไทยในสภา

โดยรวมแล้ว การสัมภาษณ์ของนายโสภณ สร้างความหวังว่ารัฐบาลใหม่จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ หลังสภาเปิด แต่ยังมีหลายปริศนาที่รอคำตอบ เช่น การรวมพรรคเล็กๆ และการจัดสรรเก้าอี้สำคัญ ผู้ติดตามการเมืองควรจับตาการประชุมสภาครั้งแรกอย่างใกล้ชิด

ความเห็นส่วนตัว: การตั้งรัฐบาลที่รวดเร็วจะช่วยให้ไทยก้าวผ่านวิกฤตเศรษฐกิจได้ทันเวลา แต่ต้องระวังการเมืองแบบเก่าๆ ที่อาจทำให้เกิดความขัดแย้ง ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด!

ที่มา – “โสภณ” บอก สภาฯ เปิดก็ตั้งรัฐบาลได้เลย ไม่รู้มี “พรรคกล้าธรรม” ร่วมหรือไม่

“มนพร” ซัดใครบิดเบือน? โฆษกภูมิใจไทยไม่แมน

“มนพร เจริญศรี” ฟาดกลับ โฆษกภูมิใจไทย ใครกันแน่ที่บิดเบือน ยันปราศรัยข้อเท็จจริงยืนยันต่อประชาชน เรื่องเงินดิจิทัลถูกพับ ซัดไม่แมนเอาไปร้องเรียน ฝากถาม กกต.ผิดสัญญาว่าจะให้ หรือไม่ ปม “อนุทิน” แถลงขอใช้หนี้ประชาชน 2,400 บาท

วันที่ 3 มกราคม 2569 นางมนพร เจริญศรี อดีต รมช.คมนาคม ผู้สมัคร สส.เขต 2 เบอร์ 1 นครพนม พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากกรณี โฆษกพรรคภูมิใจไทย ออกมาให้ข่าวกล่าวหาว่า ตนปราศรัยบิดเบือนข้อเท็จจริง เกี่ยวกับปมเงินดิจิทัลวอลเล็ตถูกพับ ถามคืนใครกันแน่ที่บิดเบือน แทนที่จะออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง ทำไมรัฐบาลอนุทิน ไม่สานต่อดิจิทัลวอลเล็ต กลายมาเป็นคนละครึ่ง แต่กลัวเสียเครดิตทางการเมือง ทำงานการเมืองไม่แมน

ขออนุญาตกราบเรียนพี่น้องประชาชนอย่างนี้ว่า ในเวทีของการปราศรัยทุก ๆ เวที ฉันเองได้พูดถึงนโยบายของรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยตลอด 2 ปีที่ผ่านมาว่า นโยบายที่เราชูกับพี่น้องประชาชนเราทำอะไรไปบ้าง อย่างเช่น นโยบายในเรื่อง 30 บาทรักษาทุกที่ เกิดประโยชน์ให้พี่น้องประชาชน โครงการดิจิทัลวอลเล็ตที่เกิดขึ้น พี่น้องประชาชนถามว่า เดิมทีนโยบายที่เราผลักดันไปถึงพี่น้องประชาชนคือโครงการดิจิทัลวอลเล็ต จะให้ประชาชนคนไทยที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป แต่ทำไมการที่เราแจกไป 2 เฟส นั้นถึงเด็กถึงไม่ได้ แล้วประชาชนที่เหลือถึงไม่ได้ ดิฉันได้นำเรียนพี่น้องประชาชนว่า จริง ๆ แล้วการที่เราไปเป็นรัฐบาล เราจะต้องบริหารเงินงบประมาณ ไม่ใช่เพียงแค่ดิจิทัลวอลเล็ตอย่างเดียว ยังมีความจำเป็นทางด้านอื่นๆ อีกมากมาย เราจึงต้องจัดสรรแล้วจ่ายเงินดิจิทัลวอลเล็ตเป็นเฟส โดยเฟสแรกเราจ่ายให้ผู้ที่ถือบัตรประชาชน บัตรคนจน ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส ในสองเฟสแรก แล้วเฟสต่อไปเราคิดว่าในขณะที่มีการเปลี่ยนรัฐบาลจากท่านนายกฯ เศรษฐา มาเป็นนางสาวแพทองธาร ชินวัตร เราได้มีการพิจารณาว่าในงบประมาณปี 2568 – 2569 มีความจำเป็นต้องใช้อะไรบ้าง

