ลาออกจากตําแหน่ง

ทรัมป์คอนเฟิร์ม เคียร์ สตาร์เมอร์ จ่อลาออกจากตำแหน่งนายกฯ อังกฤษ

เป็นประเด็นร้อนที่โลกกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ระบุว่า ทรัมป์คอนเฟิร์ม เคียร์ สตาร์เมอร์ จ่อลาออกจากตำแหน่งนายกฯ อังกฤษ โดยวิจารณ์ถึงความล้มเหลวในนโยบายสำคัญหลายด้าน ส่งผลให้เก้าอี้นายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักรสั่นคลอนอย่างหนักในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทรัมป์คอนเฟิร์ม เคียร์ สตาร์เมอร์ จ่อลาออกจากตำแหน่งนายกฯ อังกฤษ

การแสดงความคิดเห็นของผู้นำสหรัฐฯ ในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลสะท้อนมาจากสถานการณ์จริงในพรรครัฐบาลของอังกฤษ โดยเฉพาะเรื่องการจัดการปัญหาผู้อพยพและนโยบายพลังงาน ซึ่งทรัมป์ชี้ว่าเป็นจุดที่ เคียร์ สตาร์เมอร์ สอบตกอย่างรุนแรง นอกจากเสียงวิจารณ์จากคนนอกแล้ว ภายในพรรคแรงงานเองก็กำลังเผชิญกับคลื่นลมแรงจัดจากการสูญเสียความนิยมและความศรัทธา

ชนวนเหตุความขัดแย้ง: เมื่ออำนาจเริ่มสั่นคลอน

นอกจากแรงกดดันภายนอก ข่าวที่ว่า ทรัมป์คอนเฟิร์ม เคียร์ สตาร์เมอร์ จ่อลาออกจากตำแหน่งนายกฯ อังกฤษ ยังสอดคล้องกับรายงานจากหลายสำนักข่าวในอังกฤษที่ระบุว่า มีสมาชิกรัฐสภา (สส.) พรรคแรงงานมากกว่า 100 คน ออกมาเรียกร้องให้เขาวางมือ โดยมีชนวนเหตุสำคัญคือการที่ แอนดี เบิร์นแฮม อดีตนายกเทศมนตรีเมืองแมนเชสเตอร์ สามารถคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งซ่อม ทำให้เขามีคุณสมบัติพร้อมที่จะขึ้นมาท้าชิงตำแหน่งผู้นำพรรคได้ตามกฎหมาย

  • สส. พรรคแรงงานกว่า 1 ใน 4 เรียกร้องให้สตาร์เมอร์ลาออก
  • รัฐมนตรีระดับสูง 5 ท่าน ส่งสัญญาณเตือนให้วางกำหนดการลงจากตำแหน่ง
  • คู่แข่งทางการเมืองอย่าง แอนดี เบิร์นแฮม มีคะแนนนิยมพุ่งสูงขึ้น

สถานการณ์ในขณะนี้เปรียบเสมือนจุดแตกหัก เมื่อเพื่อนร่วมงานและรัฐมนตรีคนสนิทเริ่มออกมาแนะนำให้ผู้นำรัฐบาลเลือกทางถอยอย่างสง่างาม แทนที่จะต้องเผชิญหน้ากับการโหวตไม่ไว้วางใจหรือแพ้ในการท้าชิงอำนาจ ซึ่งหาก เคียร์ สตาร์เมอร์ ยังคงดันทุรังต่อไป อาจส่งผลให้พรรคแรงงานต้องเผชิญกับวิกฤตความศรัทธาที่กู้กลับคืนมาได้ยากยิ่งกว่าเดิม

ในฐานะนักสังเกตการณ์การเมืองระหว่างประเทศ เราคงต้องจับตาดูต่อไปว่า คำทำนายของทรัมป์จะแม่นยำเพียงใด และอนาคตของรัฐบาลอังกฤษภายใต้แรงกดดันมหาศาลนี้จะลงเอยอย่างไร การตัดสินใจของสตาร์เมอร์ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าจะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าเขาจะเลือกรักษาหน้าตาทางการเมืองหรือจะยอมถอยเพื่อให้พรรคเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งถือเป็นบทเรียนราคาแพงของการบริหารประเทศในยุคที่ความนิยมเปราะบางกว่าที่เคย

