มินนิโซตา

ระบบประปามินนิโซตาโดนโจมตีทางไซเบอร์ สหรัฐฯ เตือนอาจโยงแฮกเกอร์อิหร่าน

เชื่อว่าหลายคนคงเริ่มกังวลกับสถานการณ์ความมั่นคงทางไซเบอร์ในปัจจุบัน เพราะล่าสุดเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญ เมื่อระบบประปามินนิโซตาโดนโจมตีทางไซเบอร์ ส่งผลกระทบต่อหน่วยงานน้ำประปามากกว่า 30 แห่งในสหรัฐอเมริกา โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในพื้นที่ไม่น้อยเลยทีเดียวครับ

เจาะลึกเหตุการณ์ ระบบประปามินนิโซตาโดนโจมตีทางไซเบอร์

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเริ่มต้นตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยหน่วยงาน Minnesota IT Services กำลังเร่งตรวจสอบความผิดปกติร่วมกับ FBI และ CISA แม้ว่าจะยังไม่มีรายงานความเสียหายต่อสุขภาพของประชาชนหรือคุณภาพน้ำที่เปลี่ยนไป แต่การที่มีหน่วยงานกว่า 30 แห่งตกเป็นเป้าหมายพร้อมๆ กัน ย่อมสะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานสำคัญกำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่น่ากลัว

เบาะแสสำคัญ: ระบบประปามินนิโซตาโดนโจมตีทางไซเบอร์ อาจมีอิหร่านอยู่เบื้องหลัง?

สิ่งที่เป็นประเด็นร้อนแรงที่สุดคือการตั้งข้อสังเกตว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุอาจเชื่อมโยงกับแฮกเกอร์จากอิหร่าน เนื่องจากมีการแจ้งเตือนจากทางการสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้เพียงหนึ่งสัปดาห์ว่า โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศมีความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีด้วยเทคนิคเฉพาะเจาะจง ซึ่งดูจะมีความคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ในมินนิโซตาครั้งนี้มาก

  • ระบบควบคุมการปฏิบัติงานมีความเปราะบางต่อการเจาะระบบ
  • หน่วยงานท้องถิ่นมักมีงบประมาณด้านไอทีที่จำกัด
  • การโจมตีเน้นสร้างความปั่นป่วนและสั่นคลอนความมั่นใจของประชาชน

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมแฮกเกอร์ถึงเลือกโจมตีระบบประปา คำตอบนั้นเรียบง่ายแต่ก็น่าหวั่นใจครับ เพราะระบบสาธารณูปโภคเหล่านี้มักมีงบประมาณดูแลเรื่อง Cyber Security ค่อนข้างจำกัด เมื่อเทียบกับธนาคารหรือหน่วยงานทหาร ทำให้ช่องโหว่ถูกเข้าถึงได้ง่ายกว่า การที่แฮกเกอร์เลือกจุดนี้จึงเป็นการแสดงให้เห็นว่าแม้แต่โครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ใกล้ตัวเราที่สุด ก็อาจกลายเป็นอาวุธในสงครามไซเบอร์ได้

บทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์นี้คือ การเร่งอัปเดตระบบป้องกันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานขนาดเล็กหรือใหญ่ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องความมั่นคงของชีวิตพวกเราทุกคนครับ

ที่มา – ระบบประปามินนิโซตาโดนโจมตีทางไซเบอร์ สหรัฐฯ เตือนอาจโยงแฮกเกอร์อิหร่าน

ทรัมป์ปลด คริสตี โนเอม พ้นตำแหน่ง รมต.ความมั่นคงมาตุภูมิ

ทรัมป์ปลด คริสตี โนเอม พ้นตำแหน่ง รมต.ความมั่นคงมาตุภูมิ กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการการเมืองสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจสั่งปลดคริสตี โนเอม ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิ (DHS) ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากทุกฝ่าย

ทรัมป์ปลด คริสตี โนเอม พ้นตำแหน่ง รมต.ความมั่นคงมาตุภูมิ หลังปัญหาลุกลาม

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงสองวันหลังจากที่โนเอมถูกซักฟอกอย่างหนักในสภาคองเกรส โดยเฉพาะประเด็นแคมเปญโฆษณามูลค่า 220 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่เธอเป็นพรีเซนเตอร์เพื่อรณรงค์ให้ผู้อพยพผิดกฎหมายออกจากประเทศโดยสมัครใจ สมาชิกสภาทั้งรีพับลิกันและเดโมแครตต่างโจมตีว่าเป็นการใช้เงินภาษีอย่างสิ้นเปลือง ทรัมป์เองยังออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้อนุมัติโครงการนี้

สาเหตุหลักที่นำไปสู่ทรัมป์ปลด คริสตี โนเอม พ้นตำแหน่ง รมต.ความมั่นคงมาตุภูมิ

นอกจากเรื่องโฆษณาแล้ว โนเอมยังเผชิญปัญหาหนักหลายด้านที่ทำให้เก้าอี้ของเธอสั่นคลอน ดังนี้:

