รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

“ศุภจี” หายไปไหน เพจกระทรวงพาณิชย์โพสต์เองชวนให้มาติดตาม

“ศุภจี” หายไปไหน เพจกระทรวงพาณิชย์โพสต์เองชวนให้มาติดตาม

กลายเป็นประเด็นที่ชาวเน็ตหลายคนให้ความสนใจกันอย่างมาก เมื่อมีกระแสคำถามว่า “ศุภจี” หายไปไหน หลังจากที่หน้าฟีดโซเชียลมีเดียมีการพูดถึงการหายไปของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จนทำให้เพจเฟซบุ๊กกระทรวงพาณิชย์ต้องออกมาเคลื่อนไหวด้วยการโพสต์ภาพล้อเลียนสไตล์ “Gone girl” เพื่อไขข้อข้องใจให้กับพี่น้องประชาชนที่กำลังสงสัยในประเด็นนี้แบบสุดๆ

หากใครที่สงสัยว่า “ศุภจี” หายไปไหน ทางเพจกระทรวงพาณิชย์ก็ได้ยืนยันชัดเจนแล้วว่า ท่านไม่ได้หายไปไหน แต่กำลังทุ่มเททำงานอย่างหนักในภารกิจต่างๆ ที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ โดยทางเพจได้เชิญชวนให้ประชาชนทุกคนเข้ามาติดตามความเคลื่อนไหวผ่านเพจหลักได้ทุกๆ วัน เพื่อจะได้เห็นภาพการปฏิบัติงานจริงและภารกิจที่อัปเดตแบบเรียลไทม์ไม่ต้องนั่งเดากันอีกต่อไป

ส่องภารกิจแน่นเอี๊ยดของท่านรัฐมนตรี

จากการตรวจสอบย้อนหลังในเพจเฟซบุ๊กกระทรวงพาณิชย์ เราจะพบว่ากิจกรรมของท่านรัฐมนตรีนั้นแน่นมากจริงๆ โดยตัวอย่างภารกิจสำคัญที่มีการรายงานล่าสุด ได้แก่:

  • การลงพื้นที่ จ.ราชบุรี เพื่อติดตามการดำเนินงานของ “ล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอมต้นแบบ”
  • การวางแผนขยายผลโครงการ “ล้งชุมชน” ไปยังจังหวัดสมุทรสงคราม สมุทรสาคร และนครปฐม
  • การเป็นประธานกล่าวเปิดงานและปาฐกถาในงาน Thailand Gold Summit 2026 ที่ True Digital Park

งานนี้ใครที่ยังตั้งคำถามว่า “ศุภจี” หายไปไหน คงได้คำตอบกันแล้วว่าตารางงานของท่านนั้นแน่นเอี๊ยดจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน การที่กระทรวงพาณิชย์นำเรื่องนี้มาโพสต์ในเชิงสนุกสนานก็ถือว่าเป็นกลยุทธ์การสื่อสารที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงการทำงานของรัฐบาลได้ง่ายขึ้นและดูเป็นกันเองมากขึ้นครับ

สำหรับผู้ที่ต้องการติดตามข่าวสารและการทำงานของกระทรวงพาณิชย์อย่างใกล้ชิด ผมแนะนำว่าให้กดติดตามเพจไว้เลยครับ เพราะการที่ผู้บริหารระดับสูงอย่างท่านรัฐมนตรีลงพื้นที่ทำงานจริงตลอดเวลาแบบนี้ เป็นนิมิตหมายที่ดีที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในยุคใหม่ให้เติบโตต่อไปอย่างยั่งยืน การติดตามข่าวสารโดยตรงจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้จะช่วยให้เราไม่ตกกระแสและเข้าใจบริบทการพัฒนาประเทศได้ดียิ่งขึ้นครับ

ที่มา – “ศุภจี” หายไปไหน เพจกระทรวงพาณิชย์โพสต์เองชวนให้มาติดตาม

“อนุทิน” ป้อง “ศุภจี” มั่นใจไม่มีท้อ ลั่นระวังจุก

การเมืองไทยช่วงนี้ร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อ อนุทิน ป้อง ศุภจี กลายเป็นประเด็นร้อนในโซเชียลมีเดีย หลังจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถูกวิจารณ์เรื่องการทำงานหนัก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมาปกป้องแบบเต็มตัว ยืนยันว่าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลแกร่งมาก ไม่จำเป็นต้องตั้งรัฐมนตรีช่วยเพิ่ม และชมนางศุภจีว่าทำงานหนักจนต้องสั่งให้พักบ้าง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นวันที่ 1 พฤษภาคม 2567 ระหว่างที่นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ตลาดบางใหญ่ซิตี้ จ.นนทบุรี นายอนุทินให้สัมภาษณ์อย่างเป็นกันเอง โดยย้ำชัดว่านางศุภจีเป็นมืออาชีพตัวจริง ไม่มีท้อถอย มีแต่ลุยงานตลอด จนต้องเตือนให้ถอยมาพักผ่อนบ้าง เพราะเชื่อมั่นในศักยภาพของทีมที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ดีอยู่แล้ว

อนุทิน ป้อง ศุภจี มั่นใจมืออาชีพไม่มีท้อ

นายอนุทินยังติดตลกแบบแซ่บๆ ว่าไม่ห่วงเรื่องมรสุมข่าวลือ เพราะศุภจีแข็งแกร่งมาก ถ้าถึงเวลาต้องโต้กลับ ฝ่ายโจมตีอาจจะ “จุก” หรือ “หงายท้องขาชี้ฟ้า” ไปเลย พร้อมเมินเสียงเหน็บแนมจากฝ่ายตรงข้ามที่ไม่เคยปรารถนาดีต่อรัฐบาล ทีมงานปัจจุบันที่มีข้าราชการประจำและที่ปรึกษาเศรษฐกิจอย่างนายสันติธาร เสถียรไทย สามารถตอบสนองนโยบายได้รวดเร็วทันใจ

