ลูกช้างป่าพลัดหลง

สุดเศร้า จิ๋วไทรโยค ลูกช้างป่าพลัดหลง จากไปอย่างสงบแล้ว

สุดเศร้า จิ๋วไทรโยค ลูกช้างป่าพลัดหลง จากไปอย่างสงบแล้ว

ถือเป็นข่าวที่สร้างความเสียใจให้กับคนรักสัตว์และเจ้าหน้าที่เป็นอย่างมาก เมื่อกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ออกมาแจ้งข่าวเศร้าเกี่ยวกับ จิ๋วไทรโยค ลูกช้างป่าพลัดหลงตัวน้อยที่ทุกคนพยายามช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถ โดยน้องได้จากไปอย่างสงบแล้วจากสภาวะไตวายเฉียบพลัน เมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา

เรื่องราวการต่อสู้ของ จิ๋วไทรโยค ลูกช้างป่าพลัดหลง

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าพบลูกช้างป่าตัวหนึ่งพลัดหลงอยู่บริเวณชายน้ำห้วยแม่น้ำน้อย ในสภาพที่อิดโรยและขาดแม่ช้างคอยดูแล นำไปสู่ปฏิบัติการช่วยเหลือครั้งใหญ่ท่ามกลางอุปสรรคทางธรรมชาติ แต่ถึงแม้ทุกคนจะทุ่มเทแรงกายแรงใจดูแล จิ๋วไทรโยค อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง แต่น้องก็ไม่สามารถผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้

จากการประเมินของทีมสัตวแพทย์ พบว่าลูกช้างมีอาการป่วยหนักหลายด้าน ดังนี้:

  • ภาวะร่างกายขาดน้ำอย่างรุนแรงและอาการอิดโรย
  • พบแผลพุพองและแผลร้อนในทั่วช่องปากและงวง
  • มีภาวะเยื่อบุตาอักเสบจากแมลงรบกวน
  • ค่าเลือดบ่งชี้ถึงการทำงานของไตที่ผิดปกติอย่างรุนแรง

แม้ทีมสัตวแพทย์จะพยายามให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำและให้ออกซิเจนอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยร่างกายที่บอบช้ำเกินกว่าจะเยียวยา ทำให้ จิ๋วไทรโยค จากไปอย่างสงบในเวลาประมาณ 02.00 น. สร้างความโศกเศร้าให้กับทีมงานที่ดูแลน้องมาโดยตลอด

บทเรียนและการดูแลสัตว์ป่าในอนาคต

เหตุการณ์การจากไปของ จิ๋วไทรโยค ไม่เพียงแต่ทิ้งความเสียใจไว้ให้ผู้ที่ติดตามข่าว แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้เราเห็นถึงความสำคัญของความเปราะบางของสัตว์ป่า เมื่อต้องพลัดหลงจากโขลงและเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก เจ้าหน้าที่อุทยานฯ เตรียมนำซากไปผ่าชันสูตรเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด เพื่อเป็นข้อมูลในการวางแผนป้องกันและรับมือกับเหตุการณ์ในลักษณะนี้ให้ดีขึ้นในอนาคต เราขอร่วมส่งกำลังใจให้ทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดจนวินาทีสุดท้ายครับ

ที่มา – สุดเศร้า “จิ๋วไทรโยค” ลูกช้างป่าพลัดหลง จากไปอย่างสงบแล้ว

อุทยานฯ ไทรโยค อัปเดตอาการ ลูกช้างป่าพลัดหลง ล่าสุด

เชื่อว่าหลายคนกำลังส่งกำลังใจให้เจ้าตัวเล็กกันอยู่แน่ๆ สำหรับข่าวคราวความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับ อุทยานฯ ไทรโยค อัปเดตอาการ “ลูกช้างป่าพลัดหลง” บาดแผลดีขึ้น กินนมได้ตามปกติ ซึ่งถือเป็นข่าวดีที่ทำให้แฟนคลับน้องช้างทั่วประเทศใจชื้นขึ้นมาบ้าง หลังจากที่ทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจดูแลอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง

อัปเดตสถานการณ์ อุทยานฯ ไทรโยค อัปเดตอาการ “ลูกช้างป่าพลัดหลง” บาดแผลดีขึ้น กินนมได้ตามปกติ

จากการรายงานเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ทางอุทยานแห่งชาติไทรโยคได้เปิดเผยว่า ลูกช้างป่าพลัดหลง เพศเมียตัวนี้ มีพัฒนาการด้านสุขภาพในทิศทางที่ดีขึ้นมาก โดยเฉพาะบาดแผลบริเวณช่องปากและใต้งวงที่เคยน่าเป็นห่วง ตอนนี้เริ่มมีการอักเสบลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ทีมสัตวแพทย์คอยทำความสะอาดแผลอย่างพิถีพิถันวันละ 2 ครั้งทั้งเช้าและเย็น

พฤติกรรมสุดน่ารักของลูกช้างป่าพลัดหลง

นอกจากสุขภาพทางกายแล้ว พฤติกรรมของน้องก็ทำเอาพี่ๆ เจ้าหน้าที่ยิ้มไม่หุบเลยทีเดียว เพราะในตอนนี้เริ่มแสดงความสนใจต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัวมากขึ้น สามารถเดินตามพี่เลี้ยงและทีมสัตวแพทย์ได้อย่างคล่องแคล่ว โดยมีกิจวัตรการกินและการนอนที่ค่อนข้างคงที่ คือนอนพักรอบละ 2-3 ชั่วโมงแล้วตื่นมากินนม ซึ่งปริมาณการกินนมผงที่ทำได้ถึง 7,600 มิลลิลิตรต่อวัน ถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าพอใจมากสำหรับเด็กน้อยวัย 1 สัปดาห์

