มนพร เจริญศรี

“มนพร” มองรัฐบาล “อนุทิน” รอดหรือไม่ หากเจออภิปราย

“มนพร” ลุยปราศรัยนครพนม ทวงคืนแชมป์จากภูมิใจไทย ชี้เพื่อไทยถูกกระทำนิติสงครามหลายครั้ง แต่ไม่หวั่นไหว มองการเมือง 2 มาตรฐาน เทียบยุคนายกฯ อิ๊งค์-อนุทิน มีปัญหาในลักษณะเดียวกัน แต่โดนแค่เพื่อไทย มั่นใจรัฐบาลถึงทางตัน เหลือแค่ยุบสภาหนีถ้าเจอซักฟอก ประเด็นสำคัญคือ “มนพร” มองรัฐบาล “อนุทิน” แล้วมีความเห็นอย่างไรต่อสถานการณ์ปัจจุบัน

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 นางมนพร เจริญศรี สส.เขต 2 นครพนม พรรคเพื่อไทย อดีต รมช.คมนาคม ในฐานะรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เตรียมพร้อมเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลงพื้นที่ปราศรัย ลุยจัดเวทีย่อยหาเสียง พบปะชาวบ้านรายตำบล ในพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 2 เขต 3 เขต 4 พร้อมมีการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. เขต 3 เขต 4 นครพนม คนใหม่ ภายใต้แคมเปญยกเครื่องเพื่อไทย เพื่อทวงแชมป์คืนจากภูมิใจไทย ตั้งเป้ากวาดที่นั่งเป็นของเพื่อไทย ทั้ง 4 เขต เพราะเหลือเพียงแค่เขต 3 และเขต 4 เป็นพรรคภูมิใจไทย เน้นชูนโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่เกิดประโยชน์ต่อประชาชนแท้จริง เชื่อมั่นพรรคเพื่อไทยมีนโยบายกินได้ เข้าถึงประชาชน แต่มีนักการเมืองบางพรรคสร้างความบิดเบี้ยวทางการเมือง มองข้ามเสียงข้างมากของประชาชน ที่มาจากการเลือกตั้ง ยืนยันความจำเป็นของการเลือกตั้งครั้งนี้ จะต้องรวมพลังสนับสนุนพรรคเพื่อไทย กลับมาเป็นรัฐบาล สานต่อนโยบายการพัฒนาขับเคลื่อนประเทศไทย

เพื่อไทยถูกกระทำนิติสงครามหลายครั้งแต่ไม่หวั่นไหว

นางมนพร กล่าวปราศรัยกับพี่น้องประชาชนว่า ทุกนโยบายของพรรคเพื่อไทย มาจากความเดือดร้อน และปัญหาความทุกข์ยากของประชาชน ทุกนโยบาย ทุกยุคทุกสมัย เข้าถึงประชาชน แต่เสียดาย ปัญหาการเมืองประเทศไทย ทำให้พี่น้องประชาชนเสียโอกาส เพราะนักการเมืองบางพรรคสร้างความบิดเบี้ยวทางการเมือง หวังสืบอำนาจทางการเมือง จนพรรคเพื่อไทย ที่มีผลงานมากที่สุดของประเทศ ประชาชนได้ประโยชน์ ตั้งแต่พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน จนถึงเพื่อไทย ถูกกระทำจากปัญหานิติสงคราม ถูกปฏิวัติ รัฐประหาร ยุบพรรค มาหลายครั้ง แต่ยืนยันไม่เคยหวั่นไหว ไม่เคยล่มสลาย พร้อมยืนเคียงข้างประชาชน ที่สำคัญ พรรคเพื่อไทยมีประชาชนเป็นผนังทองแดง กำแพงเหล็ก ทำให้มีพลังขับเคลื่อนการทำงานต่อเนื่อง

“มนพร” มองรัฐบาล “อนุทิน” อย่างไร

หากถามถึงรัฐบาลปัจจุบัน ของนายกฯ อนุทิน ถือเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจเสียงข้างน้อย มาจากความบิดเบี้ยวทางการเมือง ยากที่จะเดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนา ได้จัดตั้งรัฐบาลเพราะเสียงฝ่ายค้านมาสนับสนุน ทำให้เห็นความชัดเจนของการเมืองแบบสองมาตรฐาน ยกตัวอย่าง เป็นที่น่าสังเกต กรณีอดีตนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้พ้นจากตำแหน่ง เพราะการเจรจาเพื่อความสันติวิธีเกี่ยวกับปัญหาชายแดน แต่รัฐบาลปัจจุบันมีปัญหามากมาย ที่เข้าข่ายความผิดในการใช้อำนาจหน้าที่ รวมถึงการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ที่มีปัญหาในลักษณะเดียวกันกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทย แต่ไม่ถูกพิจารณาตัดสินความผิด อย่างไรก็ตามเชื่อมั่น หากรัฐบาล นายกฯ อนุทิน ไม่ยุบสภาก่อนที่จะมีการถูกซักฟอกอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากถึงเวลาลงมติไม่ไว้วางใจ คงยากที่จะรอดเพราะมีเสียงข้างน้อยกว่าฝ่ายค้าน ทำให้การเลือกตั้งที่จะมาถึงสำคัญสำหรับพี่น้องประชาชน ถึงเวลารวมพลังสนับสนุนพรรคเพื่อไทย สร้างความสมบูรณ์ให้แก่ระบอบประชาธิปไตย ประกาศจุดยืนให้นักการเมืองรับรู้ว่า เสียงของประชาชนจะต้องเป็นใหญ่ในแผ่นดิน พรรคการเมืองที่มาจากเสียงข้างมากของประชาชน จะต้องยืนหยัดอยู่กับประชาชน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทย

“มนพร” มองรัฐบาล “อนุทิน” ถ้าไม่ยุบสภาหนี รอดยากถ้าเจออภิปรายไม่ไว้วางใจ

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น “มนพร” มองรัฐบาล “อนุทิน” ว่ามีความเสี่ยงที่จะไม่รอด หากมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจเกิดขึ้นจริง นี่คือมุมมองที่น่าสนใจและควรพิจารณาในการตัดสินใจทางการเมืองครั้งต่อไป

การเมืองไทยมีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

ที่มา – “มนพร” มองรัฐบาล “อนุทิน” ถ้าไม่ยุบสภาหนี รอดยากถ้าเจออภิปรายไม่ไว้วางใจ

สุริยะฝากสานต่อ! ถนนพระราม 2 และรถไฟฟ้า 20 บาท

“สุริยะ” ฝากรัฐมนตรีคมนาคมคนใหม่สานต่อสร้างถนนพระราม 2 ให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ พ้อเสียดายนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายผลักดันมาไกลหากเหลือแค่เข้าการพิจารณาของวุฒิสภา หากไม่สานต่อเปรียบเหมือน “มวยที่ชกมาถึงยก 4 เหลือแค่มวยยก 5” เท่านั้น

ที่กระทรวงคมนาคม เมื่อเวลา 10.00 น. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รักษาการรองนายกรัฐมนตรี และ นางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม ได้เข้ามากราบลาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในกระทรวงคมนาคม พร้อมกล่าวลาผู้บริหารข้าราชการกระทรวงคมนาคมที่ได้ร่วมงานในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง ซึ่งนายสุริยะ ได้กล่าวว่า หลังจากที่ได้เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมาเกือบ 2 ปี ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กระทรวงคมนาคมได้เร่งวางยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในหลายมิติ โดยเฉพาะการพัฒนาระบบราง ที่วางเป้าหมายไว้เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์จากการขนส่งทางบกที่มีราคาสูงมาสู่ระบบราง

นอกจากนี้ยังได้มีการแก้ปัญหาเร่งด่วนที่ประชาชนเผชิญหน้าในชีวิตประจำวันอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การแก้ปัญหาความแออัดที่สนามบินสุวรรณภูมิ ที่เคยมีคิวยาวเหยียด ก็ได้มีการติดตั้งเครื่องอำนวยความสะดวกและประสานงานกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เพื่อเพิ่มช่องทางเข้า-ออก ให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นขึ้น

แม้หลายโครงการจะมีความคืบหน้า แต่ภารกิจของกระทรวงคมนาคมยังไม่สิ้นสุด อยากฝากถึงรัฐมนตรีคนใหม่ให้เข้ามาสานต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการถนนพระราม 2 และโครงการทางด่วนพิเศษระหว่างเมือง M82 ให้แล้วเสร็จ เนื่องจากเส้นทางถนนพระราม 2 มีความสำคัญที่เป็นทางยกระดับในการแก้ปัญหาจราจรติดขัด และเป็นเส้นทางหลักมุ่งสู่ภาคใต้ พร้อมฝากปลัดกระทรวงคมนาคมให้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการติดตามงานอย่างใกล้ชิด

นายสุริยะ ยังได้กล่าวต่อว่า ในส่วนของนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายนั้น ยอมรับว่าเสียดายเพราะขณะนี้ได้มีการผลักดันกฎหมายมาจนเกือบแล้วเสร็จ พร้อมที่จะใช้แล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นในเรื่องนี้ก็ต้องให้เป็นอำนาจในการตัดสินใจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมคนใหม่ ว่าจะสานต่อหรือไม่

