รักษาการนายก

“ภูมิธรรม” ปิดปาก! พ.ร.ฎ.ยุบสภา ถูกตีกลับ จริงหรือ?

ท่ามกลางกระแสข่าวลือสะพัดเกี่ยวกับพระราชกฤษฎีกายุบสภาที่ถูกตีกลับ กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สังคมกำลังจับตามอง ล่าสุด “ภูมิธรรม” ปิดปาก ไม่ตอบกระแส พ.ร.ฎ.ยุบสภา ถูกตีกลับ สร้างความสงสัยให้กับสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปเป็นอย่างมาก

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลทันทีที่เห็นสื่อมวลชนรอทำข่าวประเด็นดังกล่าว ท่าทีดังกล่าวของนายภูมิธรรม ยิ่งเป็นการจุดชนวนให้กระแส “ภูมิธรรม” ปิดปาก ไม่ตอบกระแส พ.ร.ฎ.ยุบสภา ถูกตีกลับ ทวีความเข้มข้นขึ้นไปอีก

นายภูมิธรรม ได้กล่าวกับสื่อมวลชนเพียงสั้นๆ ว่า “ไม่ให้สัมภาษณ์” ก่อนที่จะเดินเลี่ยงวงสัมภาษณ์และขึ้นรถออกไปทันที แม้ว่าผู้สื่อข่าวจะพยายามสอบถามถึงความชัดเจนเกี่ยวกับกระแสข่าวดังกล่าว แต่นายภูมิธรรมก็ยังคงสงวนท่าทีและไม่ตอบคำถามใดๆ ทั้งสิ้น

“ภูมิธรรม” ปิดปาก ไม่ตอบกระแส พ.ร.ฎ.ยุบสภา ถูกตีกลับ

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและข่าวลือต่างๆ ที่แพร่สะพัดออกมาอย่างต่อเนื่อง การที่นายภูมิธรรมเลือกที่จะไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับกระแส “ภูมิธรรม” ปิดปาก ไม่ตอบกระแส พ.ร.ฎ.ยุบสภา ถูกตีกลับ ยิ่งทำให้เกิดคำถามและความกังวลในหมู่ประชาชนมากยิ่งขึ้น

มีความเป็นไปได้หลายอย่างที่อยู่เบื้องหลังท่าทีดังกล่าวของนายภูมิธรรม อาจเป็นเพราะประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ หรืออาจเป็นเพราะยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอที่จะเปิดเผยต่อสาธารณชน อย่างไรก็ตาม การที่ผู้มีอำนาจเลือกที่จะปิดปากเงียบ ย่อมสร้างความคลางแคลงใจให้กับประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทำไม “ภูมิธรรม” ถึงเลือกที่จะไม่ตอบ?

การที่นายภูมิธรรม เวชยชัย เลือกที่จะไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับกระแสพระราชกฤษฎีกายุบสภาที่ถูกตีกลับนั้น อาจมีเหตุผลหลายประการที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน นี่คือความเป็นไปได้บางส่วน:

  • ความอ่อนไหวทางการเมือง: ประเด็นการยุบสภาเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนสูง และอาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อเสถียรภาพทางการเมือง การให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ชัดเจนอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้น
  • กระบวนการทางกฎหมาย: การดำเนินการเกี่ยวกับพระราชกฤษฎีกาต้องเป็นไปตามขั้นตอนและกระบวนการทางกฎหมายที่กำหนดไว้ การเปิดเผยข้อมูลใดๆ ก่อนที่จะมีการดำเนินการที่เสร็จสิ้นอาจเป็นการขัดต่อกฎหมายหรือข้อบังคับ
  • การรักษาความลับ: ในบางกรณี การเก็บรักษาข้อมูลบางอย่างไว้เป็นความลับอาจเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ หรือเพื่อป้องกันผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นจากการเปิดเผยข้อมูล
  • การรอความชัดเจน: อาจเป็นไปได้ว่านายภูมิธรรมเองก็ยังไม่ได้รับข้อมูลที่ชัดเจนและครบถ้วนเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การให้ข้อมูลใดๆ ในขณะที่ยังไม่แน่ใจ อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความสับสน

ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงเบื้องหลังการตัดสินใจของนายภูมิธรรมคืออะไร สิ่งสำคัญคือประชาชนควรได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและโปร่งใสเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน การที่ผู้มีอำนาจเลือกที่จะปิดบังข้อมูลหรือหลีกเลี่ยงการตอบคำถาม ย่อมเป็นการบ่อนทำลายความเชื่อมั่นและความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อรัฐบาล

ดังนั้น สิ่งที่ควรเกิดขึ้นคือการที่รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องออกมาให้ข้อมูลที่ชัดเจนและตรงไปตรงมาเกี่ยวกับกระแสข่าวพระราชกฤษฎีกายุบสภาที่ถูกตีกลับ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงและสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

สถานการณ์ “ภูมิธรรม” ปิดปาก ไม่ตอบกระแส พ.ร.ฎ.ยุบสภา ถูกตีกลับ สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการสื่อสารทางการเมืองในยุคปัจจุบัน ที่ข่าวสารแพร่กระจายอย่างรวดเร็วและง่ายดาย การที่ผู้มีอำนาจสามารถจัดการกับข้อมูลและสื่อสารกับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นในกระบวนการประชาธิปไตย