เมินแรงกดดันจากพรรคเศรษฐกิจ

เมื่อถูกถามถึงแรงกดดันจากพรรคเศรษฐกิจที่เรียกร้องให้นางศุภจีลาออก นายอนุทินสวนกลับทันควันว่า พรรคนี้ไม่ใช่พรรคร่วมรัฐบาล แต่เป็นแค่พรรคที่ยกมือสนับสนุนให้ตนเป็นนายกฯ คล้ายกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่เป็น “พรรคซีกรัฐบาล” เพราะไม่มีรัฐมนตรีในคณะ ส่วนเรื่องยุบรวมพรรคในอนาคต เป็นเรื่องกฎหมายของแต่ละพรรค ไม่ใช่ประเด็นหลัก

“เรื่องใหญ่หรือเล็กไม่สำคัญ สำคัญที่ทำงานได้ ผลักดันนโยบายได้ ผมให้กำลังใจคนทำงานอย่างท่านศุภจีที่แข็งแกร่งขึ้นเยอะ” นายอนุทินกล่าวอย่างหนักแน่น

ระหว่างลงพื้นที่ นายกรัฐมนตรียังมอบดอกไม้จากประชาชนให้นางศุภจี เพื่อแสดงความเชื่อมั่นในตัวเพื่อนร่วมงาน และแซวทิ้งท้ายว่า “ให้เบาๆ หน่อย อย่าเพิ่งออกมาสวน เดี๋ยวจะจุกอีก” ทำให้บรรยากาศคึกคัก สะท้อนความสัมพันธ์แน่นแฟ้นในทีมเศรษฐกิจ

บริบทการโจมตีศุภจีและบทบาทกระทรวงพาณิชย์

ก่อนหน้านี้ นางศุภจีถูกโซเชียลโจมตีเรื่องนโยบายการค้าฯ ที่ถูกมองว่าช้าและไม่ตอบโจทย์วิกฤตเศรษฐกิจ แต่ฝั่งรัฐบาลยืนยันว่าการทำงานเป็นระบบ มีทั้งการเจรจา FTA การส่งเสริมส่งออก และรับมือเงินเฟ้อได้ดี ตัวอย่างเช่น โครงการลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ช่วยประชาชนโดยตรง

  • จุดแข็งทีมเศรษฐกิจ: มีประสบการณ์สูง ตอบสนองนโยบายรวดเร็ว
  • ไม่ต้องเพิ่มรัฐมนตรีช่วย: ทีมปัจจุบันเพียงพอ ไม่ยุ่งเหยิง
  • จัดการข่าวลือ: เมินฝ่ายตรงข้าม เน้นผลงาน
  • กำลังใจจากนายกฯ: ป้องกันแบบแมนๆ ลั่นโต้ได้

นอกจากนี้ อนุทิน ป้อง ศุภจี ยังสะท้อนภาพการเมืองไทยที่การแข่งขันดุเดือด พรรคฝ่ายค้านและโซเชียลใช้เป็นเครื่องมือโจมตี แต่รัฐบาลยึดหลักผลงานเป็นตัววัด

จากมุมมองผู้เขียน เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีมีวิสัยทัศน์ชัดเจนในการปกป้องทีมงาน และประชาชนควรพิจารณาจากผลงานจริงมากกว่าเสียงวิจารณ์ การผลักดันเศรษฐกิจไทยในปีนี้ยังต้องจับตา เช่น การฟื้นตัวท่องเที่ยวและส่งออก หากทีมเศรษฐกิจแกร่งอย่างที่นายอนุทินมั่นใจ ก็น่าจะมีข่าวดีตามมา

คุณคิดอย่างไรกับการ อนุทิน ป้อง ศุภจี ครั้งนี้? เชื่อมั่นในทีมเศรษฐกิจหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวการเมืองอัปเดต!

ที่มา – “อนุทิน” ป้อง “ศุภจี” มั่นใจมืออาชีพไม่มีท้อ ลั่นใครกล้าสวนระวังจุก เมินฝ่ายตรงข้ามเหน็บ

อภิสิทธิ์ ฉะรัฐบาลแก้วิกฤติพลังงาน-ของแพงไม่ตรงจุด

ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ท้าทายแบบนี้ การวิจารณ์จากฝ่ายค้านยิ่งน่าติดตาม โดยเฉพาะ อภิสิทธิ์ ฉะรัฐบาลแก้วิกฤติพลังงาน-ของแพงไม่ตรงจุด ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา ผ่านรายการ “เที่ยงเจอกัน” ทางเพจหมาเฝ้าบ้าน เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 เขาไม่เพียงชี้แจงประเด็นบิดเบือนเรื่องนายวีระพงษ์ ประภา ลาออกจากพรรคเพื่อไปรับตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย แต่ยังวิเคราะห์ปัญหาเศรษฐกิจที่รัฐบาลกำลังเผชิญอย่างละเอียด

ก่อนอื่น นายอภิสิทธิ์ ชี้แจงถึงกรณีที่นายวีระพงษ์ต้องลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาในการทำงานเพื่อชาติในทีมที่ปรึกษารัฐมนตรีพาณิชย์ เขาย้ำว่าการทำหน้าที่ไม่ว่าจะฝ่ายบริหารหรือฝ่ายค้าน ต้องเต็มที่และโปร่งใส โดยเฉพาะตำแหน่งสำคัญที่เทียบเท่ารองนายกฯ ซึ่งต้องกำหนดกรอบการเจรจาการค้าเสรีให้ชัดเจน เพื่อให้ฝ่ายค้านวิจารณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อภิสิทธิ์ ฉะรัฐบาลแก้วิกฤติพลังงาน-ของแพงไม่ตรงจุด

