รัฐบาลแพทองธาร

“อนุทิน” เซ็นตั้ง “วีระพงษ์ ประภา” นั่งที่ปรึกษานายกฯ ทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ผู้อ่านที่ชื่นชอบข่าวการเมืองและเศรษฐกิจไทย วันนี้เรามีอัปเดตข่าวร้อนๆ จากแวดวงรัฐบาล ที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง นั่นคือเรื่อง “อนุทิน” เซ็นตั้ง “วีระพงษ์ ประภา” นั่งที่ปรึกษานายกฯ ทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทย ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจมาก เพราะเกี่ยวข้องกับการเสริมทีมเจรจาการค้าของไทยในเวทีโลก

“อนุทิน” เซ็นตั้ง “วีระพงษ์ ประภา” นั่งที่ปรึกษานายกฯ ทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทย

ตามรายงานเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 104/2569 เรื่องการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีเพื่อทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทย คำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ออกเลยทีเดียว โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยผู้แทนการค้าไทย

ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งทั้งหมด 3 ท่าน ได้แก่

  • นางนงนุช เพ็ชรรัตน์
  • นายชุตินทร คงศักดิ์
  • นายวีระพงษ์ ประภา

ทั้งสามท่านจะเข้ามารับผิดชอบการเจรจาและผลักดันผลประโยชน์ทางการค้าของไทยในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งถือเป็นตำแหน่งสำคัญมากในยุคที่เศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัวหลังโควิด-19 และการแข่งขันทางการค้ารุนแรง

ประวัติและบทบาทของนายวีระพงษ์ ประภา

ที่ทำให้ข่าวนี้ฮือฮาเป็นพิเศษคือชื่อของนายวีระพงษ์ ประภา ซึ่งเคยมีประสบการณ์ยาวนานในวงการการเมืองและการค้า เขาเคยดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ฝ่ายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และที่สำคัญคือเคยเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีในสมัยของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร โดยรับผิดชอบการเจรจาการค้ากับสหภาพยุโรป (EU) และสหรัฐอเมริกา การกลับมาของเขาครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลต้องการคนที่มีประสบการณ์ในการรับมือกับการค้าสำคัญเหล่านี้

ผู้แทนการค้าไทยมีบทบาทอย่างไร? โดยพื้นฐานแล้ว ตำแหน่งนี้คือตัวแทนของรัฐบาลไทยในการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) การแก้ไขข้อพิพาททางการค้า และการส่งเสริมการส่งออก ในยุคที่ไทยกำลังมุ่งสู่การเป็นฮับเศรษฐกิจอาเซียน การมีทีมที่แข็งแกร่งแบบนี้จะช่วยให้ไทยได้เปรียบในการแข่งขันกับเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามหรืออินโดนีเซีย

ความสำคัญของการแต่งตั้งนี้ต่อเศรษฐกิจไทย

การเคลื่อนไหวของนายอนุทินครั้งนี้มาพร้อมกับบริบทเศรษฐกิจที่ท้าทาย ปัจจุบันไทยกำลังเผชิญกับปัญหาการส่งออกที่ชะลอตัวจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน และผลกระทบจากราคาน้ำมันโลก การแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิอย่างรวดเร็วแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับภาคการค้าต่างประเทศ นอกจากนี้นายวีระพงษ์ยังมีความเชี่ยวชาญในการเจรจากับ EU ซึ่งไทยกำลังผลักดัน FTA กับกลุ่มนี้ เพื่อเปิดตลาดใหม่ให้สินค้าไทย เช่น อาหารแปรรูป ยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์

ไม่ใช่แค่นายวีระพงษ์เท่านั้น แต่สองท่านที่เหลืออย่างนางนงนุชและนายชุตินทร ก็มีประวัติการทำงานที่แข็งแกร่งในวงการเศรษฐกิจ คาดว่ารัฐบาลจะใช้ทีมนี้ในการประชุมนานาชาติที่กำลังจะมาถึง เช่น APEC หรือ WTO

จากมุมมองของผม การแต่งตั้ง “อนุทิน” เซ็นตั้ง “วีระพงษ์ ประภา” นั่งที่ปรึกษานายกฯ ทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทย นี้เป็นก้าวเชิงยุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาด เพราะนำคนเก่าที่มีเครือข่ายกว้างกลับมาเสริมทีม มันจะช่วยให้ไทยเจรจาได้มั่นใจขึ้น และหวังว่าจะนำไปสู่ข้อตกลงดีๆ ที่ช่วยฟื้นเศรษฐกิจได้จริง

คุณคิดอย่างไรกับการแต่งตั้งครั้งนี้? มันจะช่วยเศรษฐกิจไทยได้แค่ไหน คอมเมนต์บอกกันได้เลยนะครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วย!

ที่มา – “อนุทิน” เซ็นตั้ง “วีระพงษ์ ประภา” นั่งที่ปรึกษานายกฯ ทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทย

“ภท. – พท.” ถกนโยบาย “มนพร” เผย เพื่อไทย ดูด้านสังคมเป็นหลัก

“ภท. – พท.” ถกนโยบาย “มนพร” เผย เพื่อไทย ดูด้านสังคมเป็นหลัก เป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทย เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 พรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยได้จัดการประชุมหารือเรื่องนโยบายสำคัญ เพื่อเตรียมแถลงต่อสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะเป็นก้าวแรกของรัฐบาลใหม่ที่เน้นความร่วมมือระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล

“ภท. – พท.” ถกนโยบาย “มนพร” เผย เพื่อไทย ดูด้านสังคมเป็นหลัก

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเวลา 13.00 น. ที่สำนักงานพรรคภูมิใจไทย โดยมีนางมนพร เจริญศรี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และนายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เข้าร่วมหารือกับแกนนำพรรคภูมิใจไทย นอกจากเรื่องนโยบายแล้ว ยังมีการพูดคุยถึงการทำงานในวิปรัฐบาลและกรอบการทำงานในสภา เพื่อให้ทุกอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด

นางมนพร เปิดเผยว่า พรรคเพื่อไทยมุ่งเน้นนโยบายด้านสังคมเป็นหลัก เช่น การช่วยเหลือประชาชนในด้านสวัสดิการ การศึกษา สุขภาพ และการลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งนโยบายเหล่านี้มีความคล้ายคลึงกับพรรคภูมิใจไทยในหลายประเด็น ทำให้การถกเถียงครั้งนี้เป็นไปอย่างสร้างสรรค์ โดยจะคัดเลือกนโยบายที่เหมาะสมบรรจุในร่างแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรี

รายละเอียดการถกนโยบายระหว่าง “ภท. – พท.”

