ศรายุทธิ์ ใจหลัก

“เท้ง” ไปต่อเก้าอี้หัวหน้าพรรคประชาชน “พิจารณ์” ขยับนั่งเลขาธิการพรรค

ในวันที่ 26 เมษายน 2569 พรรคประชาชน (ปชน.) จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ครั้งที่ 1/2569 ที่โรงแรมเมเปิล บางนา กรุงเทพฯ โดยมีแกนนำและสมาชิกเข้าร่วมอย่างคับคั่ง ข่าวสำคัญที่ทุกคนจับตาคือ “เท้ง” ไปต่อเก้าอี้หัวหน้าพรรคประชาชน “พิจารณ์” ขยับนั่งเลขาธิการพรรค ซึ่งเป็นการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่เพื่อขับเคลื่อนพรรคสู่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

“เท้ง” ไปต่อเก้าอี้หัวหน้าพรรคประชาชน “พิจารณ์” ขยับนั่งเลขาธิการพรรค

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “เท้ง” ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน ยังคงดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคต่อไป ขณะที่นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ขยับขึ้นมานั่งเลขาธิการพรรคแทนนายศรายุทธิ์ ใจหลัก ที่ลาออก นอกจากนี้ยังมีน.ส.สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา อดีต ส.ส.นครปฐม เข้ามาเป็นกรรมการบริหารพรรค การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการประชุมที่เน้นการสร้างความชัดเจนทั้งบุคลากร การทำงาน และทิศทางพรรค

การสัมมนาและตกผลึกความคิดก่อนประชุมใหญ่

ก่อนเข้าสู่การประชุมอย่างเป็นทางการ พรรคได้จัดการสัมมนาร่วมกัน 2 วัน โดยนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การพูดคุยไม่ได้จำกัดแค่ปัญหาภายในพรรค แต่ครอบคลุมปัญหาและอนาคตของประเทศ พรรคประชาชนมุ่งเป็นยานพาหนะแห่งการเปลี่ยนแปลง สร้างสังคมที่ดีกว่า จากเสียงสะท้อนหลังเลือกตั้ง พรรคได้สร้างความชัดเจน 3 ประการ ได้แก่ บุคลากร การทำงาน และอุปสรรคสำคัญของชาติ พร้อม 4 หมุดหมายหลักในปี 2569

สำหรับบุคลากร มี 10 ส.ส. ต่อยอดปฏิบัติหน้าที่ในสภา คณะกรรมการบริหารชุดใหม่ชัดเจนแล้ว พรรคไม่เลือกทางใดทางหนึ่งระหว่างเชิงกระแสหรือทำงานพื้นที่ แต่ทำทั้งสองอย่างพร้อมกัน เน้นทำงานทางความคิดทั้งภายในและภายนอกอย่างเข้มข้น

4 หมุดหมายสำคัญของพรรคประชาชน

นายณัฐพงษ์ ชี้แจง 4 หมุดหมายที่พรรคจะนำเสนอต่อประชาชน:

  • เปิดตัวคณะรัฐมนตรีเงา เพื่อตรวจสอบและเสนอแนะรัฐบาล
  • ขับเคลื่อนกรรมาธิการ 9 คณะ ชื่นชมทีมเจรจาที่ทำให้ได้คณะกรรมาธิการดีเยี่ยม ขับเคลื่อนประเด็นในสภา
  • ทำงานยุทธศาสตร์พื้นที่ ตั้งทีมตั้งเป้าเอาชนะเลือกตั้ง เคาะผู้สมัครภายในกรกฎาคม เพื่อนำเสนอนโยบายและปลูกฝังความคิด
  • เลือกตั้งท้องถิ่น เดินหน้าลำพูนโมเดล สนามพัทยา กทม. เคาะผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เร็วๆ นี้

การทำงานพื้นที่เน้นชวนประชาชนเป็นเจ้าของประเด็น ไม่ใช่แจกของสร้างบุญคุณ แต่รับใช้และแก้ปัญหาร่วมกัน พรรคชี้ว่าอุปสรรคใหญ่ของไทยไม่ใช่วิกฤติภายนอก แต่เป็นระบอบการเมืองอุปถัมภ์ มุ้งใหญ่ องค์กรอิสระ ส.ว. และราชการไม่โปร่งใส พรรคจะล็อกเป้าและชี้เป้าให้ชัดเจน

นอกจากนี้ พรรคยังเน้นรักษาสปิริต วินัย และเอกภาพ ท่ามกลางสงครามเฟกนิวส์ในยุคโซเชียล มีเดีย การประชุมครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าพรรคประชาชนยังคงเป็นพรรคมวลชนที่ทุกคนมีส่วนกำหนดทิศทาง

การปรับโครงสร้าง “เท้ง” ไปต่อเก้าอี้หัวหน้าพรรคประชาชน “พิจารณ์” ขยับนั่งเลขาธิการพรรค ถือเป็นก้าวสำคัญที่เสริมความแข็งแกร่งให้พรรค พร้อมลุยตรวจสอบรัฐบาลและปั้นผู้สมัครทั่วประเทศ ในมุมมองของผู้เขียน การเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยให้พรรคตอบโจทย์ประชาชนได้ดีขึ้น โดยเฉพาะการต่อสู้กับระบอบกินรวบ ติดตามพัฒนาการเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดข่าวการเมืองร้อนแรง

ที่มา – “เท้ง” ไปต่อเก้าอี้หัวหน้าพรรคประชาชน “พิจารณ์” ขยับนั่งเลขาธิการพรรค

“เลขาฯ ติ่ง” เตรียมยกระดับพูดคุย หลัง “เอกราช” โพสต์ค้าน “ทนายแจม”

“เลขาฯ ติ่ง” เตรียมยกระดับพูดคุย หลัง “เอกราช” โพสต์ค้าน “ทนายแจม” เป็นประเด็นร้อนในพรรคประชาชน เมื่อสมาชิกบางส่วนมีความเห็นต่างกันเรื่องการตั้งคณะทำงานเพื่อความเสมอภาคทางเพศ นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรค ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน สนับสนุนให้มีการพูดคุยอย่างจริงจังและเป็นระบบมากขึ้น

“เลขาฯ ติ่ง” เตรียมยกระดับพูดคุย หลัง “เอกราช” โพสต์ค้าน “ทนายแจม”

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 นายศรายุทธิ์ ใจหลัก หรือที่รู้จักในนาม “เลขาฯ ติ่ง” เลขาธิการพรรคประชาชน ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ หรือ “ทนายแจม” ว่าที่ ส.ส.กทม. พรรคประชาชน ร่วมกับเพื่อนสมาชิกพรรค ตั้งคณะทำงานเพื่อความเสมอภาคทางเพศ แต่กลับมีนายเอกราช อุดมอำนวย ว่าที่ ส.ส.กทม. อีกคน โพสต์เฟซบุ๊กคัดค้านอย่างดุเดือด

