ยูเครน

ปูตินลั่น! ไม่ได้อยากสู้กับยุโรป แต่ถ้าต้องการก็พร้อม

วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย กล่าวว่ารัสเซียไม่ได้ต้องการทำสงครามกับยุโรป แต่ถ้าหากยุโรปต้องการเช่นนั้น รัสเซียก็พร้อมที่จะเผชิญหน้า

ในการประชุมด้านการลงทุนที่กรุงมอสโก ปูตินได้เน้นย้ำถึงจุดยืนของรัสเซียเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับยุโรป ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นเกี่ยวกับความขัดแย้งในยูเครน และบทบาทของชาติตะวันตกในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว แม้ว่ารัสเซียจะยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะขยายความขัดแย้งไปยังยุโรป แต่ก็พร้อมที่จะตอบโต้หากมีความจำเป็น

ปูตินย้ำจุดยืน: ไม่ได้อยากสู้กับยุโรป

ประธานาธิบดีปูตินกล่าวว่า รัสเซียไม่ได้แสวงหาความขัดแย้งกับยุโรป และได้กล่าวเช่นนี้หลายครั้งแล้ว อย่างไรก็ตาม เขาก็ได้เน้นย้ำว่า หากยุโรปเลือกที่จะทำเช่นนั้น รัสเซียก็จะตอบสนองอย่างเด็ดขาด ความเห็นดังกล่าวสะท้อนถึงความระมัดระวังในการแสดงออกถึงความพร้อมที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ในขณะเดียวกันก็หลีกเลี่ยงการยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น

ข้อเสนอของยุโรป ‘ยอมรับไม่ได้’

ปูตินวิพากษ์วิจารณ์ข้อเสนอของยุโรปเกี่ยวกับการแก้ไขความขัดแย้งในยูเครน โดยระบุว่าข้อเสนอดังกล่าวเป็นสิ่งที่ “ยอมรับไม่ได้” สำหรับรัสเซีย เขากล่าวหาว่าชาติพันธมิตรยุโรปไม่ได้ริเริ่มข้อเสนอสันติภาพใด ๆ แต่กลับขัดขวางความพยายามของสหรัฐฯ ในการแก้ไขสถานการณ์

ปฏิบัติการพิเศษ ไม่ใช่สงคราม

ปูตินยังคงยืนกรานว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในยูเครนไม่ใช่สงคราม แต่เป็น “ปฏิบัติการพิเศษ” ที่มีความแม่นยำสูง เขากล่าวว่า การดำเนินการของรัสเซียตั้งเป้าไปที่เป้าหมายที่เฉพาะเจาะจง และไม่ได้มีลักษณะเป็นสงครามเต็มรูปแบบตามความหมายสมัยใหม่ นี่เป็นคำกล่าวที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ว่ามีการสูญเสียชีวิตพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากนับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการทางทหาร

ปูตินลั่น! ไม่ได้อยากสู้กับยุโรป แต่ถ้าต้องการก็พร้อม

ท่าทีแข็งกร้าวของปูตินมีขึ้นในขณะที่ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและชาติตะวันตกยังคงสูงอยู่ เนื่องจากการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของชาติตะวันตกต่อยูเครน รวมถึงการส่งมอบอาวุธและความช่วยเหลือทางการเงิน รัสเซียมองว่าการกระทำเหล่านี้เป็นการแทรกแซงกิจการภายในประเทศ และเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของตน

ความเป็นไปได้ของสันติภาพ

แม้ว่าจะมีวาทกรรมที่แข็งกร้าว แต่ความเป็นไปได้ของการเจรจาสันติภาพยังคงมีอยู่ การเยือนมอสโกของนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ แสดงให้เห็นถึงความปรารถนาที่จะหาทางออกทางการทูตสำหรับความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการเจรจาใดๆ จะขึ้นอยู่กับความเต็มใจของทุกฝ่ายที่จะประนีประนอมและแก้ไขข้อกังวลที่สำคัญ

ผลกระทบต่อยูเครน

ความขัดแย้งในยูเครนได้สร้างความเสียหายอย่างมากต่อประเทศ ชีวิตผู้คนนับพันต้องสูญเสีย และเมืองต่างๆ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ความพยายามในการสร้างสันติภาพและการฟื้นฟูจะมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยเหลือยูเครนให้ฟื้นตัวจากผลกระทบของสงคราม

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์ยังคงผันผวนและคาดเดาไม่ได้ แม้ว่าปูตินจะยืนยันว่ารัสเซียไม่ได้ต้องการสู้กับยุโรป แต่ก็พร้อมที่จะตอบโต้หากถูกท้าทาย ความขัดแย้งในยูเครนยังคงเป็นประเด็นที่ซับซ้อนและต้องได้รับการแก้ไขด้วยความระมัดระวังและความมุ่งมั่นในการเจรจา

การที่ปูตินเน้นย้ำว่ารัสเซีย ไม่ได้อยากสู้กับยุโรป แต่ถ้าต้องการก็พร้อม นั้น แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ และความจำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องพิจารณาผลกระทบของการกระทำของตนอย่างรอบคอบ

ที่มา – ปูตินลั่น ไม่ได้อยากสู้กับยุโรป แต่ถ้ายุโรปต้องการก็พร้อมสู้

ปูตินย้ำ ยูเครนต้องถอนทหาร ออกจากดินแดน

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงตึงเครียด เมื่อประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ย้ำจุดยืนเดิมว่า ยูเครนต้องถอนทหารออกจากดินแดนที่ถูกยึดครอง หากต้องการให้รัสเซียยุติการสู้รบ ท่าทีดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัสเซียจะไม่ยอมอ่อนข้อ และพร้อมที่จะใช้กำลังทางทหารต่อไปหากยูเครนไม่ปฏิบัติตาม

ปูตินย้ำ ยูเครนต้องถอนทหาร ออกจากดินแดนที่ถูกยึดครอง

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ปูตินได้กล่าวถึงข้อเรียกร้องนี้อีกครั้ง โดยเน้นย้ำว่าการถอนทหารออกจากดินแดนที่มอสโกอ้างว่าเป็นของตนเองนั้นเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับการเจรจาสันติภาพ เขาได้กล่าวหาว่ายูเครนต้องการสู้รบจนถึงที่สุด แม้ว่ารัสเซียเองก็พร้อมที่จะทำเช่นเดียวกัน

ปูตินยังคงยืนกรานว่ารัสเซียมีความได้เปรียบในสนามรบ และการสู้รบจะสิ้นสุดลงเมื่อกองทัพยูเครนถอนกำลังออกจากพื้นที่ที่มีการสู้รบอย่างต่อเนื่องเท่านั้น “ถ้าพวกเขาไม่ถอนกำลัง เราจะทำให้สำเร็จด้วยกำลังอาวุธ” เขากล่าว

สถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต

แม้ว่ารัสเซียจะสามารถรุกคืบในยูเครนตะวันออกได้ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียกำลังพลอย่างมาก ข้อมูลจากสถาบันเพื่อการศึกษาสงครามชี้ให้เห็นว่า หากรัสเซียยังคงรุกคืบด้วยอัตราเดิม อาจต้องใช้เวลาเกือบสองปีในการยึดครองส่วนที่เหลือของแคว้นโดเนตสก์