ขณะที่ นางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม ได้กล่าวถึงการผลักดันนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายว่า ถือเป็นนโยบายหลักของกระทรวงและได้ดำเนินการไปไกลมากแล้ว โดยเฉพาะการผลักดันร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 3 ฉบับ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ. การขนส่งทางราง, ร่าง พ.ร.บ. การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และร่าง พ.ร.บ. ตั๋วร่วม ซึ่งผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาในวาระที่ 2 และ 3 ของวุฒิสภา โดยมองว่าเปรียบเสมือน “มวยยก 4 ที่เหลือแค่มวยยก 5” ซึ่งหากกฎหมายเหล่านี้ผ่านก็จะสามารถเป็นเครื่องมือให้รัฐบาลชุดใหม่นำไปใช้สานต่อโครงการได้อย่างไร้รอยต่อ

ขณะเดียวกัน ยังมีกฎหมายสำคัญที่ถูกผลักดันอย่างต่อเนื่องสามารถปลดล็อกปัญหาที่สะสมมานาน เช่น ร่าง พ.ร.บ. การท่าเรือ ที่ไม่ได้มีการแก้ไขมานานกว่า 71-72 ปี ซึ่งผ่านการพิจารณาหลักการของวุฒิสภาแล้ว และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารงานของการท่าเรือแห่งประเทศไทย และร่าง พ.ร.บ. ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ (SEC) ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดก่อน และร่าง พ.ร.บ. กำลังเตรียมเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในลำดับต่อไป

สุริยะฝากสานต่อ ถนนพระราม 2 และรถไฟฟ้า 20 บาท

จากกรณีที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ได้ออกมากล่าวถึงความคืบหน้าของโครงการต่างๆ ของกระทรวงคมนาคมก่อนที่จะส่งมอบงานให้กับรัฐมนตรีคนใหม่นั้น ประเด็นที่น่าสนใจคือการเน้นย้ำถึงความสำคัญของโครงการถนนพระราม 2 และนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ซึ่งเป็นโครงการที่อยู่ในความสนใจของประชาชนอย่างมาก

ความคืบหน้าล่าสุดของถนนพระราม 2

โครงการถนนพระราม 2นั้น ถือเป็นเส้นทางหลักที่สำคัญในการเดินทางสู่ภาคใต้ การพัฒนาและปรับปรุงเส้นทางนี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรที่ติดขัด และอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้แก่ประชาชน

อนาคตของนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท

สำหรับนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายนั้น เป็นนโยบายที่ได้รับการคาดหวังจากประชาชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากยิ่งขึ้น การสานต่อนโยบายนี้จึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่

การส่งมอบงานของกระทรวงคมนาคมในครั้งนี้ ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญในการกำหนดทิศทางของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ การสานต่อโครงการต่างๆ ที่ริเริ่มไว้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน รอดูว่ารัฐมนตรีคนใหม่จะสานต่อนโยบายเหล่านี้อย่างไรต่อไป

ที่มา – “สุริยะ” ฝาก รมว.คมนาคมใหม่ สานต่อถนนพระราม 2 พ้อเสียดายนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท

“มนพร” โยน “ภูมิธรรม” ตอบปมอำนาจยุบสภา

“มนพร” แนะถาม “ภูมิธรรม” ปมอำนาจยุบสภา เผย สส.หลายคนยังอยู่กับพรรคเพื่อไทย ไม่ได้ตาม “ศักดิ์ดา” ไป “สุริยะ” โยนถาม “ภูมิธรรม” เช่นกัน

วันที่ 2 กันยายน 2568 นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และ สส.นครพนม พรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงความชัดเจนเรื่องอำนาจยุบสภา ว่า ต้องรอฟังนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี

ผู้สื่อข่าวถามต่อ ล่าสุดมีการส่งสัญญาณอะไรไปยังสมาชิกพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นางมนพร ตอบว่า ยัง โดยในช่วงบ่ายวันนี้จะมีการประชุมพรรค เดี๋ยวรอฟังนายภูมิธรรม ส่วนในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ทราบแต่ว่ามีวาระปกติ เมื่อถามอีกว่าตอนนี้ชัดเจนหรือยัง อำนาจยุบสภารัฐบาลรักษาการทำได้หรือไม่ นางมนพร ตอบว่า ฟังจากนักกฎหมายหลายๆ ท่าน สุดท้ายอยู่ที่นายภูมิธรรม ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ

ในคำถามว่าเป็นห่วงหรือไม่ หากมีการยุบสภาไปแล้วจะมีการไปร้องศาลตามมาอีก นางมนพร ระบุว่า บางทีฝนไม่ตกอย่าเพิ่งกางร่ม ต้องรอฟังก่อน ทางด้านคำถามว่าตอนนี้สมาชิกในพรรคเพื่อไทยเริ่มมีสัญญาณว่าจะทิ้งพรรคแล้ว จะตรึงสมาชิกเหล่านี้ให้อยู่ได้อย่างไร นางมนพร ตอบว่า เท่าที่ทราบตอนนี้ที่มีข่าวว่าจะไป พอสอบถามบางคนก็ยังอยู่กับพรรคเพื่อไทย หลายคนที่มีข่าวว่าจะตาม นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทยไป พอสอบถามก็ยังอยู่กับพรรคเพื่อไทย ยืนยันได้มีการตรวจสอบแล้ว และบางคนยังยืนยันที่จะเข้าร่วมประชุมพรรคอยู่