เลขาฯ ติ่ง ย้ำว่าการตั้งคณะทำงานดังกล่าวเป็นเรื่องดี เพราะจะช่วยให้มีการพูดคุยเรื่องความเสมอภาคทางเพศ รวมถึงประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งพรรคสนับสนุนอยู่แล้ว แต่สิ่งสำคัญคือต้องทำให้เกิดการทำงานอย่างจริงจัง โดยฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ส.ส. เครือข่ายจังหวัด หรือภาคส่วนอื่นๆ เพื่อกำหนดมาตรฐานที่ชัดเจน

เหตุผลที่ต้องยกระดับการพูดคุยจากกลุ่มหลวมๆ เป็นกลไกทางการ

ปัจจุบัน มาตรฐานเรื่องความเสมอภาคยังไม่มีเกณฑ์ชัดเจน การใช้วิจารณญาณจึงอาจคลาดเคลื่อนได้ หากคณะทำงานชุดนี้รับฟังความเห็นรอบด้าน จะช่วยเซ็ตมาตรฐานร่วมกันได้อย่างแน่นอน เลขาฯ ติ่ง เชื่อว่าความเห็นที่แตกต่าง เมื่อนำมาพูดคุยกัน จะนำไปสู่ข้อสรุปที่ดี

เมื่อถามถึงการปรับความเข้าใจในผู้บริหารพรรค เลขาฯ ติ่ง ระบุว่า ได้มีการพูดคุยกันเบื้องต้นแล้ว และผู้บริหารจะแต่งตั้งคณะทำงานชุดนี้อย่างเป็นทางการ ที่ผ่านมามีการรวมตัวแบบหลวมๆ เท่านั้น แต่หลังเหตุการณ์นี้ จะยกระดับให้เป็นกลไกที่ทำงานจริง โดยรอประกาศองค์ประกอบสมาชิก

บริบทของพรรคประชาชนและความเสมอภาคทางเพศ

พรรคประชาชนซึ่งมีฐานเสียงหลักจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ มักเน้นประเด็นสังคม เช่น สิทธิสตรี LGBTQ+ และความเท่าเทียม การตั้งคณะทำงานนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่น แต่ความเห็นต่างจากนายเอกราช ทำให้เกิดการถกเถียงว่าควรมีขอบเขตอย่างไร เพื่อไม่ให้กระทบภาพรวมพรรค

  • จุดเด่นของคณะทำงาน: รับฟังทุกฝ่าย กำหนดมาตรฐานชัดเจน
  • ความท้าทาย: จัดการความเห็นต่างภายในพรรค
  • ผลลัพธ์ที่คาดหวัง: นโยบายความเสมอภาคที่เป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ เลขาฯ ติ่ง ยังเน้นย้ำว่าการเมืองในยุคนี้ต้องเปิดกว้าง รับฟังทุกเสียง เพื่อสร้างพรรคที่เข้มแข็ง การยกระดับ “เลขาฯ ติ่ง” เตรียมยกระดับพูดคุย หลัง “เอกราช” โพสต์ค้าน “ทนายแจม” จึงเป็นก้าวสำคัญ

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นประชาธิปไตยภายในพรรค ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือ หากคุณสนใจประเด็นนี้ ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือติดตามข่าวสารการเมืองเพิ่มเติมจากเว็บไซต์เรา!

ที่มา – “เลขาฯ ติ่ง” เตรียมยกระดับพูดคุย หลัง “เอกราช” โพสต์ค้าน “ทนายแจม”

เลขา ปชน. ขอโทษ ปมอดีตผู้สมัครถูกศาลสั่งจำคุก คดีข่มขืน

เลขา ปชน. ขอโทษ ปมอดีตผู้สมัครถูกศาลสั่งจำคุก คดีข่มขืนกระทำชำเรา กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการเมืองไทย เมื่อเลขาธิการพรรคประชาชนออกมาขอโทษประชาชนอย่างเป็นทางการ หลังศาลฎีกามีคำพิพากษาตัดสินให้นายธีระวัฒน์ พรรณะ อดีตผู้สมัคร ส.ส. มหาสารคาม เขต 1 ของพรรค มีความผิดจริงในคดีร้ายแรงนี้ เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสร้างความฮือฮา แต่ยังเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับพรรคการเมืองทุกพรรคในการคัดเลือกผู้สมัคร

เลขา ปชน. ขอโทษ ปมอดีตผู้สมัครถูกศาลสั่งจำคุก คดีข่มขืนกระทำชำเรา

เมื่อเวลา 19.13 น. วันที่ 19 ก.พ. 2569 นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน (ปชน.) ได้ออกมากล่าวถึงกรณีดังกล่าว โดยยอมรับในฐานะผู้บริหารพรรคว่ามีความผิดพลาดในการตัดสินใจส่งผู้สมัครรายนี้ลงแข่งขันเลือกตั้ง พรรคยึดหลักสันนิษฐานว่าผู้สมัครเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด เนื่องจากก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้ยกฟ้องมาแล้ว และคดียังอยู่ในขั้นตอนศาลฎีกา

อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลฎีกาตัดสินลงมาแล้วว่า นายธีระวัฒน์ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ข่มขืนกระทำชำเรา เลขาธิการพรรคจึงน้อมรับผิดชอบทั้งหมด โดยกล่าวว่า “เหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญของพรรคประชาชนในการพิจารณาคัดสรรผู้สมัครลงรับเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไป ที่ต้องใช้มาตรฐานจริยธรรมนักการเมืองของพรรคที่สูงกว่ามาตรฐานทางกฎหมาย เพื่อทำให้พี่น้องประชาชนไว้วางใจและเชื่อมั่นต่อพรรคประชาชน”

รายละเอียดคดีและกระบวนการยุติธรรม

คดีของนายธีระวัฒน์ พรรณะ เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งใหญ่ โดยผู้เสียหายเป็นหญิงสาวที่ถูกข่มขืนกระทำชำเรา ศาลชั้นต้นและอุทธรณ์เห็นว่าขาดพยานหลักฐาน จึงยกฟ้อง แต่ศาลฎีกาเห็นต่าง โดยพิจารณาว่ามีความผิดจริง สั่งจำคุกรอลงอาญาหรือจำคุกตามที่ศาลกำหนด พรรคประชาชนซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลัก ได้ส่งนายธีระวัฒน์ลงสู้ศึกในเขตมหาสารคาม เขต 1 โดยเชื่อมั่นในคำตัดสินชั้นต้น

บทเรียนสำคัญที่เลขา ปชน. ขอโทษและพรรคนำไปใช้

นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เน้นย้ำว่า ในฐานะเลขาธิการพรรคและตัวแทนคณะกรรมการสรรหา ขอโทษต่อประชาชนและผู้ได้รับผลกระทบอีกครั้ง พรรคจะปรับปรุงกระบวนการคัดเลือกดังนี้