ที่มา – ทรัมป์คอนเฟิร์ม เคียร์ สตาร์เมอร์ จ่อลาออกจากตำแหน่งนายกฯ อังกฤษ

นายกฯ ลัตเวียลาออก หลังปลด รมว.กลาโหม ปมโดรนยูเครน

นายกฯ ลัตเวียลาออก หลังปลด รมว.กลาโหม ปมโดรนยูเครนลามการเมือง สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองยุโรปตะวันออก เมื่อเอวิกา ซิลิญา นายกรัฐมนตรีหญิงของลัตเวีย ประกาศลาออกจากตำแหน่งท่ามกลางวิกฤตที่ปะทุขึ้นอย่างรวดเร็ว สาเหตุหลักมาจากเหตุการณ์โดรนของยูเครนที่หลงทางเข้ามาในน่านฟ้าลัตเวีย ส่งผลให้เกิดความเสียหายและดราม่าทางการเมืองครั้งใหญ่

นายกฯ ลัตเวียลาออก หลังปลด รมว.กลาโหม ปมโดรนยูเครนลามการเมือง

เหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มต้นเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2567 ซึ่งเป็นปีที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดจากสงครามยูเครน-รัสเซีย โดรน 3 ลำที่เชื่อว่าเป็นของยูเครนและมุ่งเป้าโจมตีรัสเซีย เกิดหลงทิศทางเนื่องจากสัญญาณรบกวน เข้ามารุกล้ำน่านฟ้าลัตเวียประเทศสมาชิกนาโต้ทางทะเลบอลติก โดรนลำหนึ่งตกลงบนพื้นดิน ลำที่สองพุ่งชนแท็งก์น้ำมันที่ว่างเปล่าใกล้เมืองเรเซกเน ทำให้เกิดเพลิงไหม้เล็กน้อยแต่ไม่มีผู้บาดเจ็บ ส่วนลำที่สามบินออกจากน่านฟ้าไปได้

ชาวบ้านในพื้นที่วิจารณ์หนักว่ารัฐบาลตอบสนองช้า การแจ้งเตือนทางโทรศัพท์ล่าช้ากว่าหนึ่งชั่วโมง สร้างความไม่พอใจอย่างกว้างขวาง นายกฯ ซิลิญาจึงสั่งปลดนายแอนดริส สพรูดส์ รัฐมนตรีกลาโหมทันที หลังวิจารณ์การทำงานของเขาว่าล้มเหลว แม้ลัตเวียจะใช้งบกลาโหมสูงถึง 5% ของ GDP ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานนาโต้ แต่ผลลัพธ์ไม่เป็นที่น่าพอใจ

สาเหตุที่ทำให้นายกฯ ลัตเวียลาออก

การปลด รมว.กลาโหมกลายเป็นฟางเส้นสุดท้าย พรรค Progressives ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลของสพรูดส์ ประกาศถอนตัวทันที ส่งผลให้รัฐบาลผสมล่มสลาย เพียงไม่กี่เดือนก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนตุลาคม ซิลิญาแถลงเมื่อ 14 พฤษภาคม 2567 ว่า “มีบางอย่างผิดพลาด เราไม่สามารถยอมให้เกิดซ้ำได้” และประกาศลาออก แต่ยืนยันว่าจะไม่ยอมแพ้ต่อไป

ลัตเวียในฐานะชาติบอลติกที่มีพรมแดนติดรัสเซียและเบลารุส ตั้งอยู่ใกล้แนวรบยูเครนมากที่สุด เหตุการณ์โดรนนี้ไม่ใช่ครั้งแรก นับแต่ต้นปีเกิดมาแล้ว 2 ครั้ง ทั้งลัตเวียและยูเครนยอมรับว่าเป็นอุบัติเหตุ แต่สร้างความหวาดกลัวให้ประชาชนและทดสอบระบบป้องกันของนาโต้

  • โดรนยูเครนหลงทางจากสัญญาณรบกวนของรัสเซีย
  • ชนแท็งก์น้ำมันใกล้เรเซกเน สร้างความเสียหาย
  • การตอบสนองของกองทัพล่าช้า ชาวบ้านไม่พอใจ
  • นำไปสู่การปลด รมว.กลาโหมและวิกฤตรัฐบาล

ผลกระทบต่อการเมืองลัตเวียและนาโต้

วิกฤตนี้เผยให้เห็นความเปราะบางของรัฐบาลผสมในลัตเวียที่ปกครองมานานหลายปี นายกฯ ซิลิญาจากพรรค New Unity ต้องเผชิญแรงกดดันจากทั้งฝ่ายค้านและพันธมิตร สงครามยูเครนทำให้ประเทศบอลติกลงทุนกลาโหมมหาศาล ลัตเวียสั่งซื้อขีปนาวุธและระบบป้องกันอากาศยานจากสหรัฐฯ เพิ่ม แต่เหตุการณ์นี้ชี้ว่ายังมีช่องโหว่