เราจะได้จัดสรรงบประมาณมาให้กับพี่น้องประชาชนในส่วนที่ยังไม่ได้ แต่ในช่วงรอยต่อที่ท่านนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ไม่ได้ดำรงตำแหน่งนั้น มีการเปลี่ยนรัฐบาล มาเป็นรัฐบาลของนายกฯ อนุทิน แต่ยังมีงบประมาณ เรียกว่างบกลางเหลืออยู่ เราเข้าใจว่าในงบประมาณ ปลายปี 2568 เราจะได้มีโอกาสได้จัดสรรเงินดิจิทัลวอลเล็ตไปส่วนที่เหลือให้กับพี่น้องประชาชนบางกลุ่ม ฉันก็ได้ชี้แจงไปอย่างตรงไปตรงมา ไม่ได้บิดเบือน ไม่ได้ใส่ร้าย สิ่งที่ดิฉันได้พูดคือเป็นความจริงจากแนวทางปฏิบัติ ไม่ว่าในช่วงของการพิจารณางบประมาณในช่วงของการพิจารณางบประมาณในปี 68 คณะรัฐมนตรีเอง ยังบอกว่ามีงบกลางที่เหลืออยู่ แล้วก็จะดูความจำเป็นว่าเราจะทำดิจิทัลวอลเล็ต ต่อหรือไม่ นี่คือขั้นตอนของงบประมาณ การจะทำพิจารณางบประมาณจำเป็นเดือดร้อน ทุก ๆ ครั้ง คณะรัฐมนตรี จะขอนายกรัฐมนตรีของบกลาง เราจะใช้งบกลาง

โดยงบกลางต้องผ่านมติ ครม. คณะรัฐมนตรีตอนนั้นต้องเห็นชอบหมดทุกพรรคที่เข้าร่วมเป็นคณะรัฐมนตรี และตอนที่ฉันเองอยู่ร่วมรัฐบาล ฉันเห็นทางพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลก็ยกมือแล้วไม่มีใครคัดค้านในที่ประชุม ครม. แต่เมื่อวันหนึ่งที่ฉันออกมาหลังจากยุบสภา พี่น้องประชาชนถามว่าทำไมพี่น้องประชาชนบางส่วนถึงไม่ได้ ฉันได้ชี้แจงอย่างตรงไปตรงมาว่างบประมาณปี 2569 เราไม่ได้เป็นรัฐบาลแล้ว แต่รัฐบาลของอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เอาเงินงบประมาณที่ผ่านพิจารณา มาทำเป็นโครงการคนละครึ่งพลัส ถือเป็นอำนาจรัฐบาล และคณะรัฐมนตรี สามารถทำได้ ทั้งหมดคือความจริง แล้วทางโฆษกพรรคภูมิใจไทย ควรจะได้ชี้แจงต่อประชาชนด้วยซ้ำว่าทำไมโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ท่านถึงไม่ทำต่อ ทำไมไม่ทำต่อเพราะอะไร แต่ขณะเดียวกันท่านควรจะขยายความต่อว่าการไม่ทำต่อนั้น เป็นเพราะอะไร แล้วท่านถึงมาเปลี่ยนเป็นโครงการคนละครึ่งพลัส พี่น้องประชาชนจะได้ประโยชน์อะไรจากโครงการคนละครึ่งพลัสบ้าง เช่นเดียวกันคนละครึ่งพลัส ท่านเองก็ไม่สามารถอนุมัติให้พี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึง ท่านยังมีจำนวนคงเหลือพี่น้องประชาชนตกค้างอีกหลายล้านคนที่ยังไม่สามารถได้โครงการคนละครึ่งพลัส

“แถมท่านนายกฯ อนุทิน ยังมาแถลงกับพี่น้องประชาชนว่าท่านกลับมาเป็นนายกฯ จะได้ใช้หนี้ ติดค้างประชาชนไว้อีก 2,400 บาทนั้น นี่จะไม่ใช่เป็นการที่สัญญาว่าจะให้เหรอคะ ฝากถาม กกต.”