เมื่อถามย้ำ ยืนยันหรือไม่ว่าหากยุบสภาตอนนี้ สส. ที่จะย้ายออกไปจะกลับมาที่พรรคเพื่อไทยเหมือนเดิม นางมนพร กล่าวว่า เราต้องพยายามรักษา สส.เดิมของเราไว้ หรือในบางพื้นที่ที่เราไม่มี สส. เราก็เอาคนที่มั่นใจจะลงสมัครกับเราไปลงพื้นที่มาตลอด

ส่วนประเด็นคำถามหากยุบสภาตอนนี้คิดว่าจะเป็นผลดีหรือผลเสียกับพรรคเพื่อไทย นางมนพร เผยว่า ต้องรอดู เพราะเราเป็นนักการเมืองประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง ฉะนั้น อย่ากลัวว่าจะมีการเลือกตั้ง เมื่อถามอีกว่าไม่แคร์ที่อาจจะได้ สส.ต่ำกว่าร้อยอย่างที่มีการพูดกันใช่หรือไม่ นางมนพร บอกว่า นั่นเป็นเรื่องหนึ่งที่เป็นกลยุทธ์ของแต่ละพรรคการเมืองและการสื่อสารกับพี่น้องประชาชนว่า ในฐานะ 2 ปีที่เรามาทำงานเป็น สส. และเป็นรัฐบาล เราทำอะไรให้กับพี่น้องประชาชนบ้าง

สำหรับคำถาม ยังมั่นใจหรือไม่เพราะนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่หาเสียงไว้ยังไม่ค่อยออกมาเป็นรูปธรรม นางมนพร กล่าวว่า ของพรรคเพื่อไทยมีหลายนโยบายที่เราทำไว้ ซึ่งมันยังไปไม่ถึงจุดสิ้นสุดของความสำเร็จ แต่ทุกนโยบายเราได้เริ่มต้นมา และ สส.หลายคนของพรรคบอกว่าเรามาจากการเลือกตั้ง อย่าไปหวั่นไหวกับเรื่องพวกนี้ แต่อาจจะอยู่ไม่ครบเทอม 4 ปี หรือจะอยู่ครบเทอมค่อยดูกันอีกที เมื่อถามย้ำว่า ตกลงการยุบสภาเป็นไม้ตายของพรรคเพื่อไทยในการที่จะปลดล็อกการเมืองในขณะนี้ใช่หรือไม่ นางมนพร กล่าวว่า ตนตอบไม่ได้ อยู่ที่นายภูมิธรรม

ทางด้าน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยจะมีการหารือกันภายในหรือยังกับเรื่องยุบสภา นายสุริยะ กล่าวว่า ทั้งหมดนี้รอถามนายภูมิธรรม เมื่อถามอีกว่ามั่นใจหรือไม่รัฐบาลรักษาการจะสามารถยุบสภาได้ นายสุริยะ ตอบว่า ลองถามนายภูมิธรรมดู.

“มนพร” โยน “ภูมิธรรม” ตอบปมอำนาจยุบสภา

อำนาจยุบสภา: ใครเป็นคนตัดสินใจ?

จากประเด็นที่นางมนพร ได้กล่าวถึงเรื่อง อำนาจยุบสภา นั้น แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองในขณะนี้ การตัดสินใจอยู่ที่นายภูมิธรรม ซึ่งต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย ทั้งข้อกฎหมายและสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน การที่ สส. หลายคนยังคงอยู่กับพรรคเพื่อไทย แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในพรรค แต่ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด

การที่พรรคเพื่อไทยเน้นย้ำถึงผลงานในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต หากมีการยุบสภาเกิดขึ้นจริง พรรคเพื่อไทยจะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ และรักษาฐานเสียงเดิมไว้ให้ได้

การเมืองไทยยังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจเรื่องอำนาจยุบสภาจะส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน และประชาชนทุกคนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ที่มา – “มนพร” โยน “ภูมิธรรม” ตอบปมอำนาจยุบสภา ยัน สส.หลายคนยังอยู่เพื่อไทย

มนพร เผย! ส.ส.เพื่อไทยหนุนอนุทิน จริงหรือ?