  • นโยบายปราบผู้อพยพแข็งกร้าว: การผลักดันนโยบายของทรัมป์นำไปสู่เหตุยิงพลเมืองอเมริกันเสียชีวิต 2 รายในรัฐมินนิโซตาเมื่อเดือนมกราคม สร้างความโกรธแค้นและการประท้วงรุนแรงทั่วประเทศ
  • ตอบสนองภัยพิบัติล่าช้า: ถูกวิจารณ์จากคนในพรรคตัวเองเรื่องความล่าช้าในการอนุมัติงบฉุกเฉินผ่าน FEMA ทำให้การช่วยเหลือภัยพิบัติไม่ทันการณ์
  • กระทรวง DHS ชัตดาวน์: กระทรวงภายใต้การดูแลของเธอเผชิญภาวะชัตดาวน์นานกว่า 20 วัน พนักงานทำงานโดยไม่ได้รับเงินเดือน สร้างความไม่พอใจในหมู่เจ้าหน้าที่
  • ฟ้องร้องและประท้วง: กลยุทธ์บังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมืองถูกฟ้องร้องและประท้วงจำนวนมาก

ทรัมป์ประกาศผ่านโซเชียลมีเดียว่าจะเสนอชื่อนายมาร์กเวย์น มัลลิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรัฐโอกลาโฮมา สังกัดรีพับลิกัน ให้มาแทน ส่วนโนเอมจะได้ตำแหน่งใหม่คือ “ทูตพิเศษเพื่อการคุ้มครองอเมริกา” ซึ่งมุ่งเน้นความมั่นคงในซีกโลกตะวันตก

หลังประกาศ โนเอมยังขึ้นเวทีสุนทรพจน์ที่แนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี ในงานด้านการบังคับใช้กฎหมาย แต่หลีกเลี่ยงการพูดถึงการถูกปลด โดยอ่านตามสคริปต์ที่เตรียมไว้ ทำให้หลายคนมองว่าเธอพยายามรักษาภาพลักษณ์

คริสตี โนเอม ถือเป็นสมาชิกระดับรัฐมนตรีคนแรกของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 ที่ต้องพ้นตำแหน่ง วาระของเธอเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ตั้งแต่การจัดการผู้อพยพไปจนถึงวิกฤตงบประมาณ สะท้อนถึงความท้าทายที่รัฐบาลทรัมป์เผชิญในการผลักดันนโยบายสุดโต่ง

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงกระทบ DHS เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ของพรรครีพับลิกัน โดยเฉพาะนโยบายคนเข้าเมืองที่เป็นจุดขายหลักของทรัมป์ การเปลี่ยนตัวผู้บริหารอาจช่วยคลายความตึงเครียด แต่ก็ตั้งคำถามว่ามัลลินจะรับมือปัญหาเหล่านี้ได้ดีแค่ไหน

ในมุมมองของผู้เขียน การปลดครั้งนี้อาจเป็นกลยุทธ์ของทรัมป์เพื่อลดแรงกดดันจากสื่อและฝ่ายค้าน ก่อนเข้าสู่ช่วงเลือกตั้งใหญ่ หากคุณสนใจข่าวการเมืองสหรัฐฯ แนะนำติดตามต่อเพื่อดูพัฒนาการล่าสุด

ที่มา – ทรัมป์ปลด “คริสตี โนเอม” พ้นตำแหน่ง รมต.ความมั่นคงมาตุภูมิ

รัฐบาลสหรัฐฯ ลั่น การปราบผู้อพยพในมินนิโซตา ใกล้สิ้นสุดลงแล้ว

รัฐบาลสหรัฐฯ ลั่น การปราบผู้อพยพในมินนิโซตา ใกล้สิ้นสุดลงแล้ว เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในวงการข่าวต่างประเทศ โดยเฉพาะนโยบายชายแดนที่เข้มงวดของรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งปฏิบัติการนี้สร้างความฮือฮามาโดยตลอด

รัฐบาลสหรัฐฯ ลั่น การปราบผู้อพยพในมินนิโซตา ใกล้สิ้นสุดลงแล้ว

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 ก.พ. 2569 นายทอม โฮแมน ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายชายแดน หรือที่เรียกว่า border czar ของรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า ปฏิบัติการปราบปรามผู้อพยพผิดกฎหมายในรัฐมินนิโซตากำลังจะยุติลงแล้ว ปฏิบัติการนี้ซึ่งรู้จักกันในชื่อ Metro Surge เริ่มต้นมาตั้งแต่เดือนธันวาคม และนำไปสู่การกักตัวผู้คนจำนวนมาก การประท้วงจากประชาชน และโศกนาฏกรรมที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย

“ผลจากความพยายามของเราในที่นี้ มินนิโซตาได้กลายเป็นรัฐที่เป็นที่พักพิงของผู้กระทำความผิดน้อยลงแล้ว” โฮแมนกล่าวในการแถลงข่าว โดยย้ำว่าปฏิบัติการนี้ประสบความสำเร็จในการลดจำนวนผู้กระทำผิดที่พักพิงอยู่ในพื้นที่ และเขาได้เสนอให้ประธานาธิบดีทรัมป์เห็นชอบยุติปฏิบัติการนี้ทันที

รายละเอียดปฏิบัติการ Metro Surge ในมินนิโซตา

ปฏิบัติการ Metro Surge โดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) มุ่งเป้าไปที่พื้นที่เมืองมินนีแอโพลิส-เซนต์พอล ซึ่งเป็นเขตที่มีผู้อพยพจำนวนมาก ผลจากการกวาดล้างนี้ หน่วยงานรัฐบาลกลางรายงานว่าสามารถจับกุมผู้คนได้มากกว่า 4,000 คน แม้ว่ารัฐบาลทรัมป์จะเรียกบุคคลเหล่านี้ว่า “คนต่างด้าวผิดกฎหมายที่เป็นอาชญากรอันตราย” แต่ข้อมูลเผยว่าผู้ถูกจับกุมจำนวนมากไม่มีประวัติอาชญากรรมมาก่อน รวมถึงเด็กและพลเมืองสหรัฐฯ ที่ถูกกักตัวโดยไม่ได้ตั้งใจ

นายทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตาจากพรรคเดโมแครต กล่าวเมื่อวันอังคารว่า เขาคาดว่าปฏิบัติการจะสิ้นสุดภายใน “ไม่กี่วัน ไม่ใช่กี่สัปดาห์หรือกี่เดือน” โดยอ้างจากการสนทนากับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลทรัมป์ นอกจากนี้ โฮแมนยังถูกส่งมารับช่วงต่อปฏิบัติการเมื่อปลายเดือนมกราคม หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ ICE ยิงพลเรือนเสียชีวิต 2 ราย ท่ามกลางกระแสต่อต้านและคำถามถึงวิธีการดำเนินงาน

การถอนกำลังและผลกระทบระยะยาว

ก่อนหน้านี้ โฮแมนประกาศว่าเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง 700 นายจะออกจากมินนิโซตาทันที แต่จะคงเหลืออีกประมาณ 2,000 นาย ล่าสุดในวันพฤหัสบดี เขายืนยันว่าการถอนกำลังเริ่มขึ้นในสัปดาห์นี้และจะดำเนินต่อไปในสัปดาห์หน้า โดยตัวเขาเองจะอยู่ในมินนิโซตาต่อเพื่อควบคุมการถอนกำลัง

ปฏิบัติการนี้ไม่เพียงแต่เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ด้านผู้อพยพในมินนิโซตาเท่านั้น แต่ยังจุดประกายการถกเถียงเรื่องนโยบายชายแดนของสหรัฐฯ โดยรวม นโยบายของทรัมป์ที่เน้นการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดมักถูกวิจารณ์จากฝ่ายตรงข้ามว่าทำให้เกิดความแตกแยกในสังคม แต่ผู้สนับสนุนมองว่าเป็นการปกป้องความมั่นคงของชาติ ปฏิบัติการ Metro Surge ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของแนวทางนี้ ซึ่งช่วยลดอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับผู้อพยพผิดกฎหมาย แม้จะมีต้นทุนทางสังคมสูง

  • จับกุมผู้ต้องสงสัยกว่า 4,000 คน
  • ลดจำนวนผู้กระทำผิดที่พักพิงในมินนิโซตา
  • เกิดการประท้วงและผู้เสียชีวิต 2 ราย
  • การถอนกำลังเจ้าหน้าที่เริ่มต้นแล้ว

“ปฏิบัติการกวาดล้างนี้กำลังทำให้มินนีแอโพลิสปลอดภัยขึ้น” โฮแมนย้ำ โดยมองว่านี่คือชัยชนะสำคัญของรัฐบาล

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ นโยบายเช่นนี้จะส่งผลต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่พึ่งพาแรงงานผู้อพยพ เช่น การเกษตรและบริการ แต่รัฐบาลยืนยันว่าประโยชน์ด้านความปลอดภัยมีมากกว่า

สุดท้ายแล้ว รัฐบาลสหรัฐฯ ลั่น การปราบผู้อพยพในมินนิโซตา ใกล้สิ้นสุดลงแล้ว ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่น่าสนใจ คุณคิดอย่างไรกับนโยบายนี้? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด!

ที่มา – รัฐบาลสหรัฐฯ ลั่น การปราบผู้อพยพในมินนิโซตา ใกล้สิ้นสุดลงแล้ว

สั่งติดกล้อง “บอดี้แคม” จนท.ตม.สหรัฐฯ ทันที สยบดราม่า

สั่งติดกล้อง “บอดี้แคม” จนท.ตม.สหรัฐฯ ทันที สยบดราม่าเหตุวิสามัญฯ ในมินนิอาโพลิส กลายเป็นมาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลสหรัฐออกมาเพื่อคลายความตึงเครียดท่ามกลางวิกฤตการเมืองและสังคมที่รุนแรง หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางวิสามัญฆาตกรรมพลเมืองถึง 2 รายในเมืองมินนิอาโพลิส รัฐมินนิโซตา เหตุการณ์นี้จุดชนวนให้เกิดการประท้วงและเรียกร้องปฏิรูปการตรวจคนเข้าเมืองอย่างดุเดือด

สั่งติดกล้อง “บอดี้แคม” จนท.ตม.สหรัฐฯ ทันที สยบดราม่าเหตุวิสามัญฯ ในมินนิอาโพลิส

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐอเมริกา หรือ DHS ได้ประกาศคำสั่งทันทีให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร หรือ CBP ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่มินนิอาโพลิสต้องสวมกล้องบันทึกภาพติดตัว หรือที่เรียกกันว่า “บอดี้แคม” โดยมีผลบังคับใช้ในทันที ไม่รอช้า มาตรการนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสวิจารณ์อย่างหนักหน่วง หลังจากกรณีเสียชีวิตของอเล็กซ์ เพรตตี และเรเน กู๊ด สองพลเมืองสหรัฐที่ถูกเจ้าหน้าที่ยิงเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติการปราบปรามผู้อพยพผิดกฎหมาย

ผลชันสูตรศพของอเล็กซ์ เพรตตี ยืนยันชัดเจนว่าเสียชีวิตจากการถูกยิงหลายนัด ซึ่งถือเป็น “การฆาตกรรม” โดยฝีมือเจ้าหน้าที่ CBP สองนายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตอนเกิดเหตุทั้งคู่สวมบอดี้แคมอยู่แล้ว แต่คลิปภาพยังไม่ถูกเปิดเผย ขณะนี้ทั้งสองถูกพักงานและอยู่ระหว่างการสอบสวนโดยกระทรวงยุติธรรมในข้อหาละเมิดสิทธิพลเมือง