  • การดูแลสุขภาพ: ทำแผลสะดือ ช่องปาก และงวงวันละ 2 ครั้ง
  • โภชนาการ: ดื่มนมผงได้รวม 7,600 มิลลิลิตรใน 24 ชั่วโมง
  • กิจกรรมประจำวัน: เช็ดตัวด้วยน้ำขมิ้นผสมข่าเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

อย่างไรก็ตาม ทางทีมสัตวแพทย์ยังคงไม่ประมาท โดยยังคงเฝ้าติดตามอาการถ่ายเหลวและปัสสาวะที่มีสีเข้มอย่างใกล้ชิด เพื่อวางแผนการรักษาและปรับสูตรโภชนาการให้เหมาะสมที่สุด สำหรับใครที่ติดตามข่าว อุทยานฯ ไทรโยค อัปเดตอาการ “ลูกช้างป่าพลัดหลง” บาดแผลดีขึ้น กินนมได้ตามปกติ ก็มั่นใจได้เลยว่าน้องอยู่ในมือของผู้เชี่ยวชาญที่รักและห่วงใยเสมือนลูกหลานของตัวเองอย่างแน่นอน

ในอนาคต หากน้องแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ เชื่อว่าน้องจะเป็นขวัญใจคนใหม่ของป่าไทรโยค และเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จในการอนุรักษ์สัตว์ป่าของเราชาวไทย ขอให้เจ้าตัวเล็กเติบโตอย่างเข้มแข็งและกลับไปใช้ชีวิตในผืนป่าได้ในเร็ววันนะครับ/ค่ะ

ที่มา – อุทยานฯ ไทรโยค อัปเดตอาการ “ลูกช้างป่าพลัดหลง” บาดแผลดีขึ้น กินนมได้ตามปกติ

น้องข้าวต้ม: ลูกช้างป่า ยังไม่พ้นอันตราย

ทีมสัตวแพทย์ยังคงเฝ้าระวังอาการของ “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง หลังจากพบว่ามีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำและแสดงอาการอ่อนแรง สถานการณ์ปัจจุบันยังคงน่าเป็นห่วงและยังไม่พ้นขีดอันตราย

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวากได้รายงานถึงความคืบหน้าในการดูแลรักษาลูกช้างป่าเพศเมียที่ชื่อว่า “ข้าวต้ม” ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ให้การช่วยเหลือเนื่องจากพบว่าอยู่ในสภาพอ่อนแอและต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ทีมสัตวแพทย์ได้ติดตามอาการของ น้องข้าวต้ม อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน

ในเช้าวันที่ 30 ตุลาคม เวลาประมาณ 06.15 น. น้องข้าวต้ม มีอาการชักเกร็งเนื่องจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อลูกช้าง ทีมสัตวแพทย์ได้รีบเข้าช่วยเหลือและแก้ไขอาการอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งอาการกลับสู่ภาวะปกติและเริ่มกินนมได้ในเวลาต่อมา

แม้ว่า น้องข้าวต้ม จะยังกินนมน้อยกว่าปกติ แต่ก็ยังแสดงความต้องการที่จะกินนม ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี อย่างไรก็ตาม ปัสสาวะยังมีลักษณะขุ่นและอุจจาระเหลวสีเหลือง แสดงว่าระบบทางเดินอาหารยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ ทีมสัตวแพทย์จึงได้ให้จุลินทรีย์ชนิดดี (โปรไบโอติก) เพื่อปรับสมดุลในลำไส้อย่างต่อเนื่อง

เพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย ทีมสัตวแพทย์ได้ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำตลอดทั้งวัน เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ นอกจากนี้ ยังให้พลาสมาเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและเพิ่มโปรตีนในเลือด

สถานะของแผลต่างๆ มีความคืบหน้าไปในทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แผลในช่องปากดีขึ้น แผลบริเวณสะดือแห้งดี แผลบริเวณอวัยวะเพศแห้งดี และแผลถลอกบริเวณต่างๆ กำลังฟื้นตัวดีขึ้น

ทีมสัตวแพทย์ได้ทำการรักษาแผลทุกบริเวณอย่างต่อเนื่องและระมัดระวังเพื่อป้องกันการติดเชื้อ สิ่งที่น่าชื่นใจคือ น้องข้าวต้ม ยังมีกำลังในการถีบตัวลุกขึ้นยืนได้ โดยมีทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่คอยช่วยพยุงตัว แสดงให้เห็นว่ากล้ามเนื้อและระบบประสาทยังทำงานได้ดี อย่างไรก็ตาม การทำกายภาพบำบัดเป็นไปอย่างระมัดระวังและมีข้อจำกัด โดยคำนึงถึงสภาพร่างกายที่ยังอ่อนแอของสัตว์เป็นสำคัญ

ในเวลาประมาณ 22.12 น. น้องข้าวต้ม แสดงอาการอ่อนแรงอีกครั้ง และตรวจพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดต่ำอีกครั้ง ทีมสัตวแพทย์ได้ทำการแก้ไขอย่างทันท่วงทีจนระดับน้ำตาลกลับสู่ภาวะปกติ แต่ น้องข้าวต้ม ยังคงแสดงอาการอ่อนแรง จึงได้ให้เกลือแร่เพิ่มเติมและปรับเปลี่ยนชนิดของน้ำเกลือที่ให้เข้าหลอดเลือดดำ หลังจากปรับเปลี่ยนการรักษา พบว่าลูกช้างป่ามีเรี่ยวแรงมากขึ้น แม้จะมีสัญญาณที่ดีขึ้น แต่ น้องข้าวต้ม ยังคงอยู่ในภาวะวิกฤตและยังไม่พ้นอันตราย