ความต้องการของปูตินที่ต้องการให้มีการรับรองทางกฎหมายว่าดินแดนที่รัสเซียยึดครองเป็นของตนเองนั้น เป็นอุปสรรคสำคัญในการเจรจา ดินแดนเหล่านี้รวมถึงแคว้นไครเมียซึ่งถูกผนวกในปี 2557 และภูมิภาคดอนบาสซึ่งประกอบด้วยแคว้นโดเนตสก์และลูฮานสก์

ยูเครนได้ปฏิเสธข้อเสนอที่จะยอมเสียดินแดนเพื่อแลกกับการยุติสงคราม โดยมองว่าเป็นการให้รางวัลแก่รัสเซียสำหรับการรุกราน ซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

ในขณะเดียวกัน ยูเครนและสหรัฐฯ กำลังหารือเกี่ยวกับแผนการสันติภาพ 28 ข้อที่สหรัฐฯ เสนอ ถึงแม้ว่าแผนดังกล่าวจะมีความเอนเอียงไปทางรัสเซียในช่วงแรก แต่ก็ได้มีการแก้ไขหลังจากเจรจาเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าแผนนี้จะสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องดินแดนที่ถูกยึดครองได้หรือไม่

ปูตินระบุว่า ร่างแผนฉบับใหม่ได้ถูกส่งมอบให้กับรัสเซียแล้ว และอาจเป็นพื้นฐานสำหรับข้อตกลงในอนาคต แต่ยังคงต้องมีการหารือในรายละเอียดเพิ่มเติม

เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่ไครเมียและดอนบาสจะอยู่ภายใต้การควบคุมของรัสเซียโดยพฤตินัย แต่ไม่ได้รับการรับรองทางกฎหมาย ปูตินกล่าวว่า “นี่คือจุดที่เรากำลังหารือกับคู่เจรจาชาวอเมริกันของเรา”

นอกจากนี้ ปูตินยังกล่าวโจมตีผู้นำยูเครน โดยอ้างว่าพวกเขาไม่มีความชอบธรรม และการลงนามในข้อตกลงใดๆ กับพวกเขาก็ไม่มีประโยชน์ เนื่องจากยูเครนอยู่ภายใต้กฎอัยการศึกและไม่ได้จัดการเลือกตั้งตามกำหนด

อย่างไรก็ตาม รัฐสภายูเครนได้ยืนยันความชอบธรรมของประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ให้ดำรงตำแหน่งต่อไปได้

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์ในยูเครนยังคงซับซ้อนและเต็มไปด้วยความท้าทาย ข้อเรียกร้องของปูตินที่ว่า ยูเครนต้องถอนทหาร ออกจากดินแดนที่ถูกยึดครอง ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ขัดขวางการเจรจาสันติภาพ และอนาคตของความขัดแย้งยังคงไม่แน่นอน

อนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไป? การที่ ปูตินย้ำ ยูเครนต้องถอนทหาร ออกจากดินแดนที่ถูกยึดครอง บ่งบอกว่ารัสเซียยังไม่พร้อมที่จะประนีประนอม และการสู้รบอาจดำเนินต่อไปอีกระยะหนึ่ง ทางออกเดียวที่เป็นไปได้คือการเจรจาที่จริงจังและรอบด้าน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่าย

ที่มา – ปูตินย้ำ ยูเครนต้องถอนทหาร ออกจากดินแดนที่ถูกยึดครอง

“ทรัมป์” เลื่อนเส้นตายแผนสันติภาพยูเครน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน ขณะเดินทางไปยังฟลอริดาเพื่อพักผ่อนในวันขอบคุณพระเจ้า ว่าเขาได้ยกเลิกกำหนดเส้นตายในวันที่ 27 พ.ย. ซึ่งเป็นวันขอบคุณพระเจ้า ที่ยูเครนต้องยอมรับแผนสันติภาพที่สหรัฐฯ หนุนหลัง เพื่อยุติสงครามกับรัสเซีย

ทรัมป์ระบุว่า คณะเจรจาของสหรัฐฯ กำลังมีความคืบหน้าในการหารือกับรัสเซียและยูเครน และรัสเซียได้ตกลงยอมรับข้อผ่อนปรนบางประการ ซึ่งเขาไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม ก่อนหน้านี้ ทรัมป์และคณะผู้ช่วยไม่ได้กำหนดเส้นตายที่ชัดเจน และกล่าวว่าพวกเขาต้องการให้ข้อตกลงเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า “กำหนดเส้นตายสำหรับผมคือเมื่อมันจบลง”

โครงร่างข้อตกลงสันติภาพที่สหรัฐฯ สนับสนุน ซึ่งมีรายงานเป็นครั้งแรกเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้ก่อให้เกิดความกังวลว่า ฝ่ายบริหารของทรัมป์อาจผลักดันให้ยูเครนลงนามในข้อตกลงสันติภาพที่มีแนวโน้มเอียงเข้าข้างรัสเซียอย่างมาก

ทรัมป์กล่าวว่า นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ จะเดินทางไปยังกรุงมอสโกเพื่อเข้าพบประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ในสัปดาห์หน้า และเปิดเผยว่า นายจาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของเขา ซึ่งเคยช่วยเจรจาข้อตกลงฉนวนกาซาที่นำมาซึ่งการหยุดยิงระหว่างอิสราเอล-ฮามาส ก็มีส่วนร่วมในเรื่องนี้ด้วย

บลูมเบิร์ก นิวส์ รายงานว่า ในการสนทนาทางโทรศัพท์เมื่อวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา นายวิตคอฟฟ์ได้พูดคุยกับ นายยูริ อูชาคอฟ ที่ปรึกษานโยบายต่างประเทศระดับสูงของปูติน โดยแนะนำว่าทั้งสองฝ่ายควรทำงานร่วมกันในแผนหยุดยิงสำหรับยูเครน และปูตินควรหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาหารือกับทรัมป์โดยตรง

รายงานระบุว่า คำแนะนำของวิตคอฟฟ์รวมถึงข้อเสนอแนะในการจัดให้มีการหารือระหว่างทรัมป์และปูติน ก่อนการเยือนทำเนียบขาวของประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ในสัปดาห์เดียวกัน และใช้ข้อตกลงฉนวนกาซาที่เพิ่งทำเสร็จสิ้นเป็นช่องทางในการเจรจา

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับรายงานดังกล่าว ทรัมป์กล่าวว่าเขาไม่ได้ฟังบันทึกเสียงการสนทนาที่บลูมเบิร์กอ้างอิง แต่เขาก็ไม่แปลกใจ เพราะ “นั่นคือสิ่งที่คนทำข้อตกลงทำกัน”

ทรัมป์กล่าวว่า ดูเหมือนว่ารัสเซียจะอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบในสงคราม และการบรรลุข้อตกลงจะเป็นผลประโยชน์สูงสุดของยูเครน เขากล่าวว่า ดินแดนบางส่วนของยูเครน “อาจถูกรัสเซียยึดไปอยู่ดี” ในช่วงสองสามเดือนข้างหน้า นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังอยู่ระหว่างเจรจากับยุโรปเกี่ยวกับหลักประกันด้านความมั่นคงสำหรับยูเครนด้วย.