อภิสิทธิ์ ฉะรัฐบาลแก้วิกฤติพลังงาน-ของแพงไม่ตรงจุด โดยตรง โดยระบุว่ารัฐบาลล่าช้าในการรับมือปัญหาน้ำมันแพงและของแพงที่พุ่งสูง การปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันเร็วเกินไปโดยไม่มีมาตรการรองรับ ทำให้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกว่า 4 หมื่นล้านบาทสูญเปล่า มาตรการช่วยเหลือที่ออกมามีงบเพียง 2 พันล้านบาท ซึ่งน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับผลกระทบ

เขาเสนอให้รัฐบาลเร่งปรับโครงสร้างราคาพลังงาน โดยใช้กลไก ภาษีลาภลอย (Windfall Tax) เพื่อเก็บกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นน้ำมันเข้ากองทุน ซึ่งเป็นวิธีสากลที่หลายประเทศนำมาใช้ แทนการบังคับลดราคาด้วยกฎหมายที่อาจทำให้โรงกลั่นขาดสภาพคล่องและชะลอการผลิต นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ทบทวน “สูตรรับซื้อไฟฟ้า” ที่ผูกกับราคาก๊าซโลก ทำให้เอกชนได้กำไรส่วนต่างมหาศาล ทั้งที่ต้นทุนจริงอาจไม่สูงขนาดนั้น

อภิสิทธิ์ ฉะรัฐบาลแก้วิกฤติพลังงานด้วยมาตรการที่ไม่ตรงจุด

ปัญหาคือรัฐบาลมุ่งช่วยเหลือแบบหว่านแห ไม่พุ่งเป้าไปยังกลุ่มที่เดือดร้อนจริง เช่น ครัวเรือนรายได้น้อย ภาคขนส่ง และผู้ประกอบการขนาดเล็ก นายอภิสิทธิ์ แนะนำให้ผลักดัน พ.ร.บ.โอนงบประมาณ เพื่อดึงเงินจากโครงการไม่จำเป็นมาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันและค่าการกลั่น

  • ปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้ยั่งยืน
  • นำภาษีลาภลอยมาใช้เก็บกำไรเกินควร
  • ทบทวนสูตรคำนวณค่าไฟที่เอื้อเอกชนเกินไป
  • ลดภาษีน้ำมันและช่วยเหลือตรงจุด

แนะรมว.คลัง ตีโจทย์เงินเฟ้อจากต้นทุนให้ตรง

นายอภิสิทธิ์ ฝากข้อคิดถึงรัฐมนตรีคลังว่า วิกฤติครั้งนี้เป็น เงินเฟ้อจากต้นทุน (Cost-push inflation) ไม่ใช่วิกฤติหนี้แบบต้มยำกุ้งปี 2540 ดังนั้น ห้ามใช้เครื่องมือที่ทำให้เศรษฐกิจหดตัวเพื่อกดเงินเฟ้อ เลิกมาตรการอย่าง “คนละครึ่ง” ที่กระจายกว้าง แต่ให้มุ่งช่วยกลุ่มเปราะบางและภาคขนส่งที่แบกต้นทุนหนัก

ติงนายกฯ ติดบริหารแบบเอกชนเกินไป

อีกประเด็นสำคัญคือ การบริหารของนายกฯ ที่ยึดติดรูปแบบเอกชน ซึ่งมุ่งกำไรสูงสุด แต่ประเทศมีเป้าหมายหลากหลายและขัดแย้งกัน เช่น ระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับพลังงาน ผู้นำต้องลงมาหาข้อยุติ สื่อสารนโยบายชัดเจนกับประชาชน แทนตอบโต้การเมือง นายอภิสิทธิ์ เตือนว่ารัฐบาลเสถียรจากผลงาน ไม่ใช่เสียงสภา ปัจจัยล้มเร็วคือคอร์รัปชันและคดีค้างคา อย่ามั่นใจอำนาจเกิน

ท้ายที่สุด นี่คือมุมมองที่ควรค่าแก่การพิจารณา หากรัฐบาลนำไปปรับใช้ จะช่วยคลี่คลายปัญหาได้จริง คุณคิดอย่างไรกับคำวิจารณ์นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวการเมืองเศรษฐกิจอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ฉะรัฐบาลแก้วิกฤติพลังงาน-ของแพงไม่ตรงจุด ติงนายกฯ ติดบริหารแบบเอกชน

“อภิสิทธิ์” แจงให้ “วีระพงษ์” ตัดสินใจลาออก ปชป.

“อภิสิทธิ์” แจงให้ “วีระพงษ์” ตัดสินใจลาออก ปชป. เป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยเมื่อไม่กี่วันก่อน หลังจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงเรื่องนี้อย่างชัดเจน เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดจากประชาชนและสื่อมวลชน

“อภิสิทธิ์” แจงให้ “วีระพงษ์” ตัดสินใจลาออก ปชป.