การที่ “ภูมิธรรม” ปิดปากในครั้งนี้ อาจเป็นกลยุทธ์ทางการเมือง หรืออาจเป็นเพราะยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด การสื่อสารที่โปร่งใสและตรงไปตรงมา จะช่วยสร้างความเข้าใจและลดความคลางแคลงใจให้กับประชาชนได้มากกว่า

ที่มา – “ภูมิธรรม” ปิดปาก ไม่ตอบกระแส พ.ร.ฎ.ยุบสภา ถูกตีกลับ

ด่วน! ทูลเกล้าฯ ยุบสภา “สรวงศ์” ยืนยันแล้ว

สถานการณ์การเมืองล่าสุดร้อนระอุ! “สรวงศ์” ยืนยันว่า “ภูมิธรรม” ได้ดำเนินการเรื่องทูลเกล้าฯ ยุบสภาเรียบร้อยแล้ว โดยเตรียมแถลงรายละเอียดเพิ่มเติมในเร็วๆ นี้ พร้อมทั้งให้เหตุผลว่าการที่ “พรรคประชาชน” ไม่ร่วมรัฐบาล ทำให้เสียงข้างน้อยไม่สามารถบริหารประเทศต่อไปได้

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 3 กันยายน 2568 นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย เปิดเผยภายหลังจากที่พรรคประชาชนมีมติสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี ว่า ในด้านของฝ่ายนิติบัญญัติ พรรคเพื่อไทยมีความพร้อมอย่างเต็มที่ หากประธานสภาผู้แทนราษฎรบรรจุวาระในการเลือกนายกรัฐมนตรีเมื่อไหร่ พรรคเพื่อไทยก็พร้อมที่จะเสนอชื่อ นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย เข้ารับการพิจารณา

นายสรวงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “กระบวนการทั้งหมดที่ผมได้รับทราบมาเมื่อเช้านี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินการเรื่องการทูลเกล้าฯ ยุบสภาไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ในส่วนของรายละเอียดต่างๆ ขอให้นายภูมิธรรมเป็นผู้ออกมาแถลงด้วยตนเองจะเหมาะสมกว่า” เมื่อถูกถามย้ำว่าขณะนี้ได้มีการยื่นทูลเกล้าฯ ยุบสภาไปแล้วใช่หรือไม่ นายสรวงศ์ ตอบอย่างหนักแน่นว่า “ใช่ครับ ในส่วนที่นายภูมิธรรมรับผิดชอบ นายภูมิธรรมได้ดำเนินการเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว”

ทําไมต้องทูลเกล้าฯ ยุบสภา?

สำหรับเหตุผลสำคัญในการทูลเกล้าฯ ยื่นยุบสภาในครั้งนี้ นายสรวงศ์ อธิบายว่า “มีหลายสาเหตุมากครับ สถานการณ์ขณะนี้ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้อีกแล้ว พรรคประชาชนประกาศชัดเจนว่าจะสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย แต่กลับจะไม่เข้าร่วมรัฐบาลด้วย ทำให้รัฐบาลจะมีเสียงสนับสนุนเพียง 130 กว่าเสียงเท่านั้น จึงเกิดคำถามว่าความเชื่อมั่นจะมาจากไหน ในความเป็นจริง สถานการณ์เช่นนี้ยากที่จะเดินหน้าต่อไปได้ ในฐานะ สส. คนหนึ่ง ผมมองว่าไม่น่าจะสามารถไปต่อได้”

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงความกังวลเกี่ยวกับการขอยุบสภา เนื่องจากมีหลายฝ่ายท้วงติงว่าอาจไม่สามารถทำได้ นายสรวงศ์ กล่าวอย่างมั่นใจว่า “เรามีความมั่นใจครับ ฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทยมีความเห็นที่แตกต่างในเรื่องนี้ และนายภูมิธรรมก็ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสมไปแล้ว”

ความเห็นจากนักวิเคราะห์ต่อการทูลเกล้าฯ ยุบสภา

นักวิเคราะห์การเมืองหลายฝ่ายต่างแสดงความเห็นต่อการตัดสินใจทูลเกล้าฯ ยุบสภาในครั้งนี้ โดยมีความเห็นที่แตกต่างกันออกไป บางส่วนมองว่าเป็นการตัดสินใจที่กล้าหาญเพื่อปลดล็อคสถานการณ์ทางการเมืองที่ตึงเครียด ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นตามมา เช่น ความไม่แน่นอนทางการเมือง และการเลื่อนการพิจารณากฎหมายสำคัญต่างๆ

การทูลเกล้าฯ ยุบสภาถือเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญที่มีผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศ การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นตามมาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดทิศทางของประเทศไทยในอนาคต ประชาชนทุกคนจึงควรติดตามข่าวสารและใช้สิทธิของตนในการเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริง

สถานการณ์การเมืองยังคงมีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมต่ออนาคตของประเทศ

ที่มา – ทูลเกล้าฯ ยุบสภา “สรวงศ์” ยืนยัน “ภูมิธรรม” ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว

Scroll to top