นายเผ่าภูมิ ย้ำว่านโยบายที่พรรคเพื่อไทยนำเสนอจะเป็นสิ่งที่เคยหาเสียงไว้ แต่ต้องอยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของพรรค และพิจารณาความคล้ายคลึงกับพรรคภูมิใจไทย เพื่อหลีกเลี่ยงความซ้ำซ้อน เมื่อถูกถามถึงนโยบายค้างคาจากสมัยรัฐบาลเศรษฐาและแพทองธาร เขาตอบว่าต้องหารือกันก่อนว่าจะสานต่อได้หรือไม่ โดยวันนี้เป็นการพูดคุยอย่างเป็นทางการเพื่อเจรจารายละเอียด

ในส่วนของการปรับนโยบาย นายเผ่าภูมิเน้นย้ำถึงหลักการ “กลมกล่อม” และ “สอดคล้องกัน” ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ต้องมีการปรับแต่งบางส่วนให้เข้ากัน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ หากพรรคภูมิใจไทยเสนอปรับบางนโยบายของเพื่อไทย ก็ยินดีหารือเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด

  • นโยบายด้านสังคมของเพื่อไทย: เน้นสวัสดิการประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ
  • ความคล้ายคลึงกับภูมิใจไทย: ในด้านเศรษฐกิจฐานรากและการพัฒนาท้องถิ่น
  • กรอบการทำงาน: วิปรัฐบาลและสภา เพื่อความเป็นเอกภาพ

การถกนโยบายครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองพรรคในการสร้างรัฐบาลที่มั่นคง โดยเฉพาะในสถานการณ์การเมืองที่ผันผวน พรรคเพื่อไทยซึ่งมีนโยบายประชานิยมเข้มข้น จะช่วยเสริมจุดแข็งให้กับพรรคภูมิใจไทยที่เน้นนโยบายเชิงปฏิบัติ หากนโยบายเหล่านี้ผ่านสภาได้ จะเป็นโอกาสทองในการแก้ปัญหาเรื้อรังของไทย เช่น หนี้ครัวเรือน การว่างงาน และความยากจน

นอกจากนี้ ผู้สังเกตการณ์การเมืองมองว่าการร่วมมือ “ภท. – พท.” จะช่วยลดความขัดแย้งภายในรัฐบาล และเร่งรัดการผลักดันนโยบายที่เป็นรูปธรรม เช่น โครงการเงินดิจิทัล การปฏิรูประบบสาธารณสุข และการศึกษาฟรีตั้งแต่เด็กเล็ก ซึ่งเคยเป็นจุดขายหลักของเพื่อไทย

อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ต้องจับตา เช่น การจัดสรรงบประมาณและความรับผิดชอบกระทรวงต่างๆ ที่อาจกระทบต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติจริง แต่จากท่าทีของทั้งสองฝ่าย คาดว่าจะมีข้อสรุปในไม่ช้า

ในมุมมองของผู้เขียน การถกเถียงนโยบายแบบนี้เป็นสัญญาณบวก แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลใหม่ให้ความสำคัญกับประชาชนมากกว่าอำนาจส่วนตัว หากทำได้จริง จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นในระบบการเมืองไทยได้อย่างมาก

ติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวสำคัญ!

ที่มา – “ภท. – พท.” ถกนโยบาย “มนพร” เผย เพื่อไทย ดูด้านสังคมเป็นหลัก

บวรศักดิ์ย้ำ! ซักฟอกก็ยุบสภาได้ ตรวจสอบญัตติก่อน

“บวรศักดิ์” เตือน “วันนอร์” ควรตีความญัตติซักฟอกอย่างที่เคยทำ ยืนยันแม้ฝ่ายค้านยื่นซักฟอก รัฐบาลยังสามารถยุบได้ เหตุต้องอิงข้อบังคับ ตรวจสอบญัตติก่อน

วันที่ 19 พ.ย. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุหากฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 จะทำให้นายกรัฐมนตรีไม่สามารถใช้อำนาจยุบสภาได้ ว่า ความจริงประธานสภาฯก็เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ทางสภาฯ เป็นประธานสภาฯมาตั้งแต่ปี 2540 และเป็นประธานสภาฯมาหลายครั้ง ครั้งหลังสุดที่มีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร มันมีปัญหาว่าญัตตินั้นไม่ถูกต้อง เพราะไปพูดถึงคนนอกคือ บิดาท่านนายกฯ ท่านก็ไม่ยอมรับญัตตินั้นและไม่บรรจุ ใช้เวลาอยู่หลายวันที่ฝ่ายค้านต้องไปแก้ นั่นคือ ทางปฏิบัติที่ทำกันมา เพราะข้อบังคับการประชุมสภาเขียนไว้ชัดในข้อ 176 ว่าเมื่อประธานสภาได้รับญัตติไม่ไว้วางใจแล้วให้ทำการตรวจสอบ หากมีข้อบกพร่องให้ประธานสภาฯแจ้งให้ผู้เสนอญัตติทราบภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับญัตติ

ญัตติมีผลหลังตรวจสอบถูกต้อง

นายบวรศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในวรรคสองกำหนดไว้ว่า เมื่อประธานสภาฯตรวจสอบความถูกต้องของญัตติแล้วให้บรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมเป็นเรื่องเร่งด่วนและแจ้งให้นายกฯทราบ แปลว่าต้องมีการตรวจสอบว่าญัตตินั้น ครบถ้วนถูกต้องสมบูรณ์หรือไม่ ทำกันอย่างนี้ มาจนถึงรัฐบาลที่แล้ว พอมาถึงรัฐบาลนี้บอกว่าไม่ได้ พอรับปั๊บ ฝ่ายค้านยื่นปั๊บ ยุบสภาไม่ได้เลย ด้วยความเคารพ ตนคิดว่าไม่ถูกต้อง เพราะที่รัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้ชัด ในมาตรา 151 วรรคสอง ว่าเมื่อมีการเสนอญัตติตามวรรคหนึ่งแล้ว จะมีการยุบสภาไม่ได้ เว้นแต่มีการถอนญัตติ หรือการลงมตินั้นไม่ได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งตามวรรคสี่

ย้ำเขียน รธน. มาตรานี้กับมือ

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ความจริงคนเป็นเขียนมาตรานี้เองในรัฐธรรมนูญปี 2540 ก่อนหน้านั้นตั้งแต่ปี 2475-2534 ไม่มีบทบัญญัติห้ามยุบสภาทั้งที่มีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว เพราะเคยเกิดเหตุการณ์ขึ้นในปี 2538 ซึ่งมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีทั้งคณะและมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันที่ 17 ถึง 18 ธ.ค.38 เรื่อง สปก. 4-01 เมื่ออภิปรายเสร็จสิ้นลง พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลพรรคหนึ่งประกาศงดออกเสียงในการลงมติ และรัฐมนตรีพรรคนั้นจะถอนตัวทั้งหมด เป็นเหตุให้นายกรัฐมนตรีในเวลานั้น ยุบสภาผู้แทนราษฎรตอนเวลา 12.00 น. ของวันที่ 19 ธ.ค.38 หนึ่งชั่วโมงครึ่งก่อนการลงมติในเวลา 13.30 น. เป็นเหตุให้สภาผู้แทนราษฎรในเวลานั้นไม่สามารถลงมติได้ ตนจึงเสนอให้บัญญัติไว้ในมาตรา 185 วรรคหนึ่งของรัฐธรรมนูญ 2540 ว่า