ในระดับนานาชาติ สหรัฐฯ และนาโต้สนับสนุนลัตเวียเต็มที่ โดยส่งทหารมาประจำการเพื่อป้องกันการรุกรานจากรัสเซีย เหตุโดรนยูเครนอาจเป็นสัญญาณว่ารบจะลุกลามมาถึงบอลติก สร้างความกังวลให้ชาติยุโรปทั้งทวีป

นอกจากนี้ ลัตเวียยังเผชิญปัญหาภายใน เช่น การจัดการกับชาวรัสเซียในประเทศที่ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคาม และเศรษฐกิจที่กระทบจากสงครามพลังงาน การลาออกของนายกฯ อาจนำไปสู่การเลือกตั้งล่วงหน้า ส่งผลต่อนโยบายสนับสนุนยูเครน

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า นายกฯ ลัตเวียลาออก หลังปลด รมว.กลาโหม ปมโดรนยูเครนลามการเมือง เป็นตัวอย่างของการที่ปัญหาความมั่นคงกลายเป็นชนวนทางการเมือง โดยเฉพาะในชาติเล็กที่ใกล้แนวหน้า สะท้อนความท้าทายของนาโต้ในการรับมือสงครามไฮบริด

สุดท้าย เหตุการณ์นี้เตือนใจว่าสงครามยูเครนไม่ได้จำกัดแค่ยูเครนและรัสเซีย แต่ลุกลาม影響เพื่อนบ้านทั้งหมด ชาวลัตเวียหวังว่ารัฐบาลใหม่จะเสริมระบบป้องกันให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศและการเมืองโลก ติดตามเราต่อเพื่ออัปเดตล่าสุด และแสดงความเห็นของคุณในคอมเมนต์ว่าคุณคิดอย่างไรกับวิกฤตนี้

ที่มา – นายกฯ ลัตเวียลาออก หลังปลด รมว.กลาโหม ปมโดรนยูเครนลามการเมือง

“ราเชน” ลาออกกรมฝนหลวง ลั่น “ผมผิดอะไร”

เหตุการณ์ล่าสุดที่สร้างความสนใจในแวดวงราชการและเกษตรกรชาวไทย เมื่อ “ราเชน” ยื่นขอลาออกจากอธิบดีกรมฝนหลวงหลังถูกสั่งย้าย ลั่น “ผมผิดอะไร” ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงเบื้องหลังการเคลื่อนไหวครั้งนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตรซึ่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกรแก้ปัญหาภัยแล้ง กลับกลายเป็นประเด็นร้อนจากดราม่าภายใน

“ราเชน” ยื่นขอลาออกจากอธิบดีกรมฝนหลวงหลังถูกสั่งย้าย ลั่น “ผมผิดอะไร”

วันที่ 29 เมษายน 2567 เวลาประมาณ 13.50 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการ หลังจากได้รับคำสั่งย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง ซึ่งถือเป็นการ “เด้งเข้ากรุ” ก่อนเกษียณอายุราชการเพียง 5 เดือนเท่านั้น ในคำเปิดใจของนายราเชน เขาได้ตั้งคำถามตรงๆ ว่า “ผมผิดอะไรถึงย้ายผม” พร้อมแฉประเด็นน่าสนใจว่ามีบุคคลปริศนาเข้ามาติดต่อขอโควตางานทำฝนหลวงหลายครั้ง โดยอ้างความสัมพันธ์กับบุคคลระดับสูง และยังมีการเรียกตัวไปพูดคุยเรื่องงบประมาณปี 2570 อีกด้วย นายราเชนทิ้งท้ายว่า “ให้ไปตรวจสอบกันเองว่าจริงหรือไม่” ซึ่งน่าจะจุดประกายให้เกิดการสืบสวนเพิ่มเติม

