ยานพาหนะ

รัฐบาลเร่งอำนวยความสะดวกคนมีรถเก่า ทบทวนสิทธิบัตรคนจน

รัฐบาลเร่งอำนวยความสะดวกคนมีรถเก่า ทบทวนสิทธิบัตรคนจน

ข่าวดีสำหรับพี่น้องประชาชนที่ถือครองยานพาหนะเก่า วันนี้ทางภาครัฐได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระและคืนความยุติธรรมให้กับผู้ลงทะเบียนสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้รถเก่าในการประกอบอาชีพหรือชีวิตประจำวัน

ก่อนหน้านี้มีประเด็นเรื่องเกณฑ์การถือครองยานพาหนะที่อาจส่งผลต่อการได้รับสิทธิ์ ซึ่งทางรัฐบาลได้เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าวและได้ปรับปรุงเงื่อนไขใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงมากขึ้น ถือได้ว่าเป็นข่าวดีอย่างยิ่งสำหรับประชาชนที่รอคอยการแก้ไขปัญหานี้ โดยปัจจุบันโครงการ รัฐบาลเร่งอำนวยความสะดวกคนมีรถเก่า ทบทวนสิทธิบัตรคนจน ได้มีการเปิดให้ประชาชนยื่นอุทธรณ์ไปแล้วมากกว่า 2.1 แสนรายทั่วประเทศ

รายละเอียดการปรับเกณฑ์และขั้นตอนสำหรับผู้มีรถเก่า

สำหรับการปรับเกณฑ์ใหม่ในปี 2569 รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการไม่นำมูลค่าหรือสภาพของรถเก่ามาเป็นตัวตัดสิทธิ์ที่ไม่เป็นธรรม โดยมีเงื่อนไขใหม่ที่น่าสนใจดังนี้:

  • ไม่นับรวมจักรยานยนต์ที่มีอายุการใช้งานตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป
  • ไม่นับรวมรถยนต์ รถพ่วง และรถเพื่อการเกษตรที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป
  • ลดขั้นตอนการยื่นเอกสาร โดยให้หน่วยงานเชื่อมโยงข้อมูลกันเองเพื่อความรวดเร็ว

ความคืบหน้าล่าสุด ข้อมูลที่ได้รับรายงานระบุว่าจังหวัดนครราชสีมามีผู้ยื่นอุทธรณ์มากที่สุด ตามมาด้วยเชียงใหม่ ลำปาง เพชรบูรณ์ และนราธิวาส ซึ่งส่วนใหญ่เป็นปัญหารถเก่าที่อยู่ในเกณฑ์ยกเว้นตามหลักเกณฑ์ใหม่ ทั้งนี้ การที่ รัฐบาลเร่งอำนวยความสะดวกคนมีรถเก่า ทบทวนสิทธิบัตรคนจน ในรอบนี้ จะช่วยให้ประชาชนที่ควรได้รับสิทธิ์แต่เดิมนั้นกลับมาได้รับสิทธิประโยชน์อย่างครบถ้วนและเป็นธรรม

สำหรับใครที่ยังไม่ได้ดำเนินการหรือมีความประสงค์จะขอทบทวนสิทธิ ขอให้รีบตรวจสอบข้อมูลและยื่นคำร้องอุทธรณ์ให้ทันภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 นี้เท่านั้น แนะนำว่าให้เตรียมหลักฐานให้พร้อมหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านช่องทางหน่วยงานรัฐใกล้บ้าน เพื่อไม่ให้เสียสิทธิ์ที่ท่านควรจะได้รับครับ

ในมุมมองของผู้เขียน การปรับปรุงกฎเกณฑ์ในครั้งนี้ถือเป็นการแสดงออกถึงความใส่ใจของภาครัฐที่พยายามปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตคนไทยที่มีความจำเป็นต้องพึ่งพายานพาหนะเก่า แต่ยังคงต้องดูแลเรื่องการคัดกรองผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง การอัปเดตข้อมูลให้เป็นปัจจุบันจึงมีความสำคัญมากเพื่อให้เงินสวัสดิการไปถึงมือผู้ที่เดือดร้อนอย่างแม่นยำที่สุด

ที่มา – รัฐบาลเร่งอำนวยความสะดวกคนมีรถเก่า ทบทวนสิทธิบัตรคนจน ยื่นอุทธรณ์แล้ว 2.1 แสนราย