  • ตรวจสอบประวัติผู้สมัครอย่างละเอียดยิ่งขึ้น รวมถึงคดีที่อยู่ระหว่างอุทธรณ์
  • กำหนดมาตรฐานจริยธรรมสูงกว่ากฎหมาย เช่น หลีกเลี่ยงคดีร้ายแรงแม้ยังไม่ถึงที่สุด
  • เพิ่มการสัมภาษณ์และตรวจสอบจากบุคคลอ้างอิง
  • จัดอบรมจริยธรรมให้ผู้สมัครทุกคนก่อนลงสนาม

กรณีเลขา ปชน. ขอโทษ ปมอดีตผู้สมัครถูกศาลสั่งจำคุก คดีข่มขืนกระทำชำเรา นี้ สะท้อนปัญหาใหญ่ของระบบการเมืองไทยที่พรรคการเมืองมักเผชิญ โดยเฉพาะพรรคใหม่ที่ต้องการผู้สมัครจำนวนมากเพื่อลงทุกเขต การตรวจสอบประวัติไม่ละเอียดอาจนำมาซึ่งความเสียหายต่อภาพลักษณ์ พรรคประชาชนซึ่งก่อตั้งมาไม่นาน กำลังพยายามสร้างฐานเสียงในฐานะพรรคที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง การออกมาขอโทษอย่างรวดเร็วของนายศรายุทธิ์ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการฟื้นฟูความเชื่อมั่น

ผลกระทบต่อภาพลักษณ์พรรคประชาชน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการเมืองที่ร้อนระอุ พรรคประชาชนกำลังเป็นที่จับตาในฐานะพรรคทางเลือก แต่ประเด็นคดีข่มขืนซึ่งเป็นคดีที่สังคม sensitive สูง อาจทำให้สูญเสียคะแนนนิยมในพื้นที่มหาสารคามและระดับชาติ นักวิเคราะห์การเมืองมองว่า พรรคควรเร่งสื่อสารโปร่งใสเพื่อลดผลกระทบ นอกจากนี้ ยังกระตุ้นให้พรรคอื่นๆ ทบทวนกระบวนการสรรหาเช่นกัน

ในมุมมองของผู้เขียน การที่เลขา ปชน. ขอโทษอย่างตรงไปตรงมา แสดงถึงความรับผิดชอบที่แท้จริง ซึ่งหายากในวงการเมืองไทย สิ่งนี้จะช่วยให้พรรคเติบโตได้ในระยะยาว หากนำบทเรียนไปปรับใช้จริง

คุณคิดอย่างไรกับกรณีเลขา ปชน. ขอโทษ ปมอดีตผู้สมัครถูกศาลสั่งจำคุก คดีข่มขืนกระทำชำเรา นี้? พรรคการเมืองควรมีมาตรฐานอะไรในการคัดเลือกผู้สมัคร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่บล็อกนี้เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – เลขา ปชน. ขอโทษ ปมอดีตผู้สมัครถูกศาลสั่งจำคุก คดีข่มขืนกระทำชำเรา

ปชน. เตรียมเปลี่ยน กก.บห. ทั้งชุด ป้อง ‘เท้ง’

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวการเมืองสายอัพเดท! วันนี้เรามีข่าวใหญ่จาก ปชน. เตรียมเปลี่ยน กก.บห. ทั้งชุด หลังประชุมใหญ่ในเดือนมีนาคม-เมษายนนี้เลยนะครับ โดยเฉพาะประเด็นป้อง “เท้ง” หรือนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ที่ถูกจี้ให้ลาออกจากนางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต ส.ส. พรรค เดียวกัน นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรค ออกมาแถลงชี้แจงแบบชัดๆ ว่าพรรคกำลังปรับโครงสร้างใหญ่เพื่อรับมืออนาคต โดยเฉพาะคดี 44 ส.ส. และผลการเลือกตั้งล่าสุด

ปชน. เตรียมเปลี่ยน กก.บห. ทั้งชุด หลังประชุมใหญ่ มี.ค.-เม.ย.

ตามที่นายศรายุทธิ์เผยเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคประชาชนจะจัดประชุมใหญ่และสัมมนา ส.ส. กับผู้สมัครทั้ง 500 เขตในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนนี้ ซึ่งเป็นโอกาสทองในการ ปชน. เตรียมเปลี่ยน กก.บห. ทั้งชุด เลยครับ ตอนนี้ทีมบริหารกำลังคุยกันว่าจะปรับรูปแบบไหน แต่ยังไม่สรุป เพราะโฟกัสปัญหาการเลือกตั้งก่อน โดยเลขาฯ ยืนยันพร้อมลาออกตามสัญญา ถ้าได้ ส.ส. ไม่ถึง 200 คน เหมือนที่เคยประกาศตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล จนมาถึงประชาชน

ส่วนเลขาธิการคนใหม่ จะไม่ใช่ ส.ส. เพราะต้องทุ่มเทเวลาเต็มที่บริหารพรรคหลังบ้าน มีข่าวลือว่านายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ “ไอติม” อาจขึ้นนั่งหัวหน้าพรรค ถ้านายณัฐพงษ์ต้องหยุดหน้าที่จากอุปสรรค เช่น การเป็นผู้นำฝ่ายค้าน แต่พรรคยังไม่ล็อกสเปค และยังไม่คุยกับพรรคประชาธิปัตย์เรื่องร่วมมือกันครับ

ศรายุทธิ์ ป้อง “เท้ง” แน่น แม้ถูกจี้ลาออก

กรณีที่ “ธิษะณา” ออกมาวิพากษ์นายณัฐพงษ์และเรียกร้องให้ลาออก เลขาฯ ชี้แจงว่าคณะกรรมการบริหารชุดนี้เพิ่งทำงานปีกว่าๆ เท่านั้น และชื่นชม “เท้ง” ว่ามีทักษะบริหารดี ใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาได้แจ่มๆ “ถ้าบอกคุณเท้งบริหารไม่ดี ผมไม่เห็นด้วย พรรคโตจาก 80 เป็น 150 คน เปลี่ยนผู้บริหารกะทันหัน มันไม่ง่าย แต่ภาพรวมพรรคเข้มแข็งขึ้นมาก” นายศรายุทธิ์ย้ำชัด

ปัญหาการเลือกตั้งและการเรียกร้องความโปร่งใส

นอกจาก ปชน. เตรียมเปลี่ยน กก.บห. ทั้งชุด แล้ว ยังมีประเด็นร้อนเรื่องการเลือกตั้ง เลขาฯ เรียกร้องให้ กกต. เปิดข้อมูลคะแนนเร็วๆ โดยเฉพาะแบบ 5/18 ที่ กกต. มีอยู่แล้ว ทำไมไม่เปิด? โดยเฉพาะคะแนนต่างกันระหว่างบัญชีรายชื่อกับแบ่งเขต เพื่อความโปร่งใส ป้องปัญหาบานปลาย ตอนนี้กำลังรวบรวมปัญหานับคะแนนแต่ละเขต อาจยื่นให้นับใหม่ได้เลยครับ

  • ข้อมูลคะแนนแบบ 5/18 ต้องเปิดเผยทันที
  • ตรวจสอบคะแนนแบ่งเขต vs บัญชีรายชื่อ
  • รวบรวมหลักฐานยื่น กกต. นับใหม่ หากจำเป็น
  • ถอดบทเรียนเพื่อยุทธศาสตร์เลือกตั้งหน้า

