รุทธพล เนาวรัตน์

รุทธพล ไม่ทราบปมยื่นขอพักโทษ ทักษิณ ต้องผ่าน 3 คกก.

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันหน่อยนะครับ เรื่องที่กำลังเป็นกระแสเดือด ๆ เลยก็คือ รุทธพล ไม่ทราบปมยื่นขอพักโทษ ทักษิณ นี่เอง พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์แบบชัดเจน ก่อนเข้าประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2567 ว่า ยังไม่ทราบเรื่องเลยสักนิด แม้ครอบครัวชินวัตรจะบอกว่าจะยื่นภายในเดือนนี้ก็ตาม

รุทธพล ไม่ทราบปมยื่นขอพักโทษ ทักษิณ

คุณ ๆ คงทราบกันดีว่าคุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กำลังอยู่ในเรือนจำจากคดีต่าง ๆ ที่ผ่านมา ล่าสุดมีข่าวว่าครอบครัวจะยื่นขอพักโทษ แต่ รุทธพล ไม่ทราบปมยื่นขอพักโทษ ทักษิณ ยังไม่มีข้อมูลมาถึงมือเลย ไม่ว่าจะเป็นจากเรือนจำ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ปลัดกระทรวง หรือตัว รมว. เอง รุทธพลย้ำชัดว่าต้องทำตามขั้นตอนกฎหมายเท่านั้น ไม่มีลัด!

ผู้สื่อข่าวถามต่อ รุทธพลก็ตอบตรง ๆ ว่า ยังไม่มีเรื่องเข้ามาเลยครับ ตอนนี้ทุกอย่างต้องผ่านกระบวนการที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในการบริหารงานยุติธรรม

ขั้นตอนยื่นขอพักโทษต้องผ่าน 3 คณะกรรมการ

มาดูกันครับว่าขั้นตอนการยื่นขอพักโทษเป็นยังไงบ้าง รุทธพลได้กำชับให้ทุกฝ่ายดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยต้องผ่าน 3 คณะกรรมการหลัก ดังนี้

  • คณะกรรมการเรือนจำ: เริ่มต้นที่ระดับเรือนจำก่อนเลยครับ ที่นี่จะพิจารณาพฤติกรรมผู้ต้องขัง สุขภาพ และคุณสมบัติเบื้องต้น เช่น ต้องรับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของโทษทั้งหมด
  • คณะกรรมการกรมราชทัณฑ์: หลังจากเรือนจำอนุมัติ ก็ส่งขึ้นมาที่กรมราชทัณฑ์ ซึ่งจะตรวจสอบเพิ่มเติมเรื่องเอกสารและหลักฐานต่าง ๆ ให้ครบถ้วน
  • คณะกรรมการกระทรวงยุติธรรม: สุดท้ายที่กระทรวงฯ ซึ่ง รุทธพล ในฐานะ รมว. จะกำกับดูแลให้ทุกอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

เห็นไหมครับว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ต้องผ่านหลายด่าน เพื่อให้มั่นใจว่าทุกการตัดสินใจเป็นไปตาม พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่มี favoritism แน่นอน

พื้นหลังคดีทักษิณและกระแสสังคม

ย้อนกลับไป คุณทักษิณถูกศาลพิพากษาคดีหมิ่นเบื้องสูงและอื่น ๆ รวมโทษกว่า 10 ปี ตั้งแต่กลับมาประเทศไทยเมื่อปีที่แล้ว หลังจากลี้ภัยนาน 17 ปี การยื่นพักโทษครั้งนี้จึงเป็นที่จับตาของสังคมไทยทั้งประเทศ บางคนเห็นด้วยว่าควรให้โอกาส บางคนก็กังวลเรื่องความเท่าเทียม

รุทธพลย้ำว่า ไม่ว่านายกฯ หรือบุคคลสำคัญแค่ไหน ก็ต้องทำตามกฎเดียวกันหมด ซึ่งเป็นสัญญาณดีว่ากระบวนการยุติธรรมไทยกำลังเดินหน้าไปในทิศทางที่โปร่งใสมากขึ้น

ความเห็นจากรุทธพล: กำชับทำตามกฎหมาย

ที่น่าสนใจคือ รุทธพลได้กำชับลูกน้องทุกคนให้ยึดกฎหมายเป็นหลัก ไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าครอบครัวชินวัตรจะยื่นเมื่อไหร่ ก็ต้องรอผลจาก 3 คกก. นี้ก่อน ถ้าคุณสมบัติครบ ก็ไปต่อได้ แต่ถ้าไม่ ก็ต้องยอมรับ