บอดี้แคมคืออะไร และทำไมถึงจำเป็น

บอดี้แคม หรือ Body Worn Camera คือกล้องขนาดกะทัดรัดที่เจ้าหน้าที่รักษากฎหมายติดไว้ที่เสื้อหรือหมวก เพื่อบันทึกภาพและเสียงแบบเรียลไทม์ตลอดการปฏิบัติหน้าที่ เทคโนโลยีนี้ถูกนำมาใช้ในสหรัฐมานานหลายปี โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์โจฆาตกรรมจอร์จ ฟลอยด์ในมินนิอาโพลิสเมื่อปี 2020 ที่จุดชนวนการประท้วง Black Lives Matter ทั่วประเทศ

  • เพิ่มความโปร่งใส: หลักฐานภาพชัดเจน ป้องกันการกล่าวหาผิดทั้งสองฝ่าย
  • ปกป้องเจ้าหน้าที่: ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า ช่วยปกป้องเจ้าหน้าที่ถึง 80% จากคำโกหกของประชาชน
  • ช่วยสอบสวนคดี: คลิปวิดีโอเป็นพยานหลักในศาล ลดเวลาและข้อพิพาท
  • ลดการใช้กำลัง: ศึกษาพบว่าการรู้ว่าถูกบันทึกทำให้เจ้าหน้าที่ระมัดระวังมากขึ้น

บริบทดราม่าและวิกฤตชัตดาวน์

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นขณะที่สหรัฐกำลังเผชิญ “ชัตดาวน์รัฐบาลบางส่วน” วันที่ 3 เนื่องจากความขัดแย้งเรื่องงบประมาณระหว่างทำเนียบขาวกับพรรคเดโมแครต โดยเดโมแครตยื่นเงื่อนไขให้ปฏิรูประบบตรวจคนเข้าเมือง รวมถึงติดตั้งบอดี้แคมให้เจ้าหน้าที่ CBP ทั่วประเทศ คริสตี โนเอม รัฐมนตรี DHS ระบุว่าจะขยายโครงการนี้ทันทีที่ได้งบ แต่ตอนนี้ต้องเริ่มจากมินนิอาโพลิสก่อน

มินนิอาโพลิสถูกมองว่าเป็น “เมืองหลบภัย” (Sanctuary City) ที่ปฏิเสธร่วมมือกับรัฐบาลกลางในการจับกุมผู้อพยพผิดกฎหมาย ทรัมป์จึงส่งกำลังกว่า 3,000 นายเข้าไปปราบปราม สร้างความตึงเครียดกับผู้ว่าการรัฐท้องถิ่นและนายกเทศมนตรีที่เรียกร้องถอนกำลังทั้งหมดเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

เพื่อลดความร้อนแรง รัฐบาลสั่งย้ายเกรกอรี โบวิโน หัวหน้าหน่วยลาดตระเวนชายแดนออก และแต่งตั้งทอม โฮแมน ผู้บัญชาการพรมแดนแทน โดยโฮแมนได้เจรจากับผู้นำท้องถิ่นเพื่อถอนกำลังบางส่วน

สั่งติดกล้อง “บอดี้แคม” จนท.ตม.สหรัฐฯ ทันที สยบดราม่าเหตุวิสามัญฯ ในมินนิอาโพลิส ถือเป็นก้าวแรกในการสร้างสมดุลระหว่างการบังคับใช้กฎหมายและสิทธิพลเมือง ในยุคที่วิดีโอบนโซเชียลมีเดียแพร่กระจายเร็ว หลักฐานจากบอดี้แคมจะช่วยคลายข้อสงสัยและป้องกันข่าวลือได้ดี

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งเรื่องนโยบายผู้อพยพยังคงอยู่ โดยเฉพาะในเมือง sanctuary อย่างมินนิอาโพลิสที่เห็นต่างกับวอชิงตันอย่างสิ้นเชิง มาตรการนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในระบบตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐ

ความเห็นของเรา: การติดบอดี้แคมไม่ใช่แค่เครื่องมือบันทึก แต่เป็นสัญลักษณ์ของความรับผิดชอบที่แท้จริง ช่วยให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้อย่างมั่นใจ และประชาชนไว้วางใจมากขึ้น ในที่สุดก็ลดเหตุรุนแรงได้

คุณคิดว่ามาตรการนี้จะแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่? หรือควรมีอะไรเพิ่มเติม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากเห็นว่าน่าสนใจ!

ที่มา – สั่งติดกล้อง “บอดี้แคม” จนท.ตม.สหรัฐฯ ทันที สยบดราม่าเหตุวิสามัญฯ ในมินนิอาโพลิส

เด็ก 5 ขวบกับพ่อ ได้กลับบ้านแล้ว หลังถูก ตม.สหรัฐฯ คุมตัว

เด็ก 5 ขวบกับพ่อ ได้กลับบ้านแล้ว หลังถูก ตม.สหรัฐฯ คุมตัวไว้หลายวัน เป็นข่าวดีที่สร้างความโล่งใจให้กับหลายคน โดยเฉพาะครอบครัวและผู้ที่ติดตามสถานการณ์ด้านการตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ เหตุการณ์นี้จุดประกายการถกเถียงครั้งใหญ่เกี่ยวกับนโยบายกักตัวผู้อพยพ โดยเฉพาะเด็กเล็ก