พื้นหลังของกรมฝนหลวงและบทบาทอธิบดีราเชน

กรมฝนหลวงและการบินเกษตรก่อตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการโครงการทำฝนหลวง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีช่วยเพิ่มปริมาณฝนให้กับพื้นที่เกษตรกรรม โดยใช้เครื่องบินโปรยสารเคมีกระตุ้นเมฆ ช่วยบรรเทาภัยแล้งและภัยแล้งไฟป่า ภายใต้การนำของนายราเชนในช่วงที่ผ่านมา กรมฯ ได้ขยายการปฏิบัติการไปยังหลายจังหวัด โดยเฉพาะภาคอีสานและภาคเหนือที่มักเผชิญปัญหาน้ำแล้ง นายราเชนซึ่งมีประสบการณ์ยาวนานในวงการเกษตร ได้รับการแต่งตั้งเป็นอธิบดีเมื่อไม่กี่ปีก่อน และผลงานเด่นคือการพัฒนาระบบการบินเกษตรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

สาเหตุที่อาจนำไปสู่การลาออก

จากข้อมูลที่นายราเชนเปิดเผย สาเหตุหลักน่าจะมาจากแรงกดดันภายนอก โดยเฉพาะการขอโควตางานจากบุคคลภายนอกที่อาจเชื่อมโยงกับนักการเมืองหรือผู้มีอิทธิพล นอกจากนี้ ยังมีประเด็นงบประมาณปี 2570 ที่ถูกเรียกไปหารือ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการจัดสรรทรัพยากรของกรม การย้ายตำแหน่งก่อนเกษียณแบบนี้ มักถูกมองว่าเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อเคลียร์ทางให้บุคคลใหม่

  • ถูกสั่งย้ายไปผู้ตรวจราชการกระทรวง
  • เหลือเวลาก่อนเกษียณเพียง 5 เดือน
  • มีบุคคลปริศนาขอโควตางานทำฝนหลวง
  • ถูกเรียกคุยงบประมาณปี 2570
  • ยื่นลาออกทันทีหลังคำสั่งย้าย

ประเด็นเหล่านี้ทำให้เกิดคำถามถึงความโปร่งใสในการบริหารงานราชการ โดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรน้ำซึ่งเป็นหัวใจของภาคเกษตร

ปฏิกิริยาจากสังคมและเกษตรกร

ข่าว “ราเชน” ยื่นขอลาออกจากอธิบดีกรมฝนหลวงหลังถูกสั่งย้าย ลั่น “ผมผิดอะไร” แพร่กระจายอย่างรวดเร็วบนโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะเพจข่าวเกษตรอย่าง “อีเสี้ยม ขยี้เกษตร” ที่นำเสนอภาพและรายละเอียด เกษตรกรหลายคนแสดงความเสียใจ เพราะเชื่อมั่นในผลงานของนายราเชน ขณะที่นักวิจารณ์การเมืองมองว่านี่เป็นตัวอย่างของการแทรกแซงจากภายนอก ในช่วงฤดูแล้งปีนี้ การทำฝนหลวงมีความสำคัญยิ่งต่อผลผลิตข้าวและพืชผลอื่นๆ หากเกิดช่องว่างในการบริหาร อาจกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังมีกระแสเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเรื่องโควตางานและงบประมาณ เพื่อความโปร่งใส บางคนเปรียบเทียบกับกรณีคล้ายๆ กันในอดีตที่อธิบดีหลายคนถูกย้ายก่อนเกษียณแบบกะทันหัน

จากมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้สะท้อนปัญหาเชิงระบบในการเมืองไทยที่มักมีอิทธิพลต่อราชการ โดยเฉพาะหน่วยงานที่ควบคุมทรัพยากรสำคัญอย่างน้ำและอากาศ การลาออกของนายราเชนอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูป หากมีการตรวจสอบอย่างจริงจัง คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อติดตามพัฒนาการข่าว “ราเชน” ยื่นขอลาออกจากอธิบดีกรมฝนหลวงหลังถูกสั่งย้าย ลั่น “ผมผิดอะไร” ต่อไป

ขอบคุณภาพจาก: เพจอีเสี้ยม ขยี้เกษตร

ที่มา – “ราเชน” ยื่นขอลาออกจากอธิบดีกรมฝนหลวงหลังถูกสั่งย้าย ลั่น “ผมผิดอะไร”

ขอลาออก ผอ.ศูนย์ต้านก่อการร้ายสหรัฐฯ ไม่สนับสนุนสงครามอิหร่าน

ขอลาออก ผอ.ศูนย์ต้านก่อการร้ายสหรัฐฯ ไม่สนับสนุนสงครามอิหร่าน เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการการเมืองและความมั่นคงของสหรัฐอเมริกาในช่วงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กำลังร้อนระอุ

