วิกฤตเศรษฐกิจไทย

กรณ์ ฉายภาพวิกฤตเศรษฐกิจไทย-โลก สะท้อนปัญหาสังคมสูงวัย เด็กเกิดน้อย เหลื่อมล้ำทางการศึกษา

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นร้อนที่น่าสนใจมาก เมื่อคุณกรณ์ จาติกวณิช ได้ออกมาเผยมุมมองถึงทิศทางของบ้านเราและระดับนานาชาติ ซึ่งเนื้อหาที่น่าสนใจที่สุดคือ “กรณ์” ฉายภาพวิกฤตเศรษฐกิจไทย-โลก สะท้อนปัญหาสังคมสูงวัย เด็กเกิดน้อย เหลื่อมล้ำทางการศึกษา ที่กำลังกดดันโครงสร้างประเทศอย่างหนักในปัจจุบัน

“กรณ์” ฉายภาพวิกฤตเศรษฐกิจไทย-โลก สะท้อนปัญหาสังคมสูงวัย เด็กเกิดน้อย เหลื่อมล้ำทางการศึกษา

การบรรยายในโครงการ DIP16 สะท้อนให้เห็นว่าโลกของเรากำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคพลังงานไปสู่ยุค AI เต็มตัว ซึ่งท้าทายระบบทุนนิยมแบบเดิมอย่างรุนแรง คุณกรณ์ระบุว่า AI กำลังจัดระเบียบโครงสร้างสังคมใหม่แบ่งเป็นกลุ่มต่างๆ โดยกลุ่มที่น่าห่วงที่สุดคือกลุ่มที่ปรับตัวไม่ทัน ซึ่งต้องพึ่งพาการดูแลจากภาครัฐ ท่ามกลางกระแสค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นแซงหน้ารายได้ของเหล่าคนรุ่นใหม่

มุมมองต่อโครงสร้างงบประมาณและความเสี่ยงที่ต้องจับตา

เมื่อเราพิจารณาในบริบทของประเทศไทย “กรณ์” ฉายภาพวิกฤตเศรษฐกิจไทย-โลก สะท้อนปัญหาสังคมสูงวัย เด็กเกิดน้อย เหลื่อมล้ำทางการศึกษา ไว้อย่างชัดเจนว่า งบประมาณแผ่นดินไทยกว่า 69% ถูกกลืนกินไปกับงบบุคลากรภาครัฐ สวัสดิการสังคม และภาระหนี้สิน ทำให้เหลือส่วนงบลงทุนน้อยมาก หากรัฐบาลไม่ยอมรื้อโครงสร้างงบประมาณใหม่ ประเทศอาจเผชิญวิกฤตการเงินในอนาคต

สาเหตุและปัจจัยกดดันที่สำคัญประกอบด้วย:

  • โครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็วและจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
  • ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ส่งผลต่อคุณภาพแรงงานในยุคเทคโนโลยี
  • งบประมาณประจำที่สูงจนแทบไม่เหลือพื้นที่สำหรับการลงทุนพัฒนาศักยภาพใหม่ๆ

ทางออกที่ถูกนำเสนอคือการเร่ง Reskill/Upskill คนในชาติให้ทันต่อเทคโนโลยี และที่สำคัญที่สุดคือการปรับบทบาทของภาครัฐให้มีความโปร่งใส กระจายงบประมาณให้ตรงจุดเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างเป็นรูปธรรม แทนที่จะเน้นเพียงโครงการประชานิยมที่อาจไม่ใช่ยุทธศาสตร์ในระยะยาว

ท้ายที่สุด การจะฝ่าฟันวิกฤตครั้งนี้ไปได้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การตระหนักรู้และเตรียมความพร้อมทั้งในระดับรายบุคคลและระดับนโยบายของรัฐ คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ลูกหลานของเราอยู่รอดในเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนครับ

ที่มา – “กรณ์” ฉายภาพวิกฤตเศรษฐกิจไทย-โลก สะท้อนปัญหาสังคมสูงวัย เด็กเกิดน้อย เหลื่อมล้ำทางการศึกษา