สรรหาคนใหม่และแผนอนาคต

เรื่องสรรหาเลขาฯ คนใหม่ยังไม่เริ่ม มีเวลาอีกเยอะ คนที่เหมาะต้องมีเวลาทุ่มเทเต็มที่ ไม่ว่าจะอดีต ส.ส. หรือใคร ก็ต้องได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายในพรรค ต้องคุยกันให้จบก่อนถึงจะเสนอชื่อ ส่วนภาพรวม พรรคจะถอดบทเรียนจากเลือกตั้งนี้ ทำทุกครั้งหลังเลือกตั้ง เพื่อปรับบริหารให้ดีขึ้น คาดว่าสัมมิน่าจะมีแผนชัดเจนสำหรับครั้งหน้า

สรุปแล้ว การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าพรรคประชาชนยังเข้มแข็งและพร้อมปรับตัว แม้จะมีแรงกดดันจากภายนอกหรือภายในก็ตาม มันเป็นสัญญาณดีสำหรับแฟนๆ พรรคก้าวหน้า ถ้าปรับได้ทัน จะยิ่งแข็งแกร่งในการสู้ครั้งต่อไป คุณล่ะคิดเห็นยังไงกับ ปชน. เตรียมเปลี่ยน กก.บห. ทั้งชุด นี้? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยสิครับ หรือติดตามข่าวการเมืองอัพเดทเพิ่มเติมได้ที่บล็อกเราเลย!

ที่มา – ปชน. เตรียมเปลี่ยน กก.บห. ทั้งชุด หลัง มี.ค.-เม.ย. นี้ ป้อง “เท้ง” หลังถูกจี้ลาออก

พรรคประชาชน มั่นใจกวาด 33 สส.กทม. ครบ!

“เลขาฯ ติ่ง” มั่นใจพรรคประชาชนกวาดครบ 33 เขตเลือกตั้งใน กทม. มอง “เท้ง” ยังไม่ปิดโอกาสจับมือ 100%

วันที่ 20 ธันวาคม 2568 นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน กล่าวถึงความมั่นใจในกระแสของพรรคประชาชนจะได้รับการเลือกตั้งเป็นอันดับ 1 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครหรือไม่ ว่า ตนมั่นใจว่าจะสามารถรักษาพื้นที่ กทม. ได้เป็นอันดับ 1 จากการดูข้อมูลต่างๆ ความนิยมของพรรคประชาชนใน กทม. ก็ยังเป็นอันดับ 1 อยู่ รวมถึงกระบวนการคัดสรรผู้สมัครที่ผ่านมา ทั้งคนใหม่และคนเดิมก็ยังทำงานอย่างมุ่งมั่นได้รับการยอมรับจากประชาชน ซึ่งยังมั่นใจในทั้ง 33 เขตที่น่าจะได้ทั้งหมดในรอบนี้

ส่วนผลโพลที่ความนิยมของพรรคประชาชนลดลงจากการยกมือให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี รวมถึงไม่มี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มาช่วยดึงดูดคะแนน พรรคประชาชนจะทำอย่างไร นายศรายุทธิ์ ตอบว่า จากผลโพลที่ลดลงหลายคนกังวลว่าจะทำให้เราพ่ายแพ้หรือไม่ แต่ถ้าสังเกตให้ดีคะแนนที่ลดลงไม่ได้ไปอยู่ฝั่งไหน ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจ หมายความว่าในช่วงระยะเวลาที่เหลือประมาณ 50 วัน เราสามารถรณรงค์ชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนได้ และเชื่อว่าประชาชนจะกลับมาให้การยอมรับและความเชื่อมั่นตัดสินใจเลือกพรรคประชาชนของเรา

ส่วนสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่มีการปะทะกันอยู่ ในขณะที่พรรคประชาชนในอดีตเคยรณรงค์ว่าทหารมีไว้ทำไม แล้วถูกนำมาโจมตีในการเลือกตั้งครั้งนี้ จะทำอย่างไร นายศรายุทธิ์ ยอมรับว่าที่ผ่านมาเราถูกโจมตีเรื่องนี้จากหลายทาง ซึ่งเรายังไม่สามารถชี้แจงให้กับประชาชนเข้าใจได้ทั้งหมด แต่ช่วงเวลาอีกประมาณ 50 วันนี้ ประชาชนจะตื่นตัว จะรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่าย เป็นโอกาสดีที่จะทำความเข้าใจกับประชาชนได้ และยังเชื่อคะแนนของพรรค แม้ผลโพลจะลดลงเพราะคะแนนไปกองอยู่ที่คนยังไม่ตัดสินใจ

“หมายความว่าเขายังไม่ไปที่ไหน ยังคงรอเราอยู่ว่าเราสามารถชี้แจงเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้เพียงใด”

ผู้สื่อข่าวถามว่า สถานการณ์ปัจจุบันไม่เหมือนในอดีตที่มีกระแสเบื่อลุง แต่ครั้งนี้มีกระแสรักชาติจากสถานการณ์ชายแดนถือว่าพรรคเสียเปรียบหรือไม่ นายศรายุทธิ์ ระบุ คิดว่ากระแสการเลือกตั้งและสถานการณ์แต่ละครั้งต่างกัน แม้ครั้งนี้ไม่มีกระแสเบื่อลุง แต่ยังมีกระแสความไม่พอใจกับการแก้ปัญหาของรัฐบาล พรรคประชาชนชนะเลือกตั้งแต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ มีรัฐบาลมา 2 ปีกว่ามีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี 3 ครั้ง ขณะที่สถานการณ์ชายแดนก่อให้เกิดปัญหาต่อประเทศ รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจ สังคม สแกมเมอร์ คิดว่าบรรยากาศปัจจุบันประชาชนรู้สึกหมดหวังกับสภาพที่กำลังเผชิญอยู่ ถ้าพรรคประชาชนมีนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชน มีทีมบริหารที่ประชาชนเชื่อมือ เชื่อว่ายังมีโอกาสอยู่ และการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกจริงๆ

นายศรายุทธิ์ เผยต่อไปว่า เนื่องจากการเลือกตั้งที่ผ่านมายังมี สว.อยู่ และเมื่อย้อนหลังไป 15 ปี การเลือกตั้งไม่นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลตามเสียงของประชาชน ครั้งสุดท้ายคือปี 2554 ที่ประชาชนเลือก นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และได้เป็นรัฐบาล แต่หลังจากนั้นผลการเลือกตั้ง 2 ครั้งสุดท้ายไม่ได้นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาล นี่คือโอกาสที่ประชาชนจะรู้สึกว่าครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่สำคัญที่เขาจะมีส่วนเลือกอนาคตจริงๆ มั่นใจทีมงานพรรคประชาชนที่ทำงานมาต่อเนื่อง มั่นใจว่านโยบายของเราตอบโจทย์ประชาชนได้

