วิกฤติเศรษฐกิจ

โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อมีการกล่าวถึงเหตุการณ์ โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท โดยเป็นการโหวตผ่านร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ วันนี้เรามาเจาะลึกกันว่าเกิดอะไรขึ้นในสภาฯ แห่งนี้ครับ

สถานการณ์จริงเมื่อ โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท

การประชุมในวันนั้นเต็มไปด้วยความกระชับ โดยนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาฯ ได้ทำหน้าที่ประธานในการพิจารณาร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย วงเงินรวมทั้งสิ้น 10,328 ล้านบาท ซึ่งเงินก้อนนี้มาจากหน่วยงานต่างๆ ถึง 118 แห่ง โดยมีเป้าหมายหลักคือการโอนไปใส่ไว้ในงบกลาง เพื่อนำไปใช้เป็นเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินและปฏิบัติภารกิจที่เร่งด่วนในการแก้วิกฤตการณ์ทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทย

รายละเอียดการโหวตมติเอกฉันท์หลังจาก โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท

ความน่าสนใจของเหตุการณ์นี้อยู่ที่ตัวเลขและขั้นตอนการพิจารณาครับ เพราะในวาระที่ 2 ของการประชุม ไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านใดติดใจอภิปรายในรายละเอียดที่กรรมาธิการวิสามัญฯ ได้แก้ไขมา ส่งผลให้วาระที่ 3 เกิดการลงมติด่วนด้วยผลคะแนนเอกฉันท์ 449 ต่อ 0 เสียง และงดออกเสียง 2 เสียง ภายในเวลาเพียง 15 นาทีเท่านั้น ซึ่งถือว่าเร็วมากหากเทียบกับกระบวนการปกติของสภาฯ

สาเหตุสำคัญของการเร่งรีบในครั้งนี้คือ:

  • เพื่อสนับสนุนภารกิจเร่งด่วนในการฟื้นฟูประเทศ
  • เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจทั้งปัจจัยภายในและภายนอก
  • เพื่อให้เงินสำรองฉุกเฉินมีความพร้อมในการนำมาใช้งานทันที

หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า การที่สภาฯ ทำงานรวดเร็วขนาดนี้เป็นเรื่องดีหรือน่ากังวล? ในมุมมองหนึ่ง นี่คือการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการตอบสนองต่อปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างทันท่วงที แต่ในอีกมุมหนึ่ง ประชาชนก็ยังคงจับตามองว่า งบประมาณกว่า 1 หมื่นล้านบาทนี้ จะถูกบริหารจัดการอย่างไรให้โปร่งใสและคุ้มค่าที่สุด เพื่อไม่ให้เงินภาษีของประชาชนต้องสูญเปล่าไปกับโครงการที่ไม่เกิดผลตอบแทนที่ชัดเจน

สรุปแล้ว แม้เหตุการณ์ โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท จะผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่ภารกิจสำคัญหลังจากนี้คือการติดตามการนำงบประมาณไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชนทั่วประเทศครับ

ที่มา – โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท

ปชป. แปลกใจ “เอกนิติ” กล้าเทียบกู้เงินกับอดีต

ในสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจที่ตึงเครียด รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ได้ออกมาแสดงความเห็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก โดย ปชป. แปลกใจ “เอกนิติ” กล้าเทียบกู้เงิน กับวิกฤติในอดีต พร้อมเตือนถึงความเสี่ยงที่อาจพาประเทศไทยไปสู่หายนะทางการคลัง เรื่องนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการถกเถียงเรื่องพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล

ปชป. แปลกใจ “เอกนิติ” กล้าเทียบกู้เงิน

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 น.ส.ศิริภา อินทวิเชียร รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ออกมาตอบโต้พรรคประชาธิปัตย์ในการตรวจสอบ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท น.ส.ศิริภา ยอมรับผลงานของนายเอกนิติในอดีต ทั้งในฐานะอธิบดีกรมสรรพากรและกรมสรรพสามิต ที่ช่วยจัดหาเงินให้รัฐได้อย่างมาก แต่ย้ำว่าการเป็นรัฐมนตรีคลังต้องคำนึงถึงเสถียรภาพการคลังมากกว่า