ทีมสัตวแพทย์นำโดย สพ.ญ.ณฐนน ปานเพ็ชร หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวากและศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก, สพ.ญ.มัชฌมณ แก้วพฤหัสชัย หัวหน้าศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ 2 (กระบกคู่) และ น.สพ.นภัส เสวกวรรณ นายสัตวแพทย์ กลุ่มงานจัดการสุขภาพสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า ได้เตรียมพร้อมติดตามอาการอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ครบครัน เพื่อเตรียมรับมือกับภาวะฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกขณะ

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ขอขอบคุณความห่วงใยจากประชาชนที่มีต่อ น้องข้าวต้ม และจะรายงานความคืบหน้าต่อไปอย่างต่อเนื่อง ขอให้ทุกท่านส่งกำลังใจให้กับ น้องข้าวต้ม และทีมงานที่ทุ่มเทดูแลอย่างต่อเนื่อง

น้องข้าวต้ม: ลูกช้างป่า ยังไม่พ้นอันตราย

ความคืบหน้าอาการล่าสุดของน้องข้าวต้ม ลูกช้างป่าพลัดหลง

สถานการณ์ของ น้องข้าวต้ม ทำให้เราเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สัตว์ป่า และการทำงานอย่างหนักของทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ขอเป็นกำลังใจให้ น้องข้าวต้ม กลับมาแข็งแรงในเร็ววัน

ที่มา – “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ปัจจุบันยังไม่พ้นอันตราย

สุดเศร้า! น้องซับหวาย ลูกช้างป่าจากไปอย่างสงบ

สุดเศร้า… “น้องซับหวาย” ลูกช้างป่าพลัดหลง ได้จากไปอย่างสงบแล้ว หลังอ่อนเพลียอย่างหนัก เจ้าหน้าที่ทำพิธีส่งวิญญาณตามความเชื่อ

จากกรณีที่ นายสมส่วน รักสัตย์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าพบลูกช้างป่าพลัดหลง ในสภาพอิดโรย บริเวณไร่มันสำปะหลัง เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ที่ผ่านมา ทีมเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบและพบว่าเป็นลูกช้างป่าเพศผู้ อายุราว 2-3 เดือน มีอาการอ่อนเพลียอย่างรุนแรง มีบาดแผลที่เท้าหลัง หาง และสะดือ พบหนอนเจาะแผล สัตวแพทย์ได้รีบทำความสะอาด ให้ยาฆ่าเชื้อ และนำไปดูแลที่หน่วยพิทักษ์ป่าซับหวาย ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ตั้งชื่อให้ว่า “น้องซับหวาย”

ต่อมาวันที่ 23 ตุลาคม ทีมสัตวแพทย์จากสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 7 และศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ 2 ได้ร่วมกันรักษาและตรวจวินิจฉัยอาการของ น้องซับหวาย อย่างละเอียด พบว่ามีน้ำหนัก 131 กิโลกรัม สูงประมาณ 1 เมตร ผลเอ็กซเรย์ไม่พบความผิดปกติของกระดูกและข้อ แพทย์ได้ให้ยาลดปวด ยาแก้อักเสบ ล้างแผล และเจาะเลือดเพื่อตรวจเพิ่มเติม

แม้ว่า น้องซับหวาย จะยังมีอาการอ่อนแรงและกินนมน้อย แต่ทีมสัตวแพทย์ได้ดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดทั้งวัน เพื่อประคับประคองอาการวิกฤต

ล่าสุด ในช่วงเช้าของวันที่ 24 ตุลาคม ชีวิตเล็กๆ ที่ทุกคนช่วยกันดูแลก็ได้จากไปอย่างสงบ ที่หน่วยพิทักษ์ป่าซับหวาย เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ ได้จัดพิธีฝังร่างของน้องซับหวายตามประเพณี โดยมีพระครูจันทชัยธรรม เจ้าอาวาสวัดใหม่ชัยมงคล ทำพิธีส่งดวงวิญญาณ

นายสมส่วน รักสัตย์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ กล่าวว่า ชาวบ้านพบลูกช้างป่าเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม เจ้าหน้าที่ได้นำลูกช้างไปที่หน่วยพิทักษ์ป่าซับหวาย และประสานสัตวแพทย์เข้าทำการรักษา คาดว่าสาเหตุการเสียชีวิตของลูกช้างป่า น่าจะมาจากการติดเชื้อบริเวณบาดแผลที่หางและสะดือ

อย่างไรก็ตาม สัตวแพทย์ได้ผ่าพิสูจน์นำชิ้นเนื้อของ น้องซับหวาย ส่งตรวจเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป

น้องซับหวาย จากไปอย่างสงบ

การจากไปของน้องซับหวาย สร้างความเสียใจให้กับผู้ที่ช่วยเหลือ

การจากไปของน้องซับหวายเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่ง แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของชีวิตสัตว์ป่า และความสำคัญของการอนุรักษ์

ที่มา – สุดเศร้า “น้องซับหวาย” ลูกช้างป่าพลัดหลงจากโขลง จากไปอย่างสงบ กลับดาวช้างแล้ว