บรรจุญัตติแล้ว ยุบสภาไม่ได้

“เมื่อได้มีการเสนอญัตติแล้ว จะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรมิได้ เว้นแต่จะมีการถอนญัตติหรือการลงมตินั้นไม่ได้คะแนนเสียงตามวรรคสาม” ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างอำนาจอภิปรายไม่ไว้วางใจอันเป็นการตรวจสอบรัฐบาลของสภาผู้แทนราษฎร และอำนาจของฝ่ายบริหารในการถ่วงดุลสภาด้วยการยุบสภาบทบัญญัติมาตรานี้ของรัฐธรรมนูญปี 40 ก็มาปรากฏในรัฐธรรมนูญปี 50 มาตรา 158 วรรคหนึ่ง และในรัฐธรรมนูญ 2560 ฉบับปัจจุบันในมาตรา 151 วรรคสอง

แนะอ่านรธน.ให้ครบ

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในเวลานี้ก็คือ การห้ามยุบสภาเพราะการยื่นญัตติไม่ไว้วางใจดังกล่าว จะเริ่มเมื่อใด และสิ้นสุดลงเมื่อใดนั้น ถ้าพิจารณาแต่ตัวหนังสือของมาตรา 151 ที่ใช้คำว่า เมื่อได้มีการเสนอญัตติตามวรรคหนึ่งแล้ว จะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ ก็อาจจะบอกว่า ยื่นญัตติไม่ไว้วางใจก็ห้ามยุบสภาแล้ว ยื่นปั๊บก็ห้ามยุบปุ๊บ ไม่ต้องดูอย่างอื่น นี่เป็นการตีความที่ง่ายแบบตัวอักษรล้วน ๆ ไม่ได้ดูอย่างอื่นเลย คนไม่ต้องเรียนกฎหมายก็พูดได้ ดูจะง่ายเกินไป แต่ต้องอ่านให้จบวรรค เขาบอกว่าห้ามยุบสภา เว้นแต่จะมีการถอนญัตติ หรือ การลงมติไม่ได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ก็จะเข้าใจได้ว่า จะเริ่มห้ามยุบได้ต่อเมื่อญัตตินั้นถูกต้อง ครบถ้วนสมบูรณ์ บรรจุระเบียบวาระและแจ้งให้นายกฯทราบตามข้อบังคับการประชุม

จวกเลือกบังคับเฉพาะส่วน

นายบวรศักดิ์ ระบุว่า ที่ต้องใช้ข้อบังคับการประชุมสภาว่าด้วยการเปิดประชุมสภา ที่รัฐธรรมนูญมาตรา 151 วรรคสอง เขียนเรื่องการถอนญัตติ ซึ่งการถอนญัตติไม่เคยเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญตรงไหนเลย ซึ่งการถอนญัตติจะถอนได้หรือไม่ได้ ต้องย้อนไปข้อบังคับการประชุมสภาเท่านั้น เพราะในรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติเรื่องนี้ไว้แต่อย่างใด ฉะนั้น ที่พูดว่าต้องดูรัฐธรรมนูญซึ่งใหญ่กว่าข้อบังคับเพียงอย่างเดียว ไม่ต้องดูข้อบังคับ จึงไม่ถูกต้อง เพราะการถอนญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจจะทำได้หรือไม่ ต้องใช้ข้อบังคับการประชุมสภาข้อ 62 ซึ่งบอกว่า “การถอนชื่อจากการเป็นผู้ร่วมกันเสนอญัตติใด หรือจากการเป็นผู้รับรองกระทำได้เฉพาะก่อนที่ประธานสภาสั่งบรรจุญัตติเข้าระเบียบวาระการประชุม ในกรณีที่ประธานสภาสั่งบรรจุญัตตินั้นเข้าระเบียบวาระการประชุมแล้วจะถอนชื่อได้ต่อเมื่อได้รับการยินยอมของที่ประชุม” ดังนั้น เมื่อต้องไปดูข้อบังคับการประชุม ก็ต้องเอาข้อ 62 มาใช้ ประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา 151 วรรคสอง จะเอาเฉพาะข้อ 62 มาใช้ข้อเดียว แต่ไม่นำข้อบังคับการประชุม ข้อ 176 มาใช้ด้วยก็ดูจะประหลาด เพราะเลือกใช้เฉพาะข้อบังคับที่เป็นประโยชน์ อันไหนไม่เป็นประโยชน์ก็ไม่ใช้ โดยมาบอกว่ารัฐธรรมนูญใหญ่กว่า

ให้ประธานสภาตรวจสอบญัตติ

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ข้อบังคับข้อ 176 ซึ่งอยู่ในหมวด 9 ส่วนที่ 1 การเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจบัญญัติว่า “เมื่อประธานสภาได้รับญัตติตามข้อ 175 แล้ว ให้ทำการตรวจสอบ หากมีข้อบกพร่องให้ประธานสภาแจ้งให้ผู้เสนอทราบภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับญัตติ และวรรคสองระบุว่า เมื่อประธานสภาได้ตรวจสอบความถูกต้องของญัตติแล้ว ให้บรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมเป็นเรื่องด่วนและแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ เหตุที่ข้อ 176 เขียนแบบนี้ เพราะในอดีตญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ยื่นนั้นมีความไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน ไม่สมบูรณ์หลายประการ

ถามรู้ได้อย่างไรญัตติสมบูรณ์

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ไม่ใช่ว่าพอยื่นปั๊บ ไม่ต้องตรวจสอบอะไรเลย แสดงให้เห็นว่าลำพังการยื่นญัตติตามมาตรา 151 วรรคสองแต่เพียงอย่างเดียว โดยยังไม่รู้เลยว่า ญัตติดังกล่าวมีความถูกต้องสมบูรณ์ตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมหรือไม่ ซึ่งข้อบังคับข้อ 176 จึงบังคับประธานสภาฯให้ตรวจสอบ เมื่อตรวจสอบแล้วไม่มีข้อบกพร่องก็บังคับประธานสภาฯทำ 2 เรื่องคือ บรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมเป็นเรื่องด่วน และแจ้งให้นายกฯทราบ เพื่อบอกนายกฯว่าบัดนี้อำนาจยุบสภาหมดแล้ว และให้เตรียมตัวมารับการอภิปราย ดังนั้น วันนี้เมื่อมีการยื่นตามมาตรา 151 วรรคสอง เฉยๆ โดยแจ้งให้นายกฯทราบโดยไม่ตรวจสอบหรือไม่ คำตอบก็ชัดเจนในตัวอยู่แล้วว่า ถ้าประธานสภาฯแจ้งให้นายกฯทราบโดยไม่ตรวจสอบ คนที่เสนอประธานสภาฯ ฝ่ายกฎหมายหรือใครก็แล้วแต่ก็ทำให้ประธานสภาฯทำผิดข้อบังคับ เพราะญัตติดังกล่าวอาจมีข้อบกพร่อง ไม่สมบูรณ์ และไม่อาจสามารถบรรจุระเบียบวาระเป็นเรื่องด่วนได้