สิ่งที่น่าแปลกใจคือ นายเอกนิติกล้าเปรียบเทียบ พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้กับการกู้ในอดีต เช่น วิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 หรือวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ปี 2551 ซึ่งตอนนั้น GDP ติดลบหนักและจำเป็นต้องกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบันสถานการณ์ต่างออกไป เศรษฐกิจไม่ได้ย่ำแย่ขนาดนั้น การกู้เงินเพิ่มจึงเสี่ยงทำให้ภาระหนี้สาธารณะระยะยาวพุ่งสูง แม้จะไม่เกินเพดานที่กฎหมายวินัยการเงินการคลังกำหนด แต่สุดท้ายประชาชนต้องแบกรับ

เตือนระวังพาประเทศไปสู่หายนะ

น.ส.ศิริภา เตือนว่ารัฐบาลควรหาทางเลือกอื่นในการรับมือวิกฤติพลังงาน แทนการกู้เงินเพื่อโครงการที่ไม่ชัดเจน เช่น ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน หรือปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้เหมาะสมมากกว่า “หวังว่าวันนั้นมาถึงท่านจะสามารถหาทางออกได้ดีกว่าการขูดรีดภาษีจากพี่น้องประชาชนตามความเชี่ยวชาญของท่าน” เธอระบุ

ประเด็นนี้จุดประกายการถกเถียงในสังคม โดยเฉพาะเรื่องการจัดการหนี้สาธารณะของไทยที่ปัจจุบันอยู่ที่ราว 60% ของ GDP การกู้เพิ่ม 4 แสนล้านบาทหรือ 0.8% ของ GDP อาจดูไม่มาก แต่เมื่อสะสมจะกระทบงบประมาณในอนาคต

เหตุผลที่ปชป. ตรวจสอบ พ.ร.ก.กู้เงิน

  • สถานการณ์ต่างจากอดีต: GDP ไม่ติดลบ ไม่ใช่วิกฤติรุนแรง
  • ภาระหนี้ระยะยาว: เพิ่มดอกเบี้ยจ่าย สุดท้ายตกกับประชาชน
  • โครงการไม่ชัดเจน: เงินกู้ไปใช้อย่างไร ต้องตรวจสอบ
  • ทางเลือกอื่น: ลดภาษี ปรับนโยบายพลังงาน โดยไม่ต้องกู้

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจหลายคนเห็นด้วยกับปชป. ว่าการกู้เงินควรเป็นทางสุดท้าย และต้องมีแผนชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดฟองสบู่หนี้ การเปรียบเทียบกับอดีตอาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าการกู้ครั้งนี้จำเป็นเท่ากับวิกฤติใหญ่

ในมุมมองของเรา การเมืองไทยควรเน้นการตรวจสอบที่เข้มแข็งเพื่อปกป้องผลประโยชน์ประชาชน พรรคฝ่ายค้านอย่างปชป. มีบทบาทสำคัญในการเตือนภัย หากรัฐบาลฟังเสียงเตือนนี้ อาจช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาในอนาคตได้

สุดท้ายแล้ว ปชป. แปลกใจ “เอกนิติ” กล้าเทียบกู้เงิน สะท้อนถึงความกังวลต่ออนาคตเศรษฐกิจไทย คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? การกู้เงิน 4 แสนล้านจำเป็นจริงหรือ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลกระจายสู่สาธารณะ

ที่มา – ปชป. แปลกใจ “เอกนิติ” กล้าเทียบกู้เงินกับสถานการณ์ในอดีต เตือนระวังพาประเทศไปสู่หายนะ

อภิสิทธิ์ ฉะรัฐบาลแก้วิกฤติพลังงาน-ของแพงไม่ตรงจุด

ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ท้าทายแบบนี้ การวิจารณ์จากฝ่ายค้านยิ่งน่าติดตาม โดยเฉพาะ อภิสิทธิ์ ฉะรัฐบาลแก้วิกฤติพลังงาน-ของแพงไม่ตรงจุด ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา ผ่านรายการ “เที่ยงเจอกัน” ทางเพจหมาเฝ้าบ้าน เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 เขาไม่เพียงชี้แจงประเด็นบิดเบือนเรื่องนายวีระพงษ์ ประภา ลาออกจากพรรคเพื่อไปรับตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย แต่ยังวิเคราะห์ปัญหาเศรษฐกิจที่รัฐบาลกำลังเผชิญอย่างละเอียด