ป.ป.ช. เปิดกรุ โสภณ ซารัมย์ กรณีพ้นตำแหน่ง สส. ทรัพย์สินเกิน 50 ล้านบาท

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังให้ความสนใจกับข่าวคราวการเมืองโดยเฉพาะเรื่องของทรัพย์สินนักการเมือง ล่าสุดทางสำนักงาน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ได้ออกมาเผยข้อมูลที่หลายคนจับตามอง นั่นคือ ป.ป.ช. เปิดกรุ โสภณ ซารัมย์ กรณีพ้นตำแหน่ง สส. ทรัพย์สินเกิน 50 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของการตรวจสอบความโปร่งใสในแวดวงการเมืองไทย

เจาะรายละเอียด ป.ป.ช. เปิดกรุ โสภณ ซารัมย์ กรณีพ้นตำแหน่ง สส. ทรัพย์สินเกิน 50 ล้านบาท

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่นายโสภณ ซารัมย์ ได้พ้นจากตำแหน่ง สส. เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 โดยมีการยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ตามระเบียบข้อบังคับ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ายอดรวมมูลค่าทรัพย์สินของทั้งตัวนายโสภณและคู่สมรสมีตัวเลขสุทธิอยู่ที่ 55,101,288.85 บาท ถือเป็นตัวเลขที่น่าสนใจและสะท้อนถึงการจัดการสินทรัพย์ของนักการเมืองท่านนี้ได้อย่างชัดเจน

สรุปรายการทรัพย์สินที่ ป.ป.ช. เปิดกรุ โสภณ ซารัมย์ กรณีพ้นตำแหน่ง สส. ทรัพย์สินเกิน 50 ล้านบาท

หากเรามาไล่ดูรายละเอียดกันแบบเจาะลึก จะพบว่าทรัพย์สินของนายโสภณและคู่สมรสนั้นกระจายอยู่ในหลายรูปแบบ ทั้งทรัพย์สินส่วนตัวและของคู่สมรส ดังนี้ครับ:

  • ทรัพย์สินของนายโสภณ ซารัมย์ (ผู้ยื่นบัญชี): มีมูลค่ารวมกว่า 31.7 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งเงินฝากใน 8 บัญชี เงินลงทุน ที่ดินจำนวน 5 แปลง โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงยานพาหนะและสิทธิในสัมปทานต่างๆ
  • ทรัพย์สินของคู่สมรส: มีมูลค่ารวมกว่า 23.3 ล้านบาท ประกอบด้วยเงินฝาก ที่ดินกว่า 16 แปลง การลงทุน และสิทธิประโยชน์อื่น ๆ

ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ ในบัญชีที่ยื่นมานั้นไม่ปรากฏว่ามีรายการหนี้สินใด ๆ รวมถึงไม่มีการแจ้งรายการในส่วนของเงินสดหรือทรัพย์สินของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ซึ่งนับเป็นการยื่นบัญชีที่ค่อนข้างกระชับและชัดเจนในมุมมองของผู้ตรวจสอบครับ

ทั้งนี้ การที่ ป.ป.ช. เปิดกรุ โสภณ ซารัมย์ กรณีพ้นตำแหน่ง สส. ทรัพย์สินเกิน 50 ล้านบาท ออกมาเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับนักการเมือง แต่ถือเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ประชาชนได้เห็นที่มาที่ไปของทรัพย์สินผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของความโปร่งใสในระบอบประชาธิปไตยครับ ส่วนตัวมองว่าการเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคประชาชนได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องคอยติดตามตรวจสอบกันต่อไปว่าการทำงานในอนาคตของท่านจะเป็นอย่างไรครับ

ที่มา – ป.ป.ช. เปิดกรุ “โสภณ ซารัมย์” กรณีพ้นตำแหน่ง สส. ทรัพย์สินเกิน 50 ล้านบาท

ทรัพย์สินประธาน กกต. คนใหม่เกือบร้อยล้าน หนี้ 90 บาท

ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของ “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” ประธาน กกต. คนใหม่และคู่สมรส มีทรัพย์สินเกือบร้อยล้าน มีหนี้บัตรเครดิต 90 บาท รวยอู้ฟู่ 85 ล้านบาท! ภรรยาถือครองที่ดิน 9 แปลง แถมหนี้บัตรเครดิตน้อยนิดแค่ 90 บาทเท่านั้น