ลูกช้างป่าพลัดหลง: พบลูกช้างป่าดงใหญ่

เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่เร่งช่วยเหลือ “ลูกช้างป่าพลัดหลง” ที่ได้รับบาดเจ็บ โดยหวังว่าจะสามารถนำลูกช้างกลับคืนสู่โขลงได้ในเร็ววัน สถานการณ์นี้สร้างความห่วงใยให้กับผู้ที่รักสัตว์ป่าเป็นอย่างมาก

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568 ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า พบลูกช้างป่าพลัดหลงจากโขลงในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ ต.หูทำนบ อ.ปะคำ จ.บุรีรัมย์ หลังรับแจ้ง เจ้าหน้าที่จึงรุดเข้าตรวจสอบและให้การช่วยเหลือทันที

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าลูกช้างป่าอยู่ในป่ามันสำปะหลังของชาวบ้าน มีบาดแผลที่เท้าหลังซ้ายบวม และสะดือยังไม่แห้ง มีหนองเล็กน้อย สันนิษฐานว่าเพิ่งเกิดได้ไม่นาน เจ้าหน้าที่ได้ให้การดูแลเบื้องต้น พร้อมประสานสัตวแพทย์เข้าตรวจรักษาอาการบาดเจ็บและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด การช่วยเหลือลูกช้างป่าพลัดหลงเป็นไปอย่างเร่งด่วนเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต

นายสมส่วน รักสัตย์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า จากการตรวจพบว่าเป็นลูกช้างป่าเพศผู้อายุประมาณ 2-3 เดือน สภาพลูกช้างป่ามีอาการอ่อนเพลีย อิดโรย มีบาดแผลที่หาง เท้าหลังซ้าย และพบแผลที่สะดือ

สัตวแพทย์ได้ทำการตรวจสอบ ทำความสะอาดแผล ให้ยาฆ่าเชื้อ และเคลื่อนย้ายช้างไปรักษาที่หน่วยพิทักษ์ป่าซับหวาย ต.หูทำนบ อ.ปะคำ จ.บุรีรัมย์ การดูแลรักษาสุขภาพของลูกช้างเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้

ลูกช้างป่าพลัดหลง: การช่วยเหลือและอนาคต

เบื้องต้นคาดว่า ลูกช้างป่าน่าจะพลัดหลงจากโขลงแม่ช้างที่อาศัยอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ เจ้าหน้าที่กำลังเร่งติดตามร่องรอยของโขลงแม่ช้าง เพื่อช่วยเหลือลูกช้างให้กลับคืนสู่ธรรมชาติได้อย่างปลอดภัย การกลับคืนสู่โขลงเป็นเป้าหมายหลักในการช่วยเหลือครั้งนี้

ความสำคัญของการอนุรักษ์ช้างป่า

เหตุการณ์ลูกช้างป่าพลัดหลงนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ช้างป่าและพื้นที่ป่าที่พวกมันอาศัยอยู่ การบุกรุกพื้นที่ป่าและการล่าสัตว์เป็นภัยคุกคามต่อชีวิตของช้างป่า การปกป้องช้างป่าจึงเป็นหน้าที่ของทุกคน

  • การอนุรักษ์พื้นที่ป่า: รักษาพื้นที่ป่าให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของช้างป่า
  • การป้องกันการล่า: ป้องกันการล่าช้างป่าเพื่อเอางาหรือส่วนอื่นๆ ของร่างกาย
  • การให้ความรู้: สร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ช้างป่า

การดูแลลูกช้างป่าพลัดหลงครั้งนี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่และความพยายามในการอนุรักษ์ช้างป่าของประเทศไทย เราหวังว่าลูกช้างจะกลับคืนสู่โขลงได้อย่างปลอดภัย และได้รับการดูแลจากแม่ช้างต่อไป

เราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ช้างป่าได้ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนองค์กรที่ทำงานด้านการอนุรักษ์ การลดการใช้ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ป่า หรือเพียงแค่การเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับช้างป่าให้ผู้อื่นได้รับรู้ มาร่วมกันปกป้องช้างป่าให้คงอยู่คู่ประเทศไทยตลอดไป

ที่มา – แม่อยู่ไหน “ลูกช้างป่า” พลัดหลงโขลงป่าดงใหญ่ พบบาดเจ็บที่เท้า สะดือยังไม่แห้ง

เปิดผลตรวจสุขภาพ น้องข้าวต้ม เร่งรักษา

ทีมสัตวแพทย์เร่งตรวจสุขภาพ น้องข้าวต้ม ลูกช้างป่าพลัดหลงจากแม่ที่ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี เบื้องต้นยังอยู่ในภาวะวิกฤติ เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน และเร่งหาแนวทางการรักษาอย่างเต็มที่

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 คณะสัตวแพทย์จากหลายหน่วยงาน ทั้งจากสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า, สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง), มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ร่วมกับนายสัตวแพทย์ชำนาญการ หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวาก และศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ได้ร่วมกันเข้าทำการตรวจสุขภาพและวางแผนการรักษา น้องข้าวต้ม อย่างละเอียด

คณะทำงานประกอบด้วย น.สพ.ภัทรพล มณีอ่อน หัวหน้ากลุ่มงานจัดการสุขภาพสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า, สพ.ญ.ลักษณา ประสิทธิชัย นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง), สพ.ญ.กานต์พิชชา หาญอาษา นายสัตวแพทย์ปฏิบัติการ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง), สพ.ญ.ณฐนน ปานเพ็ชร นายสัตวแพทย์ชำนาญการ หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวาก และศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก, ผศ.สพ.ญ.ดร.สุภาเพ็ญ ศรีพิบูลย์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน, สพ.ญ.สุธีรานันท์ พิพิธวนิชธรรม คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