ก่อนอื่น นายอภิสิทธิ์ ชี้แจงถึงกรณีที่นายวีระพงษ์ต้องลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาในการทำงานเพื่อชาติในทีมที่ปรึกษารัฐมนตรีพาณิชย์ เขาย้ำว่าการทำหน้าที่ไม่ว่าจะฝ่ายบริหารหรือฝ่ายค้าน ต้องเต็มที่และโปร่งใส โดยเฉพาะตำแหน่งสำคัญที่เทียบเท่ารองนายกฯ ซึ่งต้องกำหนดกรอบการเจรจาการค้าเสรีให้ชัดเจน เพื่อให้ฝ่ายค้านวิจารณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อภิสิทธิ์ ฉะรัฐบาลแก้วิกฤติพลังงาน-ของแพงไม่ตรงจุด

อภิสิทธิ์ ฉะรัฐบาลแก้วิกฤติพลังงาน-ของแพงไม่ตรงจุด โดยตรง โดยระบุว่ารัฐบาลล่าช้าในการรับมือปัญหาน้ำมันแพงและของแพงที่พุ่งสูง การปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันเร็วเกินไปโดยไม่มีมาตรการรองรับ ทำให้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกว่า 4 หมื่นล้านบาทสูญเปล่า มาตรการช่วยเหลือที่ออกมามีงบเพียง 2 พันล้านบาท ซึ่งน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับผลกระทบ

เขาเสนอให้รัฐบาลเร่งปรับโครงสร้างราคาพลังงาน โดยใช้กลไก ภาษีลาภลอย (Windfall Tax) เพื่อเก็บกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นน้ำมันเข้ากองทุน ซึ่งเป็นวิธีสากลที่หลายประเทศนำมาใช้ แทนการบังคับลดราคาด้วยกฎหมายที่อาจทำให้โรงกลั่นขาดสภาพคล่องและชะลอการผลิต นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ทบทวน “สูตรรับซื้อไฟฟ้า” ที่ผูกกับราคาก๊าซโลก ทำให้เอกชนได้กำไรส่วนต่างมหาศาล ทั้งที่ต้นทุนจริงอาจไม่สูงขนาดนั้น

อภิสิทธิ์ ฉะรัฐบาลแก้วิกฤติพลังงานด้วยมาตรการที่ไม่ตรงจุด

ปัญหาคือรัฐบาลมุ่งช่วยเหลือแบบหว่านแห ไม่พุ่งเป้าไปยังกลุ่มที่เดือดร้อนจริง เช่น ครัวเรือนรายได้น้อย ภาคขนส่ง และผู้ประกอบการขนาดเล็ก นายอภิสิทธิ์ แนะนำให้ผลักดัน พ.ร.บ.โอนงบประมาณ เพื่อดึงเงินจากโครงการไม่จำเป็นมาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันและค่าการกลั่น

  • ปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้ยั่งยืน
  • นำภาษีลาภลอยมาใช้เก็บกำไรเกินควร
  • ทบทวนสูตรคำนวณค่าไฟที่เอื้อเอกชนเกินไป
  • ลดภาษีน้ำมันและช่วยเหลือตรงจุด

แนะรมว.คลัง ตีโจทย์เงินเฟ้อจากต้นทุนให้ตรง

นายอภิสิทธิ์ ฝากข้อคิดถึงรัฐมนตรีคลังว่า วิกฤติครั้งนี้เป็น เงินเฟ้อจากต้นทุน (Cost-push inflation) ไม่ใช่วิกฤติหนี้แบบต้มยำกุ้งปี 2540 ดังนั้น ห้ามใช้เครื่องมือที่ทำให้เศรษฐกิจหดตัวเพื่อกดเงินเฟ้อ เลิกมาตรการอย่าง “คนละครึ่ง” ที่กระจายกว้าง แต่ให้มุ่งช่วยกลุ่มเปราะบางและภาคขนส่งที่แบกต้นทุนหนัก

ติงนายกฯ ติดบริหารแบบเอกชนเกินไป

อีกประเด็นสำคัญคือ การบริหารของนายกฯ ที่ยึดติดรูปแบบเอกชน ซึ่งมุ่งกำไรสูงสุด แต่ประเทศมีเป้าหมายหลากหลายและขัดแย้งกัน เช่น ระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับพลังงาน ผู้นำต้องลงมาหาข้อยุติ สื่อสารนโยบายชัดเจนกับประชาชน แทนตอบโต้การเมือง นายอภิสิทธิ์ เตือนว่ารัฐบาลเสถียรจากผลงาน ไม่ใช่เสียงสภา ปัจจัยล้มเร็วคือคอร์รัปชันและคดีค้างคา อย่ามั่นใจอำนาจเกิน

ท้ายที่สุด นี่คือมุมมองที่ควรค่าแก่การพิจารณา หากรัฐบาลนำไปปรับใช้ จะช่วยคลี่คลายปัญหาได้จริง คุณคิดอย่างไรกับคำวิจารณ์นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวการเมืองเศรษฐกิจอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ฉะรัฐบาลแก้วิกฤติพลังงาน-ของแพงไม่ตรงจุด ติงนายกฯ ติดบริหารแบบเอกชน

“เอกนิติ” แจงไม่ลดสรรพสามิต ถกครม.11เม.ย.