ใช้เวลา 7 วันตรวจสอบ

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ต้องตรวจสอบเสียก่อน ซึ่งให้เวลา 7 วัน เมื่อตรวจสอบแล้วจึงจะแจ้งให้นายกฯทราบ และนับตั้งแต่วันที่แจ้งให้นายกฯทราบ ข้อห้ามที่จะยุบสภาจะเริ่มนับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นไป ไม่ใช่นับเวลาที่ฝ่ายค้านยื่น ซึ่งยังไม่มีการตรวจสอบ ถ้าตีความตามมาตรา 151 วรรคสอง โดยไม่ดูข้อบังคับหมวด 9 ส่วนที่ 1 ข้อ 175 และข้อ 176 ที่เขียนเอาไว้ ต่อไปก็จะอาศัยการยื่นญัตติไม่สมบูรณ์ ทำให้อำนาจยุบสภาของรัฐบาลเสื่อมสูญไปทันที ญัตติยื่นจำนวนคนไม่ครบ มีคนบอกว่าตัวเองยังไม่ได้ลงชื่อ แล้วนับแล้วว่าเวลานั้นเป็นเวลาห้ามยุบสภา รับรองระบบรัฐสภาปั่นป่วนแน่

แนะให้ยึดสิ่งที่ทำมาตลอด

“ฉะนั้น ผมเห็นว่าสิ่งที่ประธานสภาฯ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่ผมเคารพนับถือทำมาโดยตลอดจนรัฐบาลแพทองธารนั้น ต้องทำต่อ จะมาเปลี่ยนการตีความบอกว่าฝ่ายกฎหมายเสนอว่าไม่ต้องดูญัตติสมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ ยื่นวันไหนก็เอาวันนั้น ยุบสภาไม่ได้ มันต้องเอาญัตติที่สมบูรณ์แล้ว บรรจุเข้าระเบียบวาระแล้ว และแจ้งให้นายกฯทราบ ไม่อย่างนั้นจะแจ้งให้นายกฯทราบได้อย่างไร แล้วอำนาจยุบสภามันจะหมดไปได้อย่างไรเพราะนายกฯยังไม่ได้รับแจ้ง ดังนั้น ผมว่าตีความตามที่เคยทำมาเถอะครับ เป็นการตีความตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับที่ชอบแล้ว แต่ฝ่ายกฎหมายที่มาเสนอต่อประธานสภาฯในคราวนี้ดูแปลกๆ ย้ำว่าตีความไปแบบที่เคยทำมาเถอะครับ” นายบวรศักดิ์ กล่าว

บวรศักดิ์ย้ำ! ซักฟอกก็ยุบสภาได้ ตรวจสอบญัตติก่อน

ทำไมต้องตรวจสอบญัตติก่อนถึงยุบสภาได้?

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ได้ออกมาให้ความเห็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองที่กำลังเป็นที่จับตามอง โดยเน้นย้ำว่า แม้ฝ่ายค้านจะยื่นญัตติซักฟอก รัฐบาลก็ยังสามารถยุบสภาได้ แต่มีข้อแม้ว่าต้องทำการตรวจสอบญัตติให้ถูกต้องตามข้อบังคับเสียก่อน เรื่องนี้สร้างความสนใจและก่อให้เกิดคำถามมากมายในสังคม

การที่นายบวรศักดิ์ออกมาให้ความเห็นเช่นนี้ ทำให้หลายคนหันมาพิจารณาข้อกฎหมายและข้อบังคับต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้น การตีความรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมสภาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การดำเนินการทางการเมืองเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรม การตรวจสอบญัตติก่อนจึงเป็นขั้นตอนที่มองข้ามไม่ได้

ประเด็นที่นายบวรศักดิ์กล่าวถึงคือ ความสมดุลระหว่างอำนาจในการตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎรและการบริหารประเทศของรัฐบาล การตรวจสอบญัตติซักฟอกอย่างรอบคอบเป็นเหมือนการรักษาสมดุลนี้ไว้ เพื่อให้การเมืองไทยเดินหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง

การออกมาให้ความเห็นของนายบวรศักดิ์ในครั้งนี้ เป็นการกระตุ้นให้สังคมไทยตระหนักถึงความสำคัญของกระบวนการทางกฎหมายและการตีความที่ถูกต้อง การทำความเข้าใจในข้อบังคับต่างๆ จะช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองได้อย่างมีเหตุผล และมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สังคมประชาธิปไตยที่เข้มแข็งได้

ดังนั้น บวรศักดิ์ย้ำ! ซักฟอกก็ยุบสภาได้ ตรวจสอบญัตติก่อน เป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันสร้างสังคมการเมืองที่ดีกว่าเดิม

ที่มา – “บวรศักดิ์” ยืนยัน แม้ฝ่ายค้านยื่นซักฟอก รัฐบาลยังสามารถยุบได้ เหตุต้องตรวจสอบญัตติก่อน

สวนดุสิตโพล: หมดหวังรัฐบาลเดิม หวังรัฐบาลใหม่

สวนดุสิตโพล: หมดหวังรัฐบาลเดิม หวังรัฐบาลใหม่

ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่กำลังเข้มข้น สวนดุสิตโพล ได้สะท้อนมุมมองของประชาชนผ่านการสำรวจล่าสุด ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงไป หลังจากผลสำรวจดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนกันยายน 2568 พบว่าประชาชนเริ่มมีหวังกับรัฐบาลชุดใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจที่โดดเด่นอย่างคนละครึ่งพลัส

ประธานสวนดุสิตโพล สะท้อนความรู้สึกประชาชน “หมดหวังกับรัฐบาลเดิม ขอเริ่มมีหวังกับรัฐบาลใหม่”

วันที่ 28 กันยายน 2568 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้เผยผลการสำรวจความคิดเห็นจากกลุ่มตัวอย่าง 2,012 คนทั่วประเทศ ผ่านช่องทางออนไลน์และภาคสนาม ระหว่างวันที่ 23-26 กันยายน 2568 ในหัวข้อ “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนกันยายน 2568” ผลปรากฏว่าภาพรวมดัชนีการเมืองไทยได้คะแนนเฉลี่ย 4.02 คะแนน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคมที่ได้ 3.71 คะแนน สะท้อนถึงสัญญาณบวกในบรรยากาศการเมือง

ตัวชี้วัดที่ได้รับคะแนนสูงสุดคือผลงานของฝ่ายค้าน เฉลี่ย 4.57 คะแนน ขณะที่ตัวชี้วัดต่ำสุดคือการแก้ปัญหาความยากจน 3.59 คะแนน แสดงให้เห็นว่าประชาชนยังคงกังวลกับประเด็นเศรษฐกิจพื้นฐาน แม้การเมืองโดยรวมจะดีขึ้น