“ทรัมป์” เลื่อนเส้นตายแผนสันติภาพยูเครน

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงเป็นประเด็นร้อนแรงที่ทั่วโลกจับตามอง การที่ “ทรัมป์” เลื่อนเส้นตายแผนสันติภาพยูเครน สร้างความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นในกระบวนการเจรจา

ทำไม “ทรัมป์” ถึงเลื่อนเส้นตายแผนสันติภาพยูเครน?

เหตุผลที่ประธานาธิบดีทรัมป์ตัดสินใจเลื่อนเส้นตายยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่มีความเป็นไปได้ว่าเกิดจากความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ รัสเซีย และยูเครน รวมถึงการยอมผ่อนปรนบางส่วนจากรัสเซีย การตัดสินใจนี้อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความซับซ้อนของสถานการณ์และต้องการเวลาในการหาทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

การที่ “ทรัมป์” เลื่อนเส้นตายแผนสันติภาพยูเครน อาจเป็นผลดีต่อการเจรจา เนื่องจากเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้หารือกันอย่างละเอียดมากขึ้น โดยไม่มีแรงกดดันจากกำหนดเวลาที่จำกัด อย่างไรก็ตาม การเลื่อนเส้นตายก็อาจทำให้เกิดความล่าช้าและไม่แน่นอนในกระบวนการสันติภาพได้เช่นกัน

การตัดสินใจของ “ทรัมป์” ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของสหรัฐฯ ในฐานะคนกลางในการเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครน สหรัฐฯ ยังคงมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคนี้

สถานการณ์นี้ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และผลลัพธ์ของการเจรจาจะมีผลกระทบอย่างมากต่ออนาคตของยูเครนและภูมิภาคโดยรวม การที่ “ทรัมป์” เลื่อนเส้นตายแผนสันติภาพยูเครน เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นอีกมากมายในอนาคตอันใกล้

การตัดสินใจนี้อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่สถานการณ์ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น การวางแผนรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และการเตรียมพร้อมสำหรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – “ทรัมป์” เลื่อนเส้นตายแผนสันติภาพยูเครน รัสเซียยอมผ่อนปรนบางเรื่อง

เซเลนสกียินดี เจรจาสันติภาพคืบหน้า แต่ย้ำปัญหาดินแดน

เซเลนสกียินดี เจรจาสันติภาพคืบหน้า แต่ย้ำปัญหาหลักคือเรื่องดินแดนที่ถูกรัสเซียยึดครอง ประเด็นนี้ยังเป็นอุปสรรคสำคัญในการหาทางออกให้กับสงครามในยูเครน

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ได้ออกมาแสดงความยินดีกับความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพกับสหรัฐฯ ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อย่างไรก็ตาม เขาเน้นย้ำว่าข้อเรียกร้องของวลาดิมีร์ ปูติน ที่ต้องการให้ยูเครนรับรองดินแดนทางตะวันออกที่ถูกรัสเซียผนวกเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียนั้น ยังคงเป็นปัญหาหลักที่ต้องแก้ไข

การประชุมระหว่างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และยูเครนที่สวิตเซอร์แลนด์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มุ่งเน้นไปที่การหาทางออกเพื่อยุติสงครามกับรัสเซีย ทั้งสองฝ่ายรายงานว่ามีความคืบหน้า และจะทำงานร่วมกันต่อไปเพื่อหาจุดร่วม

ถึงกระนั้น ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการที่แต่ละฝ่ายจะเชื่อมโยงความเห็นที่แตกต่างระหว่างรัสเซียและยูเครนในเรื่องดินแดน และการรับประกันความมั่นคงให้กับยูเครน ท่ามกลางกระแสข่าวว่านายเซเลนสกีอาจพบกับอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาท แต่ยังไม่มีการยืนยันกำหนดการ

ประเด็นเรื่องบูรณาภาพแห่งดินแดนเป็นจุดที่รัสเซียและยูเครนมีความเห็นแตกต่างกันอย่างมาก นายเซเลนสกีได้กล่าวย้ำมาโดยตลอดว่า รัสเซียไม่ควรได้รับดินแดนที่ยึดมาด้วยกำลังเป็นรางวัลจากการรุกราน เพราะจะสร้างบรรทัดฐานที่เป็นอันตราย

ภายหลังการเจรจาที่เจนีวา นายทรัมป์ได้โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียว่า “บางสิ่งที่ดีงามอาจกำลังจะเกิดขึ้น” แต่ย้ำว่า “อย่าเพิ่งเชื่อจนกว่าจะได้เห็นเอง”

ตัวแทนจากรัสเซียไม่ได้เข้าร่วมการประชุมที่สวิตเซอร์แลนด์ รัฐบาลเครมลินระบุว่า พวกเขาไม่ได้รับข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับผลลัพธ์ของการหารือ อย่างไรก็ตาม นายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซียกล่าวว่า รัสเซียทราบว่ามีการ “ปรับเปลี่ยน” แผนที่เดิมที่นายปูตินเคยให้การยอมรับ

สื่อหลายสำนักรายงานว่า แผนสันติภาพ 28 ข้อที่อยู่ระหว่างการเจรจา ถูกร่างโดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และรัสเซียในเดือนตุลาคม และนำเสนอต่อยูเครนเมื่อสัปดาห์ก่อน หลายองค์ประกอบของแผนดูเหมือนจะมุ่งเน้นไปที่เงื่อนไขที่มอสโกเรียกร้องมาเป็นเวลานาน ซึ่งสร้างความกังวลในยูเครนและยุโรป

แม้ว่าเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และยูเครนจะระบุว่ามีความคืบหน้าในเรื่องแผนการสันติภาพ แต่ผู้นำยุโรปกลับแสดงท่าทีระมัดระวังมากกว่า นายโดนัลด์ ทุสก์ นายกรัฐมนตรีโปแลนด์กล่าวว่า “ผมไม่แน่ใจว่าเราเข้าใกล้สันติภาพมากขึ้นหรือไม่” ขณะที่นายฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนีกล่าวว่าการหารือจะเป็น “กระบวนการที่ยืดเยื้อและยาวนาน”

มีการรายงานว่า สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนี ได้ร่างแผนสันติภาพในยูเครนเพื่อตอบโต้แผนของสหรัฐฯ โดยตัดเรื่องการยอมรับดินแดนที่รัสเซียยึดไป เพิ่มขนาดกองทัพที่ยูเครนได้รับอนุญาตให้มีได้ และเปิดทางให้ยูเครนเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต ได้

อย่างไรก็ตาม นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ กล่าวว่า เขาไม่ทราบเรื่องแผนดังกล่าว และนายยูริ อูชาคอฟ ที่ปรึกษาฝ่ายนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลเครมลินก็ออกมาปฏิเสธแผนดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นสิ่งที่ไม่สร้างสรรค์อย่างสิ้นเชิง