“เอกนิติ” แจง ไม่ลดภาษีสรรพสามิตหวั่นกระทบรักษาพยาบาล ถก ครม. 11 เม.ย. หามาตรการเยียวยา เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงวิกฤตพลังงานโลกครั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้ออกมาให้ข้อมูลชัดเจนถึงนโยบายของรัฐบาลในการรับมือกับสถานการณ์ราคาน้ำมันแพง โดยย้ำว่าการลดภาษีสรรพสามิตอาจส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุข ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลไม่อยากให้เกิดขึ้น

“เอกนิติ” แจง ไม่ลดภาษีสรรพสามิตหวั่นกระทบรักษาพยาบาล ถก ครม. 11 เม.ย. หามาตรการเยียวยา

จากเหตุการณ์วันที่ 9 เมษายน 2567 เวลา 19.20 น. นายเอกนิติ ได้ชี้แจงถึงปัญหาพลังงานที่เกิดจากวิกฤตโลก โดยเฉพาะสงครามในตะวันออกกลางที่ยังไม่แน่นอนว่าจะจบเมื่อไหร่ สถานการณ์นี้อาจลุกลามไปกระทบสินค้าอื่นๆ รวมถึงเงินเฟ้อและเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก รัฐบาลจึงต้องเร่งลดผลกระทบระยะสั้นให้ประชาชนทันที

สิ่งแรกที่รัฐบาลดำเนินการคือการใช้กองทุนน้ำมันเพื่อพยุงราคาน้ำมันให้คงที่ แต่สำหรับการลดภาษีสรรพสามิตนั้น นายเอกนิติ ย้ำว่าไม่ใช่ทางเลือกที่ดี เพราะภาษีสรรพสามิตน้ำมันถูกนำไปใช้ดูแลค่ารักษาพยาบาลต่างๆ หากลดลงอาจทำให้ระบบสาธารณสุขขาดแคลนงบประมาณ ส่งผลกระทบต่อประชาชนในระยะยาว

มาตรการเยียวยาที่จะถกในครม. 11 เมษายน

ในวันที่ 11 เมษายนนี้ รัฐบาลจะประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อหามาตรการช่วยเหลือที่ตรงจุด โดยมุ่งเน้นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนัก เช่น

  • กลุ่มขนส่ง: พึ่งพาน้ำมันสูง อาจได้补贴หรือลดค่าน้ำมันเฉพาะ
  • กลุ่มเปราะบางและรายได้น้อย: ช่วยเหลือตรงเข้าบัญชีเพื่อบรรเทาค่าครองชีพ
  • กลุ่มประมงและเกษตรกร: สนับสนุนเชื้อเพลิงหรือทางเลือกพลังงาน

การช่วยเหลือต้องคำนึงถึงทรัพยากรที่มีจำกัด หากใช้เงินหมดไปกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อาจเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤตเหมือนต้มยำกุ้งปี 2540 ซึ่งรัฐบาลไม่อยากให้เกิดซ้ำ

เปลี่ยนวิกฤติพลังงานเป็นโอกาสสำหรับไทย

นายเอกนิติ ยังมองในแง่บวก โดยชี้ว่าวิกฤตนี้เปลี่ยนมิติโลกในหลายด้าน เช่น

  • วิกฤติความมั่นคงอาหารและยา: ไทยเป็นฐานผลิตอาหารและยารักษาโรคชั้นนำ ต้องเร่งพัฒนาเพื่อส่งออก
  • วิกฤติพลังงาน: ราคาน้ำมันคงไม่ถูกใน 1-2 ปีข้างหน้า เพราะโครงสร้างโรงกลั่นถูกทำลาย ไทยต้องลงทุนพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานหมุนเวียน โซลาร์ ลม

