วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร

ปชน. ส่งแกนนำให้กำลังใจ วันรับสมัคร สส.เขต

พรรคประชาชนเตรียมส่งแกนนำลงพื้นที่ให้กำลังใจในวันรับสมัคร สส.เขตพรุ่งนี้ โดยจะกระจายกำลังพลไปทั่วทุกภาคของประเทศ โดยมีนาย “เท้ง” นำทีมในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ 7 โมงเช้าที่สนามกีฬาเวสน์ 2 นอกจากนี้ “ไหม” จะลงพื้นที่บุรีรัมย์ และ “วีระยุทธ” นำทีมผู้สมัคร สส.ภูเก็ต

วันที่ 26 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคประชาชนว่า ในวันรับสมัคร สส.เขตแบบแบ่งเขตพรุ่งนี้ (27 ธ.ค.) พรรคประชาชนจะใช้ยุทธวิธีดาวกระจาย โดยส่งแกนนำพรรคลงพื้นที่เพื่อให้กำลังใจผู้สมัครในแต่ละภูมิภาค

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จะนำผู้สมัคร สส.กทม. ไปสมัครที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 กทม. ในเวลา 07.00 น. โดยคาดว่าจะเดินทางโดยรถเมล์เช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา ส่วน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 2 จะไปให้กำลังใจผู้สมัครที่จังหวัดบุรีรัมย์ และนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 3 จะนำทีมที่จังหวัดภูเก็ต

ขณะที่นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรค จะเดินทางไปที่จังหวัดสุรินทร์และศรีสะเกษ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรค จะไปที่จังหวัดระยองและจันทบุรี น.ส.รักชนก ศรีนอก อดีต สส.กทม. จะไปที่จังหวัดชลบุรี และนายชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน จะให้กำลังใจผู้สมัครที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของนายชัยธวัชด้วย

ปชช. ส่งแกนนำให้กำลังใจ วันรับสมัคร สส.เขต

การกระจายกำลังพลของพรรคประชาชนในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความพร้อมของพรรคในการลงสนามเลือกตั้งที่จะมาถึงในเร็วๆ นี้ การที่แกนนำพรรคลงพื้นที่ไปให้กำลังใจผู้สมัคร สส. ในแต่ละเขตนั้น เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้สมัคร และยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของพรรคต่อผู้สมัครในทุกระดับ

พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นอย่างมาก การส่งแกนนำไปให้กำลังใจผู้สมัครในวันรับสมัคร สส.เขต เป็นเพียงหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่พรรคเตรียมไว้สำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง พรรคยังคงเดินหน้าทำงานอย่างหนักเพื่อนำเสนอนโยบายและแนวทางในการพัฒนาประเทศให้กับประชาชน เพื่อให้ประชาชนได้มีข้อมูลที่เพียงพอในการตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมที่สุด

การเตรียมความพร้อมในวันรับสมัคร สส.เขต

การเตรียมความพร้อมสำหรับการลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเอกสารที่ใช้ในการสมัคร การเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน หรือการเตรียมทีมงานสนับสนุน การเตรียมตัวที่ดีจะช่วยให้การลงสมัครเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

  • ตรวจสอบเอกสารให้ครบถ้วน: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเอกสารทุกอย่างที่ต้องใช้ในการสมัครนั้นถูกต้องและครบถ้วน
  • เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการสัมภาษณ์: เตรียมคำตอบสำหรับคำถามที่คาดว่าจะถูกถามโดยสื่อมวลชน
  • เตรียมทีมงานสนับสนุน: มีทีมงานที่พร้อมช่วยในทุกด้าน ตั้งแต่การประชาสัมพันธ์ไปจนถึงการประสานงาน

พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับทุกขั้นตอนของการเลือกตั้ง และพร้อมที่จะสนับสนุนผู้สมัคร สส. ทุกคนอย่างเต็มที่ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

พรรคประชาชนมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศไทย และเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นโอกาสสำคัญในการนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

การตัดสินใจของประชาชนในการเลือกผู้แทนที่เหมาะสม จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของประเทศ ดังนั้นจึงขอเชิญชวนให้ประชาชนทุกคนออกมาใช้สิทธิ์ใช้เสียงของท่านในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

การที่พรรคแกนนำกระจายกันไปให้กำลังใจตามภาคต่างๆนั้น นอกจากจะเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้ผู้สมัครแล้ว ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของพรรคที่จะรับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชนในทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง

วันรับสมัคร สส.เขต คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาชนพร้อมที่จะเดินหน้าต่อไปอย่างเต็มกำลัง

ที่มา – ปชน. ส่งแกนนำกระจายทุกภาค ให้กำลังใจวันรับสมัคร สส.เขต พรุ่งนี้ ส่วน “เท้ง” นำทีม กทม.