เด็ก 5 ขวบกับพ่อ ได้กลับบ้านแล้ว หลังถูก ตม.สหรัฐฯ คุมตัวไว้หลายวัน

เด็กชายวัย 5 ขวบชื่อเลียม โคเนโฮ รามอส และพ่อเอเดรียน อเล็กซานเดอร์ โคเนโฮ อาเรียส ได้รับอิสรภาพจากศูนย์กักกัน “ดิลลีย์” ในรัฐเท็กซัส หลังถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) ควบคุมตัวนานหลายวัน สมาชิกสภาคองเกรสวาคีน คาสโตร จากรัฐเท็กซัส สังกัดพรรคเดโมแครต ประกาศข่าวนี้เมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 โดยทั้งคู่เดินทางกลับถึงบ้านที่เมืองมินนีแอโพลิส รัฐมินนิโซตาแล้ว

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังศาลแขวงสหรัฐฯ มีคำสั่งให้ปล่อยตัวทันที ผู้พิพากษาเฟรด บีรี ประณามการกักตัวว่าเป็น “ความกระหายในอำนาจที่ปราศจากการควบคุมอย่างน่าอดสู” และชี้ว่ามาจากการพยายามทำยอดโควตาเนรเทศรายวันแบบขาดสติ

เส้นทางเดินทางและขั้นตอนที่ถูกต้องของครอบครัว

ทนายความของครอบครัว มาร์ค โปรโกช ยืนยันว่าพ่อลูกคู่นี้ทำทุกอย่างถูกต้องตั้งแต่เดินทางจากเอกวาดอร์เข้าสหรัฐฯ ในปี 2567 พวกเขา:

  • ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองเพื่อขอสิทธิ์ลี้ภัย
  • ใช้แอปพลิเคชัน CBP One นัดหมายล่วงหน้า
  • แสดงตัวต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรและป้องกันพรมแดน
  • แจ้งข้อมูลครบถ้วนและไปศาลตามนัด

“ครอบครัวนี้ไม่ได้หลบหนี ICE แต่ปฏิบัติตามขั้นตอนทุกประการ ไม่เป็นภัยต่อความมั่นคง และไม่ควรถูกกักตัวตั้งแต่แรก” โปรโกชกล่าว

กระแสประท้วงและการตอบโต้จาก ICE

การกักตัวเด็ก 5 ขวบกับพ่อจุดชนวนประท้วงหน้าศูนย์กักกัน และวิพากษ์วิจารณ์หนักทั่วประเทศ ICE อ้างว่า “ไม่ได้จับเด็ก แต่ช่วยเด็กจากพ่อที่ทิ้งหนีในอากาศหนาว” ขณะที่กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ยืนยันว่ารัฐบาลทรัมป์มุ่งกู้หลักนิติธรรม โดยจับกุม กักตัว และเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมายต่อไป

อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาบีรีเรียกร้องให้นโยบายตรวจคนเข้าเมืองมีมนุษยธรรมมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงบาดแผลทางใจให้เด็ก

เหตุการณ์เด็ก 5 ขวบกับพ่อ ได้กลับบ้านแล้ว หลังถูก ตม.สหรัฐฯ คุมตัวไว้หลายวัน สะท้อนปัญหาใหญ่ในระบบ移民สหรัฐฯ ที่มักละเลยสิทธิเด็กและครอบครัวผู้ลี้ภัย ข่าวนี้ไม่เพียงสร้างความหวัง แต่ยังกระตุ้นให้เกิดการปฏิรูปนโยบาย

ในมุมมองของผู้เขียน นโยบายที่เข้มงวดควรสมดุลกับมนุษยธรรม โดยเฉพาะกับเด็กที่ไร้เดียงสา หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ แนะนำติดตามเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด

ที่มา – เด็ก 5 ขวบกับพ่อ ได้กลับบ้านแล้ว หลังถูก ตม.สหรัฐฯ คุมตัวไว้หลายวัน

เปิดคลิป! จนท.ยิงดับรายที่ 2 ในมินนิโซตา อ้างป้องกันตัว

เกิดเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ยิงดับรายที่ 2 ในมินนิโซตา ซึ่งกำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่าเป็นการป้องกันตัว กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) และเจ้าหน้าที่ในรัฐมินนิโซตา ได้ให้ข้อมูลที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับเหตุการณ์ยิง นายอเล็กซ์ เพรตติ วัย 37 ปี จนเสียชีวิตเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เหตุการณ์เปิดคลิปเหตุการณ์ จนท.ยิงดับรายที่ 2 ในมินนิโซตา อ้างเพื่อป้องกันตัวนี้ สร้างความไม่พอใจให้กับหลายฝ่าย

เกือบจะทันทีหลังจากมีรายงานเหตุยิงกันออกมาครั้งแรก เจ้าหน้าที่ DHS รายหนึ่งระบุว่า เหยื่อ “มีอาวุธปืนพร้อมซองกระสุน 2 ซอง” หลังจากนั้นไม่นาน ทางกระทรวงฯ แถลงว่าเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางยิงนายเพรตติเพื่อป้องกันตัว อ้างว่า ผู้ต้องสงสัยที่มีอาวุธได้ขัดขืนความพยายามปลดอาวุธของเจ้าหน้าที่อย่างรุนแรง

DHS ระบุว่า เจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติการจับกุมผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารรายหนึ่งซึ่ง “เป็นที่ต้องการตัวในคดีทำร้ายร่างกายโดยใช้ความรุนแรง” ในขณะนั้นได้มี “บุคคลหนึ่งเดินเข้าหาเจ้าหน้าที่ตระเวนชายแดนสหรัฐฯ พร้อมปืนพกกึ่งอัตโนมัติขนาด 9 มม.”