ระยะสั้น ช่วยประชาชนเดือดร้อนให้รอดพ้นวิกฤต ระยะยาว สร้างโอกาสให้เติบโต มีรายได้ดีขึ้น รัฐบาลเชื่อว่าจะผ่านพ้นไปด้วยกัน

สถานการณ์“เอกนิติ” แจง ไม่ลดภาษีสรรพสามิตหวั่นกระทบรักษาพยาบาล ถก ครม. 11 เม.ย. หามาตรการเยียวยา สะท้อนนโยบายสมดุลระหว่างบรรเทาผลกระทบและรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ การตัดสินใจครั้งนี้ช่วยป้องกันปัญหาใหญ่ในอนาคต ขณะที่เตรียมมาตรการช่วยเหลือที่ครอบคลุม

ในมุมมองของผู้เขียน นี่คือกลยุทธ์ฉลาดที่รัฐบาลเลือกทางยั่งยืน แทนการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบเสี่ยง คุณคิดอย่างไรกับนโยบายนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความเพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลดีๆ นี้ ติดตามข่าวอัปเดตมาตรการจากครม. 11 เม.ย. ได้ที่นี่!

ที่มา – “เอกนิติ” แจง ไม่ลดภาษีสรรพสามิตหวั่นกระทบรักษาพยาบาล ถก ครม. 11 เม.ย. หามาตรการเยียวยา

“อนุสรณ์” เตือนจุดเปราะบางเศรษฐกิจไทย เรียกร้องคนเก่งบริหาร

“อนุสรณ์” เตือนจุดเปราะบางเศรษฐกิจไทย อย่างความมั่นคงทางพลังงานที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ในขณะนี้ โดยเสี่ยงเผชิญภาวะ stagflation หรือเศรษฐกิจชะงักงันถดถอยพร้อมเงินเฟ้อสูง นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน และอดีตประธานกรรมการตรวจสอบ บมจ.บางจากปิโตรเลียม ได้ออกมาเตือนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แต่งตั้งบุคคลที่มีความสามารถ ประสบการณ์และซื่อสัตย์มาบริหารประเทศ เพื่อรับมือวิกฤติเศรษฐกิจยุคสงคราม

“อนุสรณ์” เตือนจุดเปราะบางเศรษฐกิจไทย

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ได้ให้สัมภาษณ์ที่เวลา 16.30 น. โดยชี้ว่าความมั่นคงทางพลังงานคือจุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจไทยในสถานการณ์ปัจจุบัน การเมืองไทยต้องมุ่งแก้ปัญหาให้ประชาชน ไม่ใช่แย่งชิงอำนาจ พรรคประชาชนพร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านตรวจสอบอย่างเข้มแข็ง ขณะที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งแต่งตั้งคนเก่งมาดูแลเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านพลังงานที่ราคากำลังพุ่งสูงจากวิกฤติสงคราม

ปัจจุบัน ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้าปรับตัวขึ้นกว่า 35% ในสัปดาห์เดียว ซึ่งเป็นการปรับขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1983 โรงกลั่นในตะวันออกกลางหลายแห่งหยุดผลิต และมีโจมตีคลังน้ำมันในอิหร่าน หากราคาทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รัฐบาลต้องปรับนโยบายอุดหนุนราคาใหม่ เพื่อป้องกันผลกระทบฐานะการคลังและส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ความเสี่ยง stagflation ในเศรษฐกิจไทย

“อนุสรณ์” เตือนจุดเปราะบางเศรษฐกิจไทย โดยชี้ว่าประเทศไทยที่พึ่งพาน้ำมันนำเข้าสูง อาจเจอ stagflation ร่วมกับชาติเอเชียอื่นๆ เงินเฟ้อจะพุ่งจากต้นทุนอุปทาน แทนที่ภาวะเงินฝืดก่อนหน้า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอาจติดลบอีกครั้ง หลังจากเคยติดลบสูงสุด 1.3 แสนล้านบาทในปี 2565 รัฐบาลต้องเตรียมงบรับมือวิกฤติยืดเยื้อ

นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบจากนโยบายญี่ปุ่นที่ใช้อัตราดอกเบี้ยต่ำนาน ทำให้เกิด Yen Carry Trade นักลงทุนกู้เงินเยนลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก เมื่อเงินเฟ้อญี่ปุ่นพุ่ง ธนาคารกลางอาจขึ้นดอกเบี้ย ส่งผล unwind carry trade ขายสินทรัพย์เสี่ยง ตลาดการเงินโลกผันผวนต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศเอเชียตะวันออกอย่างญี่ปุ่นที่กระทบหนัก