นางมนพร กล่าวอีกว่า ดิฉันเองเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีโอกาสได้สื่อสารกับพี่น้องประชาชน มีโอกาสได้ชี้แจงว่าเงินตรงนี้เราไปทำอะไรบ้าง และเงินตรงนี้รัฐบาล เอาไปทำอะไรบ้าง ท่านควรจะใช้เวทีตรงนี้ ชี้แจงต่อพี่น้องประชาชน แล้วทำความเข้าใจ โดยการที่จะเอาคำปราศรัยของดิฉันไปยื่นร้องต่อ กกต. ฉันคิดว่ามันไม่แมน เพราะว่าสิ่งหนึ่งที่ดิฉันมองว่า การที่นักการเมืองคนหนึ่งได้ลุกขึ้นมาปราศรัยแล้วก็ชี้แจงอย่างตรงไปตรงมาถึงการใช้จ่ายงบประมาณ มันคือเรื่องจริงทั้งหมด แต่หันกลับไปดูว่าท่านในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาชี้แจงเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนหรือไม่

“มนพร” ซัดโฆษกภูมิใจไทย ไม่แมนเอาคำปราศรัยไปร้องเรียน ชี้ใครกันแน่บิดเบือน

“มนพร” ซัดใครบิดเบือน?

จากกรณีที่นางมนพร เจริญศรี ออกมาตอบโต้โฆษกพรรคภูมิใจไทย ทำให้เกิดคำถามว่าใครกันแน่ที่บิดเบือนข้อมูลเกี่ยวกับโครงการดิจิทัลวอลเล็ต นางมนพรยืนยันว่าสิ่งที่เธอพูดเป็นความจริงและเป็นการชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนทราบถึงเหตุผลที่โครงการดิจิทัลวอลเล็ตไม่สามารถดำเนินการได้อย่างที่วางแผนไว้แต่แรก นอกจากนี้ เธอยังตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการที่โฆษกพรรคภูมิใจไทยนำคำปราศรัยของเธอไปร้องเรียนต่อ กกต. โดยมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่แมน

ประเด็นสำคัญอยู่ที่การสื่อสารข้อเท็จจริงและความโปร่งใสในการดำเนินนโยบายของรัฐบาล นางมนพรพยายามชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างสิ่งที่พรรคเพื่อไทยเคยสัญญาไว้กับสิ่งที่รัฐบาลปัจจุบันกำลังทำอยู่ การที่โครงการดิจิทัลวอลเล็ตไม่ได้รับการสานต่อและเปลี่ยนไปเป็นโครงการคนละครึ่งพลัส กลายเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ และนางมนพรต้องการให้โฆษกพรรคภูมิใจไทยออกมาชี้แจงเหตุผลที่ชัดเจนกว่านี้

การออกมาตอบโต้ของนางมนพรไม่ได้เป็นเพียงแค่การปกป้องตัวเอง แต่ยังเป็นการเรียกร้องให้เกิดความรับผิดชอบและความโปร่งใสในการดำเนินนโยบายของรัฐบาล การที่นักการเมืองออกมาให้ข้อมูลที่แตกต่างกันอาจทำให้ประชาชนสับสน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายสามารถนำเสนอข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาและเปิดโอกาสให้ประชาชนได้พิจารณาข้อเท็จจริงด้วยตัวเอง

การเมืองไทยมักเต็มไปด้วยการกล่าวหากันไปมา แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการที่นักการเมืองทุกคนยึดมั่นในหลักการของความจริงและความโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

การออกมาตอบโต้ของ “มนพร” ซัดโฆษกภูมิใจไทย ไม่แมนเอาคำปราศรัยไปร้องเรียน ชี้ใครกันแน่บิดเบือน สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังคงมีอยู่ หวังว่าทุกฝ่ายจะหันมาให้ความสำคัญกับการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน

ที่มา – “มนพร” ซัดโฆษกภูมิใจไทย ไม่แมนเอาคำปราศรัยไปร้องเรียน ชี้ใครกันแน่บิดเบือน