รู้จัก “ศิริกัญญา ตันสกุล” ว่าที่นายกฯ พรรคประชาชน

ชวนรู้จักประวัติ “ไหม – ศิริกัญญา ตันสกุล” แคนดิเดตนายกฯ หญิงคนเดียวของพรรคประชาชน นักเศรษฐศาสตร์สาว รองหัวหน้าพรรคฝ่ายนโยบาย เลือกตั้ง 2569 คราวนี้ มีลุ้นรัฐบาลพรรคเดียวหรือไม่

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 นับถอยหลังเข้าสู่การเลือกตั้งใหญ่ครั้งใหม่ ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศแล้ว โดยจะเปิดรับสมัครในช่วงวันที่ 27-31 ธันวาคม 2568 นี้แล้ว หลายพรรคการเมืองทยอยเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี รวมถึงพรรคประชาชน ประกอบด้วย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 1, น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ฝ่ายนโยบาย แคนดิเดตลำดับที่ 2 และ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ฝ่ายยุทธศาสตร์การเมือง และที่ปรึกษาด้านนโยบาย แคนดิเดตลำดับที่ 3

ประวัติ “ศิริกัญญา ตันสกุล”

สำหรับประวัติของ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ชื่อเล่น ไหม เกิดเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2524 อายุ 44 ปี (ณ พ.ศ. 2568) จบการศึกษาระดับมัธยมปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ระดับปริญญาตรีและโทจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยตูลูส ประเทศฝรั่งเศส เคยทำงานให้กับสถาบันอนาคตไทยศึกษา (Thailand Future Foundation) และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

เส้นทางการเมืองของ ศิริกัญญา ตันสกุล

น.ส.ศิริกัญญา เข้ามาร่วมงานการเมืองกับพรรคอนาคตใหม่ ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายนโยบาย โดยการชักชวนจาก นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ในขณะนั้น และลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 15 โดยได้รับเลือกตั้งเป็น สส.สมัยแรก และยังได้รับเลือกให้เป็นประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจของสภาผู้แทนราษฎรไทย ชุดที่ 25 ด้วย. กระทั่งวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 7 ต่อ 2 เสียง ยุบพรรคอนาคตใหม่ พร้อมเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรค เป็นเวลา 10 ปี จากกรณีกู้ยืมเงินจากนายธนาธร จำนวน 191 ล้านบาท เนื่องจากเห็นว่าเป็นการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 72 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

ในขณะนั้น น.ส.ศิริกัญญา พร้อมด้วย สส.ส่วนใหญ่ที่ไม่ได้ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองจึงย้ายมาสังกัดพรรคก้าวไกล และที่ประชุมพรรคได้เลือกให้เป็นรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่ผ่านมา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล มักมีบทบาทสำคัญ โดยรับหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรคก้าวไกล แต่ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคก้าวไกล เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567 ซึ่งในเวลาต่อมา สส. ต่างย้ายไปสังกัดพรรคใหม่ คือ พรรคประชาชน ซึ่งภายหลังการประชุมใหญ่วิสามัญครั้งแรกในนามพรรคประชาชน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ชี้แจงว่าไม่มีความประสงค์ในการรับการเสนอชื่อเป็นหัวหน้าพรรคแข่งกับ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จึงเป็นรองหัวหน้าพรรค และยังคงดูแลฝ่ายนโยบายของพรรคเช่นเดิม

ต่อมาวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 พรรคประชาชนเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ซึ่งในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 เสนอเพียง นายณัฐพงษ์ เพียงคนเดียวในบัญชี แต่ในการเลือกตั้ง 2569 ที่จะถึงนี้ พรรคตัดสินใจเสนอชื่อ 3 คน คือ นายณัฐพงษ์, น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล และ นายวีระยุทธ ที่เชื่อมั่นว่ามีศักยภาพมากพอ พร้อมกับแสดงวิสัยทัศน์และชูนโยบาย “ไทยไม่เทา – ไทยเท่ากัน – ไทยทันโลก” (อ่านเพิ่มเติม : “ณัฐพงษ์-ศิริกัญญา-วีระยุทธ” ไม่พลิกโผนั่ง 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน) หลังจากนี้คงต้องลุ้นกันต่อว่าการเลือกตั้งใหญ่ครั้งนี้ พรรคประชาชนจะได้เก้าอี้ตามที่คาดหวังว่าอยากจะเป็นรัฐบาลพรรคเดียวหรือไม่ รวมถึงคดี 44 สส. ที่ยังต้องลุ้นกันต่อ เนื่องด้วย น.ส.ศิริกัญญา และ นายณัฐพงษ์ ก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย.