ขอลาออก ผอ.ศูนย์ต้านก่อการร้ายสหรัฐฯ ไม่สนับสนุนสงครามอิหร่าน

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 หรือตามปฏิทินสหรัฐฯ นายโจ เคนท์ ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับการเสนอชื่อโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศขอลาออกจากตำแหน่งผ่านโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการ เหตุผลหลักคือเขาไม่สามารถสนับสนุนการทำสงครามกับอิหร่านได้ ด้วยความเชื่อมั่นว่ามันไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง

ในจดหมายลาออกที่ส่งตรงถึงทรัมป์ นายเคนท์ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า “อิหร่านไม่ได้เป็นภัยคุกคามที่รุนแรงและเร่งด่วนต่อชาติอเมริกัน” และย้ำว่าสงครามครั้งนี้ถูกจุดชนวนจากแรงกดดันของอิสราเอลและกลุ่มล็อบบี้ที่ทรงอิทธิพลในวอชิงตัน

ประวัติและเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจขอลาออก

นายโจ เคนท์ไม่ใช่คนธรรมดา เขาเป็นทหารผ่านศึกที่เคยรบมาแล้ว 11 ครั้ง และยังเป็นสามีที่สูญเสียภรรยาในสงครามที่เกี่ยวข้องกับอิสราเอล ทำให้เขาเข้าใจดีถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้น เขาเคยสนับสนุนนโยบายหาเสียงของทรัมป์ในปี 2559, 2563 และ 2567 ซึ่งเน้นหลีกเลี่ยงสงครามในตะวันออกกลาง แต่จนถึงมิถุนายน 2568 ทรัมป์ยังยึดมั่นว่าสงครามในภูมิภาคนี้เป็น “กับดัก” ที่พรากชีวิตชาวอเมริกัน

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์พลิกผันเมื่อสหรัฐฯ เข้าสู่สงคราม 12 วันระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน โดยใช้ระเบิดบังเกอร์บัสเตอร์โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ใต้ดินของอิหร่าน 3 แห่ง ทรัมป์อ้างว่าเพื่อกำจัดภัยนิวเคลียร์ แต่เคนท์มองว่าไม่คุ้มค่า

  • อิหร่านไม่ใช่ภัยคุกคามเร่งด่วน
  • สงครามถูกกดดันจากอิสราเอลและล็อบบี้
  • สูญเสียชีวิตชาวอเมริกันโดยไม่จำเป็น
  • ขัดกับนโยบาย “อเมริกาฟื้นตัวก่อน” ของทรัมป์

ผลกระทบต่อนโยบายความมั่นคงสหรัฐฯ

การขอลาออกของเคนท์ ซึ่งได้รับการรับรองจากวุฒิสภาในเดือนกรกฎาคม 2568 สะท้อนรอยร้าวภายในรัฐบาลทรัมป์ โดยเฉพาะในหน่วยงานสำคัญอย่างศูนย์ต่อต้านก่อการร้าย มันอาจนำไปสู่การถกเถียงในสภาคองเกรสเกี่ยวกับการแทรกแซงทางทหาร และทำให้พันธมิตรอย่างอิสราเอลไม่พอใจ

นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสี่ยงของสงครามที่ไม่มีวันจบในตะวันออกกลาง ซึ่งเคยทำให้สหรัฐฯ เสียค่าใช้จ่ายมหาศาลและชีวิตนับหมื่นในอิรักและอัฟกานิสถาน ชาวอเมริกันจำนวนมากเริ่มตั้งคำถาม: เราจะส่งลูกหลานไปตายเพื่อผลประโยชน์ของชาติอื่นอีกหรือ?

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การตัดสินใจของเคนท์แสดงให้เห็นถึงจริยธรรมของผู้นำที่กล้าพูดกล้าทำ แม้จะเสียตำแหน่งก็ตาม มันอาจจุดประกายให้เจ้าหน้าที่อื่นๆ กล้าสวนกระแสมากขึ้น

สุดท้ายแล้ว เหตุการณ์ ขอลาออก ผอ.ศูนย์ต้านก่อการร้ายสหรัฐฯ ไม่สนับสนุนสงครามอิหร่าน นี้ชวนให้คิดถึงอนาคตของนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองติดตามเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด และแบ่งปันความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – ขอลาออก ผอ.ศูนย์ต้านก่อการร้ายสหรัฐฯ ไม่สนับสนุนสงครามอิหร่าน

Scroll to top