“มนพร” ชูแก้หนี้สินครัวเรือน ชาวนครพนม

“มนพร เจริญศรี” ชูเลือกเพื่อไทยยก จ.นครพนม ตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก เดินหน้านโยบายแก้หนี้สินครัวเรือน ยกแบบอย่าง อดีตนายกฯ ทักษิณ แก้หนี้ IMF สำเร็จมาแล้ว

วันที่ 19 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 นางมนพร เจริญศรี อดีต สส.เขต 2 นครพนม และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ปราศรัยพบปะชาวบ้าน ชูนโยบายสนับสนุนพรรคเพื่อไทย รวมพลังชาวนครพนม เลือก ดร.ภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ อดีต สส.เขต 1 นครพนม พรรคเพื่อไทย นายธนากรณ์ ปราณีนิตย์ ว่าที่ผู้สมัคร สส.เขต 3 นครพนม และ ดร.ชาญชัย คำจำปา ว่าที่ผู้สมัคร สส.เขต 4 นครพนม พรรคเพื่อไทย โดยมีการชูนโยบายหลักของพรรคเพื่อไทย เกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การแก้ไขปัญหายาเสพติด การส่งเสริมอาชีพ การพัฒนาเศรษฐกิจการค้า การท่องเที่ยว ยืนยันความจำเป็นนโยบายแก้หนี้สินในครัวเรือน ในช่วงพรรคเพื่อไทย เป็นรัฐบาล 2 ปีที่ผ่านมา ได้แก้ปัญหาหนี้สิน ช่วยเหลือประชาชน รวมถึงเกษตรกร มาแล้วจำนวนมาก สามารถฟื้นฟูสภาพคล่องในการค้า การลงทุน มีงานมีอาชีพ มีรายได้เพิ่มขึ้น จึงมีความจำเป็นจะต้องสนับสนุนพรรคเพื่อไทย เข้ามาสานต่อตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก เดินหน้าแก้ปัญหาหนี้สิน

นางมนพร กล่าวว่า ยอมรับว่ารัฐบาลไม่ได้มีโอกาสตั้งรัฐบาลมานานกว่า 10 ปี หลังเข้ามาตั้งรัฐบาลได้สองปี ได้เร่งผลักดันทุกนโยบาย เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทย เนื่องจากเกิดวิกฤตด้านเศรษฐกิจ ทำให้สินค้าราคาแพงขึ้น ค่าครองชีพสูง ประชาชนเกิดหนี้สินมากขึ้น หาเงินยาก ทำให้พรรคเพื่อไทย พยายามเร่งช่วยเหลือปัญหาหนี้สินแก่ประชาชนมาตลอด สำหรับนโยบายที่จะต้องสานต่อคือ การแก้หนี้สินให้กับประชาชน ที่มีปัญหาหนี้นอกระบบ ผ่านธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. ให้สามารถกู้ได้ คนละ 50,000 บาท ไม่ต้องมีคนค้ำ นอกจากนี้ยังมีนโยบายแก้หนี้เสียสำหรับประชาชน ที่เป็นหนี้กับธนาคารรัฐ ไม่เกิน 2 แสนบาท ชำระเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้นรัฐบาลช่วยเหลือ รวมถึงช่วยเกษตรกร พักชำระหนี้ ทั้งต้นและดอกเบี้ย เป็นเวลา 3 ปี โดยสองปีที่เป็นรัฐบาลแก้หนี้ช่วยเกษตรกรมาแล้วกว่า 6 แสนราย แต่วงเงินคนละไม่เกิน 3 แสนบาท หากเป็นรัฐบาลรอบหน้าเพิ่มวงเงินเป็น 5 แสนบาท