เจาะลึกประวัติ ศิริกัญญา ตันสกุล

การก้าวเข้าสู่สนามการเมืองของ ศิริกัญญา ตันสกุล นั้นน่าสนใจอย่างยิ่ง จากนักเศรษฐศาสตร์ สู่ผู้แทนประชาชน และตอนนี้เป็นถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหญิงเพียงคนเดียวของพรรคประชาชน เส้นทางของเธอจะเป็นอย่างไรต่อไป เป็นสิ่งที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – ประวัติ “ศิริกัญญา ตันสกุล” แคนดิเดตนายกฯ หญิงคนเดียวของพรรคประชาชน

ปชน. ถก ชุบชีวิตเศรษฐกิจไทย: รัฐต้อง CLEAN!

พรรคประชาชนจัดเสวนา เรื่อง ชุบชีวิตเศรษฐกิจไทย โดยมีผู้เชี่ยวชาญเสนอแนวทางหลากหลาย ทั้งการแก้ปัญหาการเมืองสีเทา และการสร้างรัฐที่ CLEAN เพื่อต่อสู้กับการคอร์รัปชัน

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 พรรคประชาชนจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “ชุบชีวิตเศรษฐกิจไทย” ภายใต้งาน “รีชาร์จประชาชน” โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน, นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน และ นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เพื่อนำเสนอแนวนโยบายความมั่นคงใหม่ เศรษฐกิจใหม่ บริหารประเทศแบบใหม่ ไทย-ทัน-โลก

นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร กล่าวถึง “ฟื้นภาคการผลิตไทย ยุทธศาสตร์เชื่อมโลกใหม่” โดยเสนอนโยบาย “รีชาร์จเศรษฐกิจไทยด้วย 4 เครื่องยนต์ใหม่” และชี้ว่า “การเมืองสีเทา” ส่งผลกระทบด้านลบต่อเศรษฐกิจไทย ทำให้เงินไหลไปยังเศรษฐกิจใต้ดิน งบประมาณไม่โปร่งใส และบริการสาธารณะด้อยคุณภาพ หากได้รับความไว้วางใจ พรรคประชาชนพร้อมปรับยุทธศาสตร์ใหญ่เพื่อชุบชีวิตเศรษฐกิจไทย โดยมี 4 เครื่องยนต์หลัก:

  1. พัฒนาทักษะคนไทยรูปแบบใหม่ โดยรัฐสนับสนุนงบประมาณให้ประชาชนเลือกคอร์สที่เหมาะสม
  2. ยกระดับอุตสาหกรรมเก่าให้เป็นอุตสาหกรรมใหม่ สนับสนุนกองทุนยกระดับอุตสาหกรรมและภาคบริการ
  3. สนับสนุนเกษตรหลากหลาย สร้างดีมานด์กระตุ้นซัพพลาย
  4. เชื่อมไทยกับโลกเพื่อร่วมขบวนเทคโนโลยีแห่งอนาคต

นายวีระยุทธกล่าวว่าหลังการเลือกตั้งปี 2569 จะไม่มีการเมืองสีเทา หากไม่กลายเป็นการเมืองสีขาว ก็จะกลายเป็นยุคแห่งการเมืองสีดำและเศรษฐกิจใต้ดิน

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล กล่าวถึง “สร้างรัฐทันโลก” โดยเน้นว่ารัฐไทยต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเองให้เป็น “รัฐทันโลก” หรือ “future-ready” เพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ

4 โจทย์ใหญ่ของรัฐทันโลก ได้แก่ การแก้ไขปัญหาโครงสร้างรัฐ งบประมาณรวมศูนย์ กฎหมายล้าสมัย คอร์รัปชัน และการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจจากประชาชน

รัฐทันโลกต้องมีคุณสมบัติ 4 ประการ:

  • CLEAN: ต่อสู้กับคอร์รัปชัน
  • LEAN: กระฉับกระเฉงว่องไว
  • EMPOWERING: สนับสนุนให้ประชาชนไปถึงศักยภาพสูงสุด
  • RESPONSIVE: ตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

เรื่องแรกที่ต้องทำคือ “การปฏิรูประบบงบประมาณ” โดยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นและเพิ่มพื้นที่งบประมาณสำหรับการพัฒนาประเทศ และต้องมีการปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ เพื่อให้เงินงบประมาณสะอาดขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ ต้องมีระบบที่ดีในการป้องกันการโกงในการจัดซื้อจัดจ้าง โดยแบ่งตลาดให้ชัดเจนและสร้างความโปร่งใส และการเปิดเผยข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