ในมุมมองของผมนะครับ เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันให้ความสำคัญกับหลักนิติธรรมจริง ๆ ไม่ใช่แค่พูดไปงั้น ๆ ถ้าทุกอย่างเรียบร้อย เราอาจได้เห็นพัฒนาการเพิ่มเติมในไม่ช้า

สุดท้ายแล้ว เราในฐานะประชาชนควรติดตามอย่างใกล้ชิด และแสดงความเห็นอย่างสร้างสรรค์ คุณคิดยังไงกับเรื่อง รุทธพล ไม่ทราบปมยื่นขอพักโทษ ทักษิณ นี้ล่ะครับ? คอมเมนต์มาบอกกันได้เลย หรือกดแชร์เพื่อให้เพื่อน ๆ ได้อ่านด้วยนะครับ ขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้!

ความเห็นส่วนตัว: การยึดกฎหมายคือกุญแจสู่สังคมที่ยุติธรรม ถ้าทำได้จริง จะช่วยลดข้อครหาได้เยอะเลยครับ

ที่มา – “รุทธพล” ไม่ทราบปมยื่นขอพักโทษ “ทักษิณ” เผยขั้นตอนต้องผ่าน 3 คกก. กำชับทำตามกฎหมาย

“หมอชลน่าน-เมีย” รวย 652 ล้าน แบรนด์เนมฉ่ำ

ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ได้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหลายราย ซึ่งสร้างความสนใจให้กับประชาชนอย่างมาก โดยเฉพาะ“หมอชลน่าน-เมีย” รวย 652 ล้าน แบรนด์เนมฉ่ำ ที่กลายเป็นหัวข้อฮอตฮิตในโซเชียลมีเดีย นอกจากนี้ยังมีทรัพย์สินของนักการเมืองคนอื่นๆ ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน เช่น พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์, นายอนุชา สะสมทรัพย์ และนายชลัฐ รัชกิจประการ ลูกชายของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ การเปิดเผยครั้งนี้ช่วยเพิ่มความโปร่งใสให้กับระบบการเมืองไทย โดยประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่าทรัพย์สินเหล่านี้มาจากไหนและเพิ่มขึ้นอย่างไร

“หมอชลน่าน-เมีย” รวย 652 ล้าน แบรนด์เนมฉ่ำ

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีต ส.ส.น่าน สังกัดพรรคเพื่อไทย พ้นจากตำแหน่งแล้ว มีการรายงานทรัพย์สินรวมทั้งสิ้น 652,594,793 บาท ซึ่งแบ่งเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของหมอชลน่าน 11,296,563 บาท และทรัพย์สินของน.ส.นวลสกุล บำรุงพงษ์ คู่สมรสถึง 641,298,230 บาท สิ่งที่น่าตื่นตาไม่ใช่แค่นับเงิน แต่เป็นรายการหรูหราอย่างคฤหาสน์ 3 ชั้นมูลค่า 354 ล้านบาท ที่ดิน 70 แปลงรวมกว่า 229 ล้านบาท และโรงเรือนสิ่งปลูกสร้าง 7 แห่งมูลค่า 372.6 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีทรัพย์สินอื่นๆ ที่สะสมความมั่งคั่ง เช่น เมฆสิทธิ์หลวงพ่อทับ วัดอนงค์ สีเขียวทอง และแหวนเพชรตาแมวโบราณสีมรกต ซึ่งได้มาเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2556 แต่ไม่สามารถประเมินมูลค่าได้

แบรนด์เนมสุดหรูในครอบครัวหมอชลน่าน

จุดเด่นที่ทำให้“หมอชลน่าน-เมีย” รวย 652 ล้าน แบรนด์เนมฉ่ำ กลายเป็นข่าวใหญ่ คือคอลเลกชันกระเป๋าและเครื่องประดับแบรนด์ดัง เช่น กระเป๋า Hermes และอุปกรณ์ตกแต่งรวม 25 ใบ มูลค่า 6,098,000 บาท กระเป๋า Chanel และอื่นๆ อีก 45 ใบ 5,970,000 บาท เครื่องประดับทองคำและเพชร 81 รายการ 5,912,889 บาท รองเท้าแบรนด์เนม 51 คู่ 710,000 บาท และผ้าซิ่นนางพญาคำเติม ซิ่นไหม 160 รายการ 750,000 บาท รายการเหล่านี้แสดงถึงไลฟ์สไตล์สุดหรูที่ไม่ธรรมดา

  • ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง: 70 แปลง 229,952,938 บาท
  • คฤหาสน์ 3 ชั้น: 354 ล้านบาท
  • กระเป๋า Hermes: 25 ใบ 6.098 ล้านบาท
  • กระเป๋า Chanel: 45 ใบ 5.97 ล้านบาท
  • ทองคำเพชร: 81 รายการ 5.912 ล้านบาท
  • รองเท้าแบรนด์เนม: 51 คู่ 0.71 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีรายการทรัพย์สินที่น่าสนใจอื่นๆ ที่ช่วยย้ำภาพลักษณ์ความมั่งคั่งของครอบครัวนี้

ทรัพย์สินนักการเมืองคนอื่นๆ ที่น่าจับตา

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เมื่อ 24 กันยายน 2568 มีทรัพย์สินรวม 37,657,248 บาท โดยไม่มีหนี้สิน แสดงถึงความมั่นคงทางการเงิน นายอนุชา สะสมทรัพย์ อดีต ส.ส.นครปฐม พรรคชาติไทยพัฒนา มีทรัพย์สินอู้ฟู่ถึง 478,398,518 บาท ส่วนนายชลัฐ รัชกิจประการ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ลูกชายของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ มีทรัพย์สิน 121,414,064 บาท ซึ่งถือว่าน่าประทับใจไม่แพ้กัน

การเปรียบเทียบทรัพย์สินเหล่านี้ช่วยให้เราเห็นภาพรวมของนักการเมืองไทยที่มาจากหลากหลายพื้นเพ บางคนสะสมจากธุรกิจ บางคนจากมรดก หรือรายได้ที่ถูกกฎหมาย การตรวจสอบทรัพย์สินจาก ป.ป.ช. เป็นเครื่องมือสำคัญที่ป้องกันการทุจริตและสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

จากข้อมูลทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ว่า“หมอชลน่าน-เมีย” รวย 652 ล้าน แบรนด์เนมฉ่ำ ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่สะท้อนถึงความสำเร็จในชีวิตที่ผ่านมา ในยุคที่ข้อมูลโปร่งใสแบบนี้ ประชาชนควรติดตามต่อเนื่องเพื่อให้การเมืองไทยสะอาดยิ่งขึ้น คุณคิดว่าทรัพย์สินเหล่านี้สมเหตุสมผลหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากคุณสนใจเรื่องทรัพย์สินนักการเมือง!

ที่มา – “หมอชลน่าน-เมีย” รวย 652 ล้าน แบรนด์เนมฉ่ำ-“ชลัฐ” ลูกชาย “พิพัฒน์” อู้ฟู่ 121 ล้าน

“รุทธพล” รับ สจ.เนย์ หนีออกนอกแล้ว อีกรายยังอุบ!

“รุทธพล” เผยความคืบหน้าล่าสุด คดี 2 สจ. พัวพันเว็บพนันออนไลน์ หนีออกนอกประเทศไปแล้ว! แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยชื่ออีกรายได้ เนื่องจากยังไม่มีหมายจับ ส่วนผู้สมัคร สส. อีก 10 ราย ยังอยู่ในกระบวนการสืบสวน ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างแน่นอน

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับกรณีการออกหมายจับนายปฐนัญ จันดอน สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ สจ.เนย์ และภรรยา ว่าจากการตรวจสอบพบว่าทั้งคู่ได้เดินทางออกนอกประเทศไปเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ ยังมี สจ. อีก 1 คน ที่ได้หลบหนีออกนอกประเทศไปแล้วเช่นกัน ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียด เพื่อดำเนินการหาหลักฐานเพิ่มเติม และจะขยายผลไปยังกลุ่มเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป

“รุทธพล” รับ สจ.เนย์ หนีออกนอกประเทศแล้ว อีกรายยังเปิดชื่อไม่ได้

สำหรับการดำเนินการกับบุคคลที่เกี่ยวข้องอีก 1 คน พลตำรวจโท รุทธพล กล่าวว่า ยังไม่สามารถเปิดเผยชื่อได้ในขณะนี้ และขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่ตอบคำถามว่าบุคคลดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองใดหรือไม่ เนื่องจากหากยังไม่สามารถขออนุมัติหมายจับได้ แม้ว่าจะมีหลักฐานอยู่ในมือ ก็ยังไม่สามารถเปิดเผยชื่อได้ เพราะอาจถูกฟ้องร้องดำเนินคดีได้ แต่ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่กำลังทำงานอย่างเต็มที่ในทุกวิถีทาง

ส่วนในกรณีที่เคยมีการกล่าวถึงว่ามีนักการเมือง 10 ราย ที่มีความเกี่ยวข้องกับคดีนี้ จะสามารถเปิดเผยรายชื่อได้หรือไม่นั้น พลตำรวจโท รุทธพล ระบุว่า เรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการสืบสวนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะมีการดำเนินการไปเรื่อยๆ พร้อมยกตัวอย่างกรณีที่เคยมีการตรวจค้นบ้านของ สจ. รายหนึ่งในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยมีหลักฐานเพียงพอสำหรับการขอหมายค้น แต่ยังไม่มีพยานหลักฐานที่เพียงพอต่อการจับกุม จึงไม่ได้มีการรายงานข่าวออกไป เนื่องจากต้องการให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และไม่อยากให้ถูกมองว่าเป็นเรื่องทางการเมือง สำหรับกรณีของสจ.เนย์นั้น ทางเจ้าหน้าที่ได้ขออนุมัติหมายจับถึงสองครั้ง แต่ศาลได้ให้ความเป็นธรรม โดยพิจารณาว่าในครั้งแรก หลักฐานยังไม่เพียงพอต่อการออกหมายจับ จึงมีการยกคำร้อง ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมได้ให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน

คดี สจ.เนย์ หนีออกนอกประเทศ: ความคืบหน้าล่าสุด

สรุปได้ว่า ขณะนี้ สจ.เนย์ ได้หนีออกนอกประเทศไปแล้ว และยังมี สจ. อีกรายที่อยู่ระหว่างการติดตามตัว ส่วนความคืบหน้าอื่นๆ ยังคงต้องรอการสืบสวนต่อไป

การที่ “รุทธพล” ออกมายืนยันว่า สจ.เนย์ หนีออกนอกประเทศแล้วนั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา อย่างไรก็ตาม การที่ยังไม่สามารถเปิดเผยชื่อ สจ. อีกรายได้ ก็เป็นสิ่งที่ต้องเข้าใจ เพราะการเปิดเผยข้อมูลโดยที่ยังไม่มีหมายจับ อาจส่งผลเสียต่อรูปคดีได้

สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ คือการให้เจ้าหน้าที่ได้ทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อรวบรวมหลักฐานและนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม

ที่มา – “รุทธพล” รับ สจ.เนย์ หนีออกนอกประเทศแล้ว อีกรายยังเปิดชื่อไม่ได้

ยังไม่พบนักการเมืองเอี่ยวเงินเทา เว็บพนัน สแกมเมอร์


การปราบปรามทุนสีเทาที่อาจให้การสนับสนุนนักการเมืองในช่วงเลือกตั้งเป็นเรื่องที่กระทรวงยุติธรรมและตำรวจไซเบอร์ให้ความสำคัญอย่างมาก ล่าสุดมีการยืนยันว่า ยังไม่พบนักการเมือง-ผู้สมัคร สส. เอี่ยวเว็บพนันออนไลน์ สแกมเมอร์ หรือเงินเทา แต่จะมีการตรวจสอบนักการเมืองจากทุกพรรคอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรม

เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 ณ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ได้มีการประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินที่ไม่ถูกต้องต่อนักการเมือง โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ และ ผบช.สอท. พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร เข้าร่วมการประชุม

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการติดตามผลการปฏิบัติงานต่างๆ ทั้งในคดีทั่วไปและคดีสำคัญ รวมถึงให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงใกล้การเลือกตั้ง ที่มีความกังวลเกี่ยวกับปัญหา สแกมเมอร์ การพนันออนไลน์ และเงินเทา ที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชน

ยังไม่พบนักการเมือง-ผู้สมัคร สส. เอี่ยวเว็บพนันออนไลน์ สแกมเมอร์ หรือเงินเทา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้กำชับให้ตำรวจไซเบอร์เฝ้าระวังและติดตามเรื่องเงินเทาอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้สมัคร สส. เข้าไปเกี่ยวข้องกับเงินที่ไม่ถูกต้อง เพราะผู้ที่ได้รับเลือกตั้งควรเป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์และสามารถบริหารประเทศได้อย่างโปร่งใส หากพบว่ามี สส. คนใดเข้าไปเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ สแกมเมอร์ หรือเงินเทา จะต้องรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบทันที

อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบัน ยังไม่พบนักการเมือง-ผู้สมัคร สส. เอี่ยวเว็บพนันออนไลน์ สแกมเมอร์ หรือเงินเทา แต่การตรวจสอบยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มงวด โดยจะไม่มีการเลือกปฏิบัติและตรวจสอบทุกพรรคการเมืองอย่างเท่าเทียมกัน หากประชาชนมีเบาะแสเกี่ยวกับการกระทำผิดของ สส. หรือพรรคการเมืองใด สามารถแจ้งไปยังตำรวจไซเบอร์ได้โดยตรง

เรื่องนี้ถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลชุดปัจจุบัน และมีการแต่งตั้งอนุกรรมการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน เพื่อประสานความร่วมมือกับตำรวจไซเบอร์ในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างจริงจัง

สถานการณ์สแกมเมอร์และการย้ายฐาน

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวถึงสถานการณ์สู้รบตามชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งกองทัพได้ทำลายฐานที่ตั้งของกลุ่มสแกมเมอร์ไปหลายแห่ง และตำรวจไซเบอร์ได้จัดเจ้าหน้าที่ไปประจำการตามชายแดนเพื่อตรวจสอบบุคคลที่เดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทย เพื่อป้องกันการกลับเข้ามาของกลุ่มสแกมเมอร์

เกี่ยวกับการย้ายฐานของกลุ่มสแกมเมอร์ พบว่าบางส่วนได้ย้ายกลับเข้ามาในประเทศไทย และบางส่วนได้ย้ายไปยังพื้นที่อื่นนอกเมืองปอยเปต ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบข้อมูลและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด กลุ่มสแกมเมอร์เหล่านี้มุ่งเน้นการหลอกลวงคนไทยเป็นหลัก ทำให้การประชาสัมพันธ์เพื่อเตือนภัยและการให้ความรู้แก่ประชาชนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

แม้จะมีการทำลายฐานที่ตั้งของกลุ่มสแกมเมอร์ แต่สถิติการหลอกลวงยังคงมีอยู่และมีแนวโน้มสูงขึ้น แม้ว่ามูลค่าความเสียหายโดยรวมจะลดลงบ้าง แต่การหลอกลงทุนยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่สร้างความเสียหายอย่างมาก

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวยังได้สอบถามถึงประเด็นคุกวีไอพี ซึ่ง พล.ต.ท.รุทธพล ได้ส่งข้อมูลไปยัง ป.ป.ช. แล้ว และกำลังดำเนินการตรวจสอบข้อร้องเรียนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างละเอียด

โดยสรุปแล้ว แม้ว่า ยังไม่พบนักการเมือง-ผู้สมัคร สส. เอี่ยวเว็บพนันออนไลน์ สแกมเมอร์ หรือเงินเทา แต่เจ้าหน้าที่ยังคงปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีทุกรูปแบบ และขอความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับการกระทำผิดต่างๆ

การร่วมมือกันของทุกภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากภัยคุกคามทางไซเบอร์

ที่มา – ยังไม่พบนักการเมือง-ผู้สมัคร สส. เอี่ยวเว็บพนันออนไลน์ สแกมเมอร์ หรือเงินเทา

รมว.ยุติธรรม สั่ง! “ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ” พ้นตำแหน่ง

ความคืบหน้าล่าสุด กรณีเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครเอื้อประโยชน์แก่ผู้ต้องขังชาวจีน ล่าสุด รมว.ยุติธรรม ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าของการดำเนินการทางวินัยต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยมีคำสั่งให้ “ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ” และเลขานุการ ออกจากราชการไว้ก่อน