นโยบายพลังงาน 4 แผนหลักรับมือวิกฤติ

เพื่อแก้ปัญหา นายอนุสรณ์เสนอให้เดินหน้า 4 แผนหลักควบคู่กัน ดังนี้

  • แผนพัฒนากำลังไฟฟ้าและความมั่นคงทางพลังงาน: เสริมสร้างความมั่นคง ลดการพึ่งพานำเข้า
  • แผนอนุรักษ์พลังงานและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ: ส่งเสริมการประหยัด ลดการบริโภค
  • แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก: ลงทุนโซลาร์ PV พลังงานหมุนเวียน
  • แผนลดก๊าซเรือนกระจก: ร่วมรับมือ climate change ขณะแก้ปัญหาพลังงาน

ไทยมีพลังงานสำรองต่ำ การลงทุนพลังงานแสงอาทิตย์และระบบ Solar PV จะช่วยเพิ่มความมั่นคง อุดหนุนดีเซลผ่านกองทุนน้ำมันเป็นทางออกระยะสั้น แต่ต้องเน้นอนุรักษ์ระยะยาว

สถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจากสงครามและราคาพลังงานผันผวน ทำให้เศรษฐกิจไทยต้องมีผู้นำที่ชำนาญ การแต่งตั้งคนมีความสามารถเข้ามาบริหารจะช่วยนำพาประเทศฝ่าฟันวิกฤติได้ หากล่าช้า ผลกระทบจะรุนแรงยิ่งขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน การเตือนของ “อนุสรณ์” นี้เป็นสัญญาณสำคัญที่ทุกฝ่ายควรถือเป็นจุดเปลี่ยน อย่ารอช้า ควรผลักดันให้มีการจัดตั้งรัฐบาลที่มีทีมเศรษฐกิจแข็งแกร่งทันที เพื่อปกป้องประชาชนจากเงินเฟ้อและถดถอยทางเศรษฐกิจ คุณคิดเห็นอย่างไร ลองแชร์ในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตเศรษฐกิจไทยเพิ่มเติมจากเรา!

ที่มา – “อนุสรณ์” เตือนจุดเปราะบางเศรษฐกิจไทย เรียกร้องแต่งตั้งคนมีความสามารถเข้ามาบริหารประเทศ

สภาฯ ถกงบประมาณ 2569: ฝ่ายค้านจวกยับ!

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา งบประมาณ 2569 วาระ 2 เป็นไปอย่างเข้มข้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาชนออกมาวิพากษ์วิจารณ์การจัดสรร งบประมาณ 2569 ที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยมองว่าโครงการต่างๆ มีความซ้ำซ้อนและไม่ตรงจุด

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 สภาผู้แทนราษฎรได้มีการประชุมพิเศษเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระ 2-3 ซึ่งมีวงเงินรวม 3.78 ล้านล้านบาท โดยนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานในการประชุม

ก่อนเริ่มการอภิปราย นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ได้แจ้งให้ทราบถึงพระบรมราชโองการแต่งตั้ง นายไชยา พรหมา ส.ส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 จากนั้นจึงเริ่มการอภิปรายงบประมาณ 2569

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ได้ชี้แจงว่า กรรมาธิการฯ ได้ปรับลดงบประมาณลง 8,920 ล้านบาท โดยพิจารณาจากความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ความคุ้มค่า และศักยภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ จากนั้นได้นำงบประมาณส่วนนี้ไปปรับเพิ่มให้กับหน่วยงานต่างๆ อาทิ งบกลาง สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการปรับลดและเพิ่มงบประมาณนั้น กรรมาธิการฯ ได้ให้ความสำคัญกับความพร้อม ศักยภาพของหน่วยงาน และภารกิจในการสนับสนุนและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงผลประโยชน์ของประชาชน โดยไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