ข่าวใหญ่สะเทือนวงการ! “มนพร” ออกมาเปิดเผยว่ามี ส.ส. พรรคเพื่อไทย (พท.) ประมาณ 10 คน เตรียมสนับสนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” แต่เมื่อตรวจสอบแล้ว พบว่าทุกคนยังอยู่กับพรรค ยกเว้น “ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์” เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไรต่อไป ติดตามได้ในบทความนี้

เมื่อเวลา 09.25 น. ของวันที่ 30 สิงหาคม 2566 ณ ทำเนียบรัฐบาล นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นร้อนเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ โดยกล่าวว่า หลังจากการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในช่วงเช้า แกนนำพรรคเพื่อไทยจะมีการพูดคุยกันอีกครั้งในช่วงบ่ายที่พรรค

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความชัดเจนในการหารือกับพรรคการเมืองต่างๆ นางมนพรตอบว่า “เวลายังเร็วไป” และเมื่อถามถึงกรณีที่นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ส.ส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ออกมาให้ข่าวว่าจะนำ ส.ส. กว่า 10 เสียงสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นางมนพรกล่าวว่าเธอยังไม่ทราบว่ามี ส.ส. คนใดอีกบ้างที่จะสนับสนุน นอกจากนายศักดิ์ดา แต่เท่าที่ทราบ ทุกคนยังคงอยู่กับพรรคเพื่อไทย ยกเว้นนายศักดิ์ดา

นางมนพรยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ถึงแม้จะไม่ได้มีการตรวจสอบอย่างละเอียด แต่ก็ได้มีการสอบถามกันภายในพรรค และหลายคนยืนยันว่ายังอยู่กับพรรคเพื่อไทยและจะร่วมต่อสู้ไปด้วยกัน

เมื่อถามถึงการตรวจสอบรายชื่อ 10 ส.ส. ที่นายศักดิ์ดาอ้างถึง นางมนพรกล่าวว่า “ตรวจสอบแล้ว” แต่ไม่มีใครในกลุ่ม ส.ส. ที่จะไปตามที่กล่าวอ้าง

มั่นใจรวบรวมเสียงได้!

เมื่อถามถึงความมั่นใจในการรวบรวมเสียง นางมนพรตอบด้วยความมั่นใจว่า “มั่นใจ” เพราะส่วนใหญ่ทุกพรรคยังมีการพูดคุยกันอยู่ รวมถึงพรรคประชาชน (ปชช.) เอง และเงื่อนไขต่างๆ นอกจากนี้ ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรก็ยังคงเป็นของฝั่งรัฐบาลเดิม และไม่มีเงื่อนไขทางกฎหมายรัฐธรรมนูญใดๆ ที่จะกำหนดเรื่องการโหวตเลือกนายกฯ

สำหรับพรรคร่วมรัฐบาลเดิมอย่างพรรคกล้าธรรม (กธ.) ที่ไม่ได้มาร่วมแถลงเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม นางมนพรกล่าวว่า “ก็ต้องมาคุยกัน” เพราะพรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะต้องพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลเดิมทุกพรรค

มนพร เผย 10 ส.ส.เพื่อไทย จ่อหนุน “อนุทิน” เช็กแล้วยังอยู่ ยกเว้น “ศักดิ์ดา”

เมื่อถามถึงความกังวลว่าพรรคกล้าธรรมจะพลิกขั้ว นางมนพรตอบว่า “คงต้องมีการคุยกันอีกครั้งหนึ่ง”

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับ ส.ส.เพื่อไทยหนุนอนุทิน

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับข่าว มนพร เผย 10 ส.ส.เพื่อไทย จ่อหนุน “อนุทิน” เช็กแล้วยังอยู่ ยกเว้น “ศักดิ์ดา” ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การออกมาให้สัมภาษณ์ของนางมนพร เจริญศรี ได้สร้างความกระจ่างในหลายประเด็น แต่ก็ยังคงมีคำถามที่รอคำตอบอยู่

  • นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์: จุดยืนที่แท้จริงของ ส.ส. ท่านนี้คืออะไร?
  • 10 ส.ส. ที่ถูกอ้างถึง: พวกเขาคือใคร และมีเจตจำนงอย่างไร?
  • อนาคตการจัดตั้งรัฐบาล: พรรคเพื่อไทยจะสามารถรวบรวมเสียงได้อย่างราบรื่นหรือไม่?

คำถามเหล่านี้ยังคงวนเวียนอยู่ในความสนใจของประชาชน และมีผลต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งสำคัญ

สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย และความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราเข้าใจสถานการณ์และสามารถตัดสินใจได้อย่างมีวิจารณญาณ

ถึงแม้ว่านางมนพรจะยืนยันว่าส่วนใหญ่ ส.ส. ยังคงอยู่กับพรรคเพื่อไทย แต่สิ่งที่นายศักดิ์ดาได้กระทำไปนั้น ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของพรรคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พรรคเพื่อไทยจึงต้องเร่งแก้ไขปัญหาและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนโดยเร็ว

การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความท้าทายและความไม่แน่นอน การติดตามข่าวสารและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ข่าว มนพร เผย 10 ส.ส.เพื่อไทย จ่อหนุน “อนุทิน” เช็กแล้วยังอยู่ ยกเว้น “ศักดิ์ดา” เป็นเครื่องเตือนใจว่าการเมืองคือเรื่องของการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เราในฐานะประชาชนจึงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ

ที่มา – “มนพร” เผย 10 ส.ส.เพื่อไทย จ่อหนุน “อนุทิน” เช็กแล้วยังอยู่ ยกเว้น “ศักดิ์ดา”

“มนพร” ดันสินค้านครพนม ขยายตลาด Trade Fair

“มนพร เจริญศรี” เปิดงานแสดงและจำหน่ายสินค้า “Nakhon Phanom Trade Fair” ชูนครพนมมีโครงข่ายคมนาคมที่ครบถ้วน ผลักดันศักยภาพเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน สร้างโอกาสการค้า การลงทุน วันที่ 23 สิงหาคม 2568 นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานเปิดงานแสดงและจำหน่ายสินค้าจังหวัดนครพนม “Nakhon Phanom Trade Fair” เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ซึ่งจัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการ ขยายช่องทางการตลาดสินค้าท้องถิ่น เป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพของนครพนมให้ปรากฏต่อสายตาภาครัฐ ภาคเอกชน นักลงทุน นักท่องเที่ยวและประชาชน โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 24 สิงหาคม 2568 ณ อาคารแสดงสินค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ

“มนพร” ดันสินค้านครพนม จัดงาน Trade Fair ขยายช่องทางการตลาดสินค้าท้องถิ่น

นางมนพร กล่าวว่า นครพนมเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพโดดเด่น ด้วยทำเลที่ตั้งบนแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก – ตะวันตก (East–West Economic Corridor) ทำให้มีความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และเป็นประตูการค้าสู่อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ประกอบกับจังหวัดนครพนมมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมที่ครบถ้วน ด้วยสนามบินที่รองรับเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ วันละ 6 เที่ยวบิน เส้นทาง R12 ที่เชื่อมต่อประเทศไทยกับลาว เวียดนาม และจีนตอนใต้ ผ่านสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 3 (นครพนม – คำม่วน) และโครงการรถไฟรางคู่ บ้านไผ่ – นครพนม ทำให้การเชื่อมต่อด้านโลจิสติกส์มีความสะดวกและรวดเร็ว

นอกจากนี้ จังหวัดนครพนมยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง ไม่ว่าจะเป็นอุทยานแห่งชาติภูลังกา องค์พระยาศรีสัตนาคราช ที่ตั้งอยู่บริเวณลานพนมนาคาที่มีทัศนียภาพริมฝั่งแม่น้ำโขง และพระธาตุพนม พร้อมด้วยประเพณีวัฒนธรรมที่งดงาม จังหวัดนครพนมจึงเป็นเมืองรองที่ผสมผสานความงดงามทางธรรมชาติ ประเพณีและวัฒนธรรมไว้ด้วยกัน และเป็นจุดหมายปลายทางของการเป็น “Destination” เมืองที่ผู้คนอยากมาพักผ่อน ท่องเที่ยว จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติมาเยือนตลอดทั้งปี ด้วยศักยภาพเหล่านี้ จังหวัดนครพนมจึงตั้งเป้าหมายการพัฒนาเป็นเมืองน่าอยู่ และเป็นประตูเศรษฐกิจสู่อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยมุ่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจท้องถิ่น ตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยว ขยายโอกาสทางการค้า และการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพิ่มรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน นางมนพร เจริญศรี มองเห็นถึงความสำคัญของการ“มนพร” ดันสินค้านครพนม จัดงาน Trade Fair ขยายช่องทางการตลาดสินค้าท้องถิ่น เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจของจังหวัด

ทำไมนโยบาย “มนพร” ดันสินค้านครพนม จัดงาน Trade Fair ขยายช่องทางการตลาดสินค้าท้องถิ่น ถึงสำคัญ?

การที่นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ให้ความสำคัญกับการผลักดันสินค้าจากนครพนมและจัดงาน Nakhon Phanom Trade Fair ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน เพราะเป็นการ:

  • สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการ: งาน Trade Fair เป็นเวทีที่ผู้ประกอบการสามารถนำสินค้ามาจำหน่ายและสร้างรายได้โดยตรง
  • ขยายช่องทางการตลาด: ช่วยให้สินค้าท้องถิ่นเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะภายในจังหวัด
  • ดึงดูดนักลงทุน: การแสดงศักยภาพของนครพนมจะช่วยดึงดูดนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ
  • ส่งเสริมการท่องเที่ยว: นครพนมมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ การจัดงานแสดงสินค้าช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้กับชุมชน