วันที่ 12 เมษายน 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่ออธิบายกรณีที่นามวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับการทาบทามจากรัฐบาลให้ดำรงตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย ซึ่งเป็นบทบาทสำคัญในการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป (EU) โดยมีกำหนดเสร็จสิ้นภายในปีนี้

ตามที่นายอภิสิทธิ์ชี้แจง ตนเองไม่เคยได้รับแจ้งจากนางสาวศุภจี สกุลเจริญไกรศรี หรือบุคคลอื่นจากรัฐบาล แต่เป็นนายวีระพงษ์ที่มาปรึกษาเป็นการส่วนตัวเท่านั้น ตำแหน่งนี้ไม่ใช่แค่ที่ปรึกษาทั่วไป แต่เป็นตำแหน่งทางการเมืองอย่างเป็นทางการ มีค่าตอบแทนและอำนาจหน้าที่ชัดเจน ทำให้เกิดปัญหาเรื่องสถานะของพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นฝ่ายค้าน

พรรคประชาธิปัตย์เห็นตรงกันว่างานเจรจาการค้านี้เป็นสิ่งที่นายวีระพงษ์มีความเชี่ยวชาญและถนัด โดยเฉพาะประสบการณ์ด้านการค้าส่งออกและการเจรจาระหว่างประเทศ หากเขาไปรับผิดชอบ ไทยและรัฐบาลจะได้รับประโยชน์อย่างมาก แต่ด้วยสถานะปัจจุบันที่เป็นรองหัวหน้าพรรคและสมาชิกพรรค จะทำให้เกิดความสับสนและขัดแย้งกับบทบาทฝ่ายค้าน ดังนั้นจึงตกลงกันว่าหากนายวีระพงษ์ต้องการรับตำแหน่ง ต้องลาออกจากทั้งรองหัวหน้าและสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เสียก่อน

เหตุผลหลักที่ “อภิสิทธิ์” แจงให้ “วีระพงษ์” ตัดสินใจลาออก ปชป.

เพื่อให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น เรามาดูเหตุผลสำคัญๆ ที่นำไปสู่การตัดสินใจนี้กัน:

  • หลีกเลี่ยงความสับสนในสถานะ: พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน การไปรับตำแหน่งในรัฐบาลจะทำให้ภาพลักษณ์เสียหายและถูกมองว่าขาดเอกภาพ
  • ความถนัดของวีระพงษ์: เขามีประสบการณ์ยาวนานในด้านการค้า การเป็นหัวหน้าคณะเจรจา EU-Thailand FTA จะช่วยเร่งรัดข้อตกลงที่ค้างคา
  • ประโยชน์ของชาติ: แม้จะเสียคนเก่ง แต่หากช่วยให้ไทยได้ประโยชน์ทางการค้า ก็คุ้มค่า
  • การตัดสินใจส่วนบุคคล: ปัจจุบันยังอยู่ที่วีระพงษ์ว่าจะเลือกทางไหน

ประเด็นนี้สะท้อนถึงหลักการของพรรคประชาธิปัตย์ที่ยึดมั่นในจริยธรรมการเมือง ไม่ยอมให้เกิดความคลุมเครือ นอกจากนี้ ยังเป็นตัวอย่างที่ดีในการแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัว ผลประโยชน์พรรค และผลประโยชน์ชาติ

ย้อนดู背景 นายวีระพงษ์ ประภา เป็นนักการเมืองรุ่นใหญ่ของปชป. เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์มาก่อน มีความรู้ด้านเศรษฐกิจและการค้าอย่างลึกซึ้ง ขณะที่ข้อตกลง FTA กับ EU เป็นวาระสำคัญของไทย เพื่อขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม หากสำเร็จ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อีกหลายเปอร์เซ็นต์

ในมุมการเมือง การเคลื่อนไหวนี้อาจส่งผลต่อโครงสร้างพรรคประชาธิปัตย์ หากวีระพงษ์ลาออกจริง จะมีช่องว่างในทีมเศรษฐกิจ แต่ก็เปิดโอกาสให้สมาชิกใหม่ก้าวขึ้นมา นอกจากนี้ ยังเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลกำลังดึงคนเก่งจากฝ่ายค้านมาช่วยงาน ซึ่งอาจนำไปสู่การเมืองแบบใหม่ที่เน้นผลงานมากกว่าพรรคการเมือง

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจสุดท้ายยังต้องติดตามต่อไป ว่าวีระพงษ์จะเลือกอยู่กับพรรคหรือไปรับใช้ชาติในบทบาทใหม่

ในความเห็นของผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของผู้นำพรรคอย่างอภิสิทธิ์ ที่ให้ความสำคัญกับหลักการมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตัว หากวีระพงษ์ไปรับตำแหน่งจริง คงเป็น win-win สำหรับทุกฝ่าย คุณคิดเห็นอย่างไร? แชร์ความคิดในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตล่าสุดจากเรา!

ที่มา – “อภิสิทธิ์” แจงให้ “วีระพงษ์” ตัดสินใจลาออก “รองหัวหน้า-สมาชิก ปชป. หากรับเป็นผู้แทนการค้า

“ศุภจี” ยอมรับน่ากังวล ไทยเหลือปุ๋ยยูเรียใช้ถึงกลางเดือน พ.ค. จ่อดัน “ธงฟ้าโมบายล์”

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังกังวลกัน นั่นคือ “ศุภจี” ยอมรับน่ากังวล ไทยเหลือปุ๋ยยูเรียใช้ถึงกลางเดือน พ.ค. จ่อดัน “ธงฟ้าโมบายล์” ซึ่งนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ได้ชี้แจงในที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2567 (หมายเหตุ: original 2569 คงพิมพ์ผิดเป็น 2567) ว่าสถานการณ์ปุ๋ยยูเรียในไทยกำลังตึงเครียดจริงๆ เพราะเหลือสต็อกใช้ได้แค่ถึงกลางเดือนพฤษภาคมนี้เท่านั้น สาเหตุหลักมาจากปัญหาวิกฤติภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบการขนส่งวัตถุดิบ โดยเฉพาะเรือ 5 ลำที่ติดค้างช่องแคบฮอร์มุซ