ทีมสัตวแพทย์ได้นำเครื่องเอกซเรย์มาตรวจรักษา น้องข้าวต้ม ลูกช้างป่าพลัดหลงที่ถูกส่งตัวมายังศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก เพื่อตรวจอาการบาดเจ็บอย่างละเอียด การตรวจรักษาอาการบาดเจ็บของน้องข้าวต้มนานกว่า 2 ชั่วโมง และดูแลอย่างใกล้ชิด หลังจากนั้นทีมสัตวแพทย์จะมีการประชุมเพื่อสรุปผลการเอกซเรย์และการตรวจรักษา

สพ.ญ.ณฐนน ปานเพ็ชร หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวาก กล่าวว่า ได้จัดเตรียมสถานที่และทีมสัตวแพทย์ให้พร้อม เพื่อให้การดูแล น้องข้าวต้ม เป็นไปอย่างสะดวกสบายที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่สภาพอากาศแปรปรวนและมีฝนตก

น.สพ.ภัทรพล มณีอ่อน หัวหน้ากลุ่มงานจัดการสุขภาพสัตว์ป่า เปิดเผยผลการตรวจสุขภาพเบื้องต้น พบว่ามีบาดแผลตามลำตัว โดยเฉพาะบริเวณสะโพก และแผลถลอกบริเวณขาหน้าขวา นอกจากนี้ยังมีรอยถลอกบริเวณข้อเท้าเนื่องจากการลงน้ำหนัก

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการยืนของลูกช้าง พบว่าแผ่นรองเท้าทั้ง 4 ข้างบางมาก เล็บยาวงอกเกินออกมา ซึ่งเป็นลักษณะผิดปกติ สันนิษฐานว่า น้องข้าวต้ม ไม่ได้ยืน 4 ขาตั้งแต่กำเนิด และเอ็นข้อเท้ามีลักษณะงอพับคล้ายคลึงกับลูกม้า นอกจากนี้ยังพบบาดแผลติดเชื้อบริเวณอวัยวะเพศและสะดือ

ถึงแม้ว่าโดยรวม น้องข้าวต้ม จะมีสุขภาพที่ดีและกินนมได้เยอะ แต่ยังไม่สามารถประคองตัวในการเดินได้ คาดการณ์ว่าบาดแผลตามตัวเกิดจากการประคับประคองจากฝูงช้าง เพื่อช่วยให้ลูกช้างช่วยเหลือตัวเองได้

เปิดผลตรวจสุขภาพ น้องข้าวต้ม เร่งรักษา

เป้าหมายหลักในขณะนี้คือการช่วยชีวิต น้องข้าวต้ม ให้รอดพ้นจากภาวะวิกฤตและลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน การตัดสินใจนำมาดูแลโดยทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิดถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง ข้อมูลพื้นฐานของการดูแลสัตว์ชนิดนี้มีความสำคัญยิ่งต่อการวินิจฉัยของทีมแพทย์

หลวงปู่สาคร ซึ่งมีความเมตตาต่อช้างในพื้นที่และติดตามช้างมาโดยตลอด สามารถให้ประวัติของฝูงช้างได้ ทำให้ทราบว่าแม่ช้างเป็นใครและพบเจอลูกช้างเมื่อไหร่ ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญต่อการดูแลและเตรียมความพร้อมในการรักษา

การดูแล น้องข้าวต้ม อย่างใกล้ชิด

ดังนั้นการได้รับข้อมูลจากหลวงปู่สาคร อาจารย์ประถม ชาวบ้าน และเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติลำคลองงู รวมถึงคำแนะนำจากคุณหมอหลายท่าน จึงมีส่วนช่วยอย่างมากในการดูแล น้องข้าวต้ม

แม้ว่าสถานการณ์ของน้องข้าวต้มจะยังน่าเป็นห่วง แต่ด้วยความทุ่มเทของทีมสัตวแพทย์และความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วน ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าน้องข้าวต้มจะสามารถกลับมาแข็งแรงและใช้ชีวิตในป่าได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง เราทุกคนขอส่งกำลังใจให้น้องข้าวต้มและทีมงานทุกท่าน

ที่มา – เปิดผลตรวจสุขภาพ “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง เร่งหาแนวทางการรักษา

“น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าผิดปกติแต่กำเนิด

ทีมสัตวแพทย์เร่งดูแล “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลงที่ทองผาภูมิ พบภาวะโครงสร้างร่างกายผิดปกติแต่กำเนิด ข้อเท้าหน้าทั้งสองข้างมีลักษณะผิดรูป

วันที่ 23 กันยายน 2568 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เปิดเผยผลการตรวจสุขภาพ “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าเพศเมียแรกเกิดที่พลัดหลงจากแม่ในพื้นที่อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี โดยพบภาวะโครงสร้างร่างกายผิดปกติแต่กำเนิดหลายจุด แม้ไม่พบการแตกหักของกระดูก

ทีมสัตวแพทย์ที่เข้าร่วมการดูแลและวินิจฉัยอาการของ “พังข้าวต้ม” ประกอบด้วย น.สพ.ภัทรพล มณีอ่อน หัวหน้ากลุ่มงานจัดการสุขภาพสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า, สพ.ญ.ลักษณา ประสิทธิชัย นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ, สพ.ญ.กานต์พิชชา หาญอาษา นายสัตวแพทย์ปฏิบัติการ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) สพ.ญ.ณฐนน ปานเพ็ชร นายสัตวแพทย์ชำนาญการ หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวาก และศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก, ผศ.สพ.ญ.ดร.สุภาเพ็ญ ศรีพิบูลย์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และสพ.ญ.สุธีรานันท์ พิพิธวนิชธรรม คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