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า ข้อมูลจากคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงมีความคืบหน้าอย่างมาก และเริ่มมีพยานหลักฐานที่ชัดเจน ซึ่งนำไปสู่การลงนามคำสั่งโดยปลัดกระทรวงยุติธรรมและอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ให้ “ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ” และเลขานุการ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานราชทัณฑ์ชำนาญงาน ออกจากราชการไว้ก่อน

รมว.ยุติธรรม สั่ง! “ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ” พ้นตำแหน่ง

พล.ต.ท.รุทธพล ย้ำว่า การดำเนินการในครั้งนี้เป็นไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ และมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กรโดยรวม ซึ่งกระทรวงยุติธรรมให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการจัดระเบียบและเร่งรัดการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา

ผลกระทบต่อภาพลักษณ์องค์กร และการเร่งรัดตรวจสอบ

การที่กระทรวงยุติธรรมตัดสินใจลงดาบอย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความโปร่งใส และความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม การดำเนินการกับ “ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ” และเลขานุการ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า จะไม่มีการละเว้นผู้กระทำผิด ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็ตาม

นอกจากนี้ การเร่งรัดการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่า กระทรวงยุติธรรมพร้อมที่จะแก้ไขปัญหา และป้องกันการเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ซ้ำอีกในอนาคต

ความสำคัญของการรักษากฎหมายและวินัย

กรณีนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้กับข้าราชการทุกคนว่า การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และถูกต้องตามกฎหมาย เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การกระทำที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ต้องขัง หรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จะต้องถูกลงโทษอย่างเด็ดขาด

กระทรวงยุติธรรมจึงขอให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ตั้งใจปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และพร้อมที่จะสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทุกคน เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมของไทยมีความโปร่งใส และเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชน

ผลกระทบต่อผู้ต้องขังชาวจีน

แม้ว่าการดำเนินการในครั้งนี้จะมุ่งเน้นไปที่การจัดการกับเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิด แต่ก็อาจมีผลกระทบต่อผู้ต้องขังชาวจีนที่ได้รับการเอื้อประโยชน์ด้วยเช่นกัน ซึ่งอาจมีการทบทวนสิทธิพิเศษที่เคยได้รับ และอาจถูกดำเนินคดีเพิ่มเติม หากพบว่ามีการกระทำผิดกฎหมาย

ดังนั้น การดำเนินการในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการลงโทษผู้กระทำผิดเท่านั้น แต่ยังเป็นการป้องกันไม่ให้มีการกระทำผิดในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของกระทรวงยุติธรรม และความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวม

การดำเนินการอย่างรวดเร็วและเด็ดขาดต่อกรณีเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เอื้อประโยชน์ผู้ต้องขังชาวจีน ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างความโปร่งใสและความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม และเป็นการยืนยันว่ากระทรวงยุติธรรมพร้อมที่จะดำเนินการกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง

ที่มา – รมว.ยุติธรรม เผย ลงดาบแล้ว “ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ-เลขานุการ” ให้ออกจากราชการไว้ก่อน

รมว.ยุติธรรม ตรวจ **ห้องดัดแปลงในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ**

พล.ต.ท.รุทธพล นำคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ลงพื้นที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตรวจสอบ “ห้องดัดแปลง” หลังพบการเอื้อประโยชน์แก่ผู้ต้องขังชาวจีน คดีดังกำลังเป็นที่จับตามองของสังคม

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เดินทางมายังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในช่วงเช้า เพื่อเข้าตรวจสอบพื้นที่จริงภายในเรือนจำ หลังจากเกิดกรณีการจู่โจมตรวจค้นเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายนที่ผ่านมา และพบพฤติการณ์ที่น่าสงสัย รวมถึงการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ต้องขังชาวจีนบางรายอย่างไม่ถูกต้อง

การเดินทางมาในครั้งนี้ ได้มีการประชุมร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ นายยุทธนา นาคเรืองศรี รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ตำรวจ สน.ประชาชื่น และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อหารือแนวทางการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด

ประเด็นสำคัญของการลงพื้นที่ในครั้งนี้คือ รัฐมนตรียุติธรรมได้เข้าไปตรวจสอบ “ห้องดัดแปลง” ที่ถูกกล่าวถึง ซึ่งเป็นห้องพักของเจ้าหน้าที่ผู้คุมในเขตราชทัณฑ์ ที่ถูกปรับปรุงให้มีสภาพคล้ายห้องรับรองแขกพิเศษ จุดเดียวกับที่มีการระบุว่ามีหญิงสาวชาวจีน 2 คน ได้รับอนุญาตให้ผ่านเข้าออกโดยเจ้าหน้าที่ เข้าไปยังพื้นที่หวงห้าม ซึ่งไม่ใช่ช่องทางสำหรับการเยี่ยมญาติทั่วไป การลงพื้นที่ในครั้งนี้มีคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเข้าร่วมตรวจสอบอย่างใกล้ชิดในทุกขั้นตอน