ถามว่า “รัฐบาลพรรคเพื่อไทย จะเอาเงินมาจากไหน ยืนยันว่าหากเป็นรัฐบาลที่มีศักยภาพ ไม่ต้องกังวลจะเป็นการสนับสนุนให้ประชาชนสร้างหนี้เพิ่ม จะต้องมีการบริหารจัดการที่ดี และสามารถหาเงินมาบริหารประเทศได้ ไม่ก่อหนี้ให้ประเทศได้รับผลกระทบ ยกตัวอย่าง: รัฐบาลอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร สามารถบริหารจัดการแก้ไขปัญหาหนี้ IMF จนสำเร็จมาแล้ว ทำให้ประเทศไทยพ้นวิกฤตกลับมายืนหยัดบนเวทีอาเซียนอีกครั้ง ถึงเวลารวมพลังเลือกเพื่อไทย ทุกจังหวัด เข้ามาเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก สานต่อทุกนโยบายรวมถึงเดินหน้าแก้หนี้สินในครัวเรือน ให้ประชาชน มีงาน มีอาชีพมีรายได้ เพิ่มขึ้น สร้างคุณภาพชีวิตที่ดี รวมถึงกระตุ้นเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยวของประเทศ”

“มนพร” ชูนโยบายแก้หนี้สินครัวเรือน อ้อนชาวนครพนม

นางมนพร เจริญศรี เน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้หนี้สินครัวเรือน ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนชาวนครพนมและทั่วประเทศ การมีนโยบายที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาหนี้สิน จะช่วยให้ประชาชนสามารถกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและมีกำลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้

ทำไมการแก้หนี้สินครัวเรือนจึงสำคัญ?

การแก้หนี้สินครัวเรือน ไม่ใช่แค่เรื่องของการเงินส่วนบุคคล แต่เป็นเรื่องของเศรษฐกิจโดยรวม เมื่อประชาชนมีหนี้สินมากเกินไป จะส่งผลให้กำลังซื้อลดลง การลงทุนน้อยลง และท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาหนี้สินจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ

นโยบายของพรรคเพื่อไทยที่เน้นการแก้หนี้สินครัวเรือน จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง การมีรัฐบาลที่เข้าใจปัญหาและพร้อมที่จะแก้ไข จะเป็นสิ่งที่นำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

  • การพักชำระหนี้เป็นเวลา 3 ปี ช่วยให้เกษตรกรมีเวลาปรับตัว
  • การให้กู้ยืมเงินโดยไม่มีคนค้ำ ช่วยให้ผู้ที่ต้องการเงินทุนเข้าถึงแหล่งเงินได้ง่ายขึ้น
  • การลดหนี้เสีย ช่วยลดภาระของประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจ

มาร่วมกันสนับสนุนนโยบายแก้หนี้สินครัวเรือน เพื่อสร้างอนาคตที่สดใสให้กับประเทศไทยของเรา

ที่มา – “มนพร” ชูนโยบายแก้หนี้สินครัวเรือน อ้อนชาวนครพนมเลือกว่าที่ผู้สมัคร สส.เพื่อไทย ยกจังหวัด

มนพร นำทีม! ขอเสียงเพื่อไทย ยกจังหวัดนครพนม

“มนพร” ควง “เผ่าภูมิ” ลุยปราศรัยรายตำบล รวมพลังชาวนครพนม เลือก “เพื่อไทย” ยกจังหวัดทั้ง 4 เขต ชูนโยบายหวยเกษียณ จำเป็นต้องเลือกเพื่อไทย ตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากเข้าไปสานต่อทุกนโยบาย

วันที่ 21 พ.ย. 2568 นางมนพร เจริญศรี สส.เขต 2 นครพนม พรรคเพื่อไทย อดีต รมช.คมนาคม ในฐานะรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และแกนนำครอบครัวเพื่อไทย ลงพื้นที่ อ.เรณูนคร อ.ธาตุพนม นครพนม ปราศรัยย่อยชูนโยบายต่อเนื่อง เพื่อรวมพลังคนนครพนม เลือก “เพื่อไทย” ยกจังหวัดทั้ง 4 เขต ประกอบด้วย

