รัฐมินนิโซตา

รัฐบาลทรัมป์ สั่งถอนเจ้าหน้าที่ ICE 700 นาย ออกจากรัฐมินนิโซตา

รัฐบาลทรัมป์ สั่งถอนเจ้าหน้าที่ ICE 700 นาย ออกจากรัฐมินนิโซตา หลังจากปฏิบัติการ “Operation Metro Surge” ในเมืองมินนีแอโพลิสประสบความสำเร็จอย่างมาก แม้จะเผชิญกระแสประท้วงรุนแรงที่จุดชนวนทั่วประเทศ การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดเรื่องนโยบายตรวจคนเข้าเมืองที่เข้มงวดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

รัฐบาลทรัมป์ สั่งถอนเจ้าหน้าที่ ICE 700 นาย ออกจากรัฐมินนิโซตา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ ได้สั่งถอนกำลังเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ICE) และหน่วยตระเวนชายแดนจำนวน 700 นายออกจากรัฐมินนิโซตาทันที โดยนายทอม โฮแมน ผู้ตรวจการชายแดน (Border Tsar) เป็นผู้แถลงข่าวเมื่อวันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ การถอนกำลังนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปรับลดกำลังพลให้เหลือเพียง 2,000 นาย และมีแผนลดลงอีกสู่ระดับก่อนเริ่มปฏิบัติการในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว

ปฏิบัติการ “Operation Metro Surge” ถูกส่งลงพื้นที่เมืองมินนีแอโพลิสเพื่อจัดการปัญหาอาชญากรรมและผู้อพยพผิดกฎหมาย ส่งผลให้เกิดเหตุการณ์รุนแรง รวมถึงการเสียชีวิตของพลเมืองสหรัฐฯ 2 ราย คือเรเน กูด และอเล็กซ์ เพรตติ ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางยิงเสียชีวิต สิ่งนี้จุดชนวนให้เกิดการประท้วงทั่วประเทศ แต่โฮแมนยืนยันว่าปฏิบัติการประสบความสำเร็จ โดยจับกุมผู้กระทำผิดจำนวนมาก

ผลการปฏิบัติการและสถิติการจับกุม

นายโฮแมนระบุว่าการถอนกำลังเกิดจากความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน ทำให้สามารถลดกำลังรัฐบาลกลางลงได้ประมาณ 1 ใน 3 นอกจากนี้ รัฐบาลยังเร่งติดตั้งกล้องบันทึกภาพติดตัว (body camera) ให้เจ้าหน้าที่ทุกคนในมินนีแอโพลิสเป็นลำดับแรก และขยายไปทั่วประเทศเพื่อเพิ่มความโปร่งใส

  • ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรม: 14 ราย
  • คดีทำร้ายร่างกาย: 139 ราย
  • ผู้กระทำความผิดทางเพศ: 87 ราย
  • สมาชิกแก๊งอาชญากรรม: 28 ราย

โฮแมนยอมรับว่าปฏิบัติการไม่สมบูรณ์แบบ แต่มีความคล่องตัวมากขึ้นด้วยสายบังคับบัญชาที่ชัดเจน เขาเข้ามาควบคุมตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมหลังเหตุยิงเพรตติ และปรับปรุงการทำงานให้มีเอกภาพมากกว่าเดิม แม้จะถูกฟ้องศาลหลายคดี แต่ผลลัพธ์ด้านการจับกุม “คนไม่ดี” ถือว่าสำคัญยิ่ง

บริบทนโยบายตรวจคนเข้าเมืองของทรัมป์

การตัดสินใจของ รัฐบาลทรัมป์ สั่งถอนเจ้าหน้าที่ ICE 700 นาย ออกจากรัฐมินนิโซตา สะท้อนถึงกลยุทธ์ที่ยืดหยุ่นในการบังคับใช้กฎหมายชายแดน โดยเน้นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกลาง ระดับรัฐ และท้องถิ่น นโยบายนี้เป็นส่วนหนึ่งของวาระทรัมป์ที่มุ่งกำจัดอาชญากรผู้อพยพผิดกฎหมาย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากฐานเสียงอนุรักษนิยม แต่ถูกวิจารณ์จากฝ่ายเสรีนิยมเรื่องสิทธิมนุษยชน