“ธรรมนัส” อวยพรวันสงกรานต์ ส่งกำลังใจวิกฤตเศรษฐกิจ

เทศกาลสงกรานต์ปี 2569 มาถึงแล้ว ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสุข ความชุ่มฉ่ำ และการรวมญาตินี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.บัญชีรายชื่อ และประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) ได้ออกอวยพรแก่ประชาชนชาวไทยทุกคน ด้วยข้อความอบอุ่นที่สะท้อนความห่วงใยต่อสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะ “ธรรมนัส” อวยพรวันสงกรานต์ ขอส่งกำลังใจให้ทุกคนก้าวผ่านวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ

“ธรรมนัส” อวยพรวันสงกรานต์ ขอส่งกำลังใจให้ทุกคนก้าวผ่านวิกฤตเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2569 เวลา 13.30 น. ร.อ.ธรรมนัส ได้กล่าวอวยพรเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ไทย หรือวันสงกรานต์ พ.ศ. 2569 โดยระบุว่า เทศกาลนี้เป็นช่วงเวลามงคล เป็นโอกาสในการเริ่มต้นใหม่ การกลับบ้านไปหาครอบครัว และการสืบสานประเพณีไทยที่งดงามมาอย่างยาวนาน เขาขอส่งความปรารถนาดีให้ประชาชนทุกคน มีความสุข ความอบอุ่น และปลอดภัย โดยเฉพาะการเดินทางกลับภูมิลำเนา ขอให้ทุกท่านถึงที่หมายอย่างสวัสดิภาพ ไม่มีอุบัติเหตุ และได้ใช้เวลาคุณภาพกับคนที่รัก

วิกฤตค่าครองชีพที่ยังคงรุมเร้า

อย่างไรก็ตาม ในคำอวยพรดังกล่าว ร.อ.ธรรมนัส ยังได้กล่าวถึงปัญหาที่ประชาชนกำลังเผชิญหน้อย่างหนักหน่วง นั่นคือวิกฤตเศรษฐกิจ โดยเฉพาะค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ราคาพลังงาน น้ำมันเชื้อเพลิง ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นไม่หยุดหย่อน ขณะที่รายได้ของคนส่วนใหญ่ไม่เป็นไปตามรายจ่าย ทำให้หลายครอบครัวต้องแบกรับภาระหนัก ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตประจำวัน

  • ราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้มที่ผันผวน
  • สินค้าจำเป็น เช่น อาหาร ของใช้ในบ้าน ที่แพงขึ้น
  • รายได้เฉลี่ยที่ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย
  • ผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อและเศรษฐกิจโลก

“แม้จะเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข แต่พี่น้องประชาชนยังต้องเผชิญกับความยากลำบากจากค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น รายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ผมขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องคนไทยทุกคนก้าวผ่านทุกอุปสรรคครั้งนี้ไปให้ได้” ร.อ.ธรรมนัส กล่าวอย่างหนักแน่น

กำลังใจสำคัญในการฝ่าฟันวิกฤต

คำกล่าวอวยพรนี้ไม่เพียงเป็นการส่งความสุขในวันสงกรานต์เท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งกำลังใจให้คนไทยทั้งชาติยืนหยัดสู้ต่อไปกับปัญหาเศรษฐกิจที่ท้าทาย “ธรรมนัส” อวยพรวันสงกรานต์ ขอส่งกำลังใจให้ทุกคนก้าวผ่านวิกฤตเศรษฐกิจ จึงกลายเป็นข้อความที่สร้างแรงบันดาลใจให้หลายคน โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย ร.อ.ธรรมนัส ซึ่งมีประสบการณ์ทางการเมืองมาอย่างโชกโชน เคยผ่านตำแหน่งสำคัญหลายบทบาท ได้แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง

ในมุมมองของผู้เขียน คำอวยพรนี้เป็นเครื่องเตือนใจที่ดีว่า แม้เทศกาลจะมาพร้อมความสุข แต่เราต้องไม่ลืมความจริงที่กำลังเกิดขึ้น การรวมพลังของคนไทยทั้งชาติ การสนับสนุนนโยบายจากภาครัฐที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพ และการปรับตัวของแต่ละคน จะเป็นกุญแจสำคัญในการก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปได้

ช่วงสงกรานต์นี้ ลองส่งกำลังใจให้กันและกัน สาดน้ำเล่นสนุก แต่ก็อย่าลืมวางแผนการเงินให้ดี คุณมีเคล็ดลับรับมือค่าครองชีพอย่างไร? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ เพื่อส่งต่อกำลังใจนะครับ!