จากการตรวจร่างกายเบื้องต้น ณ ศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก พบว่า “พังข้าวต้ม” มีอายุประมาณ 1 สัปดาห์ น้ำหนัก 118 กิโลกรัม ข้อเท้าหน้าทั้งสองข้างมีลักษณะผิดรูป ไม่สามารถเหยียดตรงได้ และมีอาการเจ็บเมื่อสัมผัสบริเวณสะโพก

ผลการวินิจฉัยเชิงลึกด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ ได้แก่ เอกซเรย์: ไม่พบการแตกหักของกระดูก โดยภาพรวมกระดูกเรียงตัวปกติ ยกเว้นบริเวณสะโพกที่ยังไม่สามารถวินิจฉัยได้ชัดเจน; อัลตราซาวด์: พบความผิดปกติของเส้นเอ็นบริเวณข้อเท้าหน้า และพบการอักเสบลักษณะก้อนเลือด (Hematoma) ที่สะโพกขวา และมีการเจาะเลือดส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อประเมินสุขภาพและโรคสำคัญ

คณะสัตวแพทย์สรุปว่าอาการดังกล่าวเกิดจากภาวะโครงสร้างร่างกายผิดปกติแต่กำเนิด ประกอบกับภาวะร่างกายที่อ่อนแอและความพยายามเอาตัวรอดในธรรมชาติ อาจส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บเพิ่มเติม

เบื้องต้นได้มีการฉีดยาลดปวดและลดอักเสบ พร้อมวางแผนการรักษาระยะยาว โดยเน้นการให้อาหารเสริมโภชนาการควบคู่กับการทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อฟื้นฟูให้ลูกช้างสามารถยืนและเคลื่อนไหวได้ในอนาคต หากอาการไม่ดีขึ้นตามที่คาด ทีมสัตวแพทย์จะดำเนินการตรวจซ้ำอีกครั้ง

“น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง พบภาวะโครงสร้างร่างกายผิดปกติแต่กำเนิด

ลำดับเหตุการณ์การช่วยเหลือ “น้องข้าวต้ม”

  • วันที่ 21 กันยายน เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติลำคลองงูได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าพบลูกช้างป่าเพศเมียในสภาพอ่อนแรงและบาดเจ็บ จึงเข้าช่วยเหลือและตั้งชื่อว่า “ข้าวต้ม” เนื่องจากได้ป้อนน้ำข้าวต้มเพื่อให้พลังงาน
  • วันที่ 22 กันยายน กรมอุทยานฯ เคลื่อนย้ายลูกช้างไปยังศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก โดยมีทีมสัตวแพทย์ดูแลตลอดการเดินทาง

ด้านแม่ช้าง เจ้าหน้าที่รายงานว่าได้กลับเข้าฝูงแล้ว และฝูงช้างได้เคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่เดิมไปไกลหลายกิโลเมตร

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้กำชับให้ทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่ดูแล “น้องข้าวต้ม” ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อความปลอดภัยและโอกาสฟื้นตัวแข็งแรงโดยเร็วที่สุด ข่าวการช่วยเหลือ “น้องข้าวต้ม” สร้างความประทับใจให้กับคนรักสัตว์เป็นอย่างมาก และเป็นกำลังใจให้ทีมสัตวแพทย์ในการดูแลอย่างเต็มที่

การดูแล “น้องข้าวต้ม” เป็นภารกิจที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญและ Passion เป็นอย่างมาก ต้องขอบคุณทีมงานทุกท่านที่ช่วยเหลือชีวิตน้อยๆ นี้ครับ

ที่มา – “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง พบภาวะโครงสร้างร่างกายผิดปกติแต่กำเนิด

น้องข้าวต้มถึงบึงฉวาก! ภารกิจสำเร็จ

ภารกิจเคลื่อนย้ายสำเร็จ! “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลงจากทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี เดินทางถึงมือสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่บึงฉวากแล้ว เตรียมเข้ารับการตรวจสุขภาพและเริ่มต้นกระบวนการฟื้นฟูอย่างเหมาะสม

จากกรณีข่าวเศร้าของ “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าที่พลัดหลงจากแม่ของมันในพื้นที่ทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี โดยน้องข้าวต้มได้รับบาดเจ็บบริเวณขาหลัง ทีมสัตวแพทย์ได้พิจารณาแล้วเห็นสมควรให้เคลื่อนย้ายน้องไปรับการดูแลรักษาต่อที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวาก เพื่อให้ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมผู้เชี่ยวชาญ (อ่านข่าว : ส่งตัว “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง บาดเจ็บขาหลัง ย้ายไปดูแลต่อที่บึงฉวาก)

นายอรรคนิตย์ กลางประพันธ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติลำคลองงู ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าอาการของลูกช้างป่าพลัดหลงที่ถูกนำมาพักฟื้นว่า น้องมีอาการดีขึ้นเเละเริ่มร่าเริงขึ้นตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ขาหลังของน้องยังคงอ่อนเเรงและไม่สามารถยืนด้วยตัวเองได้ ซึ่งเป็นอาการที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากเเพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

“ด้วยความห่วงใยในสวัสดิภาพของลูกช้าง เมื่อช่วงบ่ายของวันนี้ (22 ก.ย. 68) เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้ดำเนินการส่งมอบลูกช้างให้กับทีมสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ณ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวาก จ.สุพรรณบุรี ตามคำแนะนำของสัตวแพทย์จากสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) เพื่อให้ลูกช้างได้รับการรักษาฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องเเละเหมาะสมที่สุด” นายอรรคนิตย์กล่าว