แถลงการณ์ระบุต่อไปว่า “เจ้าหน้าที่พยายามปลดอาวุธผู้ต้องสงสัย แต่ผู้ต้องสงสัยที่มีอาวุธได้ขัดขืนอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่คนหนึ่งจึงตัดสินใจยิงเพื่อป้องกันตัวเนื่องจากเกรงว่าชีวิตของตนและเพื่อนร่วมงานจะไม่ปลอดภัย ทีมแพทย์ในที่เกิดเหตุเข้าปฐมพยาบาลผู้ถูกยิงทันที แต่เขาได้รับการประกาศว่าเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ”

ทางด้าน นายทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา ระบุว่า การลำดับเหตุการณ์ที่ทาง DHS บอกนั้น “ไร้สาระ” และ “โกหก” โดยระบุว่าเขาได้ดูคลิปวิดีโอเหตุการณ์ยิงกันดังกล่าวแล้ว

“สิ่งที่ผมเห็นกับตา และสิ่งที่พวกคุณกำลังจะได้เห็นกับตาตัวเอง ทำให้เรื่องที่พวกเขาอ้างนั้นเชื่อได้ยากมาก” นายวอลซ์กล่าว “ผมได้ดูวิดีโอจากหลายมุมกล้องแล้ว และมันน่าสะอิดสะเอียนมาก”

ขณะที่นาย เจคอบ เฟรย์ นายกเทศมนตรีเมืองมินนีแอโพลิส ระบุเช่นกันว่าเขาได้ดูวิดีโอเหตุการณ์แล้ว โดยบรรยายภาพที่เห็นว่า “เจ้าหน้าที่สวมหน้ากากมากกว่า 6 คน กำลังรุมซ้อมประชาชนของเราคนหนึ่งและยิงเขาจนเสียชีวิต”

ด้าน CNN ระบุว่า คลิปวิดีโอดังกล่าวดูเหมือนจะแสดงให้เห็นภาพที่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลาง หยิบปืนออกมาจากตัวนายเพรตติ เพียงครู่เดียวก่อนจะระดมยิงเขาจนเสียชีวิต นอกจากนี้ พยานในที่เกิดเหตุยังให้การว่า นายเพรตติไม่ได้ขัดขืนหรือพยายามจะหยิบปืนแต่อย่างใด

เปิดคลิปเหตุการณ์ จนท.ยิงดับรายที่ 2 ในมินนิโซตา อ้างเพื่อป้องกันตัว

รายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ เปิดคลิปเหตุการณ์ จนท.ยิงดับรายที่ 2 ในมินนิโซตา อ้างเพื่อป้องกันตัว

เหตุการณ์นี้ได้จุดประกายให้เกิดการประท้วงและเรียกร้องความเป็นธรรมในเมืองมินนีแอโพลิส ผู้คนต่างออกมาแสดงความไม่พอใจกับการกระทำของเจ้าหน้าที่ และตั้งคำถามถึงความชอบธรรมในการใช้กำลังถึงชีวิต การเปิดคลิปเหตุการณ์ จนท.ยิงดับรายที่ 2 ในมินนิโซตา อ้างเพื่อป้องกันตัว ทำให้ประชาชนสามารถเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง และนำไปสู่ข้อสงสัยในการแถลงการณ์ของ DHS

ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามอง:

  • ความขัดแย้งในข้อมูลระหว่าง DHS และผู้เห็นเหตุการณ์
  • การตรวจสอบคลิปวิดีโอเหตุการณ์
  • การเรียกร้องความเป็นธรรมจากประชาชน
  • ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนและเจ้าหน้าที่

การเปิดคลิปเหตุการณ์ จนท.ยิงดับรายที่ 2 ในมินนิโซตา อ้างเพื่อป้องกันตัว ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงมาตรฐานการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และความโปร่งใสในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ความจริงเบื้องหลังเหตุการณ์นี้คืออะไร และจะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของความรับผิดชอบ และความโปร่งใสของเจ้าหน้าที่ การใช้กำลังต้องเป็นไปตามหลักการ และกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการสูญเสียที่ไม่จำเป็น และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ที่มา – เปิดคลิปเหตุการณ์ จนท.ยิงดับรายที่ 2 ในมินนิโซตา อ้างเพื่อป้องกันตัว

ICE ยิงชายเวเนฯ ในมินนิอาโพลิส: เกิดอะไรขึ้น?

สถานการณ์ตึงเครียดในมินนิอาโพลิส: เกิดเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ ยิงชายเวเนซุเอลาบาดเจ็บในมินนิอาโพลิส สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนอย่างมาก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่และชายคนดังกล่าวขณะพยายามจับกุม ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำรอยหลังจากเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเมื่อสัปดาห์ก่อน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็นวันพุธที่ผ่านมา (14 ม.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยไบรอัน โอฮารา ผู้บัญชาการตำรวจเมืองมินนิอาโพลิส แถลงว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นทางเหนือของเมือง ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางพยายามควบคุมตัวชายคนหนึ่งจนเกิดการปะทะกันบริเวณหน้าบ้านพัก ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตัดสินใจใช้อาวุธปืนยิงไปที่ขาของชายคนดังกล่าว ซึ่งได้รับการยืนยันว่าเป็นผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายชาวเวเนซุเอลา อาการของเขาไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ได้ออกมาชี้แจงผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย ได้มีบุคคล 2 คนวิ่งออกมาจากอพาร์ตเมนต์ใกล้เคียงและรุมทำร้ายเจ้าหน้าที่ด้วย “พลั่วตักหิมะและด้ามไม้กวาด” ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องยิงเพื่อป้องกันตนเอง

เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ ยิงชายเวเนซุเอลาบาดเจ็บในมินนิอาโพลิส

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางเพิ่งยิงชายเวเนซุเอลาบาดเจ็บในมินนิอาโพลิส ทำให้สถานการณ์ในเมืองทวีความตึงเครียดมากยิ่งขึ้น เหตุการณ์ก่อนหน้านี้คือกรณีของ เรเน นิโคล กู๊ด หญิงชาวอเมริกันวัย 37 ปี ที่ถูกยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 มกราคม ซึ่งจุดชนวนการประท้วงครั้งใหญ่ เมื่อเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย ประชาชนจึงรวมตัวกันประท้วงในจุดเกิดเหตุและมีการขว้างปาพลุไฟใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ

ปฏิกิริยาจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นต่อเหตุการณ์ ICE ยิงชายเวเนซุเอลา

นายกเทศมนตรี เจคอบ เฟรย์ และนายทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา ได้ออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง เฟรย์กล่าวว่า “เจ้าหน้าที่ ICE และสายตรวจชายแดนกำลังสร้างความโกลาหลไปทั่วเมืองและรัฐของเรา เราขอเรียกร้องให้ ICE ออกไปจากเมืองและรัฐนี้ทันที” วอลซ์กล่าวประณามการกระทำของรัฐบาลกลางว่าเป็นเหมือน “ฝนที่ตกลงมาสร้างความบอบช้ำให้ชุมชน” และกล่าวว่าเจ้าหน้าที่ ICE ที่สวมหน้ากากพกอาวุธครบมือ แต่ “ขาดการฝึกฝนที่เพียงพอ” กำลังเดินเคาะประตูบ้านสอบสวนประชาชนจนสร้างความตื่นตระหนก

เหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ ยิงชายเวเนซุเอลาบาดเจ็บในมินนิอาโพลิส สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งที่ลึกซึ้งระหว่างการบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลกลางและการบริหารงานของท้องถิ่นในสหรัฐฯ ท่ามกลางประเด็นถกเถียงเรื่องนโยบายคนเข้าเมือง

เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับวิธีการที่เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายและสิทธิของผู้เข้าเมือง การใช้กำลังเกินความจำเป็นโดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางเป็นสิ่งที่ควรได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจว่ามีการปฏิบัติตามกฎหมายและเคารพสิทธิมนุษยชนของผู้ที่อยู่ในประเทศอย่างถูกต้อง

ความไม่พอใจของประชาชนและความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นแสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการจัดการนโยบายคนเข้าเมืองในสหรัฐอเมริกา การหาทางออกที่ยุติธรรมและมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ ยิงชายเวเนซุเอลาบาดเจ็บในมินนิอาโพลิส

สลด! เหยื่อกราดยิงโรงเรียนสหรัฐฯ เด็ก 8 ขวบดับ

เหตุการณ์สุดสะเทือนใจเกิดขึ้นที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา เมื่อเกิดเหตุกราดยิงที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก โดยมีเด็กเล็กตกเป็นเหยื่อในครั้งนี้ด้วย รายงานข่าวระบุว่ามีผู้เสียชีวิตจากเหตุกราดยิงโรงเรียนสหรัฐฯ เป็นเด็กอายุเพียง 8 และ 10 ขวบ สร้างความโศกเศร้าเสียใจให้กับครอบครัวและผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ ยังมีเด็กนักเรียนได้รับบาดเจ็บอีก 14 ราย ซึ่งบางรายมีอาการสาหัส

สลด! เหยื่อกราดยิงโรงเรียนสหรัฐฯ อายุ 8 กับ 10 ขวบ เด็กเจ็บอีก 14 ราย

ตามรายงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองมินนิอาโปลิส รัฐมินนิโซตา เหตุกราดยิงโรงเรียนสหรัฐฯ ครั้งนี้เกิดขึ้นที่โรงเรียนคาทอลิกแห่งหนึ่ง ในโบสถ์พระแม่รับสาร (Annunciation Church) ขณะที่นักเรียนกำลังประกอบพิธีมิสซาในช่วงเช้าตรู่ คนร้ายได้ใช้อาวุธปืนกราดยิงใส่เด็กนักเรียนที่อยู่ในโบสถ์ ทำให้เกิดความโกลาหลและหวาดกลัวอย่างยิ่ง

จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า คนร้ายได้ใช้อาวุธปืน 3 ชนิดในการก่อเหตุ ได้แก่ ปืนไรเฟิล, ปืนลูกซอง และปืนพก โดยคนร้ายได้ยิงปืนจากภายนอกโบสถ์ผ่านหน้าต่าง เข้าใส่เด็กนักเรียนและผู้ที่มาร่วมพิธีทางศาสนา ทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่าคนร้ายได้ก่อเหตุเพียงลำพัง และไม่มีประวัติอาชญากรรมมาก่อน

รายละเอียดผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจากเหตุกราดยิงโรงเรียนสหรัฐฯ

เหตุกราดยิงโรงเรียนสหรัฐฯ ส่งผลให้เด็กนักเรียน 2 ราย อายุ 8 และ 10 ขวบ เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 17 ราย โดยเป็นเด็กนักเรียน 14 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีอาการสาหัสถึง 7 ราย เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ได้เร่งให้การช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ และนำส่งโรงพยาบาลเพื่อทำการรักษาอย่างเร่งด่วน