แผนสันติภาพ 28 ข้ยังกำหนดให้ยูเครนถอนทหารออกจากดินแดนที่พวกเขายังคงควบคุมอยู่ในแคว้นโดเนตสก์ โดยจะกำหนดให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตกันชนปลอดทหารที่เป็นกลาง และได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติว่าเป็นดินแดนที่เป็นของสหพันธรัฐรัสเซีย

ข้อกำหนดเหล่านี้เป็นสิ่งที่ยูเครนยอมรับได้ยาก เคียฟและพันธมิตรยุโรปต่างระมัดระวังไม่ให้การยุติข้อพิพาทใด ๆ เป็นอันตรายต่อหลักการของบูรณภาพแห่งดินแดนและอธิปไตย นอกจากนั้นนายเซเลนสกีได้เตือนย้ำหลายครั้งว่า การยอมยกดอนบาสจะทำให้ยูเครนเสี่ยงต่อการถูกรัสเซียโจมตีในอนาคต

เซเลนสกียินดี เจรจาสันติภาพคืบหน้า แต่ย้ำปัญหาดินแดน

ความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพ และปัญหาดินแดน

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงซับซ้อน การเจรจาสันติภาพมีความคืบหน้า แต่ปัญหาเรื่องเซเลนสกียินดี เจรจาสันติภาพคืบหน้า แต่ย้ำปัญหาหลักคือเรื่องดินแดนยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องหาทางออก

การที่เซเลนสกียินดี เจรจาสันติภาพคืบหน้า แต่ย้ำปัญหาหลักคือเรื่องดินแดน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาอธิปไตยของชาติ แม้ว่าการเจรจาจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่การยอมเสียดินแดนให้กับรัสเซียก็เป็นสิ่งที่ยูเครนไม่สามารถยอมรับได้

การเจรจาเป็นเพียงก้าวแรก การหาทางออกที่ยั่งยืนและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายยังคงต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมาก สถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอน และต้องติดตามความคืบหน้าต่อไป

ที่มา – เซเลนสกียินดี เจรจาสันติภาพคืบหน้า แต่ย้ำปัญหาหลักคือเรื่องดินแดน

ผู้นำจีน-สหรัฐฯ ต่อสายคุย ทรัมป์รับคำเชิญเยือนจีน

การพูดคุยระหว่างผู้นำจีนและสหรัฐฯ เป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด เมื่อ ผู้นำจีน-สหรัฐฯ ต่อสายคุยชื่นมื่น ทรัมป์ตอบรับคำเชิญเยือนจีน เรื่องนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ยังคงดำเนินต่อไป แม้จะมีความท้าทายหลายประการ

โดนัลด์ ทรัมป์ คุยกับ สี จิ้นผิง ทางโทรศัพท์ โดยหารือกันหลายเรื่อง รวมถึงเรื่องยูเครนและไต้หวัน ซึ่งฝ่ายจีนย้ำว่า ไต้หวันควรกลับคืนสู่จีน

ทำเนียบขาวสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง เมื่อเช้าวันจันทร์ที่ 24 พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา แต่ไม่ได้ระบุว่าใครเป็นฝ่ายโทร ก่อนที่ในเวลาต่อมา นายทรัมป์จะโพสต์ข้อความเปิดเผยข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับการคุยครั้งนี้

“ผมเพิ่งมีการคุยโทรศัพท์ที่ดีมากกับประธานาธิบดีสี (จิ้นผิง) ของจีน เราหารือกันในหลายประเด็นรวมถึง เรื่องยูเครน/รัสเซีย, เฟนทานิล, ถั่วเหลือง และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอื่นๆ เราได้มีการทำข้อตกลงที่ดีและสำคัญมากสำหรับเกษตรกรผู้ยิ่งใหญ่ของเรา และมันจะดีขึ้นอีก” ข้อความของนายทรัมป์ระบุ

“ความสัมพันธ์ของเรากับจีนนั้นเข้มแข็งอย่างยิ่ง การโทรศัพท์ครั้งนี้เป็นการติดตามผลจากการประชุมที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงของเราที่ประเทศเกาหลีใต้เมื่อสามสัปดาห์ก่อน ตั้งแต่นั้นมาก็มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญจากทั้งสองฝ่ายในการทำให้ข้อตกลงของเราเป็นปัจจุบันและถูกต้อง”

“ตอนนี้เราสามารถตั้งเป้าไปที่ภาพรวมใหญ่ได้ เพื่อจุดประสงค์นั้น ประธานาธิบดีสีได้เชิญผมไปเยือนกรุงปักกิ่งในเดือนเมษายน ซึ่งผมได้ตอบรับ และผมได้เชิญเขามาเป็นแขกของผมสำหรับการเยือนอย่างเป็นทางการในสหรัฐฯ ในช่วงปลายปี เราตกลงกันว่าการที่เราสื่อสารกันบ่อยครั้งเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งผมตั้งตาคอยที่จะทำเช่นนั้น”

ด้านสำนักข่าว ซินหัว ของจีน รายงานว่า ระหว่างการพูดคุย ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้แจ้งต่อประธานาธิบดีทรัมป์ว่า “การกลับคืนสู่จีนของไต้หวัน เป็นส่วนสำคัญของระเบียบโลกหลังสงคราม”

“จีนและสหรัฐฯ เคยต่อสู้เคียงข้างกันเพื่อต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์และลัทธิแสนยานุภาพนิยม และในตอนนี้ก็ควรทำงานร่วมกันเพื่อปกป้องผลลัพธ์ของสงครามโลกครั้งที่สอง” นายสีกล่าว ตามรายงานของ ซินหัว

ทั้งนี้ จีนถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของตนเอง และไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ในการใช้กำลังเพื่อเข้าควบคุมไต้หวัน แม้ว่ารัฐบาลไต้หวันจะปฏิเสธการกล่าวอ้างของจีนและระบุว่า มีเพียงประชาชนไต้หวันเท่านั้นที่สามารถตัดสินอนาคตของตนเองได้

ตอนนี้จีนกำลังเผชิญกับวิกฤตทางการทูตกับญี่ปุ่นครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี หลังจากที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซานาเอะ ทาคาอิจิ กล่าวเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาว่า หากจีนโจมตีไต้หวันจนทำให้การดำรงอยู่ของญี่ปุ่นถูกคุกคาม ญี่ปุ่นก็อาจตอบสนองด้วยกำลังทหาร

นายสีกับนายทรัมป์พบกันที่เกาหลีใต้เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม หลังจากความตึงเครียดทางการค้าดำเนินมานานหลายเดือนซึ่งเกิดจากนโยบายภาษีของทรัมป์ หลังจากนั้น จีนก็กลับมาซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ และระงับมาตรการขยายขอบเขตการจำกัดการส่งออกแร่ธาตุหายาก ขณะที่สหรัฐฯ ได้ลดภาษีสินค้าจากจีนลง 10%

ผู้นำจีนบอกกับผู้นำสหรัฐฯ ในการสนทนาครั้งล่าสุดว่า ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-สหรัฐฯ มีเสถียรภาพและดีขึ้นนับตั้งแต่การประชุมที่เกาหลีใต้ “ข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นอีกครั้งว่าความร่วมมือเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย ในขณะที่การเผชิญหน้าจะทำลายทั้งสองฝ่าย” พร้อมกระตุ้นให้ทั้งสองประเทศรักษาแรงผลักดันเชิงบวกและขยายความร่วมมือระหว่างกัน