“ศุภจี” ยอมรับน่ากังวล ไทยเหลือปุ๋ยยูเรียใช้ถึงกลางเดือน พ.ค. จ่อดัน “ธงฟ้าโมบายล์”

ในที่ประชุม รศุภจี ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาค่าครองชีพ โดยเฉพาะสินค้าจำเป็นอย่างปุ๋ยที่เกษตรกรต้องการ ปุ๋ยยูเรียซึ่งเป็นปุ๋ยหลักสำหรับพืชผลหลายชนิด กำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนเพราะต้องนำเข้าจากแหล่งที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ตอนแรกคาดว่าพอถึงสิงหาคม แต่ข้อมูลล่าสุดจากสมาคมการค้าปุ๋ยไทยบอกว่าพอแค่กลางพฤษภาคมเท่านั้น นี่แหละที่ทำให้ “ศุภจี” ยอมรับว่าน่ากังวลทั้งเรื่องปริมาณและราคา แต่ยังไม่มีผู้ประกอบการขอขึ้นราคาเลยนะ

สถานการณ์ปุ๋ยยูเรียที่ “ศุภจี” ยอมรับน่ากังวล

มาดูรายละเอียดกัน ปุ๋ยยูเรียไทยมีสต็อกเดิม 340,000 ตัน และคาดนำเข้าเดือนเมษายนอีก 200,000 ตัน แต่ปัญหาการขนส่งทำให้ล่าช้า ปุ๋ยอื่นๆ ยังพอบริหารได้ 64% ของตลาด แต่ยูเรียนี่แหละตัวปัญหาใหญ่ รัฐบาลกำลังเจรจาผ่านนายสีหศักดิ์ รมว.ต่างประเทศ เพื่อปล่อยเรือทั้ง 5 ลำ ถ้าสำเร็จ เราจะรอดไปได้อีกพักใหญ่ เกษตรกรท่านใดกำลังกังวล ควรเริ่มวางแผนสำรองปุ๋ยแล้วล่ะ

นอกจากปุ๋ย รัฐบาลยังจัดการปัญหาอื่นๆ ด้วย เช่น น้ำมันปาล์มไม่ได้ห้ามส่งออก แต่ต้องขออนุญาตเพื่อรักษาให้พอสำหรับไบโอดีเซล ราคาผลปาล์มยังขาขึ้นที่ 8.10 บาท/กก. เม็ดพลาสติกก็เอามาควบคุมปริมาณแล้ว และจะตั้งคณะทำงานบูรณาการหลายกระทรวงหาวัตถุดิบทดแทน

โครงการ “ธงฟ้าโมบายล์” ทางออกช่วยค่าครองชีพ

ไฮไลต์สำคัญคือโปรเจกต์ใหม่ ธงฟ้าโมบายล์ หรือรถธงฟ้าเคลื่อนที่ และรถพุ่มพวงที่จะนำสินค้าถูกๆ ไปส่งถึงชุมชนห่างไกล ลดราคาสูงสุด 58% รวมบัตรเติมน้ำมันด้วย รายละเอียดจะชงครม. 11 เม.ย. นี้ โครงการไทยช่วยไทยยังเดินหน้าสร้างทางเลือกสินค้าราคาถูก เพิ่มรายได้ SME ชุมชนผ่านมาตรฐาน มอก. อย. ขายออนไลน์และร้านค้า

  • สินค้าควบคุม: ใช้หลายมาตรการ เจรจาไม่ให้ขึ้นราคา โดยไม่บังคับทุกอย่าง ปล่อยกลไกตลาดที่เป็นธรรม
  • น้ำมัน-ยา-ขนส่ง-น้ำตาล: มีกฎหมายเฉพาะ กระทรวงพาณิชย์ตรวจสอบขายตามราคา
  • ปาล์ม: สนับสนุนไบโอดีเซล ไม่ขาดแคลน
  • ปุ๋ย: จัดการเฉพาะยูเรียที่ขาด อื่นๆ ยังพอ

ศุภจีเน้นว่ารัฐบาลดูทั้งประหยัด-เพิ่มรายได้-กระจายโอกาส ประเทศไทยต้องรวมใจกัน ไม่สร้างตระหนก แต่ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจ

ในมุมมองผม รัฐบาลตอบสนองเร็วดี โดยเฉพาะธงฟ้าโมบายล์ที่ช่วยประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาถูกได้ง่ายขึ้น แต่ปัญหาปุ๋ยยูเรียต้องเร่งแก้จริงจัง ไม่งั้นเกษตรกรเดือดร้อนหนัก คุณคิดยังไง ลองคอมเมนต์บอกกันหน่อย และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่าน เพื่อติดตามข่าวสารเศรษฐกิจที่กระทบชีวิตประจำวัน!