นางสาวศิริกัญญา กล่าวย้ำว่า การสร้างรัฐที่ CLEAN จะช่วย ชุบชีวิตเศรษฐกิจไทย ได้อย่างยั่งยืน

ปชน. ถก ชุบชีวิตเศรษฐกิจไทย

ด้านนายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ กล่าวถึง “สร้างงานดี เศรษฐกิจมีพลวัต ภารกิจเร่งด่วนรัฐบาลหน้า” โดยชี้ว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตช้า และต้องเผชิญกับความท้าทายเรื่องคอร์รัปชัน ธรรมาภิบาล และการฟอกเงิน

นายสมเกียรติเสนอว่า โมเดลใหม่ในการพัฒนาประเทศไทยไม่ใช่การดึงดูดการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างงานที่ดีและพัฒนาทักษะของคนไทยควบคู่กันไป

รัฐ CLEAN จุดเริ่มต้นการชุบชีวิตเศรษฐกิจไทย

การเสวนาครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างรัฐที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และปราศจากการคอร์รัปชัน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถชุบชีวิตเศรษฐกิจไทยและก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน การที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันผลักดันนโยบายที่โปร่งใส พร้อมกับการมีส่วนร่วมของประชาชน จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประเทศไทย

ที่มา – ปชน. ถก ชุบชีวิตเศรษฐกิจไทย แนะสร้างรัฐที่ CLEAN สู้กับคอร์รัปชัน แก้การเมืองสีเทา

วิโรจน์ขอรอดู! **แคนดิเดตนายกฯ ปชน.** คือใคร?

“วิโรจน์” อุบ! ขออดใจรอดูพรุ่งนี้ **แคนดิเดตนายกฯ ปชน.** ใช่ “เท้ง-ไหม-วีระยุทธ” หรือไม่? ระบุขอให้อดใจรอพรุ่งนี้ ไม่กังวลคดี 44 สส. เชื่อพรรคเลือกคนมีความรู้ความสามารถมาบริหารประเทศ

วันที่ 22 พ.ย. 2568 ที่สำนักงานใหญ่พรรคประชาชน อาคารอนาคตใหม่ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงการเปิดตัว**แคนดิเดตนายกฯ ปชน.** ในวันพรุ่งนี้ ว่า นอกจากนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน อีก 2 คนที่เหลือใช่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน และนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แกนนำพรรคประชาชน หรือไม่ ว่า ขอให้รอพรุ่งนี้ พร้อมบอกกับผู้สื่อข่าวว่า จะถามอีก 10 ครั้ง ตนก็จะตอบแบบนี้ว่าให้รอพรุ่งนี้ ๆ รู้แน่ เชื่อว่าขณะนี้ขั้นตอนของพรรคกระบวนการคัดสรรเรียบร้อยแล้ว แต่วันนี้เป็นการเชิญชวนมาฟังนโยบายธงนำของพรรคประชาชน ในการเลือกตั้งครั้งหน้าคือการปราบสแกมเมอร์และทุนเทา ขอให้ติดตามตรงนี้ส่วนพรุ่งนี้ข้อมูลต่างๆ ทุกภาคส่วนจะรู้กันแบบตรงไปตรงมา ส่วนจะเป็น 3 ชื่อที่มีกระแสข่าวมาก่อนหน้านี้หรือไม่ ตนตอบไม่ได้ จำนวนชื่อเป็นไปตามความเหมาะสม และชื่อที่เปิดออกมาจะเป็นคนที่มีความเหมาะสมทั้งสิ้น

เมื่อถามว่าเป็นห่วงในเรื่องคดี 44 สส.ในสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. จะกระทบกับ**แคนดิเดตนายกฯ ปชน.** ของพรรคหรือไม่ นายวิโรจน์ กล่าวยืนยันว่า พวกเราทำโดยสุจริตในการยื่นแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 เราแจ้งกับ ป.ป.ช.ว่าเราดำเนินการโดยสุจริต ใช้นิติบัญญัติโดยชอบ จึงไม่กังวลในเรื่องนี้

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าแสดงว่ารายชื่ออาจจะมีคนนอกที่ไม่อยู่ใน 44 คนใช่หรือไม่ นายวิโรจน์ ยิ้มพร้อมย้ำคำเดิมว่าขอให้รอติดตามพรุ่งนี้ดีกว่า ถ้าผมบอกว่าเกี่ยวหรือไม่เกี่ยว พอตรงกับที่ผมพูด ก็จะหาว่าผมรู้ก่อน พอไม่ตรงก็จะหาว่าผมโกหก พรุ่งนี้จะได้รู้กันแน่นอน จะถามคนที่ไม่รู้ก็ตอบลำบาก