เมื่อถามถึงจุดยืนเรื่องมาตรา 112 ยังเหมือนเดิมหรือไม่ นายศรายุทธิ์ เผยว่า คงพูดไม่ได้ หลังมีคำตัดสินจากศาลรัฐธรรมนูญ “ผมคิดว่าจะดีกว่าถ้าเราไม่พูด และไม่พูดเรื่องนี้ในการเลือกตั้ง”

ส่วนปัญหาผู้สมัครคนเก่าไม่ได้ไปต่อกับพรรค นายศรายุทธิ์ ระบุว่า ผู้สมัครมีการเปลี่ยนแปลงทุกครั้ง เช่น เขตบางขุนเทียน อย่าง นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ อดีต สส.กทม. ก็ไม่ได้ลงสมัคร สส.เขต พร้อมบอกว่า พรรคมีความเป็นมวลชน ประชาชนสมาชิกพรรคมีส่วนร่วมมีความเป็นเจ้าของ “ดังนั้นในการตัดสินใจเลือกแต่ละครั้ง บางเขตอาจมีผู้สมัครเยอะ แต่เราเลือกได้แค่คนเดียว สำหรับคนที่ไม่เห็นด้วยก็แสดงออกถึงความไม่พอใจ แต่คิดว่าสมาชิกส่วนใหญ่ยังเชื่อมั่นในการตัดสินใจของพรรคอยู่”

ขณะเดียวกัน นายศรายุทธิ์ ยังยอมรับด้วยว่า พรรคมีความสำคัญกว่าตัวบุคคล ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ แนวทางในการสร้างพรรคของเราคือพรรคเป็นสถาบันการเมืองอย่างแท้จริง ทุกคนร่วมกันเป็นเจ้าของ ดังนั้น จะเห็นว่าความนิยมของพรรคจะสูงกว่าความนิยมของตัวบุคคล และคะแนนการเลือกตั้งในแต่ละเขตก็เป็นแบบนั้นในการเลือกตั้งปี 2566 มั่นใจว่าความแข็งแกร่งของพรรคมีมากกว่าตัวบุคคล

ส่วนคำถามว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีกระแสความนิยมของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เหมือนกับกระแสของนายพิธา ที่มีออร่ามากกว่านั้น นายศรายุทธิ์ เผยว่า ความนิยมของนายพิธา เกิดขึ้น 1 เดือนก่อนการเลือกตั้ง นายณัฐพงษ์ ยังมีเวลาเหลืออีก 7 สัปดาห์ที่จะทำให้มีกระแสความนิยมได้ ซึ่งเชื่อว่าความนิยมของตัวบุคคลก่อนการเลือกตั้ง เกิดจากประชาชนมีความหวังที่มีต่อพรรคและนโยบายของพรรค อยากให้พรรคนี้เป็นรัฐบาล ทำให้คะแนนความนิยมบุคคลเพิ่มตาม เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม นายณัฐพงษ์จะเจิดจรัสไม่น้อยกว่านายพิธา

สำหรับกรณีที่นายณัฐพงษ์ ให้สัมภาษณ์ว่าหากพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พรรคประชาชนจะไปเป็นฝ่ายค้าน เป็นการปิดทางจับมือในอนาคตหรือไม่ นายศรายุทธิ์ ตอบว่า ไม่ แต่นายณัฐพงษ์มองความเป็นไปได้ คงไม่ได้หมายความว่าปิดทาง 100% แต่เป็นสิ่งที่ชี้ว่าเป็นการแข่งขันระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้น ถ้าอยากเห็นพรรคประชาชนเป็นรัฐบาลจะต้องเลือกให้พรรคอันดับ 2 และ 3 ไม่สามารถจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลได้ เชื่อว่าเนื้อหาที่นายณัฐพงษ์พูดน่าจะหมายถึงแบบนี้มากกว่า เพราะถ้าพรรคประชาชนไม่ชนะเด็ดขาดในโอกาสที่จะได้เป็นรัฐบาล พรรคอันดับ 2 และ 3 อาจจะจับขั้วกันเหมือนครั้งที่ผ่านมา.

พรรคประชาชนมั่นใจกวาด 33 สส.กทม. ครบ!

พรรคประชาชนยังคงมุ่งมั่นที่จะได้รับความไว้วางใจจากชาวกรุงเทพฯ ในการเลือกตั้งที่จะมาถึง แม้ว่าผลสำรวจความคิดเห็นจะแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่ลดลงบ้าง แต่ทางพรรคยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพและนโยบายของตน

ทำไมพรรคประชาชนถึงมั่นใจกวาด 33 สส.กทม. ครบ?

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคประชาชนยังคงมีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยม ได้แก่ ฐานเสียงที่แข็งแกร่งในกรุงเทพฯ ทีมผู้สมัครที่มีความสามารถ และนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน

  • ฐานเสียงที่แข็งแกร่ง: พรรคประชาชนมีฐานเสียงที่มั่นคงในกรุงเทพฯ ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วจากการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ
  • ทีมผู้สมัครที่มีความสามารถ: พรรคได้คัดเลือกผู้สมัครที่มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ และมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชน
  • นโยบายที่ตอบโจทย์: พรรคได้พัฒนานโยบายที่ครอบคลุมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และสาธารณสุข ซึ่งตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม การที่พรรคประชาชนจะสามารถกวาดที่นั่ง สส. ในกรุงเทพฯ ได้ครบทั้ง 33 เขตหรือไม่นั้น ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด เพราะยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่อาจส่งผลกระทบต่อผลการเลือกตั้งได้

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของกรุงเทพฯ และประเทศไทย เพราะจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของประเทศในอีก 4 ปีข้างหน้า ดังนั้น จึงขอเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนชาวกรุงเทพฯ ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างพร้อมเพรียงกัน เพื่อเลือกผู้แทนที่ท่านไว้วางใจให้เข้าไปทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร

พรรคประชาชนยังคงเดินหน้าผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน การสร้างสังคมที่เป็นธรรม และการส่งเสริมประชาธิปไตยที่ยั่งยืน หากคุณเห็นด้วยกับแนวทางของพรรคประชาชน อย่าลังเลที่จะให้โอกาสพรรคประชาชนได้รับใช้ท่าน

พรรคประชาชนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนชาวกรุงเทพฯ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ และพร้อมที่จะทำงานอย่างหนักเพื่อพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป

การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของพวกเราทุกคน มาร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิมด้วยการเลือกพรรคประชาชน!

ที่มา – มั่นใจพรรคประชาชนกวาดครบ 33 เก้าอี้ สส.กทม. มอง “เท้ง” ยังไม่ปิดโอกาสจับมือ 100%

ศรายุทธิ์ยัน ไม่มีใครสั่ง สจ.นนท์ฯ จริงหรือ?