ที่มา – “ศุภจี” ยอมรับน่ากังวล ไทยเหลือปุ๋ยยูเรียใช้ถึงกลางเดือน พ.ค. จ่อดัน “ธงฟ้าโมบายล์”

แห่ขอลายเซ็นนายกฯ กลางสภาฯ-อนุทินเลี่ยงตอบสื่อ

วันนี้เรามาพูดถึงเหตุการณ์สุดวุ่นวายแต่แฮปปี้ในสภา ที่มี แห่ขอลายเซ็นนายกฯ กลางสภาฯ จาก ส.ส. และ ส.ว. กันอย่างคึกคัก หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางกลับมาร่วมประชุมสภาในช่วงค่ำ วันที่ 9 เมษายน 2569 หลังเสร็จงานเลี้ยงกองทัพอากาศ สื่อพยายามรุมถามเรื่องร้อน ๆ จากการแถลงนโยบายตอนเช้า ที่ไม่มีมาตรการปราบปรามคอร์รัปชั่นชัดเจน และแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ท่านนายกฯ แค่ยิ้ม ๆ แล้วชี้ไปที่จอทีวีที่กำลังถ่ายทอดสดการแถลงของรองนายกฯ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่ากำลังชี้แจงอยู่เลย

บรรยากาศในสภาเต็มไปด้วยความคึกคัก โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่เป็นฐานหลักของรัฐบาลชุดนี้ การ แห่ขอลายเซ็นนายกฯ กลางสภาฯ กลายเป็นภาพจำที่แสดงถึงความสามัคคีและการเริ่มต้นใหม่ของรัฐบาล หลังจากที่ ส.ส. และ ส.ว. หลายคนเดินเข้าแถวรอคิวขอเซ็นชื่อบนปกหนังสือแถลงนโยบาย ซึ่งนายอนุทินก็เซ็นให้ทุกคนอย่างยินดี สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ

แห่ขอลายเซ็นนายกฯ กลางสภาฯ ส.ส.-สว.ต่อแถวขอเซ็น

เริ่มจากนายพลพีร์ สุวรรณฉวี ส.ส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย ที่บุกเข้าไปขอเซ็นแรกทันทีที่นายกฯ เดินเข้าห้องประชุม ตามด้วยนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ไม่ยอมน้อยหน้า ขอเซ็นตาม จากนั้น ส.ส.พรรคภูมิใจไทยทั้งหลายก็พากันต่อคิวกันยาวเหยียด นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา ก็มาร่วมแจมด้วย ทำให้ภาพรวมดูอบอุ่นและเป็นกันเองมาก

  • นายพลพีร์ สุวรรณฉวี – ส.ส.โคราช พรรคภูมิใจไทย
  • นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี – ส.ส.รายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ
  • ส.ส.พรรคภูมิใจไทยจำนวนมาก
  • นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย – ส.ว.

หลังเซ็นเสร็จ นายอนุทินยังเดินทักทายรัฐมนตรีคู่ใจ เช่น นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ, นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.อว., นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึง ส.ส.ท่านอื่น ๆ ที่ยังอยู่ในการประชุม สุดท้ายก็รวมตัวถ่ายรูปร่วมกันกับ ส.ส.ภูมิใจไทย โดยมี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 มาร่วมเฟรมด้วย ภาพเหล่านี้กลายเป็นไวรัลในโซเชียลทันที

อนุทินเลี่ยงตอบสื่อเรื่องไร้มาตรการปราบโกง-แก้รธน.

ก่อนที่จะเกิดการ แห่ขอลายเซ็นนายกฯ กลางสภาฯ สื่อได้จับตาปมที่รัฐบาลแถลงนโยบายแต่ไม่เอ่ยถึงการปราบคอร์รัปชั่นและแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นประเด็นที่ฝ่ายค้านและประชาชนให้ความสนใจมาก นายอนุทินเลือกที่จะไม่ตอบตรง ๆ แต่ชี้ไปที่จอที่ น.ส.ศุภจี กำลังแถลงนโยบายกระทรวงพาณิชย์ โดยพูดสั้น ๆ ว่า “นี่ไง ชี้แจงอยู่เนี่ย” ก่อนเดินขึ้นห้องประชุมต่อ วิธีนี้แสดงถึงสไตล์ของท่านที่สงบเสงี่ยมและมั่นใจว่ารัฐบาลจะชี้แจงในสภา

การแถลงนโยบายครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของรัฐบาลอนุทิน ที่พรรคภูมิใจไทยนำสภาฯ มาจัดการได้อย่างลงตัว แม้จะมีคำถามค้างคาเรื่องปราบโกงที่เป็นปัญหาคงตัวของไทยมานาน ประชาชนหลายคนตั้งตารอมาตรการเด็ดขาด เช่น การปฏิรูประบบตรวจสอบ หรือใช้เทคโนโลยีป้องกันทุจริต ส่วนเรื่องแก้รธน. ก็เป็นหัวใจที่อาจนำไปสู่การเลือกตั้งที่โปร่งใสยิ่งขึ้น

จากมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่การขอเซ็นธรรมดา แต่เป็นสัญญาณของการรวมพลังเพื่อผลักดันนโยบายใหม่ ๆ ให้เกิดผลจริง รัฐบาลชุดนี้มีโจทย์หนักทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง แต่การเริ่มต้นด้วยภาพบวกแบบนี้ก็น่าจะช่วยสร้างแรงฮึดได้

คุณคิดอย่างไรกับการ แห่ขอลายเซ็นนายกฯ กลางสภาฯ และปมที่สื่อถาม? คอมเมนต์ด้านล่างแชร์ความเห็นกันเลย หรือติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวันเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – แห่ขอลายเซ็นนายกฯ กลางสภาฯ-“อนุทิน” เลี่ยงตอบสื่อไร้มาตรการปราบโกง-แก้รธน.