หมดหวังกับรัฐบาลเดิม ขอเริ่มมีหวังกับรัฐบาลใหม่

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล วิเคราะห์ว่า เดือนกันยายนนี้เป็นช่วงเปลี่ยนรัฐบาลจากแพทองธารสู่รัฐบาลอนุทิน ทำให้คะแนนอาจยังไม่ชัดเจนเต็มที่ แต่การเพิ่มขึ้นของคะแนนทุกด้าน ยกเว้นผลงานฝ่ายค้าน สะท้อนความรู้สึกของประชาชนที่ “หมดหวังกับรัฐบาลเดิม ขอเริ่มมีหวังกับรัฐบาลใหม่” โดยเฉพาะการจัดตั้งทีมเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และการนำนโยบายคนละครึ่งกลับมาในรูปแบบพลัส ซึ่งช่วยเสริมกระแสเงินในกระเป๋าให้ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่โดดเด่นที่สุดในเดือนนี้คือ อนุทิน ชาญวีรกูล ด้วยคะแนน 55.98% ขณะที่ฝ่ายค้านคือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 44.27% ผลงานที่ประชาชนชื่นชอบจากรัฐบาลคือคนละครึ่งพลัส 46.25% และจากฝ่ายค้านคือการผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน 61.22%

ภาพรัฐบาลใหม่

อาทิตยา คงมี อาจารย์จากโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวเพิ่มเติมว่าผลสำรวจนี้บ่งบอกถึงการฟื้นตัวของดัชนีการเมือง โดยประชาชนกำลังจับตาการทำงานของทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีอนุทินคนใหม่ที่ได้รับความสนใจสูง การเพิ่มขึ้นของคะแนนหลายด้านชี้ให้เห็นสัญญาณเชิงบวกจากบรรยากาศการเมืองที่ผ่อนคลายมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเศรษฐกิจยังคงเป็นห่วง โดยคะแนนด้านราคาสินค้า ค่าครองชีพ และการว่างงาน แม้จะปรับขึ้นเล็กน้อยแต่ยังต่ำ สะท้อนว่าประชาชนคาดหวังมาตรการที่ชัดเจนและยั่งยืน หากรัฐบาลสามารถลดความเหลื่อมล้ำและแก้ปัญหาปากท้องได้ ดัชนีการเมืองอาจฟื้นตัวต่อเนื่องในช่วงปลายปี แต่หากไม่คลี่คลาย ปัญหาอาจกลับมาทำให้คะแนนผันผวนอีกครั้ง

ภาพการเมืองไทย

จากผลสำรวจนี้ เราสามารถเห็นได้ว่าประชาชนไทยกำลังมองหาการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจที่กระทบชีวิตประจำวัน การที่ “หมดหวังกับรัฐบาลเดิม ขอเริ่มมีหวังกับรัฐบาลใหม่” กลายเป็นกระแสที่ชัดเจน สวนดุสิตโพล因此ยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสะท้อนเสียงประชาชน

เพื่อให้การเมืองไทยก้าวหน้าต่อไป รัฐบาลควรเร่งผลักดันนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชนโดยตรง เช่น การขยายคนละครึ่งพลัสให้ครอบคลุมมากขึ้น และแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างจริงจัง หากทำได้ ดัชนีการเมืองจะยิ่งแข็งแกร่ง

คุณคิดอย่างไรกับผลสำรวจนี้? แสดงความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ประธานสวนดุสิตโพล สะท้อนความรู้สึกประชาชน “หมดหวังกับรัฐบาลเดิม ขอเริ่มมีหวังกับรัฐบาลใหม่”

กมธ.วุฒิสภา ค้านร่าง พ.ร.บ. Entertainment Complex

กมธ.ศึกษาเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจร วุฒิสภา สรุปผลคัดค้านตั้งบ่อนการพนันถูกกฎหมาย ซัดแฝงสร้างความเสียหายหลายมิติ ไร้หลักฐานชี้ชัดมีความคุ้มค่าการลงทุน ไล่ให้ทำประชามติถามความเห็นประชาชนก่อน

วันที่ 21 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ในการประชุมวุฒิสภาวันที่ 23 กันยายน 2568 มีวาระการพิจารณารายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจร (เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์) วุฒิสภา ที่มี นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นประธาน กมธ. เนื้อหารายงานดังกล่าวสรุปผลการศึกษาว่าไม่เห็นด้วยกับการผลักดันโครงการเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ โดยมีกาสิโนเป็นองค์ประกอบหลักของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นนโยบายที่ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ขาดหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงความเหมาะสมในบริบทประเทศไทย แฝงไว้ด้วยความเสียหายหลายมิติ อาทิ ทางเศรษฐกิจที่ไม่มีความชัดเจนด้านความคุ้มค่าการลงทุน ไม่เกิดรายได้ที่แท้จริง เป็นกิจการที่โอนเงินจากผู้เล่นที่เสียไปให้ผู้เล่นที่ได้ ไม่คุ้มค่าเมื่อพิจารณาจากต้นทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและภาระของรัฐที่แบกรับ

ขณะที่มิติทางสังคมจะเกิดผลกระทบเสพติดพนัน ความรุนแรงในครอบครัว การเพิ่มขึ้นของอาชญากรรม มิติกฎหมายและความมั่นคง เสี่ยงเป็นแหล่งฟอกเงิน องค์กรอาชญากรรม และอาจขัดแย้งรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 ที่ให้หน่วยงานรัฐปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายและหลักนิติธรรม และมาตรา 26 ที่ให้การตรากฎหมายต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม การเปิดให้มีบ่อนการพนันโดยชอบด้วยกฎหมาย ย้อนแย้งต่อมาตรฐานศีลธรรมประชาชนที่เป็นองค์ประกอบพื้นฐานของหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญ มิติด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อาจถูกวิจารณ์จากประชาคมระหว่างประเทศถึงการส่งเสริมพฤติกรรมทำลายทรัพยากรมนุษย์ เห็นแก่ประโยชน์เฉพาะหน้า ระยะสั้น ไม่ยั่งยืน

นอกจากนี้ กมธ. เห็นว่าการส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทย ควรอยู่บนพื้นฐานการพัฒนาอย่างยั่งยืน ไม่เร่งรัดผลักดันนโยบายที่ขาดหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ ควรเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพิจารณานโยบายสาธารณะผ่านการทำประชามติจะอนุญาตให้มีธุรกิจกาสิโนหรือไม่ กมธ. จึงไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. …. หรือ ร่างกฎหมายเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ (Entertainment Complex)

กมธ.วุฒิสภา ค้านร่าง พ.ร.บ. Entertainment Complex

คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจร (เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์) วุฒิสภา ได้ออกมาสรุปผลการศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. ที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง นั่นก็คือ ร่าง พ.ร.บ. Entertainment Complex โดยมีข้อสรุปที่สำคัญคือ การคัดค้านการผลักดันโครงการดังกล่าว