ผู้นำทั้งสองยังได้หารือเกี่ยวกับสงครามในยูเครน โดยนายสียืนยันอีกครั้งว่าจีนสนับสนุนทุกความพยายามที่นำไปสู่สันติภาพ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทุกฝ่ายลดช่องว่างความแตกต่างของกันและกัน

ผู้นำจีน-สหรัฐฯ ต่อสายคุยชื่นมื่น ทรัมป์ตอบรับคำเชิญเยือนจีน

สถานการณ์ระหว่างประเทศมีความผันผวนอยู่เสมอ การที่ ผู้นำจีน-สหรัฐฯ ต่อสายคุยชื่นมื่น ทรัมป์ตอบรับคำเชิญเยือนจีน จึงเป็นสัญญาณที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

ทำไมการคุยกันของผู้นำจีนและสหรัฐฯ จึงมีความสำคัญ

การพูดคุยระหว่างผู้นำของสองประเทศมหาอำนาจนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของโลก การหารือในประเด็นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นยูเครน ไต้หวัน หรือประเด็นทางการค้า ล้วนมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมโลก

การที่ทรัมป์ตอบรับคำเชิญเยือนจีน แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะรักษาช่องทางการสื่อสารและความร่วมมือระหว่างสองประเทศ แม้ว่าจะมีข้อขัดแย้งในบางประเด็นก็ตาม

การที่ ผู้นำจีน-สหรัฐฯ ต่อสายคุยชื่นมื่น ทรัมป์ตอบรับคำเชิญเยือนจีน นับว่าเป็นข่าวดีสำหรับประชาคมโลก เพราะแสดงให้เห็นว่าทั้งสองประเทศยังคงเปิดโอกาสให้กับการเจรจาและการแสวงหาจุดร่วม

ถึงแม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ จะยังคงมีความท้าทายอีกมากมาย แต่การที่ผู้นำทั้งสองยังคงสื่อสารกันอย่างสม่ำเสมอ เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าทั้งสองประเทศตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในระดับโลก

แน่นอนว่าการเจรจาและการพูดคุยกันย่อมดีกว่าการเผชิญหน้า การที่ ผู้นำจีน-สหรัฐฯ ต่อสายคุยชื่นมื่น ทรัมป์ตอบรับคำเชิญเยือนจีน จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเข้าใจและลดความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ

การที่ผู้นำของทั้งสองประเทศยังคงเปิดใจรับฟังซึ่งกันและกัน เป็นสิ่งที่น่ายินดีและเป็นความหวังสำหรับอนาคต

ที่มา – ผู้นำจีน-สหรัฐฯ ต่อสายคุยชื่นมื่น ทรัมป์ตอบรับคำเชิญเยือนจีน

รูบิโอ เผยความคืบหน้า เจรจาแผนสันติภาพยูเครน

มีความคืบหน้าครั้งใหญ่ในการเจรจาแผนสันติภาพยูเครน! รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เผยข่าวดีที่นครเจนีวา แต่ยังเหลือรายละเอียดที่ต้องสะสางกันต่อไป

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิสราเอล ได้ออกมาเปิดเผยว่า การเจรจาที่นครเจนีวาเพื่อสรุปแผนสันติภาพยูเครนที่สหรัฐฯ เสนอเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครนนั้น มีความคืบหน้าไปมาก แต่ก็ยังมีงานที่ต้องทำอีกเล็กน้อย

นายรูบิโอกล่าวว่า ทีมเจรจาในเจนีวา ซึ่งประกอบด้วยตัวเขาและทีมเจ้าหน้าที่จากสหรัฐฯ ยุโรป และยูเครน “มีวันที่ดีมาก” โดยเป้าหมายหลักของการเจรจาคือการพยายามจัดการกับประเด็นที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขในแผนสันติภาพ 28 ข้อของสหรัฐฯ และฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้บรรลุเป้าหมายนั้นในลักษณะที่เป็นรูปธรรม

อย่างไรก็ตาม นายรูบิโอกล่าวเสริมว่า ข้อตกลงขั้นสุดท้ายใด ๆ ก็ตามจะต้องได้รับการตกลงเห็นชอบโดยประธานาธิบดียูเครนและประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก่อนที่ข้อเสนอจะถูกส่งไปยังรัสเซีย และยังมีประเด็นอีกเล็กน้อยที่พวกเขาจำเป็นต้องทำงานต่อไป

ด้านนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนกล่าวว่า มีสัญญาณว่าทีมงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังรับฟังเรา

ทั้งนี้ ยูเครนและพันธมิตรยุโรปได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับข้อเสนอภายใต้แผนการสันติภาพดังกล่าว ซึ่งถูกมองว่าเข้าข้างรัสเซีย และได้รับการต้อนรับจากวลาดิเมียร์ ปูติน ว่าเป็น “พื้นฐาน” สำหรับการยุติปัญหา ก่อนหน้านี้ เซเลนสกีกล่าวว่า ยูเครน “อาจต้องเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบากมาก คือการสูญเสียศักดิ์ศรี หรือเสี่ยงต่อการสูญเสียพันธมิตรคนสำคัญ”

สื่อหลายสำนักรายงานว่า ร่างแผนสันติภาพ 28 ข้อของสหรัฐฯ นั้นรวมถึงการถอนกำลังทหารยูเครนออกจากพื้นที่ที่พวกเขากำลังควบคุมอยู่ในแคว้นโดเนตสก์ ทางตะวันออกของยูเครน, ยกแคว้นดังกล่าวกับแคว้นลูฮานสก์ที่อยู่ติดกันให้รัสเซีย ในขณะที่ตรึงพรมแดนของแคว้นเคอร์ซอนและแคว้นซาโปริซเซียทางใต้ของยูเครนเอาไว้ตามแนวรบในปัจจุบัน

แผนของสหรัฐฯ ยังจำกัดกำลังทหารของยูเครนไว้ที่ 600,000 นาย จากประมาณ 880,000 นายในปัจจุบัน และที่สำคัญคือ ยูเครนต้องสัญญาว่าจะไม่หาทางเข้าร่วมเป็นสมาชิกของ นาโต อีก แลกกับการที่เคียฟจะได้รับการรับประกันความมั่นคงที่เชื่อถือได้ ซึ่งไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดใดๆ

แผนการของสหรัฐฯ ระบุอีกว่า “คาดหวัง” ว่ารัสเซียจะไม่รุกรานประเทศเพื่อนบ้าน และ NATO จะไม่ขยายตัวเพิ่มเติม พร้อมทั้งเสนอให้รัสเซียกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง ด้วยการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร และการเชิญรัสเซียให้กลับเข้าร่วมกลุ่ม G7 ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ทรงอำนาจที่สุดในโลก ทำให้กลับมาเป็น G8 อีกครั้ง