สภาฯ ถกงบประมาณ 2569

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายในมาตรา 4 เกี่ยวกับวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2569 จำนวน 3.78 ล้านล้านบาท โดยเสนอให้ตัดลดงบประมาณปี 2569 เพิ่มอีก 5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากคาดการณ์ว่า GDP ในปี 2569 จะเติบโตเพียง 1.9% เท่านั้น ซึ่งจะส่งผลให้การจัดเก็บรายได้ลดลง โดยคาดว่าจะมีการจัดเก็บรายได้พลาดเป้าไปเกือบ 6.4 หมื่นล้านบาท ทั้งจากภาษีสรรพสามิตและภาษีสรรพากร นอกจากนี้ น.ส.ศิริกัญญา ยังกล่าวอีกว่า ในขณะที่ประเทศกำลังเผชิญกับภาวะความเสี่ยงทางเศรษฐกิจโลก แต่การจัดทำงบประมาณกลับไม่ได้เตรียมการรองรับ ทำให้ไม่มีงบประมาณสำหรับการพยุงหรือฟื้นฟูเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ น.ส.ศิริกัญญา ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับหนี้สาธารณะที่ใกล้จะชนเพดาน โดยคาดว่า ณ สิ้นปีงบประมาณ 2568 หนี้สาธารณะจะสูงถึง 66% และในปี 2569 จะเพิ่มขึ้นเป็น 69% ซึ่งใกล้เคียงกับเพดานที่ 70% ดังนั้นจึงจำเป็นต้องประหยัดงบประมาณรายจ่ายในปี 2569 แต่การที่กรรมาธิการฯ ปรับลดงบประมาณได้เพียง 8.9 พันล้านบาทนั้น เหมือนกับว่าไม่ได้ตระหนักถึงวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังรออยู่ข้างหน้า การจัดทำงบประมาณในลักษณะนี้ไม่สามารถตอบโจทย์สงครามการค้าได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องตัดลดงบประมาณลงเพื่อประหยัดไว้ใช้ในยามที่เกิดวิกฤติจริงๆ

ความซ้ำซ้อนของงบประมาณ 2569

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงความซ้ำซ้อนในการจัดทำงบประมาณ 2569 ใน 3 ด้าน ได้แก่:

  1. แยกกันทำ: มีโครงการที่คาบเกี่ยวกับภารกิจของหลายหน่วยงาน แต่หน่วยงานต่างๆ เลือกที่จะต่างคนต่างทำมากกว่าที่จะร่วมมือกัน
  2. แย่งกันทำ: มีความซ้ำซ้อนในภารกิจของแต่ละหน่วยงานอย่างชัดเจน
  3. ย้ายออกไปทำ: หลายหน่วยงานถูกตั้งขึ้นมาด้วยภารกิจที่เสี่ยงต่อการซ้ำซ้อนกับหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว หากมีการศึกษาและพิจารณาควบรวมหน่วยงานอย่างจริงจัง จะทำให้โครงการมีความสะเปะสะปะน้อยลง

นายพริษฐ์ กล่าวว่า หากยังไม่สามารถลดความซับซ้อนในการจัดทำงบประมาณที่แทรกซึมอยู่ในทุกหน่วยราชการได้ ก็จะไม่เหลืองบประมาณเพียงพอสำหรับการแก้ไขปัญหาของประชาชน

น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.กทม. พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงงบประมาณสำหรับอาสาสมัครของแต่ละกระทรวง ซึ่งหลายพรรคการเมืองพยายามที่จะใช้เครือข่ายอาสาสมัครต่างๆ เพื่อหวังผลทางการเมือง โดยกล่าวว่าประชาชนไม่ได้โง่และสามารถมองออกว่านักการเมืองใช้เครื่องมือเหล่านี้ทำอะไร การที่ อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) สามารถปฏิบัติภารกิจบางอย่างจนสำเร็จลุล่วงได้ ทำให้กระทรวงอื่นๆ ทำตาม เช่น อาสาสมัครของกระทรวงพัฒนาสังคมฯ อาสาสมัครของกระทรวงดิจิทัล อาสาสมัครของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาสาสมัครของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีอยู่เกือบทุกกรม

น.ส.รักชนก เสนอว่า รัฐบาลควรรวบรวมอาสาสมัครทั้งหมดมาไว้ด้วยกันและจัดสรรงบประมาณให้เพียงกระทรวงเดียว หากทุกกระทรวงมีอาสาสมัครทั้งหมด จะเป็นภาระงบประมาณที่ซ้ำซ้อน เนื่องจากในหลายพื้นที่ อสม. ทำหน้าที่เป็นอาสาสมัครในทุกด้าน เช่น อาสาสมัครพัฒนาสังคม อาสาสมัครดิจิทัล อาสาสมัครเกษตร ซึ่งคนๆ เดียวดำรงตำแหน่งหลายตำแหน่ง ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณซ้ำซ้อนและถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงในการปฏิบัติการบางอย่าง น.ส.รักชนก ไม่เห็นด้วยกับการนำงบประมาณแผ่นดินไปใช้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของบางพรรคการเมืองที่เป็นรัฐมนตรีในกระทรวงนั้นๆ และมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม

การพิจารณางบประมาณ 2569 ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะการจัดสรรงบประมาณที่มีประสิทธิภาพและโปร่งใส จะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศและแก้ไขปัญหาของประชาชนได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – สภาฯ ถกงบประมาณ 2569 วาระ 2 สส.พรรคประชาชนอัดจัดงบฯ ไม่รองรับวิกฤติเศรษฐกิจ

รทสช. มั่นใจสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 แน่นอน!