ที่มา – “ธรรมนัส” อวยพรวันสงกรานต์ ขอส่งกำลังใจให้ทุกคนก้าวผ่านวิกฤตเศรษฐกิจ

“สุขุม” แย้มสังคมมีความหวัง หลังอนุทินจัด ครม.

รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน โดยชี้ให้เห็นว่าสังคมเริ่มมีความหวังอีกครั้ง หลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ได้เริ่มเดินหน้าจัดตั้งคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจและเร่งรัดนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชน หนึ่งในนั้นคือการรื้อฟื้นโครงการ “คนละครึ่ง” ที่เคยประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

อดีตอธิการบดี ม.รามคำแหง เน้นย้ำว่าเนื่องจากรัฐบาลมีเวลาจำกัด การเร่งสร้างผลงานให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง และการตัดสินใจปัดฝุ่นโครงการคนละครึ่ง ถือเป็นสัญญาณที่ดี

“สุขุม” แย้มสังคมมีความหวัง หลังอนุทินจัด ครม.

นอกจากนี้ รศ.ดร.สุขุม ยังกล่าวชื่นชมการจัดทัพคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจที่มีการเลือกบุคคลภายนอกซึ่งเป็น “มืออาชีพ” เข้ามาทำงาน สะท้อนให้เห็นว่านายอนุทินเข้าใจปัญหาและความต้องการของประชาชนที่กำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่สูงขึ้น การเลือกบุคคลที่มีความรู้ความสามารถมาดูแลเรื่องนี้จึงเป็นการอ่านใจประชาชนได้อย่างถูกต้อง และสิ่งที่ รศ.ดร.สุขุม เห็นว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีคือ การที่สังคมเริ่มมีความหวังมากขึ้นจากการจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้

การที่รัฐบาลใหม่ตัดสินใจที่จะฟื้นโครงการคนละครึ่งขึ้นมาอีกครั้ง แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง โครงการนี้เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานราก การที่รัฐบาลชุดใหม่ให้ความสำคัญกับโครงการนี้จึงเป็นสัญญาณที่ดีต่ออนาคตของประเทศ

อนาคตและความหวังของสังคม

รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล เลือกที่จะดึงเอามืออาชีพจากภายนอกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคณะรัฐมนตรี แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและความเข้าใจในความซับซ้อนของปัญหาเศรษฐกิจที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ การมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะทาง จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุดมากยิ่งขึ้น

การที่สังคมเริ่มมีความหวังใหม่หลังจากที่ได้เห็นการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง ความหวังเป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า และการที่รัฐบาลสามารถสร้างความหวังให้กับประชาชนได้ แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อรัฐบาล

  • การเร่งรัดนโยบาย: รัฐบาลควรเร่งผลักดันนโยบายต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
  • การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ: มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่สูงขึ้น
  • การสร้างความเชื่อมั่น: สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชน

โดยรวมแล้ว รศ.ดร.สุขุม มองว่าการที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีและได้จัดตั้งคณะรัฐมนตรีที่มีความสามารถ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ และการที่สังคมเริ่มมีความหวังจากการกระทำของรัฐบาลในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าประเทศไทยกำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง การฟื้นโครงการคนละครึ่งเป็นเเพียงจุดเริ่มต้น รัฐบาลยังคงต้องทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศชาติ

การที่สังคมมีความหวังหลังการจัดตั้ง ครม. อนุทิน ถือเป็นแรงผลักดันสำคัญให้รัฐบาลมุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “สุขุม” แย้มสังคมมีความหวัง หลัง “อนุทิน” จัดทัพ ครม. ปัดฝุ่นคนละครึ่ง

ไทยสร้างไทย จี้ “อิ๊งค์” ลาออก ชี้งบฯ 69 ไม่ตอบโจทย์

พรรคไทยสร้างไทยเรียกร้อง “อิ๊งค์” ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ชี้การจัดสรรงบประมาณปี 69 ไม่ตอบโจทย์วิกฤตเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ

ไทยสร้างไทย จี้ “อิ๊งค์” ลาออก ชี้งบฯ 69 ไม่ตอบโจทย์

นายทิวากร สุระชน รองเลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ออกมาเรียกร้องให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากรัฐบาลภายใต้การนำของนางสาวแพทองธารฯ ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ในหลายด้าน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงชายแดน ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นส่งผลเสียต่อเสถียรภาพของประเทศและกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาเศรษฐกิจของไทยที่กำลังอยู่ในภาวะตกต่ำ รัฐบาลยังไม่สามารถนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ หรือมีมาตรการที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาปากท้องและค่าครองชีพของประชาชนได้ รายได้ของเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยลดลง สวนทางกับค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่รัฐบาลมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาทางการเมืองและคดีความต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของผู้นำรัฐบาล

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเผชิญกับปัญหาความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง และยังเพลี่ยงพล้ำในการจัดการด้านการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทำให้ประเทศไทยอยู่ในสถานะที่เปราะบางและถูกลดทอนความน่าเชื่อถือในเวทีนานาชาติ บทบาทของรัฐบาลในการรักษาผลประโยชน์ของชาติจึงถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสม

งบประมาณปี 69 ไม่ตอบโจทย์?

นายทิวากรกล่าวถึงกรณีงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ที่เพิ่งผ่านสภาไปว่า การจัดทำงบประมาณประจำปี 2569 ไม่สะท้อนความต้องการที่แท้จริงของประเทศ การจัดสรรงบประมาณยังคงใช้วิธีการเดิมๆ ไม่ตอบโจทย์วิกฤตเศรษฐกิจ ไม่กระตุ้นการลงทุน และไม่สร้างความมั่นคงทางสังคมตามที่ประชาชนคาดหวัง งบประมาณจำนวนมากยังคงถูกใช้อย่างไร้ประสิทธิภาพ และความเดือดร้อนของประชาชนยังไม่ได้รับการแก้ไข

“การลาออกของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศในเวลานี้ เพื่อเปิดโอกาสให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่มีความพร้อมและได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนและสังคมไทยมากกว่าที่เป็นอยู่ การยื้ออยู่ในตำแหน่งจะยิ่งทำให้ปัญหาของประเทศทวีความรุนแรง และอาจนำไปสู่ภาวะวิกฤตทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ยากต่อการแก้ไขในอนาคตได้” นายทิวากรกล่าว

พรรคไทยสร้างไทยยังคงยืนยันว่า การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศต้องเริ่มต้นจากการมีผู้นำที่ได้รับการยอมรับและมีความสามารถในการบริหารจัดการประเทศอย่างแท้จริง การเปลี่ยนแปลงผู้นำจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ประเทศสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน การที่พรรคไทยสร้างไทย จี้ “อิ๊งค์” ลาออก สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อการบริหารงานของรัฐบาลในปัจจุบัน และความต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของประเทศไทย

การเรียกร้องให้มีการลาออกของนายกรัฐมนตรี ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในระบอบประชาธิปไตย แต่สิ่งสำคัญคือการพิจารณาถึงเหตุผลและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นตามมาอย่างรอบคอบ เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน

ในสถานการณ์ที่ประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง การมีผู้นำที่เข้มแข็ง มีวิสัยทัศน์ และได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วนของสังคมจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อนำพาประเทศผ่านพ้นวิกฤตและสร้างอนาคตที่สดใสให้กับคนไทยทุกคน ดังนั้น การพิจารณาถึงความเหมาะสมของผู้นำประเทศจึงเป็นสิ่งที่ประชาชนควรให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก

ดังนั้น การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืนจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม รวมถึงการมีผู้นำที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นและนำพาประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้องได้ การเรียกร้องของพรรคไทยสร้างไทยครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งเสียงที่สะท้อนถึงความต้องการการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย

ที่มา – ไทยสร้างไทย จี้ “อิ๊งค์” ลาออก ชี้สอบตกแก้ ศก.-มั่นคง ทำงบฯ 69 ไม่ตอบโจทย์

Scroll to top