ต่อมาในเวลา 16.00 น. เจ้าหน้าที่ได้นำลูกช้างป่าเดินทางถึงเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวากเป็นที่เรียบร้อยเเล้ว โดยสัตวเเพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำการตรวจสุขภาพอย่างละเอียด จากนั้นจะเริ่มกระบวนการฟื้นฟูอย่างเป็นระบบต่อไป ทั้งนี้ กรมอุทยานฯ มุ่งมั่นที่จะติดตามความคืบหน้าและดูแลน้องข้าวต้มอย่างใกล้ชิดจนกว่าน้องจะกลับมาเเข็งแรงสมบูรณ์

ภารกิจสำเร็จ “น้องข้าวต้ม” ถึงบึงฉวากแล้ว

การเดินทางของน้องข้าวต้มในครั้งนี้ ถือเป็นความหวังใหม่ในการที่จะช่วยชีวิตลูกช้างป่าที่พลัดหลงจากเเม่เเละได้รับบาดเจ็บ ให้กลับมามีสุขภาพเเข็งเเรงเเละสามารถใช้ชีวิตอยู่ในผืนป่าได้อย่างปกติสุขอีกครั้งหนึ่ง การทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งเจ้าหน้าที่อุทยานฯ สัตวแพทย์ เเละประชาชนทั่วไป แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สัตว์ป่าเเละการช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลกที่ต้องการความช่วยเหลือ

การดูแล”น้องข้าวต้ม”หลังจากนี้

หลังจากที่ “น้องข้าวต้ม” เดินทางถึงบึงฉวากเเล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการประเมินสุขภาพโดยรวมของน้องอย่างละเอียด เพื่อให้ทีมเเพทย์สามารถวางแผนการรักษาเเละฟื้นฟูได้อย่างเหมาะสมเเละมีประสิทธิภาพ การดูเเลในช่วงเเรกนี้จะเน้นไปที่การบรรเทาอาการเจ็บปวด การป้องกันการติดเชื้อ การให้สารอาหารที่เพียงพอ เเละการสร้างความคุ้นเคยกับสภาพเเวดล้อมใหม่ นอกจากนี้ ทีมเเพทย์จะทำการกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูความเเข็งเเรงของขาหลังที่ได้รับบาดเจ็บอย่างต่อเนื่อง จนกว่าน้องจะสามารถกลับมายืนเเละเดินได้อย่างปกติอีกครั้ง

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือการสร้างสภาพเเวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับ “น้องข้าวต้ม” เพื่อให้น้องรู้สึกปลอดภัยเเละไม่เครียด การจัดพื้นที่พักฟื้นที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ เเละมีลักษณะทางธรรมชาติที่ใกล้เคียงกับถิ่นที่อยู่เดิมของน้อง จะช่วยให้น้องปรับตัวเข้ากับสภาพเเวดล้อมใหม่ได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ การให้ความรัก ความเอาใจใส่ เเละการปฏิสัมพันธ์กับน้องอย่างอ่อนโยน จะช่วยสร้างความผูกพันระหว่างน้องเเละผู้ดูเเล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการฟื้นฟูสภาพจิตใจของน้อง

ภารกิจครั้งนี้ไม่ใช่เเค่การช่วยเหลือลูกช้างป่าที่พลัดหลง เเต่เป็นการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สัตว์ป่าเเละผืนป่า ซึ่งเป็นบ้านของสัตว์เหล่านั้น เราทุกคนมีส่วนร่วมในการ ดูเเลรักษาธรรมชาติเเละสิ่งเเวดล้อม เพื่อให้สัตว์ป่าทุกชนิดสามารถอยู่ร่วมกับเราได้อย่างยั่งยืนตลอดไป รวมถึงช่วยกันสอดส่องดูแล หากพบเห็นสัตว์ป่าได้รับบาดเจ็บ หรือพลัดหลง โปรดเเจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วเเละมีประสิทธิภาพ

มาร่วมส่งกำลังใจให้น้องข้าวต้มหายไวๆ และกลับมาแข็งแรงนะคะ!

ที่มา – ภารกิจสำเร็จ “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลงเดินทางถึงบึงฉวากแล้ว

ส่งตัว “น้องข้าวต้ม” ไปบึงฉวาก ดูแลลูกช้างป่า

“น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลงจากแม่ที่ทองผาภูมิ ได้รับบาดเจ็บบริเวณขาหลัง ล่าสุดได้ถูกย้ายไปรักษาตัวต่อที่ศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก จังหวัดสุพรรณบุรีแล้ว

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 นายอรรคนิตย์ กลางประพันธ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติลำคลองงู ได้เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2568 ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าพบช้างป่าตกลูกในพื้นที่ทำกิน เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าตรวจสอบและเฝ้าติดตามสถานการณ์ร่วมกับเครือข่ายผลักดันช้างป่า

จนกระทั่งเมื่อวานนี้ (21 กันยายน 2568) เวลา 16.30 น. เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังพบว่าลูกช้างได้รับบาดเจ็บบริเวณขาหลัง และมีอาการอิดโรยอย่างเห็นได้ชัดเจน โดยไม่พบแม่ช้างอยู่ในบริเวณใกล้เคียง เจ้าหน้าที่จึงได้ประสานงานกับสัตวแพทย์เพื่อเข้าให้การช่วยเหลือเบื้องต้นในทันที