นายวิโรจน์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของ สส. บางส่วนอาจจะยังไม่ทราบตัว**แคนดิเดตนายกฯ** แต่ในส่วนของขั้นตอนการคัดสรรของพรรคเสร็จสิ้นแล้ว

เมื่อถามย้ำว่านายวิโรจน์เป็นแกนนำพรรคแสดงว่ารู้แล้วใช่หรือไม่ นายวิโรจน์ กล่าวว่า “แกนนำก็ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง จะทราบหรือไม่ทราบ แต่ผมมั่นใจในพรรคเสมอ 100 เปอร์เซ็นต์ว่าจะคัดเลือกคนที่มีความเหมาะสมและมีความรู้ความสามารถมาบริหารประเทศอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็น 2 หรือ 3 ชื่อ หรือทุกๆ ชื่อก็มีความเหมาะสมทั้งสิ้น ผมเชียร์ ให้กำลังใจและพร้อมจะทำงานให้อย่างถวายหัวแน่นอน”

พรุ่งนี้รู้แน่! ใครคือแคนดิเดตนายกฯ ปชน.?

การเปิดตัว**แคนดิเดตนายกฯ ปชน.** เป็นที่จับตาของทุกฝ่าย เพราะจะเป็นการแสดงวิสัยทัศน์และนโยบายของพรรคในการนำพาประเทศไปข้างหน้า ซึ่งนายวิโรจน์ได้กล่าวถึงความมั่นใจในการคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมและความสามารถของพรรค แม้ว่าจะมีกระแสข่าวเกี่ยวกับบุคคลที่คาดว่าจะได้รับการเสนอชื่อ แต่ก็ยังคงต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้

สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับแคนดิเดตนายกฯ ปชน.

  • ความสามารถในการบริหารประเทศ
  • วิสัยทัศน์และนโยบายที่ชัดเจน
  • ความโปร่งใสและสุจริต
  • การแก้ปัญหาทุจริตและคอร์รัปชัน

การเลือก**แคนดิเดตนายกฯ ปชน.** ที่มีความสามารถและเหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทุกคน

แม้ว่านายวิโรจน์จะไม่ได้เปิดเผยรายชื่อ**แคนดิเดตนายกฯ ปชน.** ในตอนนี้ แต่ก็ยืนยันว่าพรรคจะคัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ความสามารถมาบริหารประเทศอย่างแน่นอน การรอคอยการเปิดตัวในวันพรุ่งนี้จึงเป็นสิ่งที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิด

การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การตัดสินใจของพรรคประชาชนในการเลือก**แคนดิเดตนายกฯ** จะมีผลต่อการเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างแน่นอน ร่วมติดตามสถานการณ์และวิเคราะห์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อไป

ที่มา – “วิโรจน์” ขออดใจรอดูพรุ่งนี้ แคนดิเดตนายกฯ ปชน. ใช่ “เท้ง-ไหม-วีระยุทธ” หรือไม่

ลดพึ่งส่งออก! เน้น ศก.ภายในประเทศ ตามพรรคประชาชน

รองหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอประเทศไทยต้องปรับยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ ลดพึ่งพาการส่งออก เพิ่มความสำคัญของเศรษฐกิจภายใน เชื่อมโลกเพื่อร่วมขบวนเศรษฐกิจใหม่

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน นำเสนอในเวที The Standard Economic Forum 2025 ให้ประเทศไทยปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ เพื่อลดพึ่งพาการส่งออก ให้ความสำคัญ ศก. ภายในประเทศ สร้างประเทศไทยให้เป็น “เสือตัวที่ห้าที่วิ่งด้วยขาของตัวเอง” โดยระบุว่า ประเทศไทยมีการส่งออกต่อจีดีพีสูงกว่าจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สะท้อนความอ่อนแอของเศรษฐกิจภายใน โดยนายวีระยุทธ เริ่มต้นด้วยการเล่าว่าประเทศไทยใช้ยุทธศาสตร์การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออก หรือ Export-led growth model เหมือนกับ “เสือเศรษฐกิจแห่งเอเชียตะวันออก” อย่างเกาหลีใต้, ไต้หวัน, ญี่ปุ่น และจีน แต่ผ่านไปหลายทศวรรษ กลับพบว่าเราพึ่งพาการส่งออกถึง 70% ของจีดีพี สูงกว่าเอเชียตะวันออกที่มีสัดส่วนการส่งออกเพียง 20-40% ของจีดีพีเท่านั้น

นายวีระยุทธ กล่าวว่า ที่เป็นเช่นนี้ไม่ได้แปลว่าเราส่งออกเก่งกว่าจีนหรือญี่ปุ่น แต่เป็นเพราะเศรษฐกิจภายในของเราอ่อนแอเกินไป ทำให้การส่งออกทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ จนอนาคตของเศรษฐกิจไทยไปแขวนไว้กับความเปราะบางของสงครามการค้า ตลอดจนความผันผวนของราคาสินค้าในตลาดโลก