สำหรับแผนการตรวจสอบในวันนี้ จะมีการตรวจสอบลักษณะของพื้นที่จริงทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทางเดิน จุดผ่านเข้าออกต่างๆ รวมถึงตำแหน่งของกล้องวงจรปิดที่ก่อนหน้านี้พบว่าข้อมูลบางส่วนได้ถูกลบไป ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของการกู้คืนหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อยืนยันช่วงเวลาที่ผู้ต้องขังได้เดินเข้า–ออกพื้นที่ที่ไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงเส้นทางที่หญิงสาวทั้งสองใช้ในการเข้าไปภายในเรือนจำ

การตรวจสอบในวันนี้ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างยิ่ง ก่อนที่จะส่งข้อมูลทั้งหมดต่อไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อดำเนินการขยายผลการสอบสวนต่อไป พร้อมทั้งประสานงานกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินที่อาจมีความเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่ภายในเรือนจำ เบื้องต้นจากการตรวจสอบพบว่า เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในช่วงวันเกิดเหตุมีจำนวนประมาณ 6–7 คน ซึ่งทุกคนจะถูกตรวจสอบอย่างละเอียดเป็นรายบุคคล

การลงพื้นที่ตรวจสอบห้องดัดแปลงในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในวันนี้ คาดว่าจะนำไปสู่การเปิดเผยข้อเท็จจริงที่สำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างของห้องดัดแปลง พฤติการณ์ที่เกิดขึ้นจริง และเส้นทางความเชื่อมโยงของบุคคลที่มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น

รมว.ยุติธรรม รุดตรวจห้องดัดแปลงในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

ทำไมต้องตรวจสอบห้องดัดแปลงในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ?

การตรวจสอบห้องดัดแปลงในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ อย่างละเอียดครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความโปร่งใสและความยุติธรรมในระบบราชทัณฑ์ของประเทศไทย การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมลงพื้นที่ด้วยตนเอง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบภายในเรือนจำ การเปิดเผยความจริงและนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย จะเป็นบทเรียนสำคัญและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

  • การตรวจสอบโครงสร้างห้องดัดแปลง
  • การตรวจสอบเส้นทางการเงิน
  • การตรวจสอบพฤติกรรมเจ้าหน้าที่

การตรวจสอบในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การค้นหาข้อเท็จจริง แต่เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าการทุจริตในระบบราชทัณฑ์จะไม่ได้รับการยอมรับ และจะมีการดำเนินการอย่างเด็ดขาดเพื่อรักษาความเป็นธรรมและศักดิ์ศรีของกระบวนการยุติธรรม

การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อการปฏิรูปราชทัณฑ์ในระยะยาว การสร้างระบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีการลงโทษผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง จะช่วยป้องกันการเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ซ้ำอีก และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าระบบยุติธรรมของไทยมีความเข้มแข็งและพร้อมที่จะปกป้องสิทธิของทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

เรื่องนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบภายในและการเปิดเผยข้อมูล (Whistleblowing) การที่ข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตในเรือนจำถูกเปิดเผยออกมาได้ แสดงให้เห็นว่ากลไกการตรวจสอบภายในเริ่มทำงาน และมีการกล้าที่จะเปิดเผยความจริง แม้ว่าจะมีความเสี่ยงก็ตาม การสร้างวัฒนธรรมของการตรวจสอบและการเปิดเผยข้อมูล จะเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญในการป้องกันการทุจริตในทุกองค์กร

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าในการตรวจสอบกรณีห้องดัดแปลงในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ประชาชนทุกคนควรให้ความสนใจ เพราะมันเกี่ยวข้องกับความเป็นธรรม ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือของระบบยุติธรรมของประเทศเรา

ที่มา – รมว.ยุติธรรม รุดตรวจห้องดัดแปลงในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

Scroll to top