พรรครวมไทยสร้างชาติมั่นใจสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 อย่างแน่นอน! นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กำชับ สส. เข้าร่วมประชุมพร้อมเพรียง ไม่หวั่นฝ่ายค้านท้วงติงเรื่องงบประมาณฯ พร้อมรับมือภาษีทรัมป์ มั่นใจรัฐบาลเตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดราชบุรี เขต 4 ในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ออกมาเปิดเผยถึงการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 ที่กำลังจะมาถึง โดยระบุว่าจากการที่สภาผู้แทนราษฎรจะมีการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ในวันที่ 13-15 สิงหาคม 2568 นั้น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้เน้นย้ำให้ สส.ของพรรคทุกคนเข้าร่วมการพิจารณางบประมาณโดยพร้อมเพรียงกัน เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจให้กับพี่น้องประชาชนในภาวะที่เศรษฐกิจของประเทศกำลังชะลอตัว

รทสช. มั่นใจสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569

สำหรับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ในวาระที่ 2 และ 3 นั้น สส. พรรครวมไทยสร้างชาติได้มีการแปรญัตติปรับลดงบประมาณในหลายกระทรวง โดยเป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ที่ได้มีการปรับลดงบประมาณในส่วนที่ไม่มีความจำเป็น เพื่อให้งบประมาณของภาครัฐมีประสิทธิภาพสูงสุด และสามารถตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนได้มากที่สุดในหลากหลายกระทรวง เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม รวมถึงในส่วนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ส่วนข้อกังวลของพรรคร่วมฝ่ายค้านที่แสดงความเห็นว่า การแปรญัตติงบประมาณรายจ่ายประจำปีในครั้งนี้อาจจะไม่สามารถตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากภาษีตอบโต้ (Tariff) ของสหรัฐอเมริกานั้น พรรครวมไทยสร้างชาติมีความเห็นสอดคล้องกับรัฐบาลว่า ผลกระทบที่เคยคาดการณ์ว่าจะรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจของไทยนั้น มีโอกาสที่จะไม่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากอัตราภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ กำหนดต่อประเทศไทยนั้น เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียนแล้ว ถือว่าอยู่ในระดับใกล้เคียงกันคือประมาณ 19-20% ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศมากนัก ดังเช่นที่ได้มีการประเมินไว้ก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีชุดข้อมูลที่ใช้ในการประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้านและครบถ้วน

ทำไม รทสช. ถึงมั่นใจสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569

ด้วยเหตุนี้ จึงได้มีการแปรญัตติงบประมาณไปยังภาคส่วนที่มีความจำเป็นมากกว่า หรือหากเกิดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจขึ้นจริง รัฐบาลยังมีเครื่องมืออื่นๆ ที่สามารถนำมาใช้ได้ เช่น งบกลาง ซึ่งสามารถใช้ได้ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน หรืออาจจะพิจารณาเสนองบกลางปีเพิ่มเติม ซึ่งการแปรญัตติในวงเงินงบประมาณ 8.92 พันล้านบาทนี้ รัฐบาลได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว เพื่อที่จะได้จัดสรรงบประมาณไปแก้ไขปัญหาที่จำเป็นเร่งด่วนของชาติและประชาชน

“พรรครวมไทยสร้างชาติมั่นใจว่า ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 จะสามารถผ่านการพิจารณาได้อย่างราบรื่น และจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง” เราเชื่อว่าการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลและ สส. จะนำไปสู่การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน และสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนทุกคน

งบประมาณปี 2569 นี้จะเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง และสร้างโอกาสให้ทุกคนในสังคม

ที่มา – รทสช. มั่นใจสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 ไม่หวั่นฝ่ายค้านท้วงไม่แปรงบฯ รับมือภาษีทรัมป์

Scroll to top