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การถอนกำลังครั้งนี้ไม่ใช่การยอมแพ้ต่อแรงกดดัน แต่เป็นการแสดงถึงประสิทธิภาพของปฏิบัติการที่สามารถลดขนาดกำลังพลได้โดยไม่ลดผลงาน ช่วยประหยัดงบประมาณและลดความขัดแย้งกับชุมชนท้องถิ่น นอกจากนี้ การติดตั้ง body camera จะช่วยลดข้อกล่าวหาเรื่องการใช้อำนาจเกินกว่าเหตุในอนาคต

อย่างไรก็ตาม กระแสประท้วงยังคงเป็นอุปสรรคต่อนโยบายตรวจคนเข้าเมืองที่เข้มข้น หากทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง คาดว่าปฏิบัติการคล้ายกันจะขยายไปยังเมืองใหญ่ๆ อื่นๆ ทั่วสหรัฐฯ

สรุปแล้ว การเคลื่อนไหวของรัฐบาลทรัมป์ครั้งนี้พิสูจน์ว่าการบังคับใช้กฎหมายชายแดนสามารถประสบความสำเร็จได้เมื่อมีความร่วมมือที่ดี คุณคิดอย่างไรกับนโยบายนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตเหตุการณ์ล่าสุด!

ที่มา – รัฐบาลทรัมป์ สั่งถอนเจ้าหน้าที่ ICE 700 นาย ออกจากรัฐมินนิโซตา

ทรัมป์ส่ง “ผู้ตรวจการชายแดน” คุม ICE ในมินนิโซตา

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่ง “ผู้ตรวจการชายแดน” ไปควบคุมปฏิบัติการของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ICE) ในรัฐมินนิโซตา หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ยิงประชาชนเสียชีวิต 2 ราย สร้างความไม่พอใจและการประท้วงอย่างรุนแรง

ทรัมป์ส่ง “ผู้ตรวจการชายแดน” คุม ICE ในมินนิโซตา

เมื่อวันจันทร์ที่ 26 มกราคม 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า เขาตัดสินใจส่ง “ผู้ตรวจการชายแดน” ทิม โฮแมน ไปยังรัฐมินนิโซตา และได้พูดคุยกับ ทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตาแล้ว หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ ICE สังหารประชาชนรายที่ 2 ในเมืองมินนิอาโพลิส

เมืองมินนิอาโพลิสตกอยู่ในสภาวะตึงเครียดจากการประท้วง หลังจากเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) ยิงนายอเล็กซ์ เพรตติ พยาบาลแผนกไอซียู เสียชีวิตเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากการสังหาร เรเน กูด คุณแม่ลูกสาม

“ผมกำลังส่ง ทอม โฮแมน ไปยังมินนิโซตาในคืนนี้ เขาไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่นั้นมาก่อน แต่เขารู้จักและชื่นชอบผู้คนที่นั่นหลายคน ทอมเป็นคนเด็ดขาดแต่ยุติธรรม และจะรายงานตรงต่อผม” ทรัมป์โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ของเขา

ทำเนียบขาวระบุว่า โฮแมน ซึ่งเป็นมือขวาของทรัมป์ด้านความมั่นคงชายแดน จะทำหน้าที่ “บริหารจัดการการปฏิบัติการของ ICE ในพื้นที่รัฐมินนิโซตา เพื่อเดินหน้าจับกุมอาชญากรต่างด้าวผิดกฎหมายที่เลวร้ายที่สุดต่อไป” การตัดสินใจครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณของการปรับเปลี่ยนแนวทาง เนื่องจากทรัมป์ต้องการเน้นการปฏิบัติการที่เจาะจงเป้าหมายมากกว่าการจู่โจมตรวจคนเข้าเมืองแบบฉับพลัน ซึ่งเป็นแนวทางที่ คริสตี โนเอม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสนับสนุน

ทำไมทรัมป์ต้องส่ง “ผู้ตรวจการชายแดน” ไปคุม ICE?