ศรายุทธิ์ยัน ไม่มีใครใน ปชน. สั่ง สจ.นนฯ ไม่ให้ตอบสื่อ สั่งฟันวินัยเด็ดขาด ลั่นรับไม่ได้

เลขาธิการพรรคประชาชนลั่นรับไม่ได้ สจ.นนทบุรี พรรคประชาชนทำร้ายร่างกายอดีตแฟนสาว เตรียมสั่งฟันทางวินัย และส่งทนายช่วยเหลือเหยื่อ ปฏิเสธผู้ใหญ่ในพรรคสั่งไม่ให้ตอบคำถามกับสื่อมวลชน เรื่องนี้ร้อนแรงจนทำให้ ศรายุทธิ์ยัน ไม่มีใครใน ปชน. สั่ง สจ.นนฯ ไม่ให้ตอบสื่อ สั่งฟันวินัยเด็ดขาด ลั่นรับไม่ได้

วันที่ 28 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากกรณีปรากฏข่าวสารในสื่อมวลชนทั่วไปว่า “นายธวัช ศรีช่วย ส.อบจ.นนทบุรี เขต 4 อำเภอบางกรวย พรรคประชาชน ทำร้ายอดีตแฟนสาวในบ้านพัก เจ้าตัวปฏิเสธให้สัมภาษณ์ อ้างคำสั่งผู้ใหญ่” ล่าสุดนายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน เปิดเผยว่า ตนเองในฐานะเลขาธิการพรรค มีความเห็นว่าถ้าหากเรื่องดังกล่าวเป็นจริงก็ถือว่าเป็นสิ่งที่รับไม่ได้อย่างยิ่ง ซึ่งนายณัฐวุฒิ บัวประทุม ในฐานะนายทะเบียนสมาชิกพรรค จะได้พิจารณาความรับผิดทางวินัยและกำหนดความรับผิดของผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นสมาชิกพรรค ต่อไป

โดยในระหว่างนี้ ทางพรรคได้มอบหมายให้ น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน และสมาชิกพรรคจังหวัดนนทบุรีซึ่งเป็นทนายความ เข้าร่วมให้ความช่วยเหลือและให้คำปรึกษาทางด้านข้อกฎหมายต่อผู้เสียหาย

ส่วนกรณีที่ผู้ก่อเหตุไม่ตอบคำถามสื่อมวลชนโดยอ้างว่ามี “คำสั่งผู้ใหญ่” ทางเลขาธิการพรรคได้ตรวจสอบครบถ้วนแล้ว มีข้อเท็จจริงว่าไม่มีผู้บริหารและสมาชิกพรรคคนใดได้พูดคุยกับผู้ก่อเหตุและมีคำสั่งในลักษณะดังกล่าวแต่อย่างใด จึงขอเรียนมาเพื่อให้พี่น้องสื่อมวลชนและพี่น้องประชาชนทราบ

ความจริงเบื้องหลัง “ศรายุทธิ์ยัน ไม่มีใครใน ปชน. สั่ง สจ.นนฯ ไม่ให้ตอบสื่อ สั่งฟันวินัยเด็ดขาด ลั่นรับไม่ได้”

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความสงสัยในวงกว้างว่าจริงหรือไม่ที่มีผู้ใหญ่ในพรรคสั่งการให้ สจ.นนทบุรี งดตอบคำถามสื่อมวลชน ซึ่งการออกมาให้ข้อมูลของนายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชนในครั้งนี้ ถือเป็นการยืนยันความโปร่งใสและความตั้งใจในการตรวจสอบข้อเท็จจริงของพรรค

พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก และพร้อมที่จะดำเนินการทางวินัยอย่างเด็ดขาดหากพบว่าสมาชิกพรรคกระทำผิดจริง นอกจากนี้ การส่งทนายความเข้าไปช่วยเหลือผู้เสียหายยังแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อสังคมของพรรคอีกด้วย

การที่ สจ.นนทบุรี อ้างว่ามีคำสั่งผู้ใหญ่ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและความไม่ไว้วางใจต่อพรรคประชาชน การที่นายศรายุทธิ์ออกมายืนยันว่าไม่มีคำสั่งดังกล่าว จึงเป็นการคลายความสงสัยและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับหลักการความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อสังคม การดำเนินการในกรณีนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาหลักการดังกล่าว และพร้อมที่จะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาเพื่อความเป็นธรรม

เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานในพรรคการเมือง การกระทำใดๆ ที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรมย่อมต้องได้รับการตรวจสอบและลงโทษ

  • พรรคประชาชนยืนยันความโปร่งใสในการตรวจสอบข้อเท็จจริง
  • พร้อมดำเนินการทางวินัยอย่างเด็ดขาดหากพบว่าสมาชิกพรรคกระทำผิด
  • ให้ความช่วยเหลือทางด้านกฎหมายแก่ผู้เสียหาย
  • สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนด้วยการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นจริง

เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีจริยธรรมและคุณธรรมในการทำงานการเมือง การกระทำใดๆ ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นย่อมไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม ดังนั้น การตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักการเมืองทุกคน

ข่าว ศรายุทธิ์ยัน ไม่มีใครใน ปชน. สั่ง สจ.นนฯ ไม่ให้ตอบสื่อ สั่งฟันวินัยเด็ดขาด ลั่นรับไม่ได้ ถือเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ เพราะเกี่ยวข้องกับการกระทำของนักการเมืองและความรับผิดชอบต่อสังคม การที่พรรคประชาชนออกมาให้ข้อมูลอย่างชัดเจนและโปร่งใส จะช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและลดความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นได้

ท่านคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้? การที่พรรคการเมืองออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนหรือไม่? ร่วมแสดงความคิดเห็นและติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่นี่

ที่มา – “ศรายุทธิ์” ยัน ไม่มีใครใน ปชน. สั่ง สจ.นนฯ ไม่ให้ตอบสื่อ สั่งฟันวินัยเด็ดขาด ลั่นรับไม่ได้

“เท้ง ณัฐพงษ์” เข้าพรรคประชาชน ถกโหวตนายกฯ

“ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” เดินทางเข้าพรรคประชาชนตั้งแต่เช้า เพื่อหารือและกำหนดแนวทางการโหวตเลือกแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนใหม่เป็นวันที่ 2 หลังพรรคได้ทำการสำรวจความคิดเห็นจากสมาชิกพรรค

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศว่า ในเวลา 09.25 น. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน เดินทางมาถึงที่ทำการพรรคประชาชน อาคารอนาคตใหม่ ซอยรามคำแหง 42 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ เพื่อหารือและกำหนดแนวทางการโหวตเลือกแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 หลังจากเมื่อวานนี้ได้มีการประชุมสส. วาระพิเศษเพื่อหารือแนวทางการเลือก แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปที่แน่ชัด

นอกจากนี้นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กรรมการบริหารพรรคประชาชน นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน นายเซีย จำปาทอง สส.พรรคประชาชน ก็ได้เดินทางมาถึงที่ทำการพรรคแล้วเช่นเดียวกัน โดยคาดว่าจะมีการเริ่มการประชุมหารือกันอีกครั้งในช่วงบ่ายของวันนี้