ทรัพย์สินอู้ฟู่! ประธาน กกต. คนใหม่และคู่สมรส มีทรัพย์สินเกือบร้อยล้าน มีหนี้บัตรเครดิต 90 บาท

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. คนใหม่และคู่สมรส มีทรัพย์สินเกือบร้อยล้าน มีหนี้บัตรเครดิต 90 บาท กรณีเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 โดยนายณรงค์และนางชรินทร์ภัสร์ คู่สมรส แจ้งว่ามีทรัพย์สินรวมกันทั้งสิ้น 85,099,109 บาท และมีหนี้สินรวม 4,430,244 บาท

รายละเอียดทรัพย์สินของประธาน กกต. คนใหม่

นายณรงค์มีทรัพย์สินส่วนตัว 22,282,074 บาท ประกอบไปด้วย:

  • เงินฝากในบัญชีธนาคาร 6 บัญชี รวมมูลค่า 10,163,217 บาท
  • เงินลงทุนในกองทุนเปิดต่างๆ มูลค่า 4,541,356 บาท
  • ที่ดิน 6 แปลงในย่านหนองจอก กรุงเทพฯ และอำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี รวมมูลค่า 3.25 ล้านบาท
  • โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างมูลค่า 2.75 ล้านบาท
  • ยานพาหนะมูลค่า 5 แสนบาท
  • สิทธิและสัมปทานมูลค่า 7 แสนบาท
  • ทรัพย์สินอื่นๆ มูลค่า 377,500 บาท

ที่น่าสนใจคือนายณรงค์ไม่มีหนี้สินเลย

สำหรับรายได้ต่อปีของนายณรงค์อยู่ที่ 2,256,480 บาท ซึ่งมาจากเงินเดือน 966,480 บาท เงินประจำตำแหน่ง 510,000 บาท เงินค่ารับรองเหมาจ่ายรายเดือน 510,000 บาท ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร 50,000 บาท เงินปันผลจากการถือครองหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ 20,000 บาท และกำไรจากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ 200,000 บาท โดยมีรายจ่ายต่อปีรวม 560,000 บาท แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว 360,000 บาท และค่าอุปการะมารดา 200,000 บาท

ทรัพย์สินของคู่สมรส

ด้านนางชรินทร์ภัสร์ คู่สมรส มีทรัพย์สินรวม 62,817,034 บาท ประกอบด้วย:

  • เงินฝาก 13 บัญชี รวม 2,702,954 บาท
  • เงินลงทุนในสหกรณ์ออมทรัพย์และสลากออมสินดิจิทัล 2,591,900 บาท
  • ที่ดิน 9 แปลง ในจังหวัดร้อยเอ็ด นครนายก ปทุมธานี และเขตบางกะปิ รวม 47,228,500 บาท
  • โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 8.96 ล้านบาท
  • ยานพาหนะ 600,000 บาท
  • ทรัพย์สินอื่น 733,680 บาท

นางชรินทร์ภัสร์มีหนี้สินเป็นเงินกู้ธนาคารกรุงไทย 4,430,154 บาท และหนี้บัตรเครดิตเพียง 90 บาทเท่านั้น! มีรายได้ต่อปี 425,984 บาท แบ่งเป็นเงินเดือน 423,925 บาท และดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร 2,059 บาท มีรายจ่ายต่อปีรวม 378,016 บาท เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว 120,000 บาท, ค่าผ่อนห้องชุด 203,400 บาท และค่าเบี้ยประกันชีวิต 54,616 บาท

นอกจากนี้ ทั้งคู่ยังมีทรัพย์สินอื่นที่น่าสนใจ เช่น นาฬิกา Rolex 2 เรือน มูลค่ารวม 800,000 บาท, สร้อยคอทองคำ 2 เส้น มูลค่า 80,000 บาท, พระเลี่ยมทอง 5 องค์ มูลค่า 30,000 บาท, ทับทิม 2 เม็ด มูลค่า 60,000 บาท, นิล 1 เม็ด มูลค่า 15,000 บาท และปืนสั้น 2 กระบอก มูลค่า 66,180 บาท

การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงฐานะทางการเงินที่มั่นคงของ ประธาน กกต. คนใหม่และคู่สมรส มีทรัพย์สินเกือบร้อยล้าน มีหนี้บัตรเครดิต 90 บาท แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และเป็นกลาง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรม

ที่มา – ประธาน กกต. คนใหม่และคู่สมรส มีทรัพย์สินเกือบร้อยล้าน มีหนี้บัตรเครดิต 90 บาท