นายทรัมป์กล่าวว่า เขาได้พูดคุยกับ ทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา และเป็นการพูดคุยที่ดีมาก “อันที่จริง เราดูเหมือนจะมีคลื่นความถี่ที่ตรงกัน” ทรัมป์กล่าว พร้อมเสริมว่าวอลซ์เป็นฝ่ายโทรหาเขา “ด้วยคำร้องขอที่จะทำงานร่วมกัน”

“ผมบอกผู้ว่าฯ วอลซ์ว่า ผมจะให้ ทอม โฮแมน โทรหาเขา และสิ่งที่เรากำลังมองหาอยู่คืออาชญากรทุกคนที่พวกเขาควบคุมตัวไว้” ทรัมป์ระบุเพิ่มเติมในโพสต์บนโซเชียลมีเดีย

ในขณะเดียวกัน ความโกรธแค้นต่อการสังหารเพรตติวัย 37 ปี พุ่งสูงขึ้น ทำให้ประชาชนจำนวนมากออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องความเป็นธรรม แม้แต่สมาชิกวุฒิสภาหลายคนจากพรรครีพับลิกันของทรัมป์เองก็เรียกร้องให้มีการสืบสวนเหตุสังหารนี้อย่างละเอียด หลังคำพูดของฝ่ายรัฐบาลขัดแย้งกับภาพที่ปรากฏในคลิปวิดีโอขณะเกิดเหตุ

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ระบุว่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางยิงนายเพรตติเพื่อป้องกันตัว โดยอ้างว่า ผู้ต้องสงสัยที่มีอาวุธได้ขัดขืนการปลดอาวุธของเจ้าหน้าที่อย่างรุนแรง แต่ภาพที่ปรากฏกลับแสดงให้เห็นว่า นายเพรตติไม่ได้ขัดขืน

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างรัฐบาลกลางและประชาชนในประเด็นการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมือง นอกจากนี้ยังเป็นการทดสอบความสามารถของ “ผู้ตรวจการชายแดน” ที่ทรัมป์ส่งไปควบคุมสถานการณ์ว่าจะสามารถจัดการความขัดแย้งและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้หรือไม่

การตัดสินใจของทรัมป์ในการส่ง “ผู้ตรวจการชายแดน” ไปยังมินนิโซตา สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองอย่างเข้มงวด อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอดูว่ามาตรการนี้จะนำไปสู่ความสงบเรียบร้อยหรือจะยิ่งเพิ่มความขัดแย้งและความไม่พอใจให้กับประชาชน

ที่มา – ทรัมป์เผย คุยผู้ว่าฯ มินนิโซตาแล้ว ส่ง “ผู้ตรวจการชายแดน” ไปคุม ICE

ทรัมป์หั่นงบฯ บริการสังคม อ้างทุจริตจริงหรือ?

ทรัมป์หั่นงบฯ บริการสังคมกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ใน 5 รัฐเดโมแครต อ้างเหตุผลเรื่องการทุจริต เงินจำนวนมหาศาลนี้ถูกระงับการจ่ายเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการใช้เงินที่ไม่ถูกต้อง

ทรัมป์หั่นงบฯ บริการสังคม 5 รัฐเดโมแครต 1 หมื่นล้านดอลลาร์ อ้างทุจริต

รัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ตัดสินใจระงับงบประมาณจำนวนมากที่ตั้งใจไว้สำหรับโครงการบริการสังคมใน 5 รัฐที่บริหารงานโดยพรรคเดโมแครต การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นจากความกังวลเกี่ยวกับการใช้เงินอย่างไม่โปร่งใสและการทุจริตที่อาจเกิดขึ้น

เจ้าหน้าที่จากรัฐบาลสหรัฐฯ ได้เปิดเผยข้อมูลกับสำนักข่าวชื่อดังอย่าง นิวยอร์ก โพสต์ ว่าคณะทำงานของทรัมป์กำลังดำเนินการตัดลดงบประมาณสนับสนุนด้านบริการสังคมและการดูแลเด็ก ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ งบประมาณส่วนนี้เดิมทีถูกจัดสรรไว้ให้กับ 5 รัฐที่อยู่ภายใต้การบริหารของพรรคเดโมแครต โดยมีข้อกังวลว่าสวัสดิการเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้อย่างไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะการส่งต่อไปยังผู้ที่ไม่ได้ถือสัญชาติอเมริกัน