“สิริพงศ์” ซัด “พีระพันธุ์” เก่งแต่วิจารณ์ ผลงานอยู่ไหน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อก! วันนี้เรามาคุยกันแบบเป็นกันเองเรื่องดราม่าการเมืองร้อนๆ ล่าสุดที่กำลังเป็นกระแส นั่นคือ “สิริพงศ์” ซัด “พีระพันธุ์” เก่งแต่วิจารณ์ ผลงานอยู่ไหน ยันพาณิชย์แทรกแซงราคาน้ำมันไม่ได้ เรื่องนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันแพงที่คนไทยทุกคนกำลังปวดหัวกันถ้วนหน้า แล้วนักการเมืองสองท่านนี้ปะทะกันหนักแค่ไหน มาฟังกันเลยครับ

“สิริพงศ์” ซัด “พีระพันธุ์” เก่งแต่วิจารณ์ ผลงานอยู่ไหน ยันพาณิชย์แทรกแซงราคาน้ำมันไม่ได้

วันที่ 29 มีนาคม 2567 (ในเนื้อหา original เขียน 2569 คงพิมพ์ผิด) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ออกมาโต้กลับแบบแซ่บๆ ใส่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่วิจารณ์ว่านางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กำลังละเว้นหน้าที่ เพราะไม่เข้าไปแทรกแซงราคาน้ำมัน

นายสิริพงศ์บอกชัดเจนเลยครับ ว่ากระทรวงพาณิชย์ไม่มีอำนาจตามกฎหมายจะไปกำหนดหรือแทรกแซงราคาน้ำมันได้ ถ้าทำไปจะผิดกฎหมายซะเอง! อ้างอิงคำพิพากษาศาลปกครองชัดๆ คดีดำที่ 1872/2556 และคดีแดงที่ 1937/2561 ศาลยืนยันว่ากระทรวงพาณิชย์ ไม่มีอำนาจ กำหนดราคาน้ำมันเชื้อเพลิง

ทำไมกระทรวงพาณิชย์ถึงแทรกแซงราคาน้ำมันไม่ได้?

ย้อนประวัติศาสตร์หน่อยนะครับ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 รัฐบาลไทยยกเลิกการควบคุมราคาน้ำมัน ให้เป็นไปตามกลไกตลาดเสรี มีกระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกรมธุรกิจพลังงาน คณะกรรมการกำกับดูแลพลังงาน (กกพ.) และกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงคอยดูแลโดยตรง ส่วนคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) และกระทรวงพาณิชย์ มีหน้าที่แค่ตรวจสอบการแสดงราคาและป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่กำหนดราคาน้ำมัน

นอกจากศาลปกครองแล้ว ผู้ตรวจการแผ่นดินก็วินิจฉัยชัดว่าอำนาจกำกับดูแลราคาน้ำมันอยู่ที่ กระทรวงพลังงาน 100% ศาลปกครองสูงสุดยังยืนยันคำพิพากษาศาลปกครองกลางด้วย ดังนั้นถ้านายพีระพันธุ์แนะนำให้รัฐมนตรีพาณิชย์ทำตามนั้น ก็เท่ากับวางกับดักให้ผิดกฎหมายเลยครับ นายสิริพงศ์แซวด้วยว่านายพีระพันธุ์เป็นนักกฎหมาย จะไม่รู้ได้ไง หรือแค่อยากหาแสงสปอตไลต์แบบ 2-in-1?

  • คำพิพากษาศาลปกครองหลักๆ: คดีดำ 1872/2556 และคดีแดง 1937/2561 ยืนยันไม่มีอำนาจ
  • ผู้ตรวจการแผ่นดิน: อำนาจอยู่กระทรวงพลังงาน พาณิชย์แค่ตรวจราคา
  • โครงสร้างราคาน้ำมัน: ขึ้นกับราคานานาชาติ + ภาษี + กองทุนน้ำมัน

นายพีระพันธุ์เคยมีอำนาจเต็ม ทำไมไม่ทำ?

จุดแซ่บสุดที่นายสิริพงศ์ชี้ คือตอนนายพีระพันธุ์เคยเป็นรัฐมนตรี มีอำนาจดูแลโครงสร้างพลังงานมานาน เห็นราคาน้ำมันถูกแพงหมดแล้ว ทำไมไม่จัดการให้เสร็จสักที? มาวิจารณ์รัฐบาลรักษาการที่ยังไม่มีอำนาจเต็ม ครม.ใหม่ยังไม่มาเลย จะเก่งอะไรตอนนี้ล่ะ?

จริงๆ แล้วโครงสร้างราคาน้ำมันไทยซับซ้อนมากนะครับ ประกอบด้วยต้นทุนนำเข้า ภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิต ค่า refinery และกองทุนน้ำมันที่ช่วยอุดหนุน ประชาชนเห็นแค่ราคาปั๊ม แต่เบื้องหลังมีปัจจัยโลกอย่างสงครามยูเครน OPEC ลดผลิต ปรับตัวยากจริงๆ รัฐบาลปัจจุบันก็พยายามลดภาษี ปล่อยกองทุน แต่ก็มีขีดจำกัด

จากประเด็น “สิริพงศ์” ซัด “พีระพันธุ์” เก่งแต่วิจารณ์ ผลงานอยู่ไหน ยันพาณิชย์แทรกแซงราคาน้ำมันไม่ได้ ทำให้เห็นชัดว่าการเมืองไทยชอบจับผิดกัน แต่ขาดการเสนอทางออกจริงจัง ถ้าทุกพรรคช่วยกันผลักดันนโยบายพลังงานยั่งยืน เช่น ส่งเสริม EV ลดนำเข้าน้ำมัน คงดีกว่านี้

ส่วนตัวผมคิดว่าปัญหาคือระบบมากกว่านักการเมืองคนใดคนหนึ่ง ควรโฟกัสที่การปฏิรูประบบกองทุนน้ำมันและภาษีให้โปร่งใสมากขึ้น คุณล่ะคิดยังไงกับเรื่องนี้? ราคาน้ำมันแพงแบบนี้ รัฐควรทำอะไรเพิ่ม? คอมเมนต์แชร์ความเห็นด้านล่างเลยครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านต่อ จะได้เข้าใจประเด็นชัดเจนขึ้น!