  • เขตเลือกตั้งที่ 1 ดร.ภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ สส.เขต 1 นครพนม พรรคเพื่อไทย
  • เขตเลือกตั้งที่ 2 นางมนพร เจริญศรี สส.เขต 2 นครพนม อดีต รมช.คมนาคม
  • เขตเลือกตั้งที่ 3 สจ.เจ นายธนากรณ์ ปราณีนิตย์ ว่าที่ผู้สมัคร สส.เขต 3 นครพนม พรรคเพื่อไทย
  • เขตเลือกตั้งที่ 4 นายชาญชัย คำจำปา อดีต รองนายก อบจ.นครพนม ว่าที่ผู้สมัคร สส.เพื่อไทย เขต 4 นครพนม

ต้องเลือกพท.ไปตั้งรัฐบาล

นางมนพร ยืนยันความจำเป็น นครพนม จะต้องเลือก “เพื่อไทย” ยกจังหวัดเข้าไปตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก สานต่อทุกนโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่ประชาชนได้ประโยชน์จริง โดยเฉพาะนโยบายหวยเกษียณ ที่เกิดจากแนวคิดพรรคเพื่อไทย ตอบโจทย์คนไทยชอบเสี่ยงโชคซื้อหวย กลายเป็นเงินออม เพิ่มสวัสดิการดูแลผู้สูงอายุ และเป็นรายได้ตกทอดสู่ลูกหลาน ถือเป็นอีกนโยบายสำคัญ ที่จะต้องสานต่อ

ย้ำนโยบายหวยเกษียณ

นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปราศรัยว่า นโยบายหวยเกษียณ เป็นอีกหนึ่งนโยบายสำคัญ โดยพรรคเพื่อไทย ได้คิดริเริ่มดำเนินการในช่วงเป็นรัฐบาล ปัจจุบันผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร และประกาศใช้ตามกฎหมาย แต่เกิดปัญหาทางการเมือง เปลี่ยนขั้วรัฐบาลจึงชะงักลง ดังนั้นจำเป็นที่การเลือกตั้ง ที่จะมาถึงพี่น้องชาวนครพนม ต้องรวมพลังเลือก “เพื่อไทย” ยกจังหวัดทั้ง 4 เขต เข้าไปสนับสนุนตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก สานต่อทุกนโยบายสำคัญ ที่เกิดประโยชน์ต่อประชาชน

ทำไมนครพนมต้องเลือก “เพื่อไทย” ยกจังหวัด?

นายเผ่าภูมิ  กล่าวด้วยว่า มั่นใจนโยบายหวยเกษียณ เป็นนโยบายที่ตอบโจทย์พี่น้องคนไทย ที่ชอบเสี่ยงโชค เป็นการซื้อหวยที่ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นการขายหวยแบบระบบดิจิตอล ในราคาใบละ 50 บาท ซื้อได้คนละไม่เกิน 3,000 บาท ออกรางวัลทุกวันศุกร์ รางวัลที่ 1 มี 5 รางวัล รางวัลละ 1 ล้านบาท รางวัลที่ 2 มีจำนวน 10,000 รางวัล รางวัลละ 1,000 บาท ส่วนคนซื้อจะต้องมีอายุ 15 ปีขึ้นไป หากไม่ถูกรางวัลจะกลายเป็นเงินออม ได้คืนเมื่ออายุ 60 ปี ส่วนผู้อายุเกิน 60 ปี จะได้คืนหลังซื้อ 5 ปีขึ้นไป หรือหากเสียชีวิตจะตกสู่ลูกหลาน ถือเป็นนโยบายที่จะส่งเสริมการออม เพิ่มสวัสดิการดูแลผู้สูงอายุ มั่นใจเกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน แน่นอน

เลือก “เพื่อไทย” ยกจังหวัดนครพนม

การลงพื้นที่ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคเพื่อไทยในการสานต่อนโยบายต่างๆ ที่ได้ริเริ่มไว้ และความเชื่อมั่นว่านโยบายเหล่านี้จะสามารถแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนได้จริง การเลือก “เพื่อไทย” ยกจังหวัด จึงเป็นเหมือนการมอบโอกาสให้พรรคได้เข้าไปทำงานเพื่อพี่น้องชาวนครพนมอย่างเต็มที่

ที่มา – “มนพร” ควง “เผ่าภูมิ” ลุยปราศรัย จ.นครพนม รายตำบล ขอเลือก “เพื่อไทย” ยกจังหวัด สานต่อทุกนโยบาย

Scroll to top