กระทรวงสาธารณสุขและบริการสังคม (HHS) จะเป็นหน่วยงานหลักในการอายัดงบประมาณดังกล่าว ซึ่งมาจากภาษีของประชาชน เงินเหล่านี้อยู่ในกองทุนพัฒนาการดูแลเด็ก (CCDF), โครงการช่วยเหลือชั่วคราวสำหรับครอบครัวที่ขัดสน (TANF) และโครงการเงินอุดหนุนบริการสังคม (Social Services Block Grant)

งบประมาณจากโครงการ TANF อย่างน้อย 7.35 พันล้านดอลลาร์ จะถูกระงับไม่ให้ส่งไปยังรัฐแคลิฟอร์เนีย, โคโลราโด, อิลลินอยส์, มินนิโซตา และนิวยอร์ก นอกจากนี้ ยังมีการตัดลดงบประมาณจากกองทุน CCDF จำนวนเกือบ 2.4 พันล้านดอลลาร์ และอีก 869 ล้านดอลลาร์จากโครงการเงินอุดหนุนบริการสังคม ซึ่งจะไม่ถูกส่งไปยังรัฐทั้ง 5 เช่นกัน

การสั่งระงับการจ่ายงบประมาณครั้งนี้จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการผ่านจดหมายที่ส่งถึงแต่ละรัฐในวันจันทร์ โดยอ้างถึงความกังวลว่าสวัสดิการเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้อย่างไม่โปร่งใส โดยเฉพาะการส่งต่อไปยังผู้ที่ไม่ได้ถือสัญชาติอเมริกัน

ทำไมถึงมีการ ทรัมป์หั่นงบฯ บริการสังคม

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัฐบาลทรัมป์ เกิดขึ้นหลังจากที่สำนักงานตรวจสอบของกระทรวงสาธารณสุขและบริการสังคม (HHS) ได้ตรวจพบเมื่อกว่า 6 ปีก่อนว่า นครนิวยอร์กได้เรียกเก็บเงินสำหรับเงินอุดหนุนการดูแลเด็กจากรัฐบาลกลางอย่างไม่ถูกต้อง เป็นจำนวนเงินกว่า 24.7 ล้านดอลลาร์

นิวยอร์ก โพสต์ รายงานก่อนหน้านี้ว่า เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา HHS เคยส่งจดหมายถึงผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา ทิม วอลซ์ และนายกเทศมนตรีเมืองมินนิแอโพลิส เจคอบ เฟรย์ เพื่อสอบถามว่าเงินภาษีจำนวนหลายพันล้านดอลลาร์ ได้ช่วยส่งเสริมการย้ายถิ่นฐานที่ผิดกฎหมาย และไหลบ่าเข้ามาเป็นจำนวนมากของผู้อพยพอย่างผิดกฎหมายหรือไม่

การสอบถามเหล่านั้นเกิดขึ้นจากการสืบสวนโดยกระทรวงการคลัง และคณะกรรมาธิการกำกับดูแลของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อตรวจสอบกรณีอื้อฉาวเรื่องการทุจริตที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรหลายแห่ง ที่มีความเชื่อมโยงกับชุมชนชาวโซมาลีในพื้นที่เมืองมินนีแอโพลิส และ เซนต์พอล หรือที่เรียกกันว่า “ทวินซิตี้” (Twin Cities)

จากข้อมูลของศูนย์วิจัยพิว (Pew Research Center) ระบุว่า ณ ปี 2566 มีผู้อพยพผิดกฎหมายประมาณ 130,000 คนอาศัยอยู่ในมินนิโซตา ซึ่งเพิ่มขึ้นประมาณ 40,000 คนจากปี 2019 และคิดเป็นประมาณ 2% ของประชากรในรัฐ ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่มินนิแอโพลิส-เซนต์พอล

อัยการรัฐบาลกลางได้ดำเนินคดีและลงโทษผู้กระทำผิดไปแล้วหลายสิบราย ที่เกี่ยวข้องกับเงินจำนวน 250 ล้านดอลลาร์ ที่ถูกขโมยไปโดยหนึ่งในองค์กรที่เชื่อมโยงกับชาวโซมาลีที่ชื่อ “Feeding Our Future” ซึ่งได้นำเงินที่ได้มาโดยมิชอบไปซื้อรถยนต์หรู และถือครองอสังหาริมทรัพย์