เหตุผลหลักในการคัดค้านร่าง พ.ร.บ. Entertainment Complex

เหตุผลสำคัญที่ กมธ. ยกขึ้นมาคัดค้านร่าง พ.ร.บ. Entertainment Complex นั้น มีหลายประการ ตั้งแต่ประเด็นด้านเศรษฐกิจที่ยังขาดความชัดเจนในเรื่องของความคุ้มค่าการลงทุน ไปจนถึงผลกระทบทางสังคมที่อาจเกิดขึ้น เช่น ปัญหาการเสพติดการพนัน ความรุนแรงในครอบครัว และการเพิ่มขึ้นของอาชญากรรม นอกจากนี้ ยังมีประเด็นด้านกฎหมายและความมั่นคงที่น่ากังวล เช่น ความเสี่ยงที่จะเป็นแหล่งฟอกเงินและการขัดแย้งต่อหลักนิติธรรม

กมธ. ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพิจารณานโยบายสาธารณะ โดยเสนอว่าควรมีการทำประชามติเพื่อสอบถามความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการอนุญาตให้มีธุรกิจกาสิโน ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของ พ.ร.บ. Entertainment Complex

ผลการศึกษาของ กมธ. ชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนและความละเอียดอ่อนของประเด็นนี้ ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและรอบด้าน การผลักดันนโยบายที่สำคัญเช่นนี้ ควรอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ชัดเจนและหลักฐานเชิงประจักษ์ที่น่าเชื่อถือ ไม่ใช่เพียงแค่สมมติฐานที่ยังไม่มีการพิสูจน์

การตัดสินใจเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. Entertainment Complex จะส่งผลกระทบต่อสังคมไทยในระยะยาว ดังนั้น การเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาและแสดงความคิดเห็นจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ได้นโยบายที่ดีที่สุดและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

ร่าง พ.ร.บ. นี้ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด และหวังว่าการพิจารณาในขั้นตอนต่อไปจะเป็นไปอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ

ที่มา – กมธ.วุฒิสภา สรุปผลค้านร่าง พ.ร.บ.Entertainment Complex แฝงความเสียหายหลายมิติ

อนุทิน ชาญวีรกูล กับเส้นทางสู่เก้าอี้นายกฯ

อนุทิน ชาญวีรกูล หรือชื่อที่สื่อมวลชนเรียกอย่างลำลองว่าเสี่ยหนู ถือเป็นนักการเมืองที่คร่ำหวอดในแวดวงการเมืองอย่างยาวนาน ก่อนหน้าที่อนุทินจะเข้ามาทำงานการเมือง อนุทินทำงานในธุรกิจก่อสร้างของครอบครัวนั่นคือ บริษัทซิโน-ไทย แล้วเมื่อเข้ามาทำงานการเมืองอย่างจริงจัง ชื่อของอนุทินก็อยู่บนหน้าสื่ออย่างต่อเนื่องอยู่เสมอ

บนเส้นทางการเมืองของอนุทิน ชาญวีรกูลในวัยเฉียด 59 ปี จะเห็นได้ว่า เขาเคยมีตำแหน่งทางการเมืองสำคัญๆ มาแล้วในหลายรัฐบาลในหลากหลายกลุ่มการเมือง เริ่มตั้งแต่ปี 2539 อนุทินเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประจวบ ไชยสาส์น ในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ต่อด้วยในช่วงปลายอันรุ่งเรืองของพรรคไทยรักไทย อนุทินได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในรัฐบาลทักษิณ

จนกระทั่งปี 2549 ได้เกิดมรสุมการเมือง จากการทำรัฐประหารโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ได้มีการแต่งตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ จนเกิดเป็นคำวินิจฉัยคดียุบพรรคการเมือง ส่งผลให้อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย จำนวน 111 คน หรือที่เรียกกันว่าบ้านเลขที่ 111 ทำให้อนุทินถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี เนื่องจากเขาเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 

หลังพ้นโทษแบนทางการเมือง อนุทินได้สมัครเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ที่ในขณะนั้นมีหัวหน้าพรรคคือชวรัตน์ ชาญวีรกูล ผู้เป็นบิดาที่ย้ายมาจากพรรคพลังประชาชนร่วมกับกลุ่มเพื่อนเนวิน ก่อนที่อนุทินจะก้าวมาเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2555

อนุทินหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
อนุทินหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

ทั้งนี้ แนวทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทยถือได้ว่านี่คือพรรคการเมืองขนาดกลางที่มีทักษะในการต่อรองสูง และพร้อมร่วมรัฐบาลได้หลายสมการการเมืองขึ้นอยู่กับบริบทและช่วงเวลา

ในการทำงานในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย อนุทิน ชาญวีรกูลได้เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ และสนับสนุนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อเป็นสมัยที่ 2 โดยเขาได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

อย่างไรก็ตาม การทำงานของอนุทินในฐานะรมว.สาธารณสุข เขาได้ถูกวิจารณ์ในด้านการทำงานอย่างหนักในช่วงของการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19

เมื่อปี่กลองแห่งการเลือกตั้งกลับมาอีกครั้ง โดยในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2566 อนุทินในฐานะบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 ของพรรคภูมิใจไทย หลังการเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทยได้เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย โดยที่ตัวของอนุทินได้รับการแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรี และควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

การทำงานในกระทรวงมหาดไทยของอนุทิน เขาได้กล่าววาทะที่กลายเป็นที่พูดถึงในสังคมว่า “ผมเป็นคนทำงานวันนี้ สั่งงานวันนี้ ต้องเสร็จเมื่อวาน เพราะงั้นก็ขอให้ทุกคนได้มีความมั่นใจ” ซึ่งประโยคนี้เป็นสิ่งที่คนทำงานจำนวนมากเคยเจอ จากเหตุการณ์ที่ลูกค้า-เอเจนซี-หัวหน้างาน ที่สั่งงานอย่างเร่งด่วนจนคนทำงานไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้ทันท่วงที เพราะกระชั้นชิดเหลือเกิน 

อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในการประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้าน
อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในการประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้าน

เพียงแต่สถานการณ์ทางการเมืองระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยเกิดความระหองระแหง ซึ่งทางพรรคเพื่อไทยต้องการเก้าอี้กระทรวงมหาดไทยที่ดูแลโดยอนุทินกลับมาอยู่ภายใต้การดูแลของพรรคเพื่อไทยอีกครั้งหนึ่ง นั่นจึงทำให้อนุทินตัดสินใจถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย แล้วย้ายลงมานั่งในฝั่งพรรคร่วมฝ่ายค้าน ร่วมกับพรรคประชาชน