ลดพึ่งพาการส่งออก ให้ความสำคัญ ศก. ภายในประเทศ

สร้างสังคมสูงวัยที่มีความสุข

ทั้งนี้ เห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจอย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายใน ซึ่งทำได้ผ่านแนวทางสำคัญ 3 ข้อ ได้แก่ (1) สนับสนุนให้เกิดการลงทุนภาคเอกชนที่เชื่อมโยงข้ามอุตสาหกรรม (2) การลงทุนภาครัฐจะต้องตรงจุดและส่งผลต่อเนื่องให้เอกชนพร้อมลงทุนต่อ และ (3) สนับสนุนการบริโภคในประเทศที่ช่วยยกระดับมาตรฐานการผลิต ใช้กลไกรัฐและกลไกตลาดสร้าง Hi-tech ecosystem และสังคมสูงวัยที่มีความสุข

นายวีระยุทธ ยกตัวอย่างแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรม 2 ด้าน ด้านแรก คือ การสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมไฮเทคให้เกิดขึ้นในประเทศไทย เชื่อมโยงการผลิตจากความสามารถเดิมที่ไทยมีอยู่แล้วอย่างชิ้นส่วนยานยนต์ ไปสู่การผลิตเครื่องมือแพทย์และผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพที่ตอบโจทย์สังคมสูงวัย ในขณะเดียวกันก็ออกมาตรการผลักดันให้ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มสัดส่วนชิ้นส่วนสำคัญอย่างเซมิคอนดักเตอร์หรือเซ็นเซอร์ที่ผลิตในประเทศไทย

ยกระดับ SME ตอบโจทย์สังคมสูงวัย เพื่อลดพึ่งพาการส่งออก

ทั้งนี้ การสนับสนุนด้านภาษีและการผลิตไม่จำเป็นต้องให้กับบริษัทต่างชาติหรืออุตสาหกรรมใหญ่ๆ เท่านั้น ดังนั้น แนวทางอีกด้านที่ควรทำไปพร้อมกันคือ ผลักดันให้ SME ไทยสามารถยกระดับเพื่อตอบโจทย์ “สังคมสูงวัย” ที่ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์เปลี่ยนไปจากเดิม ทั้งผลิตภัณฑ์ดูแลความงาม อุปกรณ์ไฟฟ้าเพื่อสุขภาพ รวมถึงเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ในบ้านที่ต้องยกระดับความปลอดภัยและติดตั้งระบบสัญญาณเตือนภัย

ร่วมขบวนเศรษฐกิจใหม่

นอกจากนี้ การเพิ่มความเชื่อมโยงระหว่างภาคการผลิตในไทยไม่ได้แปลว่าเราต้องตัดขาดจากโลก ตรงกันข้าม นายวีระยุทธเสนอให้ไทยเดินหน้าจับมือกับ “เสือเอเชียตะวันออก” เพื่อร่วมลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ โดยเข้าใจความต้องการของแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน

เช่น ญี่ปุ่นขาดพื้นที่การทดลองภายในประเทศ เราจึงควรร่วมมือกับรัฐบาลและบริษัทญี่ปุ่นสร้าง joint sandbox ในเทคโนโลยีใหม่อย่างพลังงานไฮโดรเจนหรือรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ

ในขณะที่เกาหลีใต้ขาดพื้นที่สำหรับกระจายความเสี่ยงการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไทยควรหาจุดที่ไปเชื่อมต่อในซัพพลายเชนร่วมกับเวียดนามและมาเลเซีย

เปลี่ยนแปลงความเชื่อเดิม

นายวีระยุทธ กล่าวว่า การปรับยุทธศาสตร์ทั้งหมดนี้ ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงความเชื่อเดิมด้วย เช่น (ก) เปลี่ยนจากการดีใจกับตัวเลขส่งออก มาสู่ความสนใจจุดแข็ง-จุดอ่อนของเศรษฐกิจภายใน (ข) เปลี่ยนจากการมุ่งแต่ดึงเงินใหม่ก้อนใหญ่จากต่างประเทศ มาสู่การสร้างเศรษฐกิจไทยที่คนในอยากลงทุน และ (ค) เปลี่ยนจากกรอบคิด Made in Thailand ที่อยากดึงซัพพลายเชนการผลิตให้มาตั้งที่ไทยทั้งห่วงโซ่ มาเป็น Made with Thailand ที่เน้นการหาจุดโฟกัสที่เราเก่งในแต่ละห่วงโซ่การผลิต เพื่อทำให้เป็นจุดที่โลกขาดไทยไม่ได้ การลดพึ่งพาการส่งออก ให้ความสำคัญ ศก. ภายในประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การที่ประเทศไทยจะสามารถลดพึ่งพาการส่งออก ให้ความสำคัญ ศก. ภายในประเทศได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