หลังก่อเหตุสะเทือนขวัญ คนร้ายได้ตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเองด้วยอาวุธปืนที่ใช้ในการก่อเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังทำการสืบสวนเพื่อหาสาเหตุแรงจูงใจในการก่อเหตุครั้งนี้ และตรวจสอบข้อมูลของผู้เสียชีวิตอย่างละเอียด

เหตุการณ์ เหตุกราดยิงโรงเรียนสหรัฐฯ ครั้งนี้ สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้คนทั่วโลก และเป็นการตอกย้ำถึงปัญหาความรุนแรงจากอาวุธปืน ที่ยังคงเป็นภัยคุกคามในสังคมอเมริกัน

เจ้าหน้าที่ตำรวจยังพบรถยนต์ที่คาดว่าเป็นของผู้ก่อเหตุจอดอยู่ในบริเวณลานจอดรถของโบสถ์ จากการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบวัตถุระเบิด แต่พบสิ่งของที่คล้ายดอกไม้ไฟประเภทสร้างควัน

เหตุการณ์นี้ถือเป็นโศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น และเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ของครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ รวมถึงชุมชนโดยรวม เหตุการณ์นี้กระตุ้นให้เกิดการตั้งคำถามถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยในโรงเรียน และการควบคุมอาวุธปืนในสังคม

ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากเหตุกราดยิงโรงเรียนสหรัฐฯ ครั้งนี้ เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่ง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – สลด เหยื่อกราดยิงโรงเรียนสหรัฐฯ อายุ 8 กับ 10 ขวบ เด็กเจ็บอีก 14 ราย

ช็อก! มือปืนกราดยิงที่โรงเรียนคาทอลิกสหรัฐฯ

ข่าวช็อกสะเทือนขวัญ! เกิดเหตุมือปืนกราดยิงที่โรงเรียนคาทอลิกสหรัฐฯ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก รายละเอียดเป็นอย่างไร มาติดตามกัน

ช็อก! มือปืนกราดยิงที่โรงเรียนคาทอลิกสหรัฐฯ ดับ 2 ศพ เจ็บ 20 คน

สถานการณ์ความรุนแรงในสหรัฐฯ ยังคงน่ากังวล ล่าสุดเกิดเหตุมือปืนกราดยิงที่โรงเรียนคาทอลิกสหรัฐฯ ในรัฐมินนิโซตา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 20 ราย รายงานข่าวระบุว่าคนร้ายได้ทำการอัตวินิบาตกรรม (ฆ่าตัวตาย) ในที่เกิดเหตุหลังก่อเหตุ

สำนักข่าว CBS News รายงานว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่โรงเรียนคาทอลิกพระแม่รับสาร (Annunciation Catholic School) ซึ่งตั้งอยู่ในย่านแทงเกิลทาวน์ ของเมืองมินนิอาโปลิส เหตุการณ์มือปืนกราดยิงที่โรงเรียนคาทอลิกสหรัฐฯ นี้เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น

จากข้อมูลเบื้องต้น คนร้ายเป็นชายที่แต่งกายด้วยชุดสีดำ และใช้อาวุธปืนไรเฟิลในการก่อเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยืนยันว่าสถานการณ์มือปืนกราดยิงที่โรงเรียนคาทอลิกสหรัฐฯ ยุติลงแล้วหลังจากคนร้ายถูกยับยั้ง แต่พื้นที่โรงเรียนยังคงถูกปิดล้อมเพื่อทำการสืบสวนต่อไป

แหล่งข่าวของ CBS เปิดเผยว่า ผู้ต้องสงสัยในคดีนี้เสียชีวิตจากการถูกยิง ซึ่งเป็นการกระทำของคนร้ายเอง

ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าผู้เสียชีวิต 2 รายนั้นรวมถึงมือปืนหรือไม่ ในส่วนของผู้บาดเจ็บ 20 ราย มี 10 รายที่มีอาการสาหัส

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ มือปืนกราดยิงที่โรงเรียนคาทอลิกสหรัฐฯ

  • สถานที่เกิดเหตุ: โรงเรียนคาทอลิกพระแม่รับสาร (Annunciation Catholic School) เมืองมินนิอาโปลิส รัฐมินนิโซตา
  • ผู้เสียชีวิต: อย่างน้อย 2 ราย (ยังไม่ยืนยันว่ารวมมือปืนหรือไม่)
  • ผู้บาดเจ็บ: 20 ราย (10 รายอาการสาหัส)
  • คนร้าย: ชายชุดดำ ใช้อาวุธปืนไรเฟิล เสียชีวิตจากการยิงตัวตาย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่เด็กนักเรียนเพิ่งกลับมาเรียนได้เพียง 2 วันหลังปิดเทอมฤดูร้อน โรงเรียนดังกล่าวตั้งอยู่ในบริเวณโบสถ์พระแม่รับสาร และเปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงเกรด 8 (เทียบเท่าชั้น ม.2 ในประเทศไทย)

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่น่าสลดใจอย่างยิ่ง และสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความรุนแรงจากอาวุธปืนในสังคมอเมริกันที่ยังคงเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยาก การสูญเสียชีวิตของผู้บริสุทธิ์ โดยเฉพาะเด็กนักเรียน เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

ในฐานะที่เราอยู่ในสังคมโลก สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรตระหนักและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพี่อเป็นบทเรียนและหาทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ในสังคมของเรา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา – ช็อก มือปืนกราดยิงที่โรงเรียนคาทอลิกสหรัฐฯ ดับ 2 ศพ เจ็บ 20 คน

Scroll to top