ขณะที่โจ ทอมป์สัน ผู้ช่วยอัยการสหรัฐฯ ประจำรัฐมินนิโซตา กล่าวหาในเวลาต่อมาว่า “ความรุนแรงของเรื่องนี้ไม่ถือว่าเกินจริงเลย และอ้างว่ากลุ่มมิจฉาชีพได้ยักยอกเงินไปมากถึง 9 พันล้านดอลลาร์แล้ว”

“สิ่งที่เราเห็นในมินนิโซตาไม่ใช่แค่กลุ่มคนไม่ดีไม่กี่คนที่ก่ออาชญากรรม แต่มันคือการทุจริตในระดับอุตสาหกรรมที่น่าตกใจมาก” ทอมป์สันบอกกับผู้สื่อข่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 18 ธ.ค.

นิก เชอร์ลีย์ ยูทูบเบอร์ชื่อดัง ได้เพิ่มแรงกดดันด้วยการลงพื้นที่ตรวจสอบศูนย์ดูแลเด็กประมาณ 10 แห่งในรัฐ ซึ่งได้รับเงินภาษีไปถึง 111 ล้านดอลลาร์ และรายงานของหนังสือพิมพ์ มินนิโซตา สตาร์ ทริบูน ในเวลาต่อมายืนยันว่า มีศูนย์เพียงไม่ถึงครึ่งจากจำนวนดังกล่าว ที่ดูเหมือนจะเปิดทำการจริง

วอลซ์ยอมรับถึงความกังวลเรื่องการทุจริตในการแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ ซึ่งเขาประกาศยุติการลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐเป็นสมัยที่สามอีกด้วย

“เราไม่สามารถดำเนินโครงการและบริการต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากเราไม่สามารถสร้างความไว้วางใจจากสาธารณชนได้” นายวอลซ์กล่าว ก่อนจะตอบโต้ประธานาธิบดีทรัมป์ว่า “เราจะชนะการต่อสู้กับพวกมิจฉาชีพ แต่เกมการเมืองที่เรากำลังเห็นจากฝั่งรีพับลิกันมีแต่จะทำให้การต่อสู้นั้นยากขึ้น”

ทางด้านทรัมป์ได้โต้กลับผ่านโพสต์บน Truth Social เมื่อวันจันทร์ว่า: “ผู้ว่าการรัฐที่ฉ้อฉลของมินนิโซตาอาจจะต้องออกจากตำแหน่งก่อนครบวาระ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เขาจะไม่ได้ลงสมัครอีกครั้งเพราะเขาถูกจับได้แบบ ‘คาหนังคาเขา’ พร้อมกับ อิลฮาน โอมาร์ และเพื่อนชาวโซมาลีคนอื่น ๆ ของเขา ว่าขโมยเงินภาษีหลายหมื่นล้านดอลลาร์”

“ผมมั่นใจว่าความจริงจะปรากฏ และมันจะเผยให้เห็นกลุ่ม ‘คนสอพลอ’ ที่ไร้ศีลธรรมและร่ำรวยอย่างยิ่ง” ประธานาธิบดีระบุทิ้งท้าย

ขณะที่นาง เคิร์สเตน จิลลิแบรนด์ สว.จากรัฐนิวยอร์กสังกัดพรรคเดโมแครต ออกมาตำหนิการดึงงบประมาณกลับคืนในครั้งนี้อย่างรุนแรงว่า “การใช้อำนาจของรัฐบาลเพื่อทำร้ายชาวอเมริกันที่ขัดสนที่สุดนั้นเป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรมและไม่สามารถยอมรับได้”

“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการทุจริต แต่เป็นเรื่องของการแก้แค้นทางการเมืองที่ลงโทษเด็กยากจนที่ต้องการความช่วยเหลือ ฉันขอเรียกร้องให้ประธานาธิบดีทรัมป์ยกเลิกการอายัดงบประมาณนี้ และหยุดการโจมตีเด็ก ๆ ของเราอย่างหน้าไม่อายเช่นนี้” นางจิลลิแบรนด์ระบุในแถลงการณ์

แม้ว่าการ ทรัมป์หั่นงบฯ บริการสังคม จะมีเหตุผลเบื้องหลัง แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณา

ที่มา – ทรัมป์หั่นงบฯ บริการสังคม 5 รัฐเดโมแครต 1 หมื่นล้านดอลลาร์ อ้างทุจริต

Scroll to top