ในขณะเดียวกัน พรรคประชาชนได้ส่งข้อความผ่านบรอดแคสต์ ทั้งทางไลน์ OA และ SMS เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกพรรคทั่วประเทศ เกี่ยวกับกรณีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เพื่อให้สมาชิกได้ร่วมแสดงความเห็นว่าพรรคควรจะโหวตเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่

“เท้ง ณัฐพงษ์” เข้าพรรคประชาชน เตรียมหารือโหวตเลือกนายกต่อเนื่องวันที่ 2

การเดินทางมายังพรรคประชาชนของ “เท้ง ณัฐพงษ์” ในวันนี้ ถือเป็นประเด็นสำคัญที่น่าจับตามอง เนื่องจากเป็นการหารือต่อเนื่องเป็นวันที่สอง เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับแนวทางการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การตัดสินใจของพรรคประชาชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผลของการโหวตในสภา

พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกพรรคอย่างกว้างขวาง โดยการเปิดช่องทางให้สมาชิกได้แสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคในการตัดสินใจบนพื้นฐานของเสียงส่วนใหญ่ และการมีส่วนร่วมของสมาชิกทุกคน

ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามในการหารือ

  • การหาข้อสรุปเกี่ยวกับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่พรรคจะสนับสนุน
  • การพิจารณาเงื่อนไขและข้อเสนอต่างๆ จากพรรคร่วมรัฐบาล
  • การรับฟังและพิจารณาความคิดเห็นของสมาชิกพรรค

การหารือในวันนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางทางการเมืองของประเทศ และน่าติดตามว่าพรรคประชาชนจะมีมติในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีอย่างไร

สถานการณ์การเมืองล่าสุดกับท่าทีของพรรคประชาชน: การตัดสินใจของพรรคประชาชนในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากอาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ชี้ขาดผลการลงมติ พรรคประชาชนมี ส.ส. จำนวนหนึ่ง ซึ่งสามารถส่งผลต่อเสียงข้างมากในสภาได้ ดังนั้นทุกสายตาจึงจับจ้องไปที่ท่าทีของพรรค

ในการหารือครั้งก่อน พรรคประชาชนยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะสนับสนุนผู้สมัครคนใด เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณา ทั้งนโยบายของแต่ละพรรค การประนีประนอมผลประโยชน์ และความต้องการของประชาชน แต่การที่ "เท้ง ณัฐพงษ์" เข้าพรรคประชาชน เพื่อหารือเกี่ยวกับการ“เท้ง ณัฐพงษ์” เข้าพรรคประชาชน เตรียมหารือโหวตเลือกนายกต่อเนื่องวันที่ 2 คงทำให้พรรคสามารถตัดสินใจเลือกผู้สมัครได้อย่างเหมาะสม การเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกพรรคผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคในการตัดสินใจบนพื้นฐานของเสียงส่วนใหญ่และการมีส่วนร่วมของสมาชิกทุกคน

การตัดสินใจของพรรคประชาชนจึงอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศ การจับตาดูการ“เท้ง ณัฐพงษ์” เข้าพรรคประชาชน เตรียมหารือโหวตเลือกนายกต่อเนื่องวันที่ 2 อย่างไกล้ชิด จึงเป็นสิ่งที่ควรทำ

การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งนี้มีความซับซ้อนและเต็มไปด้วยความท้าทาย พรรคประชาชนจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในทุกมิติ ทั้งต่อพรรคเอง ต่อประชาชน และต่อประเทศชาติ การตัดสินใจโดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญจึงเป็นสิ่งที่พรรคประชาชนควรยึดมั่น

ที่ผ่านมา พรรคประชาชนได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในการสนับสนุนประชาธิปไตยและความโปร่งใสในการบริหารประเทศ การตัดสินใจในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งนี้จึงควรสอดคล้องกับหลักการดังกล่าว และเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน

การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถเข้าใจสถานการณ์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิตประจำวันของเรา

ที่มา – “เท้ง ณัฐพงษ์” เข้าพรรคประชาชน เตรียมหารือโหวตเลือกนายกต่อเนื่องวันที่ 2

เลือกตั้งซ่อมเชียงราย: พรรคประชาชนส่ง “แม้ว สุทัศน์” ชิงชัย

พรรคประชาชนส่ง “แม้ว สุทัศน์ ยาละ” ลงสมัคร เลือกตั้งซ่อมเชียงราย เขต 7! ท้าชนเพื่อไทย ขอโอกาสเป็นปากเสียงให้ประชาชนตรวจสอบรัฐบาล

เลือกตั้งซ่อมเชียงราย: พรรคประชาชนส่ง “แม้ว สุทัศน์” ชิงชัย

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย สถานที่รับสมัครเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เขตเลือกตั้งที่ 7 แทนนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถูกศาลรัฐธรรมนูญเพิกถอนสถานะ

นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน พร้อมด้วยนายสุทัศน์ ยาละ ผู้สมัคร สส. ได้เดินทางมายื่นใบสมัคร ท่ามกลางกองเชียร์ที่มาให้กำลังใจอย่างอบอุ่น

นายสุทัศน์ ยาละ จบปริญญาตรีรัฐศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง และกำลังศึกษาปริญญาโทบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ปัจจุบันเป็นผู้ประกอบการร้านอาหารและโรงแรม อีกทั้งยังมีประสบการณ์เป็นคณะกรรมการภาคประชาชน สำนักงานอัยการจังหวัดเทิง, กรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ สภ.เวียงแก่น, ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ สภาผู้แทนราษฎร และที่ปรึกษานายกเทศมนตรี เทศบาลตำบลหล่ายงาว

นายศรายุทธิ์ กล่าวถึงความสำคัญของการเลือกตั้งซ่อมเชียงรายครั้งนี้ เนื่องจากเป็นการประเมินผลงานของทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พรรคประชาชนมั่นใจในศักยภาพของนายสุทัศน์ ผู้ที่ทำงานร่วมกับพรรคมาอย่างต่อเนื่อง และพร้อมเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชนอย่างแท้จริง

ทำไมต้องเลือก “แม้ว สุทัศน์” ในการเลือกตั้งซ่อมเชียงราย?