ก่อนหน้านี้ นายทรัมป์กล่าวว่า เขาให้เวลายูเครนจนถึงวันพฤหัสบดีที่จะถึงนี้ (27 พ.ย.) เพื่อเห็นชอบข้อเสนอดังกล่าว แต่ต่อมาเขาออกมาระบุว่า นี่ไม่ใช่ “ข้อเสนอสุดท้าย” สำหรับเคียฟ หลังจากที่พันธมิตรของยูเครนจากยุโรป แคนาดา และญี่ปุ่นแสดงความกังวล

รูบิโอเผย มีความคืบหน้าครั้งใหญ่ ในการเจรจาแผนสันติภาพยูเครน

รายละเอียดที่น่าสนใจในแผนสันติภาพยูเครน

สถานการณ์แผนสันติภาพยูเครนยังคงเป็นประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความคืบหน้าในการเจรจาล่าสุดนี้ แม้ว่าจะมีรายละเอียดบางอย่างที่ยังต้องแก้ไข แต่การที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องสามารถหาจุดร่วมกันได้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับอนาคต

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตามองต่อไปคือ ท่าทีของรัสเซียต่อแผนสันติภาพยูเครนนี้ รวมถึงการตัดสินใจของประธานาธิบดียูเครนและประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งจะมีผลต่อทิศทางของสถานการณ์ในอนาคตอย่างมาก

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องใช้เวลา แต่ความพยายามในการเจรจาและความคืบหน้าล่าสุดนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทุกฝ่ายที่จะแสวงหาทางออกอย่างสันติ

สถานการณ์ในยูเครนยังคงมีความไม่แน่นอน และอนาคตยังคงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้นำและความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง หากทุกฝ่ายสามารถทำงานร่วมกันเพื่อหาทางออกที่เป็นประโยชน์ร่วมกันได้ ก็ยังมีความหวังว่าสันติภาพจะสามารถเกิดขึ้นได้ในที่สุด

ถึงแม้ว่าข้อตกลงสันติภาพจะยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่การที่มีความคืบหน้าเกิดขึ้นก็เป็นสัญญาณที่ดี และเป็นสิ่งที่ควรสนับสนุนเพื่อให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืนในยูเครน

ที่มา – รูบิโอเผย มีความคืบหน้าครั้งใหญ่ ในการเจรจาแผนสันติภาพยูเครน

สหรัฐฯ-ยูเครน-ยุโรป ประชุมที่เจนีวา หารือสันติภาพ

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ, ยุโรป และยูเครน เดินทางไปเจนีวา เพื่อหารือเรื่องแผนการสันติภาพฉบับใหม่ที่สหรัฐฯ เสนอ เพื่อหาทางออกเนื่องจากภายใต้ข้อเสนอ ยูเครนจะต้องยอมอ่อนข้อครั้งใหญ่ให้รัสเซีย

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 พ.ย. 2568 เจ้าหน้าที่สหรัฐอเมริกา, ยุโรป และยูเครน เดินทางไปรวมตัวกันที่นครเจนีวา ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อหารือเกี่ยวกับร่างแผนการสันติภาพ ที่สหรัฐฯ เสนอเพื่อยุติสงครามในยูเครน ท่ามกลางรายงานว่า ข้อตกลงนี้จะทำให้เคียฟต้องยอมอ่อนข้อครั้งใหญ่ให้แก่ผู้รุกรานอย่างรัสเซีย

เมื่อวันศุกร์ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่า ประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน มีเวลาถึงวันพฤหัสบดีเพื่ออนุมัติแผนสันติภาพ 28 ข้อ ซึ่งเรียกร้องให้ยูเครนยกดินแดนบางส่วนให้รัสเซีย, ยอมรับข้อจำกัดทางทหาร และละทิ้งความปรารถนาที่จะเข้าร่วม NATO

สำหรับชาวยูเครนจำนวนมาก รวมถึงทหารที่ต่อสู้ในแนวหน้า เงื่อนไขดังกล่าวเทียบเท่ากับการยอมจำนนต่อรัสเซีย หลังจากสู้รบกันมานานเกือบ 4 ปี ในเหตุความขัดแย้งที่นองเลือดที่สุดในยุโรปนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง แม้ว่าเมื่อวันเสาร์ นายทรัมป์จะกล่าวว่า แผนการดังกล่าวไม่ใช่ข้อเสนอสุดท้ายของเขาก็ตาม

นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ฟรีดริช แมร์ซ กล่าวนอกรอบการประชุม G20 ที่แอฟริกาใต้ว่า เป้าหมายของเจ้าหน้าที่ยุโรปที่เดินทางไปยังนครเจนีวาคือ จัดทำแผนการที่ยูเครนสามารถยอมรับได้ และสามารถนำไปใช้เจรจากับรัสเซียได้ ซึ่งเขาคาดว่าจะต้องใช้เวลา “ในตอนนี้ ผมยังไม่เชื่อมั่นว่าเราจะได้ทางออกที่ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า”

ด้านนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน X ก่อนเดินทางไปยังเจนีวาว่า วอชิงตันเป็นผู้ร่างแผนสันติภาพดังกล่าวเอง

นายรูบิโอโพสต์ข้อความดังกล่าวหลังจากนายไมค์ ราวด์ส วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันออกมากล่าวว่า รูบิโอโทรศัพท์หาเขาและวุฒิสมาชิกคนอื่น ๆ แล้วบอกว่าแผนดังกล่าวเป็นข้อเสนอที่สหรัฐฯ ได้รับมา และส่งต่อให้ยูเครนอีกทอดหนึ่ง

ทั้งนี้ ร่างแผนการสันติภาพของสหรัฐฯ เต็มไปด้วยข้อเรียกร้องสำคัญหลายอย่างของฝ่ายรัสเซีย ในขณะที่ให้คำมั่นสัญญาที่ไม่ชัดเจนต่อยูเครนเรื่องการรับประกันความมั่นคง

นางเออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวย้ำในวันอาทิตย์ว่า พรมแดนของยูเครนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยกำลังทหาร กองทัพของประเทศจะต้องไม่ถูกปล่อยให้เสี่ยงต่อการถูกโจมตี และสหภาพยุโรปจะต้องมีบทบาทสำคัญในข้อตกลงสันติภาพยูเครน

ส่วนนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ออกมาแสดงความยินดีกับความพยายามทางการทูตที่นครเจนีวา โดยเขาคาดหวังว่าความพยายามเหล่านี้จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดี

สหรัฐฯ-ยูเครน-ยุโรป ประชุมที่เจนีวา หารือแผนการสันติภาพ

สถานการณ์ความขัดแย้งในยูเครนยังคงเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสนใจ ล่าสุดการประชุมที่เจนีวาเพื่อหารือแผนการสันติภาพที่สหรัฐฯ เสนอ เป็นอีกหนึ่งความพยายามในการหาทางออกให้กับวิกฤตนี้ แต่เงื่อนไขที่ยูเครนอาจต้องยอมเสียดินแดน ทำให้เกิดคำถามและความกังวลอย่างมาก

การหารือแผนการสันติภาพ: จุดยืนของแต่ละฝ่าย

การประชุมที่เจนีวาครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อหาจุดร่วมที่ทุกฝ่ายสามารถยอมรับได้ แต่จากรายงานเบื้องต้น ข้อเสนอของสหรัฐฯ ดูเหมือนจะเอียงไปทางรัสเซียมากเกินไป ทำให้เกิดความไม่พอใจในฝั่งยูเครน การที่ยูเครนต้องยอมเสียดินแดนบางส่วน แลกกับการยุติสงคราม เป็นสิ่งที่ชาวยูเครนจำนวนมากมองว่าเป็นการยอมจำนน