ที่มา – รองหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอปรับยุทธศาสตร์ลดพึ่งพาการส่งออก ให้ความสำคัญ ศก. ภายในประเทศ

แรงงานไทยไร้แผน? วีระยุทธชี้ ษัษฐรัมย์ซัดทุจริต

วงเสวนาแรงงาน “ตรีนุช” รับ เรื่องแรงงานไทยแทบปรับตัวไม่ทัน “วีระยุทธ” เผย เรื่องน่าห่วงคือแผนยุทธศาสตร์ Reskill 2 กระทรวงยังไม่ซิงค์กัน ด้าน “ษัษฐรัมย์” ชี้วิกฤตของกองทุนบำนาญคือการทุจริต ไม่ใช่เพราะต้องนำงบมาดูแลคนแก่หรือเด็ก

วันที่ 1 พ.ย. 2568 ที่ อาคารรัฐสภา มีการจัดงานประชุมวิชาการด้านแรงงานของประเทศไทย หัวข้อ “แรงงานไทยท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง” จัดโดยกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร กรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา, มูลนิธิ ฟรีดริช เอแบร์ท ประเทศไทย, ไทยรัฐกรุ๊ป และพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย โดยมีทั้งนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญประเด็นแรงงานในมิติต่างๆ มากมาย ร่วมวงเสวนา

ด้านนางตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่องทิศทางของกระทรวงแรงงานไทย ภายใต้การเปลี่ยนแปลง ว่า “ยอมรับว่าเราแทบจะเตรียมตัวกันไม่ทันเลยทีเดียว กับการเปลี่ยนแปลงถึงกระแสโลกที่เปลี่ยนไป วันนี้เมื่อเราพูดถึง AI พูดถึงเกี่ยวกับดิจิทัล เราจะทำยังไงที่จะทำให้คนของเราที่อยู่ในตลาดแรงงานหรือคนของเราที่เข้าสู่ระบบแรงงาน”

ประเด็นความท้าทายที่ตลาดแรงงานไทยกำลังเผชิญ มี 4 เรื่อง

1 การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงประชากร ปี พ.ศ. 2568 จะเป็นปีแรกที่ประเทศไทยมีอัตราการเกิดของประชากรต่ำกว่า 500,000 คน ซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากระดับ 700,000 คนเมื่อ 10 ปีก่อน

2 เทคโนโลยีเปลี่ยนฉับพลัน การเข้ามาของ AI ภาคธุรกิจมุ่งเน้นทักษะนี้มากขึ้น แต่การศึกษาและการพัฒนาบุคลากรตามไม่ทัน

3 ทักษะแรงงานไม่ตรงกับความต้องการ (Skills Mismatch) ผู้ประกอบการต้องการแรงงานที่มีทักษะสมัยใหม่ แต่แรงงานจำนวนมากในระบบขาดทักษะที่จำเป็น เกิดภาวะ “ว่างงานแฝง”

4 ปัจจัยภายนอกทางเศรษฐกิจและการเมือง สถานการณ์สงครามโลกส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดแรงงานและเศรษฐกิจไทย เช่น นโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกา หรือความไม่สงบในภูมิภาค เช่น สถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักของการเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามชาติ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในภาคเกษตรและก่อสร้าง

โดยจะมียุทธศาสตร์และแนวทางการดำเนินงานของกระทรวงแรงงาน ดังนี้

1. การจัดการภาวะขาดแคลนแรงงาน โดยจัดหาแรงงานทดแทน

2. ยกระดับทักษะแรงงาน (Upskill & Reskill)

3. ส่งเสริมสวัสดิการและความมั่นคงในอาชีพ

4. การขยายโอกาสการทำงานในต่างประเทศ 

5. การปฏิรูปบริการสู่ระบบดิจิทัล

“วีระยุทธ” ห่วงไทยไร้แผนยุทธศาสตร์แรงงาน-“ษัษฐรัมย์” ชี้วิกฤตกองทุนบำนาญคือการทุจริต

ด้าน นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงประเด็นความท้าทายสำคัญในการพัฒนากำลังคนของประเทศไทย ว่า “กระทรวงแรงงานมีแผน กระทรวงอุตสาหกรรมก็มีแผน แต่ปรากฏว่า ขาที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานเรื่องการ Reskill ยังไม่ ซิงค์กัน ยังไม่เดินตาม ยีราฟตัวนี้เลยเดินไปไม่ถึงไหนและอาจล้มลงตรงนี้ครับ”