ต่อมาในเวลา 23.30 น. ทีมสัตวแพทย์จากสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) ได้เดินทางมาถึงเพื่อประเมินอาการของลูกช้างอย่างละเอียด ขณะนี้ลูกช้างได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากเจ้าหน้าที่ เครือข่ายผลักดันช้าง และชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งอาการของน้องเริ่มดีขึ้นแล้วในช่วงเช้าวันนี้ (22 กันยายน 2568)

นายประถม แหนกลาง ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมช้างป่าจากมูลนิธิพิทักษ์คชสาร ได้เปิดเผยข้อมูลว่า ลูกช้างตัวนี้เกิดจากแม่ช้างที่ชื่อว่าแม่สุขสันต์ (อายุประมาณ 20 ปีเศษ) โดยได้คลอดออกมาเมื่อเวลา 14.30 น. ของวันที่ 21 กันยายน 2568 สาเหตุที่ลูกช้างถูกแม่ทิ้งนั้น คาดว่าเกิดจากความไม่แข็งแรงของลูกช้างหลังคลอด ทำให้แม่ต้องทิ้งลูกไว้และตามโขลงช้างป่าอื่นๆ ออกจากพื้นที่ โดยมีทิศทางมุ่งหน้าเข้าไปยังเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ซึ่งเป็นพื้นที่ติดต่อกับบ้านห้วยเสือ

โขลงช้างป่าดังกล่าวมีจำนวนมากกว่า 30 ตัว เดิมอาศัยอยู่ในพื้นที่ตำบลท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ ก่อนที่จะอพยพข้ามแม่น้ำแควน้อยเข้ามาหากินในพื้นที่ตำบลชะแล เมื่อประมาณ 3-4 ปีที่ผ่านมา

ล่าสุดเมื่อเวลา 14.00 น. ของวันนี้ เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติลำคลองงู พร้อมด้วยทีมสัตวแพทย์ ได้นำตัว “น้องข้าวต้ม” ช้างป่าพลัดหลงจากทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งมีอาการซึมๆ และอิดโรย แต่เริ่มดีขึ้นแล้ว ถึงแม้ว่าอาการบาดเจ็บที่ขายังไม่หายดีและยังแสดงอาการเจ็บอยู่ ตอนนี้เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการเคลื่อนย้าย น้องข้าวต้ม ไปรักษาต่อที่ศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก จังหวัดสุพรรณบุรี

ส่งตัว “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง บาดเจ็บขาหลัง ย้ายไปดูแลต่อที่บึงฉวาก

ด้านนายสัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน หัวหน้าฝ่ายจัดการสุขภาพสัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า กรมอุทยานฯ กำลังเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ โดยบึงฉวากได้จัดเตรียมคอกและโรงเรือนที่อบอุ่นสำหรับการดูแลรักษา น้องข้าวต้ม ที่กำลังเดินทางมาถึงในช่วงค่ำของวันนี้ ซึ่งสร้างความปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง

ทำไมต้องบึงฉวาก? การดูแล “น้องข้าวต้ม” ที่เหมาะสม

การตัดสินใจย้าย “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง ไปยังศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวากนั้น เป็นการพิจารณาถึงความพร้อมของสถานที่และทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญในการดูแลสัตว์ป่าโดยเฉพาะ โดยบึงฉวากมีประสบการณ์ในการดูแลสัตว์ป่าที่บาดเจ็บหรือพลัดหลงมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังมีทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่พร้อมให้การดูแลอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง

  • ความพร้อมด้านสถานที่: บึงฉวากมีคอกและโรงเรือนที่เหมาะสมสำหรับการดูแลลูกช้าง มีพื้นที่ให้ลูกช้างได้เคลื่อนไหวและออกกำลังกายได้อย่างอิสระ
  • ทีมงานผู้เชี่ยวชาญ: ทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่ของบึงฉวากมีความรู้และความเข้าใจในพฤติกรรมและความต้องการของช้างเป็นอย่างดี สามารถให้การดูแลที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายและจิตใจของลูกช้าง
  • สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม: บึงฉวากมีสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบและเป็นธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยให้ลูกช้างรู้สึกผ่อนคลายและปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้ง่ายขึ้น

นอกเหนือจากการดูแลด้านร่างกายแล้ว การดูแลด้านจิตใจก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เจ้าหน้าที่ของบึงฉวากจะให้ความรักและความเอาใจใส่แก่ น้องข้าวต้ม อย่างเต็มที่ เพื่อให้ลูกช้างรู้สึกปลอดภัยและได้รับการเยียวยาจากความบอบช้ำทางจิตใจ

การดูแล “น้องข้าวต้ม” ครั้งนี้ ถือเป็นภารกิจที่ท้าทาย แต่ด้วยความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ทั้งกรมอุทยานฯ ทีมสัตวแพทย์ เจ้าหน้าที่บึงฉวาก และประชาชน เราเชื่อมั่นว่า น้องข้าวต้ม จะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดและสามารถกลับคืนสู่ธรรมชาติได้อย่างแข็งแรงในอนาคต

การช่วยเหลือ น้องข้าวต้ม ไม่ได้เป็นเพียงแค่การช่วยชีวิตสัตว์ป่าตัวหนึ่ง แต่เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สัตว์ป่าและความหลากหลายทางชีวภาพ การดูแลสัตว์ป่าที่บาดเจ็บหรือพลัดหลงนั้น เป็นการสร้างความตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตสัตว์ป่า และส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

ที่มา – ส่งตัว “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง บาดเจ็บขาหลัง ย้ายไปดูแลต่อที่บึงฉวาก

Scroll to top