เลขาธิการพรรคประชาชนเน้นย้ำว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการตัดสินใจของประชาชนว่าจะเพิ่มเสียงให้รัฐบาล หรือจะเพิ่มเสียงให้ฝ่ายค้านที่พร้อมตรวจสอบและปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนอย่างเข้มข้น

นายสุทัศน์ ยาละ กล่าวถึงความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประชาชน และเชื่อมั่นว่าจะได้รับความไว้วางใจจากชาวเชียงราย พร้อมเชิญชวนให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 14 กันยายน 2568 เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

เขตเลือกตั้งที่ 7 เชียงราย ประกอบด้วย อ.เชียงแสน, อ.ดอยหลวง, อ.เวียงแก่น, อ.เชียงของ (ยกเว้น ต.ครึ่ง, ต.บุญเรือง), และ ต.จันจว้า, ต.จันจว้าใต้ อ.แม่จัน ในการเลือกตั้งปี 2566 นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน จากพรรคเพื่อไทยได้รับคะแนนสูงสุด, รองลงมาคือนายประหยัด เสียงดัง จากพรรคประชาชน (เดิมคือพรรคก้าวไกล), และ น.ส.มิรันตี บุญแก้ว จากพรรคภูมิใจไทย

สถานการณ์การเลือกตั้งซ่อมเชียงรายในปัจจุบัน มีผู้สมัครเพียง 2 คน คือนายสง่า พรมเมือง จากพรรคเพื่อไทย และนายสุทัศน์ ยาละ จากพรรคประชาชน หลายฝ่ายจับตาว่าจะมีผู้สมัครเพิ่มเติมหรือไม่ โดยเฉพาะ น.ส.มิรันตี บุญแก้ว จากพรรคพลังประชารัฐ แต่ก็มีกระแสข่าวว่าอาจติดเงื่อนไขการย้ายพรรค

การเลือกตั้งซ่อมเชียงรายครั้งนี้จึงเป็นการแข่งขันที่น่าจับตามอง ระหว่างผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเลือกใครเข้ามาเป็นตัวแทนในการพัฒนาพื้นที่และแก้ไขปัญหา

การตัดสินใจของพี่น้องชาวเชียงราย เขต 7 ในวันที่ 14 กันยายนนี้ จะเป็นตัวชี้วัดทิศทางการเมืองในอนาคต มาร่วมกันใช้สิทธิ์ใช้เสียง เพื่อเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาความเจริญและความเป็นธรรมมาสู่บ้านเรา

ที่มา – พรรคประชาชนส่ง “แม้ว สุทัศน์” ท้าชนเพื่อไทย ชิงเก้าอี้เลือกตั้งซ่อมเชียงราย

ปชน. ส่ง “สุทัศน์ ยาละ” ชิงเลือกตั้งซ่อมเชียงราย

พรรคประชาชนเตรียมส่ง “สุทัศน์ ยาละ” ลงสนามเลือกตั้งซ่อมเชียงราย! งานนี้ต้องมาดูกันว่า “สุทัศน์ ยาละ” จะสามารถคว้าชัยชนะเหนือ “สง่า พรมเมือง” จากพรรคเพื่อไทยได้หรือไม่

ปชน. ส่ง “สุทัศน์ ยาละ” ชิงเลือกตั้งซ่อมเชียงราย

วันที่ 15 สิงหาคม 2568 พรรคประชาชนประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะส่ง นายสุทัศน์ ยาละ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “แม้ว” ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. ในนามพรรคประชาชน ในการเลือกตั้งซ่อมเขต 7 จังหวัดเชียงรายที่จะมีขึ้นในเร็วๆ นี้ การตัดสินใจครั้งนี้สร้างความสนใจอย่างมากในแวดวงการเมืองท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคู่แข่งคนสำคัญคือ นายสง่า พรมเมือง อดีต ส.อบจ.เขตเชียงแสน จากพรรคเพื่อไทย

วันพรุ่งนี้ (เสาร์ที่ 16 สิงหาคม 2568) เวลา 09.00 น. นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน จะเดินทางไปพร้อมกับนายสุทัศน์ ยาละ เพื่อทำการสมัครรับเลือกตั้ง ณ ที่ว่าการอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย การปรากฏตัวของเลขาธิการพรรคเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความสำคัญที่พรรคประชาชนให้กับการเลือกตั้งซ่อมในครั้งนี้

ในขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยก็ได้เปิดตัวนายสง่า พรมเมือง ไปก่อนหน้านี้แล้ว ทำให้การแข่งขันในเขต 7 จังหวัดเชียงรายทวีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้จึงเป็นที่จับตามองของนักวิเคราะห์การเมืองและประชาชนทั่วไป

ประวัติการศึกษาและประสบการณ์ของ “สุทัศน์ ยาละ” ผู้สมัคร ปชน. ชิงเลือกตั้งซ่อมเชียงราย

เพื่อทำความรู้จักกับผู้สมัครคนสำคัญจากพรรคประชาชน มาดูประวัติการศึกษาและประสบการณ์ทำงานของนายสุทัศน์ ยาละ กัน:

  • การศึกษา:
    • ปี 2563: ปริญญาตรี รัฐศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
    • ปี 2568: (อยู่ระหว่างดำเนินการขออนุมัติ) ปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
  • การทำงาน:
    • ผู้ประกอบการร้านคราฟต์เบียร์ ร้านเหนือสุด แทปรูม จังหวัดเชียงราย
    • เจ้าของกิจการโรงแรมเดซี่ จังหวัดเชียงราย
  • การทำงานการเมือง:
    • ปี 2568: คณะกรรมการภาคประชาชน สำนักงานอัยการจังหวัดเทิง จังหวัดเชียงราย
    • ปี 2567: คณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ สถานีตำรวจภูธร อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย
    • ปี 2567: ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร
    • ปี 2564-2567: ที่ปรึกษานายกเทศมนตรี เทศบาลตำบลหล่ายงาว จังหวัดเชียงราย

จากประวัติข้างต้น จะเห็นได้ว่านายสุทัศน์ ยาละ มีประสบการณ์ที่หลากหลาย ทั้งในด้านธุรกิจและการเมืองท้องถิ่น ซึ่งอาจเป็นข้อได้เปรียบในการลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้

การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย เนื่องจากผลการเลือกตั้งจะส่งผลต่อคะแนนนิยมและฐานเสียงของแต่ละพรรคในอนาคต นอกจากนี้ ยังเป็นการพิสูจน์ความนิยมของนักการเมืองรุ่นใหม่ อย่าง “สุทัศน์ ยาละ” ว่าจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้หรือไม่

การแข่งขันระหว่าง “สุทัศน์ ยาละ” และ “สง่า พรมเมือง” จึงเป็นที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิด และประชาชนในเขต 7 จังหวัดเชียงรายจะเป็นผู้ตัดสินว่าใครคือผู้ที่เหมาะสมที่สุดที่จะเป็นตัวแทนของพวกเขาในสภาผู้แทนราษฎร การตัดสินใจของประชาชนจะเป็นตัวกำหนดทิศทางทางการเมืองของพื้นที่และอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมทางการเมืองของประเทศในอนาคต

ดังนั้น การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การแข่งขันระหว่างสองพรรคการเมือง แต่เป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญของประชาชนที่จะกำหนดอนาคตของพวกเขาเอง การมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งและใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

การส่ง “สุทัศน์ ยาละ” ชิงเลือกตั้งซ่อมเชียงราย ถือเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจของพรรคประชาชน ต้องรอดูกันต่อไปว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร และจะมีผลต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองของเชียงรายมากน้อยแค่ไหน

ที่มา – ปชน. ส่ง “สุทัศน์ ยาละ” ชิงเลือกตั้งซ่อมเชียงราย เลขาธิการพรรคพาไปสมัครพรุ่งนี้

Scroll to top