อย่างไรก็ดี สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุ ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากกรณีต้นทางที่มาจากคลิปเสียงระหว่างแพทองธารกับสมเด็จอัครมหาเสนาบดี เดโช ฮุน เซน ส่งผลให้การเมืองไทยเข้าสู่สภาวะชิงไหวชิงพริบ ทำให้พรรคประชาชนเป็นคีย์แมนหลักในการเลือกว่าจะเลือกสนับสนุนพรรคใดเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงหลังการพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทยนำโดยอนุทิน ชาญวีรกูลได้เข้ามาเจรจากับพรรคประชาชน ขณะที่พรรคเพื่อไทยใช้เวลาอีกหลายวันหลังจากนั้นกว่าที่จะเข้าไปเจรจากับพรรคประชาชน 

อนุทินแถลงที่รัฐสภา พร้อมทำตาม TOR ทุกข้อของพรรคประชาชน
อนุทินแถลงที่รัฐสภา พร้อมทำตาม TOR ทุกข้อของพรรคประชาชน

ในท้ายที่สุดในช่วงเช้าของวันที่ 3 กันยายน พรรคประชาชนประกาศสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยและเสนอชื่ออนุทินเป็นนายกฯ พรรคประชาชนได้เสนอให้รัฐบาลชุดใหม่ที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลภายใต้เงื่อนไขยุบสภาภายใน 4 เดือนและเดินหน้าปฏิรูปรัฐธรรมนูญ 

หลังจากได้รับการสนับสนุนจากพรรคประชาชน อนุทินได้กล่าวดีใจที่พรรคประชาชนจะโหวตสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนพรรคเพื่อไทยส่งสัญญาณว่า อาจยุบสภาเลือกตั้งใหม่ 

นอกเหนือจากชีวิตการเมืองแล้ว ภาพจำอีกภาพหนึ่งของอนุทิน ชาญวีรกูลก็คือ การเป็นนักขับเครื่องบิน อนุทินเล่าว่า เรื่องการได้พบกับความชอบในการขับเครื่องบิน เกิดขึ้นในช่วง 5 ปีแห่งการถูกเว้นวรรคทางการเมือง ที่ทำให้อนุทินมีโอกาสใช้เวลาพบปะเพื่อนฝูงมากขึ้น โดยวันหนึ่งได้ไปพักผ่อนที่เขาใหญ่ ที่เดินทางด้วยรถยนต์ได้ แต่มีเพื่อนคนหนึ่งขับเครื่องบินส่วนตัวมาเอง นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ เกิดคำถามว่า รถหรูก็มีแล้ว ทำไมเสี่ยหนูจะขับเครื่องบินเองไม่ได้บ้าง จึงเริ่มเรียน ทดสอบ ฝึกบินในวัย 45 ปี และเป็นเจ้าของเครื่องบินส่วนตัวเองได้ในที่สุด

ตามที่อนุทินแจ้งเอาไว้กับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ในปี 2566 อนุทินได้แจ้งว่าเขามีเครื่องบินทั้งสิ้น 3 ลำ ได้แก่ 

  • Cirrus SR22T ราคาประมาณ 22 ล้านบาท
  • Embraer Legacy 600 ราคาประมาณ 534 ล้านบาท
  • Daher-Socata TBM 930 ราคาประมาณ 139 ล้านบาท

เส้นทางการบินของอนุทินขับมาแล้วทั้งไกลและใกล้ โดยมีหนึ่งในภารกิจที่น่าสนใจไม่น้อยนั่นคือ “หัวใจติดปีก” ซึ่งเป็นการรับส่งหัวใจให้แก่ผู้ที่รอเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ

อนุทินกับภารกิจ “หัวใจติดปีก”
อนุทินกับภารกิจ “หัวใจติดปีก”

อนุทินเล่าว่า ภารกิจหัวใจติดปีก เริ่มต้นจากการที่ชักชวนจากเพื่อนที่รู้จักผ่านการอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงสถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) รุ่นที่ 9 ในช่วงปี 2553 หลังการทดลองขับเลยเกิดความหลงใหลจึงตัดสินใจซื้อเครื่องบินส่วนตัวเพื่อใช้เดินทางในชีวิตประจำวันและธุรกิจเช่าเหมาลำ 

อนุทินเล่าต่อไปว่าวันหนึ่งได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนที่เป็นหมอทางด้านศัลยศาสตร์ทรวงอกและหัวใจโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ว่า ต้องไปรับหัวใจจากคนไข้ที่สมองตายแต่หัวใจยังไม่หยุดเต้นเพื่อนำไปช่วยเหลือต่อลมหายใจผู้ป่วยอีกคนโดยใช้เวลาไม่เกิน 6 ชั่วโมง อนุทินจึงรีบตอบรับโดยสัญชาตญาณและเกิดภารกิจ “หัวใจดวงแรก” ที่รับ-ส่งหัวใจครั้งแรกสำเร็จ

ทางด้านชีวิตส่วนตัวของอนุทิน ชาญวีรกูล บนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของพรรคภูมิใจไทย ระบุว่า อนุทินเป็นคนหนึ่งที่หลงใหลในเสียงดนตรี มีฝีไม้ลายมือในด้านการเล่นเปียโน และอิเล็กโทนเป็นพิเศษ

อนุทิน ชาญวีรกูล จากรันเวย์สู่เวทีการเมือง ชีวิตนักบินสมัครเล่นกับความฝันสู่เก้าอี้นายกฯ

ชีวิตที่น่าสนใจของ อนุทิน ชาญวีรกูล

จากนักธุรกิจสู่รัฐมนตรี และนักบินสมัครเล่น สู่ความฝันในตำแหน่งสูงสุดทางการเมือง อนุทิน ชาญวีรกูล ถือเป็นบุคคลที่น่าจับตามองในแวดวงการเมืองไทย

ที่มา – อนุทิน ชาญวีรกูล จากรันเวย์สู่เวทีการเมือง ชีวิตนักบินสมัครเล่นกับความฝันสู่เก้าอี้นายกฯ

รัฐบาลจัดงาน “รัชกาลที่ 8” ครบ 100 ปี

รัฐบาลเตรียมจัดงานเฉลิมพระเกียรติอย่างยิ่งใหญ่เนื่องในโอกาส“รัชกาลที่ 8” วันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี ในวันที่ 20 กันยายน 2568 ที่จะถึงนี้ เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร

นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยถึงรายละเอียดการจัดงานในครั้งนี้ โดยนายกรัฐมนตรีได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตในการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ“รัชกาลที่ 8” วันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี ในนามรัฐบาลแล้ว

รัฐบาลเตรียมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ “รัชกาลที่ 8” วันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี

สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกับวัดสุทัศนเทพวราราม และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้กำหนดจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ อย่างสมพระเกียรติ โดยมีกำหนดการดังนี้:

  • พิธีบวงสรวงและแถลงข่าว: วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม 2568 เวลา 08.00 น. ณ วัดสุทัศนเทพวราราม โดยมีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี
  • กิจกรรมระหว่างวันที่ 20-27 กันยายน 2568: จัดขึ้น ณ วัดสุทัศนเทพวราราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