มติครม. เลือกตั้ง-ประชามติ กำชับข้าราชการเป็นกลาง

มติครม. เห็นชอบ 6 แนวทางปฏิบัติออกเสียงเลือกตั้ง-ประชามติ กำชับเจ้าหน้าที่รัฐวางตัวเป็นกลาง พร้อมจัดยานพาหนะอำนวยความสะดวกประชาชนพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 30 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม. มีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสนอแนวทางปฏิบัติในการเลือกตั้ง สส. และการจัดให้มีการออกเสียงประชามติในวันเดียวกัน โดยขอให้หน่วยงานของรัฐให้ความร่วมมือ ช่วยเหลือ และสนับสนุนการดำเนินงานของ กกต. ใน 6 ประเด็น เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส และคุ้มครองสิทธิของประชาชนทุกกลุ่ม ดังนี้

  1. ให้บุคลากรของรัฐทุกระดับปฏิบัติหน้าที่วางตัวเป็นกลางอย่างเคร่งครัด
  2. ให้การสนับสนุนสถานที่เพื่อใช้เป็นหน่วยออกเสียง
  3. ขอความร่วมมือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตรวจสอบหน่วยเลือกตั้งทุกแห่งให้มีความพร้อมให้บริการคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ
  4. ให้การสนับสนุนการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาลให้เพียงพอต่อการดำเนินการต่างๆ
  5. กรณีสถานการณ์ความไม่สงบในบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ให้หน่วยงานของรัฐ จัดยานพาหนะเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปยังที่เลือกตั้งและนำกลับไปจากที่เลือกตั้ง
  6. ประชาสัมพันธ์ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งตามประกาศ กกต. และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง สำหรับประชาชนในพื้นที่สถานการณ์ความไม่สงบ เพื่อไม่ให้กระทบต่อสิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมือง

มติครม. เห็นชอบ 6 แนวทางปฏิบัติ เลือกตั้ง-ประชามติ กำชับเจ้าหน้าที่รัฐวางตัวเป็นกลาง

การที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ 6 แนวทางปฏิบัติสำหรับการออกเสียงเลือกตั้ง-ประชามติ กำชับเจ้าหน้าที่รัฐวางตัวเป็นกลาง ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งที่โปร่งใสและเป็นธรรม การกำชับให้เจ้าหน้าที่รัฐวางตัวเป็นกลางเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม และประชาชนสามารถใช้สิทธิของตนได้อย่างอิสระ

การสนับสนุนสถานที่เพื่อใช้เป็นหน่วยออกเสียง การตรวจสอบความพร้อมของหน่วยเลือกตั้งสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ และการจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอ ล้วนเป็นปัจจัยที่ช่วยให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่นและครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย

มาตรการช่วยเหลือประชาชนชายแดนไทย-กัมพูชาในการเลือกตั้ง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดยานพาหนะอำนวยความสะดวกแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในการเข้าถึงสิทธิทางการเมืองของประชาชน แม้ในสถานการณ์ที่อาจมีความไม่สงบเกิดขึ้น การประชาสัมพันธ์และอำนวยความสะดวกในการลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งก็เป็นอีกมาตรการที่ช่วยให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิของตนได้อย่างเต็มที่

มติครม. เลือกตั้ง-ประชามติ กำชับข้าราชการเป็นกลางนี้ จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น จะเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม และทุกเสียงของประชาชนจะมีความหมายอย่างแท้จริง การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมนั้น เป็นรากฐานสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ยั่งยืน การที่ข้าราชการวางตัวเป็นกลางในการเลือกตั้ง-ประชามติ กำชับเจ้าหน้าที่รัฐวางตัวเป็นกลางอย่างเคร่งครัดจึงเป็นการรักษาหลักการประชาธิปไตยและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน

การเลือกตั้งเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย การที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการจัดการเลือกตั้งที่โปร่งใส เป็นธรรม และเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ จะส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

ดังนั้น ขอเชิญชวนประชาชนทุกคนที่มีสิทธิเลือกตั้ง ออกไปใช้สิทธิของท่านอย่างเต็มที่ เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศไทย

ที่มา – มติครม. เห็นชอบ 6 แนวทางปฏิบัติ เลือกตั้ง-ประชามติ กำชับเจ้าหน้าที่รัฐวางตัวเป็นกลาง

Scroll to top