การที่สหรัฐฯ, ยุโรป และยูเครน ประชุมที่เจนีวา เพื่อหารือแผนการสันติภาพ แสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องในการยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการเจรจาขึ้นอยู่กับความยืดหยุ่นและการประนีประนอมของทุกฝ่าย

สถานการณ์นี้ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และผลลัพธ์ของการเจรจาที่เจนีวา จะมีผลกระทบอย่างมากต่ออนาคตของยูเครนและเสถียรภาพของยุโรป การ สหรัฐฯ-ยูเครน-ยุโรป ประชุมที่เจนีวา หารือแผนการสันติภาพ จึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

การที่ สหรัฐฯ-ยูเครน-ยุโรป ประชุมที่เจนีวา หารือแผนการสันติภาพ ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่สำคัญ แต่ก็ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าการเจรจาจะนำไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงได้หรือไม่ การเจรจาต้องคำนึงถึงผลประโยชน์และความกังวลของทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อให้ได้ข้อตกลงที่ยั่งยืน

การ สหรัฐฯ-ยูเครน-ยุโรป ประชุมที่เจนีวา หารือแผนการสันติภาพ เป็นสัญญาณที่ดี แต่ต้องติดตามดูว่าการเจรจาจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้อย่างไร

ที่มา – สหรัฐฯ-ยูเครน-ยุโรป ประชุมที่เจนีวา หารือแผนการสันติภาพ

เซเลนสกีคุยทรัมป์ เรื่องแผนยุติสงครามยูเครน

เซเลนสกีเตรียมคุยทรัมป์ เรื่องแผนการยุติสงครามในยูเครนฉบับใหม่ ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรง โดยประธานาธิบดียูเครนยืนยันว่าพร้อมพูดคุยกับ โดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับแผนสันติภาพฉบับใหม่ที่มีข่าวลือว่าสหรัฐฯ กำลังร่างร่วมกับรัสเซีย เซเลนสกีเน้นย้ำว่ายินดีสนับสนุนข้อตกลงใด ๆ ที่นำไปสู่การยุติสงครามอย่างเป็นธรรม

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ได้กล่าวภายหลังการหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพบกสหรัฐฯ ว่า เขาเตรียมที่จะพูดคุยกับ โดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากที่สหรัฐฯ ได้นำเสนอร่างแผนสันติภาพเพื่อยุติสงครามในยูเครนให้ยูเครนพิจารณาแล้ว

ข่าวการหารือนี้เกิดขึ้นหลังจากที่สื่อหลายสำนักรายงานว่า แผนการดังกล่าวถูกจัดทำขึ้นโดยนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ และนายคิริลล์ ดีมิทริเยฟ ทูตของรัสเซีย โดยที่ยูเครนไม่ได้มีส่วนร่วมในการร่างแผน

สำนักงานประธานาธิบดียูเครนเปิดเผยว่า สหรัฐฯ เชื่อว่าร่างแผนนี้สามารถช่วยฟื้นฟูทางการทูตได้ ซึ่งยูเครนได้ตกลงที่จะดำเนินการตามบทบัญญัติของแผนในลักษณะที่จะนำมาซึ่งการยุติสงครามอย่างยุติธรรม อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของแผนยังคงเป็นความลับ

“ยูเครนสนับสนุนข้อเสนอที่เป็นสาระสำคัญทั้งหมดที่สามารถนำมาซึ่งสันติภาพที่แท้จริงได้” นายเซเลนสกีกล่าว พร้อมเสริมว่ายูเครนต้องการ “สันติภาพที่มีคุณค่า” และ “ศักดิ์ศรีของชาวยูเครน” จะต้องได้รับการเคารพ

ถึงแม้ว่ายูเครนจะไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดใด ๆ เกี่ยวกับข้อเสนอดังกล่าว แต่แหล่งข่าวจาก Axios, Financial Times และ Reuters รายงานว่า แผนนี้รวมถึงการที่เคียฟจะต้องยอมสละพื้นที่ในภูมิภาคดอนบาสทางตะวันออกของยูเครนที่ยังคงถูกควบคุมอยู่ ลดขนาดกองทัพลง และสละอาวุธจำนวนมาก

หากข้อเรียกร้องเหล่านี้เป็นความจริง จะถือว่าเป็นข้อได้เปรียบอย่างมากสำหรับรัสเซีย ซึ่งเป็นสิ่งที่ยูเครนปฏิเสธมาโดยตลอด การยอมสละดินแดนและลดขนาดกองทัพเป็นสิ่งที่ยูเครนไม่สามารถยอมรับได้

ชาติยุโรปหลายประเทศได้ออกมาแสดงการต่อต้านแผนการดังกล่าว เนื่องจากยูเครนและพันธมิตรในยุโรปไม่ได้มีส่วนร่วมในการร่างแผนใหม่นี้ นางคายา คัลลาส หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรปกล่าวว่า “เพื่อให้แผนใด ๆ สามารถใช้งานได้จริง จำเป็นต้องมียูเครนและยุโรปเข้าร่วมด้วย”

อย่างไรก็ตาม น.ส.แคโรไลน์ ลีวิตต์ เลขานุการฝ่ายสื่อของสหรัฐฯ ได้ออกมาปฏิเสธข่าวที่ว่าแผนสันติภาพใหม่เรียกร้องให้ยูเครนต้องยอมถอยครั้งใหญ่ โดยยืนยันว่า นายวิตคอฟฟ์และนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ได้ติดต่อกับทั้งฝ่ายรัสเซียและยูเครนอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อทำความเข้าใจว่าแต่ละประเทศจะให้คำมั่นในเรื่องใดบ้าง

“มันเป็นแผนที่ดีสำหรับทั้งรัสเซียและยูเครน” น.ส.ลีวิตต์กล่าวในการแถลงข่าวต่อผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาว “เราเชื่อว่ามันควรเป็นที่ยอมรับได้ของทั้งสองฝ่าย และเรากำลังทำงานอย่างหนักเพื่อให้บรรลุผล”

ทางด้านรัสเซียได้ออกมาลดทอนความสำคัญของแผนดังกล่าว ซึ่งข่าวลือระบุว่ามีทั้งหมด 28 ข้อ โดยนายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐมนตรีเครมลินกล่าวว่า แม้ว่าจะมีการ “ติดต่อ” กับสหรัฐฯ แต่ยังไม่มีกระบวนการใดที่สามารถเรียกว่า “การปรึกษาหารือ” ได้

นายเปสคอฟเตือนด้วยว่า ข้อตกลงสันติภาพใด ๆ จะต้องจัดการกับ “รากเหง้าของความขัดแย้ง” ซึ่งเป็นวลีที่มอสโกใช้เป็นคำย่อสำหรับข้อเรียกร้องที่พวกเขาต้องการมากที่สุดหลายข้อ ซึ่งสำหรับฝ่ายยูเครนแล้ว มันเท่ากับเป็นการยอมจำนน