นายวีระยุทธยังได้กล่าวให้เห็นถึงช่องว่างที่น่ากังวลระหว่างการวางแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติกับการปฏิบัติงาน คือ การขาดการบูรณาการและการปฏิบัติตามแผนแม่บท นอกจากนี้ยังพบการยึดติดกับตัวชี้วัดเชิงปริมาณ (KPI) ที่บิดเบือนความเป็นจริง

กรณีศึกษาที่ชัดเจนคือ การจัดสรรงบประมาณในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ไม่ตอบโจทย์การพัฒนาทักษะ งบประมาณส่วนใหญ่มุ่งไปที่การอุดหนุนการซื้อขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) แทนที่จะเป็นการลงทุนเพื่อยกระดับและปรับทักษะ (Reskill) แรงงานกว่า 700,000 คนในภาคส่วนนี้อย่างจริงจัง หรืออย่างโครงการจัดหางานขนาดใหญ่อย่าง Job Expo แม้จะสร้างตัวเลขผู้เข้าร่วมที่สูง แต่กลับมีอัตราการจ้างงานจริงที่ต่ำมาก และไม่ตอบสนองความคาดหวังของผู้หางานอย่างแท้จริง 

“ษัษฐรัมย์” ชี้วิกฤตกองทุนบำนาญคือการทุจริต ไม่ใช่ต้องนำงบมาดูแลคนแก่

ด้าน นายษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และบอร์ดผู้ประกันตนของสำนักงานประกันสังคม ชี้ให้ความเห็นในประเด็นการปฏิรูประบบประกันสังคมว่า  “ไม่มีสังคมไหนล่มสลายเพราะดูแลคนแก่ ไม่มีสังคมไหนล่มสลายเพราะดูแลเด็ก …วิกฤตของกองทุนบำนาญที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะพ่อแม่ของเราแก่ แต่เกิดขึ้นเพราะความไม่โปร่งใสของคณะกรรมการ”

นายษัษฐรัมย์ ยังให้ความคิดเห็นถึงวิกฤตที่แท้จริงของระบบบำนาญไทยที่ไม่ได้เกิดจาก “สังคมผู้สูงอายุ” นี่เป็นวาทกรรมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อจำกัดจินตนาการในการแก้ปัญหา แต่เกิดจากปัญหาการบริหารจัดการที่ขาดความโปร่งใสและการขาดเจตจำนงทางการเมือง การปฏิรูปที่ประสบความสำเร็จต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองเป็นตัวนำ มากกว่าการรอข้อมูลหรือกฎหมายที่สมบูรณ์แบบ

ในปัจจุบันมีการผลักดันแผนปฏิรูประบบบำนาญ 3 ระยะ 

ระยะที่ 1 คือการปรับสูตรบำนาญเพื่อความเป็นธรรมได้ดำเนินการไปแล้ว 

ระยะที่ 2 คือการสร้างระบบแต้มบำนาญที่ยืดหยุ่น 

ระยะที่ 3 คือการขยายความครอบคลุมสู่แรงงานทุกคนในประเทศ 

อย่างไรก็ตาม มีความท้าทายสำคัญคือความไม่โปร่งใสในการลงทุนของกองทุน (กรณีการลงทุนใน STARK) และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ล้าสมัยซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาสิทธิประโยชน์ 

สำหรับงานประชุมวิชาการด้านแรงงานของประเทศไทย หัวข้อ “แรงงานไทยท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง” ครั้งนี้จะจัดจนไปถึงวันที่ 2 พ.ย. 2568 นี้

ปัญหาแรงงานไทยไร้แผนยุทธศาสตร์ที่ต้องเร่งแก้ไข

จากประเด็นที่กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นได้ว่าปัญหา แรงงานไทยไร้แผนยุทธศาสตร์ นั้นเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง การขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน การยึดติดกับ KPI ที่ไม่สะท้อนความเป็นจริง และความไม่โปร่งใสในการบริหารจัดการกองทุน ล้วนเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาศักยภาพ แรงงานไทยไร้แผนยุทธศาสตร์ เราจึงต้องร่วมกันผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เพื่อให้ แรงงานไทยไร้แผนยุทธศาสตร์ สามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

การแก้ไขปัญหา แรงงานไทยไร้แผนยุทธศาสตร์ จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างระบบแรงงานที่แข็งแกร่งและยั่งยืนสำหรับอนาคต

ที่มา – “วีระยุทธ” ห่วงไทยไร้แผนยุทธศาสตร์แรงงาน-“ษัษฐรัมย์” ชี้วิกฤตกองทุนบำนาญคือการทุจริต

Scroll to top