การ“มนพร” ดันสินค้านครพนม จัดงาน Trade Fair ขยายช่องทางการตลาดสินค้าท้องถิ่น ไม่เพียงแต่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว การสนับสนุนสินค้าท้องถิ่นและส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อย จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานควบคู่ไปกับการส่งเสริมการตลาด ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของนครพนมให้เติบโตอย่างมั่นคง การที่รัฐบาลให้ความสำคัญและสนับสนุนการดำเนินงานในด้านนี้ แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการพัฒนาประเทศอย่างรอบด้าน โดยคำนึงถึงศักยภาพและโอกาสของแต่ละท้องถิ่นอย่างแท้จริง ดังนั้นการ“มนพร” ดันสินค้านครพนม จัดงาน Trade Fair ขยายช่องทางการตลาดสินค้าท้องถิ่น คือโอกาสทองของชาวนครพนม

ที่มา – “มนพร” ดันสินค้านครพนม จัดงาน Trade Fair ขยายช่องทางการตลาดสินค้าท้องถิ่น

มนพร มอบประกาศนียบัตรนักเรียนเดินเรือพาณิชย์

“มนพร เจริญศรี” รมช.คมนาคม เป็นประธานมอบประกาศนียบัตรนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ ยกระดับอุตสาหกรรมทางทะเลของไทย

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 ที่ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม นางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม สส.เขต 2 นครพนม พรรคเพื่อไทย เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรให้กับนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ที่สำเร็จการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2567 เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ ชื่นชมความสำเร็จ พร้อมชูมาตรฐานการผลิตนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ของศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม โดยปีการศึกษา 2567 มีผู้สำเร็จการศึกษาทั้งสิ้น 116 นาย ประกอบด้วย ฝ่ายเดินเรือ 65 นาย และฝ่ายช่างกลเรือ 51 นาย สำหรับในปีการศึกษา 2568 ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวีเปิดรับนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ใหม่ จำนวน 237 นาย แบ่งเป็น ฝ่ายเดินเรือ 150 นาย โดยเปิดโอกาสในความเท่าเทียมทางเพศมากขึ้นด้วยการรับเป็นชาย 130 นาย หญิง 20 นาย และฝ่ายช่างกลเรือ 87 นาย

นางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม ได้กล่าวยกย่องถึงความมุ่งมั่น อุตสาหะ และความเพียรพยายามในการศึกษาและฝึกอบรมตลอดระยะเวลา 5 ปี จนบรรลุผลสำเร็จ ผู้สำเร็จการศึกษาทุกคนถือเป็นบุคลากรคุณภาพที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนกิจการพาณิชยนาวีและเศรษฐกิจของประเทศ ประกาศนียบัตรที่ได้รับถือเป็นหลักฐานยืนยันถึงความรู้ความสามารถขั้นต้น และเป็นก้าวแรกสู่การปฏิบัติงานจริง จึงขอให้ทุกคนนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจากการศึกษาและฝึกอบรมไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานจริง และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ติดตามเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมทางทะเลของไทยให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคงต่อไป

พิธีมอบประกาศนียบัตรนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาบุคลากรทางทะเลของประเทศไทย

มนพร มอบประกาศนียบัตรนักเรียนเดินเรือพาณิชย์

การที่นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่รัฐบาลให้กับการพัฒนากำลังคนในภาคอุตสาหกรรมทางทะเล ซึ่งเป็นภาคส่วนที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ การผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพและมีความรู้ความสามารถจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ

ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม มีบทบาทสำคัญในการผลิตนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ที่มีคุณภาพ โดยหลักสูตรการศึกษาและการฝึกอบรมได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถและทักษะที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานจริง การที่ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวีเปิดรับนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ใหม่ในจำนวนที่มากขึ้น แสดงให้เห็นถึงความต้องการบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมทางทะเลที่เพิ่มขึ้น

ความสำคัญของนักเรียนเดินเรือพาณิชย์

นักเรียนเดินเรือพาณิชย์ที่สำเร็จการศึกษาถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีหน้าที่ในการขนส่งสินค้าและบริการทางทะเล ซึ่งเป็นเส้นทางการค้าที่สำคัญของโลก การที่ประเทศไทยมีนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ที่มีคุณภาพ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระดับนานาชาติ

การพัฒนาอุตสาหกรรมทางทะเล

การพัฒนาอุตสาหกรรมทางทะเลของประเทศไทย ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการผลิตนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมทางทะเลของประเทศ

  • การลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ
  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
  • การส่งเสริมการท่องเที่ยวทางทะเล

เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้อุตสาหกรรมทางทะเลของไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

การมอบประกาศนียบัตรนักเรียนเดินเรือพาณิชย์โดยนางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม ไม่ได้เป็นเพียงพิธีการ แต่เป็นการแสดงเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรทางทะเล ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคง

ประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาและการฝึกอบรมให้ทันสมัยและตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อผลิตนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ที่มีความรู้ความสามารถและทักษะที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานจริง

สรุปแล้ว การที่รัฐบาลและภาคส่วนต่างๆ ร่วมมือกันพัฒนาบุคลากรทางทะเล จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้อุตสาหกรรมทางทะเลของไทยเติบโตอย่างยั่งยืนและสามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ ด้วยความมุ่งมั่นและความร่วมมือ เราเชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมทางทะเลของไทยจะก้าวหน้าไปอย่างมั่นคง

ที่มา – มนพร มอบประกาศนียบัตรนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ ยกระดับอุตสาหกรรมทางทะเล

OTOP บินได้! ผลักดันสินค้า OTOP ขายในสนามบิน

“มนพร” สนับสนุนสนามบินในสังกัด ทย. ร่วมมือกับจังหวัด ผลักดันสินค้า OTOP ขายในสนามบิน นำร่องใน 6 แห่ง หวังสร้างรายได้ให้ชุมชน คนในท้องถิ่น ตามนโยบาย “สนามบินมีชีวิต”

ผลักดันสินค้า OTOP ขายในสนามบิน สร้างรายได้ให้ท้องถิ่น

นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมท่าอากาศยาน (ทย.) ใช้พื้นที่ภายในอาคารผู้โดยสารของสนามบินทั่วประเทศให้เกิดประโยชน์ต่อท้องถิ่น โดยให้สนามบินเป็นศูนย์กลางชุมชนและส่งเสริมเศรษฐกิจ เปิดโอกาสให้ร้านค้า OTOP สินค้าท้องถิ่น ตลาดเกษตรอินทรีย์ และศิลปะเพื่อนบ้าน มีพื้นที่ขายสินค้าภายใต้นโยบาย “สนามบินมีชีวิต”

แนวคิดนี้มุ่งเน้นให้สนามบินไม่ใช่แค่ทางผ่าน แต่เป็นจุดเชื่อมต่อเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ชุมชน และเป็นแลนด์มาร์กของจังหวัด ช่วยให้ชุมชนมีช่องทางขายสินค้าและมีรายได้ ผู้โดยสารได้สัมผัสอัตลักษณ์ท้องถิ่น และส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยว

นำร่อง 6 สนามบินแล้วกับการผลักดันสินค้า OTOP ขายในสนามบิน

ขณะนี้ ทย. ได้เปิดร้านขายสินค้า OTOP นำร่องแล้วใน 6 สนามบิน ได้แก่ นครพนม สกลนคร พิษณุโลก อุบลราชธานี อุดรธานี และนครศรีธรรมราช ได้รับผลตอบรับดีจากผู้ประกอบการที่ขยายตลาดสู่ผู้โดยสารทั้งชาวไทยและต่างชาติ ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ผู้โดยสารก็ได้เข้าถึงสินค้าท้องถิ่นคุณภาพโดยไม่ต้องไปถึงแหล่งผลิต สินค้าที่นำมาจำหน่ายยังผ่านการคัดเลือกให้เหมาะสมกับการนำขึ้นเครื่องบิน เช่น ขนาดเล็ก พกพาง่าย และมีบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม

นายดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.) กล่าวว่า ทย. มุ่งมั่นดำเนินการตามนโยบายอย่างต่อเนื่อง โดยจะหมุนเวียนประเภทสินค้าและร้านค้าภายในสนามบินทั้ง 6 แห่ง เพื่อกระจายรายได้ นอกจากนี้ ยังมีอีก 3 สนามบินที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ได้แก่ ชุมพร ลำปาง และขอนแก่น ซึ่งได้ประสานงานกับพัฒนาชุมชนจังหวัดแล้ว ส่วนสนามบินอื่น ๆ จะเร่งดำเนินการต่อไป

การประสานความร่วมมือนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ให้มีคณะกรรมการพัฒนาการให้บริการท่าอากาศยานทุกแห่งในสังกัด ทย. ได้แต่งตั้งคณะกรรมการฯ โดยมีนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นประธาน ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเป็นรองประธาน และผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการ เพื่อยกระดับมาตรฐานและประสิทธิภาพการให้บริการในท่าอากาศยาน ทั้งด้านความปลอดภัย การอำนวยความสะดวก และการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดี

การผลักดันสินค้า OTOP ขายในสนามบิน ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นและสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน การที่สินค้า OTOP ได้ไปวางจำหน่ายในสนามบิน ทำให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น และยังเป็นการประชาสัมพันธ์สินค้าไทยให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างอีกด้วย เราหวังว่าโครงการนี้จะขยายผลไปยังสนามบินอื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้สินค้า OTOP ไทยได้เติบโตและสร้างชื่อเสียงในระดับสากล

ที่มา – ผลักดันสินค้า OTOP ขายในสนามบิน หวังสร้างรายได้ให้ท้องถิ่น นำร่องแล้ว 6 แห่ง

Scroll to top