เซเลนสกีเตรียมคุยทรัมป์ เรื่องแผนการยุติสงครามในยูเครนฉบับใหม่

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับ เซเลนสกีเตรียมคุยทรัมป์ เรื่องแผนการยุติสงครามในยูเครนฉบับใหม่ ยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและข้อถกเถียงมากมาย การที่ยูเครนไม่ได้มีส่วนร่วมในการร่างแผนตั้งแต่แรกสร้างความกังวลให้กับหลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรป

ท่าทีของยูเครนต่อแผนการยุติสงคราม

ถึงแม้ว่าเซเลนสกีจะยืนยันว่าพร้อมที่จะพูดคุยและพิจารณาแผนสันติภาพ แต่เขาก็เน้นย้ำถึงความสำคัญของ “สันติภาพที่มีคุณค่า” และการเคารพ “ศักดิ์ศรีของชาวยูเครน” ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่ายูเครนจะไม่ยอมรับข้อตกลงใด ๆ ที่กระทบต่ออธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของตน

อนาคตของ เซเลนสกีเตรียมคุยทรัมป์ เรื่องแผนการยุติสงครามในยูเครนฉบับใหม่ จะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การเจรจาที่กำลังจะเกิดขึ้นระหว่างเซเลนสกีและทรัมป์จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของความขัดแย้งในยูเครนในอนาคตอันใกล้นี้

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนและละเอียดอ่อนของความขัดแย้งในยูเครน การแสวงหาทางออกอย่างสันติเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่ต้องเป็นไปบนพื้นฐานของความยุติธรรมและความเท่าเทียม เพื่อให้สันติภาพที่เกิดขึ้นมีความยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

ที่มา – เซเลนสกีเตรียมคุยทรัมป์ เรื่องแผนการยุติสงครามในยูเครนฉบับใหม่

เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ ถึงยูเครน เจรจายุติสงคราม

เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ ถึงยูเครนแล้ว เพื่อเจรจาหาทางยุติสงครามกับรัสเซีย ท่ามกลางรายงานข่าวว่า สหรัฐฯ กับรัสเซีย ได้เตรียมแผนสันติภาพฉบับใหม่ไว้แล้ว สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างยูเครนและรัสเซียยังคงเป็นประเด็นร้อนแรงที่ทั่วโลกจับตามอง การเดินทางมาเยือนยูเครนของเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ในครั้งนี้ จึงเป็นที่สนใจอย่างยิ่งว่าจะนำไปสู่ทิศทางใด

เมื่อ 19 พ.ย. 2568 กองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงกลาโหม (เพนตากอน) เดินทางถึงประเทศยูเครนแล้ว เพื่อหารือเกี่ยวกับความพยายามในการยุติสงครามกับรัสเซีย โดยทีมงานซึ่งนำโดยนาย แดน ดริสโคลล์ เลขาธิการกองทัพบกสหรัฐฯ จะพบกับ โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนในวันพฤหัสบดีนี้ การเจรจาในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกที่อาจนำไปสู่การคลี่คลายสถานการณ์ที่ตึงเครียด

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นในขณะที่ สื่อต่างๆ เริ่มรายงานว่า สหรัฐฯ กับรัสเซีย ได้เตรียมแผนสันติภาพฉบับใหม่ทั้งหมด 28 ข้อ ซึ่งมีข้อตกลงที่ยูเครนจะต้องยอมผ่อนปรนครั้งใหญ่ รวมถึงสละดินแดนและอาวุธบางส่วน แต่ทั้งวอชิงตันและมอสโกยังไม่ได้ยืนยันแผนดังกล่าวอย่างเป็นทางการ หากแผนสันติภาพดังกล่าวเป็นความจริง ยูเครนอาจต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างมากในการตัดสินใจ

ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยูเครนระบุว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 26 ราย จากการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของรัสเซียในเมืองเทอร์โนปิล ทางตะวันตกของยูเครน และมีผู้บาดเจ็บอีกมากกว่า 70 ราย เหตุการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของสงครามที่ยังคงดำเนินต่อไป

พันเอกเดวิด บัตเลอร์ โฆษกกองทัพบกสหรัฐฯ กล่าวในแถลงการณ์ว่า เลขาธิการดริสโคลล์และคณะ เดินทางถึงกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครนเมื่อเช้าวันพุธ (19 พ.ย.) เพื่อปฏิบัติภารกิจในนามของรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อพบกับเจ้าหน้าที่ของยูเครน และจะมีการหารือเรื่องการยุติสงคราม

นายดริสโคลล์เดินทางมาพร้อมกับพลเอกแรนดี จอร์จ เสนาธิการกองทัพบกสหรัฐฯ, พลเอกคริส โดนาฮิว ผู้บัญชาการกองทัพบกสหรัฐฯ ในยุโรป โดยนายดริสโคลล์และพลเอกจอร์จ เป็นเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงสุดของสหรัฐฯ ที่ได้เดินทางเยือนกรุงเคียฟของยูเครน นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ยูเครนรายหนึ่งเปิดเผยกับสำนักข่าว ซีบีเอส ว่า การเจรจาในการเดินทางครั้งนี้จะเน้นไปที่สถานการณ์ทางทหารภาคพื้นดิน รวมถึงแผนการหยุดยิงที่เป็นไปได้ด้วย โดยเจ้าหน้าที่ผู้ไม่ขอออกนามรายหนึ่งกล่าวว่า “ประธานาธิบดีเซเลนสกีและทรัมป์ได้ตกลงที่จะหยุดความขัดแย้งตามแนวปะทะที่มีอยู่แล้ว และมีข้อตกลงเกี่ยวกับการรับรองความมั่นคงให้ยูเครน”

เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ ถึงยูเครนแล้ว เพื่อเจรจาหาทางยุติสงคราม

สถานการณ์ในยูเครนยังคงมีความผันผวนและไม่แน่นอน การที่ เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ เดินทางถึงยูเครนแล้ว แสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของสหรัฐฯ ในการหาทางออกให้กับความขัดแย้งนี้ อย่างไรก็ตาม การเจรจาและข้อตกลงต่างๆ อาจต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมาก

ทำไมการเดินทางของเจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ ถึงยูเครน จึงมีความสำคัญ

การเดินทางของ เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ ถึงยูเครน มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการแสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนยูเครนอย่างต่อเนื่องจากสหรัฐฯ และเป็นการเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับแนวทางแก้ไขวิกฤตการณ์ในยูเครน

  • การหารือโดยตรงระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองประเทศ
  • การแลกเปลี่ยนข้อมูลและประเมินสถานการณ์
  • การพัฒนากลยุทธ์ร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหา

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่สำคัญคือ การหาจุดร่วมที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ และการสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน การเจรจาอาจต้องเผชิญกับอุปสรรคและความขัดแย้งต่างๆ แต่ความพยายามในการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

การที่ เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ ถึงยูเครน ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการหาทางออกให้กับวิกฤตการณ์ในยูเครน แต่ความสำเร็จของการเจรจาขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นและความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ ถึงยูเครนแล้ว เพื่อเจรจาหาทางยุติสงคราม

Scroll to top