ที่มา – “สิริพงศ์” ซัด “พีระพันธุ์” เก่งแต่วิจารณ์ ผลงานอยู่ไหน ยันพาณิชย์แทรกแซงราคาน้ำมันไม่ได้

ประวัติ “ศุภจี” ผู้ทำคะแนนนิยมภูมิใจไทยพุ่ง จ่อนั่งรองนายกฯ

ประวัติ “ศุภจี” ผู้ทำคะแนนนิยมภูมิใจไทยพุ่ง จ่อนั่งรองนายกฯ ควบ รมว.พาณิชย์ กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทย เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 รายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล หรือครม.อนุทิน 2 ได้รับการยืนยัน โดยพรรคภูมิใจไทยมอบเก้าอี้สำคัญให้กับเทคโนแครตชั้นนำ 3 คน ไม่ว่าจะเป็นนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ที่ยังคงนั่งรองนายกฯ และรมว.คลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ที่จะก้าวขึ้นนั่งรองนายกรัฐมนตรี พ่วงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

ประวัติ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ทำคะแนนนิยมภูมิใจไทยพุ่ง

ประวัติ “ศุภจี” ผู้ทำคะแนนนิยมภูมิใจไทยพุ่ง จ่อนั่งรองนายกฯ ควบ รมว.พาณิชย์

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ หรือชื่อเล่น “แต๋ม” เกิดวันที่ 15 เมษายน 2507 ปัจจุบันอายุ 61 ปี สมรสกับนายปรีธยุตม์ นิวาศะบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทไลฟ์สแปน แคร์ จำกัด มีบุตร 2 คน การศึกษาของเธอโดดเด่น จบมัธยมจากโรงเรียนเซนต์โยเซฟ บางนา จบปริญญาตรีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโทบริหารธุรกิจ (การเงินและการบัญชีต่างประเทศ) จากมหาวิทยาลัยนอร์ทรอป สหรัฐอเมริกา และกำลังศึกษาปริญญาเอกพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาสตินวัตกรรมและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ประวัติการทำงานในภาคเอกชนของศุภจี

เส้นทางอาชีพของนางศุภจีเริ่มจากกรรมการผู้จัดการ IBM (ประเทศไทย) ก้าวสู่รองประธานฝ่ายธุรกิจทั่วไป ดูแลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดีย จากนั้นเป็นผู้ช่วยผู้บริหารของประธาน IBM ที่นิวยอร์ก ซึ่งเป็นคนอาเซียนคนแรกในตำแหน่งนี้ ก่อนกลับมาดูแลบริการเทคโนโลยีระดับโลกประจำอาเซียน

ปี 2554 เข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารไทยคม พลิกบริษัทจากขาดทุนสะสมเป็นกำไร และฟื้นภาพลักษณ์ในเอเชีย ปี 2559 เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารนอกตระกูลผู้ก่อตั้งคนแรก ขับเคลื่อนโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค และดุสิต ฟู้ดส์ จนติดอันดับ Forbes’ 50 Over 50 Asia 2024 นอกจากนี้ยังเป็นกรรมการอิสระธนาคารกสิกรไทยและ SCG Packaging ก่อนลาออกในเดือนกันยายน 2568

เส้นทางการทำงาน ศุภจี สุธรรมพันธุ์

เส้นทางการเมืองและผลงานเด่น

นางศุภจีเข้าสู่วงการเมืองในครม.อนุทิน 1 เป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ ชี้แจงอภิปรายครั้งแรกได้赞赏จาก ส.ส.พรรคประชาชน ผลงานสำคัญคือ นโยบาย “ข้าวแลกอาวุธ” หรือ Barter Trade สมัยใหม่ เจรจาคู่ค้าซื้ออาวุธไทยต้องรับซื้อข้าวและมันสำปะหลัง 10-20% แก้ปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาด ภาพลักษณ์ดี พูดจาเป๊ะ ทำให้คะแนนนิยมพุ่ง นายอนุทินเสนอเป็นแคนดิเดตนายกฯ แต่เธอปฏิเสธ

เธอปฏิเสธฉายา “นางแบก” ในเวทีปราศรัยสวนลุมพินี 30 ม.ค. 2569 ว่า “ไม่ได้ทำเพื่อพรรคหรือนายกฯ แต่ทำเพื่อคนไทยทุกคน” ในครม.อนุทิน 2 เธอได้ตำแหน่งตามสัญญาเลือกตั้ง

  • จุดเด่น: ผู้บริหารหญิงเก่งจาก IBM สู่การเมือง
  • นโยบายหลัก: Barter Trade ข้าวแลกอาวุธ
  • บทบาทใหม่: รองนายกฯ ควบ รมว.พาณิชย์

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ในเวทีการเมือง

ประวัติ “ศุภจี” ผู้ทำคะแนนนิยมภูมิใจไทยพุ่ง จ่อนั่งรองนายกฯ ควบ รมว.พาณิชย์ แสดงให้เห็นถึงความสามารถของเทคโนแครตที่เข้ามาเสริมพลังการเมืองไทย นโยบายของเธอมีศักยภาพแก้ปัญหาเศรษฐกิจเกษตรได้จริง คุณคิดว่านโยบายข้าวแลกอาวุธจะสำเร็จหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตที่นี่!

ที่มา – ประวัติ “ศุภจี” ผู้ทำคะแนนนิยมภูมิใจไทยพุ่ง จ่อนั่งรองนายกฯ ควบ รมว.พาณิชย์

Scroll to top