กิจกรรมสำคัญที่น่าสนใจ

  • พิธีทางศาสนา: พิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล ในวันเสาร์ที่ 20 กันยายน เวลา 07.30 น. ณ วัดสุทัศนเทพวราราม และทุกจังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลในต่างประเทศ
  • พิธีวางพานพุ่มถวายราชสักการะ: วันเสาร์ที่ 20 กันยายน ณ วัดสุทัศนเทพวราราม และทุกจังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลในต่างประเทศ
  • การจัดสร้างเหรียญที่ระลึกและดวงตราไปรษณียากร: โดยกรมธนารักษ์ และบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด
  • การจัดตั้งโต๊ะหมู่ประดิษฐานพระบรมรูป: ระหว่างวันที่ 1-30 กันยายน 2568
  • กิจกรรมจิตอาสาถวายพระราชกุศล: ระหว่างวันที่ 1-30 กันยายน 2568
  • นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ: ถ่ายทอดพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ
  • การแสดงเฉลิมพระเกียรติ และการสาธิตมรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรม
  • การจัดร้านค้าจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์
  • นิทรรศการสวนแสงอันเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนา
  • กิจกรรม Night Museum พิพิธภัณฑ์ตำหนักสมเด็จพระสังฆราช (แพ ดิสสเทวมหาเถร)
  • กิจกรรมนพปูชนีย์ และการประกวดโต๊ะหมู่บูชา “หมู่ ๙”
  • การประดับไฟโดยรอบบริเวณวัดสุทัศนเทพวราราม

นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำหนังสือที่ระลึกเรื่อง “เจ้านายเล็กๆ – ยุวกษัตริย์” ซึ่งเป็นพระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ที่เล่าเรื่องราวตั้งแต่ทรงพระเยาว์จนถึงช่วงเวลาที่เสด็จขึ้นครองราชย์ของ“รัชกาลที่ 8” วันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

การจัดงานเฉลิมพระเกียรติ“รัชกาลที่ 8” วันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี ในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสอันดีที่พสกนิกรชาวไทยจะได้ร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ และร่วมกันแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

เตรียมตัวพบกับกิจกรรมอันหลากหลายและยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ ณ วัดสุทัศนเทพวราราม และทั่วประเทศ!

ที่มา – รัฐบาลเตรียมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ “รัชกาลที่ 8” วันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี

ปชช. ส่งผู้สมัคร เลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย แน่นอน!

“ณัฐพงษ์” ยัน พรรคประชาชนส่ง เลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย เขต 7 ขอตรวจสอบประวัติก่อนเปิดตัว โยนถาม “แพทองธาร” กระแสชิงลาออกก่อนศาล รธน. วินิจฉัย ชี้ ยุบสภาหรือไม่ อยู่ที่รัฐบาลตัดสินใจ

วันที่ 13 สิงหาคม 2568 รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา ถึงการส่งผู้สมัคร เลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย เขตเลือกตั้งที่ 7 แทนนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสิทธิ์เลือกตั้ง 10 ปี ว่า พรรคประชาชนจะส่งผู้สมัครอย่างแน่นอน ซึ่งนายสรายุทธ ใจหลัก เลขาธิการพรรค จะดำเนินการส่งเอกสารผู้รับสมัครด้วยตนเอง ส่วนรายชื่อของผู้สมัคร ขณะนี้กรรมการบริหารกำหนดรายชื่อแล้วแต่ขอรอการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ เนื่องจากขณะนี้อยู่ในการตรวจสอบประวัติย้อนหลังเพื่อให้เกิดความรอบคอบมากที่สุด

ขณะเดียวกัน นายณัฐพงษ์ ยังยืนยันถึงความมั่นใจในทุกสนามการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ ว่าอย่างน้อยจังหวัดเชียงรายก็เป็นพื้นที่ที่มี สส.ของพรรคประชาชน 3 คน ตนคิดว่าจะเดินหน้าหาเสียงเลือกตั้งอย่างเต็มที่ และหวังว่าจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชน

ผู้สื่อข่าวถามถึงการพูดคุยของพรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคร่วมฝ่ายค้านจะไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ นายณัฐพงษ์ ระบุว่า อาจจะไม่มีการพูดคุยในแบบนั้นว่าจะส่งหรือไม่ เพราะเป็นการตัดสินใจของแต่ละพรรค ทุกพรรคมีสิทธิลงชิงสนามของตนเองอย่างเต็มที่ ตนเชื่อว่าทุกสนามการเลือกตั้งทุกพรรคคงไม่ยอมถอยให้ใคร หากว่าเชื่อมั่นในพื้นที่นั้นๆ

นอกจากนี้ นายณัฐพงษ์ ยังตอบคำถามถึงกระแสข่าวการชิงลาออกของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยคดีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ว่า การตัดสินใจจะลาออกหรือไม่ลาออกต้องถามที่ตัวของนายกรัฐมนตรี ส่วนตัวตอบแทนไม่ได้ ขณะที่แนวทางคำวินิจฉัยจะออกมาอย่างไรก็คงอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องรอติดตามสถานการณ์กันต่อไป

เมื่อถามต่อไป มีการประเมินไว้หรือไม่ว่าหลังจากผ่านการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จะมีการยุบสภาหรือนายกรัฐมนตรีชิงลาออก นายณัฐพงษ์ ระบุว่า การตัดสินใจจะยุบสภาหรือไม่ อยู่ที่ทางรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย หากประเมินตามสถานการณ์ในปัจจุบัน ส่วนตัวเชื่อว่าอาจมีการพยายามพยุงรัฐบาลแบบนี้ไปก่อน แต่ว่าจะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาล

เลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย

พรรคประชาชนมั่นใจ เลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย

การเลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ถือเป็นสนามที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง พรรคประชาชนแสดงความมั่นใจอย่างเต็มที่ในการส่งผู้สมัคร และพร้อมที่จะแข่งขันกับทุกพรรคการเมือง เพื่อช่วงชิงความไว้วางใจจากประชาชนในพื้นที่

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความผันผวน การตัดสินใจของพรรคการเมืองต่างๆ ในการส่งผู้สมัคร รวมถึงกระแสข่าวต่างๆ ที่เกิดขึ้น ยิ่งทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

สำหรับผู้ที่สนใจติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการ เลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากช่องทางต่างๆ ของพรรคการเมือง และสื่อมวลชนที่รายงานข่าวอย่างต่อเนื่อง

การเมืองไทยยังคงต้องจับตาดูกันต่อไป โดยเฉพาะการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ จะเป็นอย่างไรต่อไปต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “เท้ง” ยัน ปชน. ส่งผู้สมัครเลือกตั้งซ่อมเชียงราย โยนถาม “อิ๊งค์” กระแสชิงลาออก

Scroll to top