ศาสตราจารย์

ศ.เคมบริดจ์ ถูกพบเป็นศพ หลังถูกกดดันหนัก ข้อหาลอกผลงานวิชาการ

ศ.เคมบริดจ์ ถูกพบเป็นศพ หลังถูกกดดันหนัก ข้อหาลอกผลงานวิชาการ

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความตกใจไปทั่วโลก เมื่อมีการรายงานข่าวว่า ศ.เคมบริดจ์ ถูกพบเป็นศพ หลังถูกกดดันหนัก ข้อหาลอกผลงานวิชาการ ซึ่งผู้เสียชีวิตคือ ศาสตราจารย์ เจสัน อาร์เดย์ (Jason Arday) วัย 41 ปี อดีตนักวิชาการผิวดำที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นความสูญเสีย แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันในแวดวงวิชาการที่อาจนำไปสู่โศกนาฏกรรมได้

เบื้องหลังข่าวเศร้า ศ.เคมบริดจ์ ถูกพบเป็นศพ หลังถูกกดดันหนัก ข้อหาลอกผลงานวิชาการ

เจสัน อาร์เดย์ ถูกพบร่างไร้วิญญาณที่บ้านพักในย่านแบทเทอร์ซี กรุงลอนดอน หลังจากที่เขาตัดสินใจยื่นใบลาออกจากมหาวิทยาลัยเพียงไม่กี่วัน ก่อนหน้านี้เขาตกเป็นเป้าสายตาของสังคมและสื่อมวลชนอย่างหนักจากการถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องการคัดลอกผลงานทางวิชาการ แม้เขาจะออกมายอมรับถึงข้อผิดพลาดในอดีต แต่กระแสการโจมตีกลับไม่ลดละลงเลย

สาเหตุเบื้องต้นที่ครอบครัวได้ออกมาเปิดเผยนั้นน่าหดหู่ใจเป็นอย่างมาก โดยทางครอบครัวระบุว่า อาร์เดย์ต้องเผชิญกับการคุกคามและข้อมูลเท็จมานานกว่า 3 ปี นับตั้งแต่ได้รับตำแหน่งสำคัญ ซึ่งเหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเขาอย่างรุนแรงจนนำไปสู่เหตุการณ์ ศ.เคมบริดจ์ ถูกพบเป็นศพ หลังถูกกดดันหนัก ข้อหาลอกผลงานวิชาการ ในที่สุด

  • การตรวจสอบจากสื่อมวลชนและสาธารณชนที่รุนแรงเกินไป
  • การวิพากษ์วิจารณ์ประวัติส่วนตัวและผลงานที่ผ่านมา
  • แรงกดดันทางจิตใจจากการถูกคุกคามต่อเนื่อง
  • ประเด็นการเหยียดเชื้อชาติที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกต

เหตุการณ์นี้ก่อให้เกิดคำถามสำคัญในสังคมอังกฤษและแวดวงวิชาการทั่วโลก ว่าเรากำลังสร้างสังคมที่กดดันจนเกินไปหรือไม่ การทำผิดพลาดในงานวิชาการควรได้รับการตรวจสอบตามกระบวนการที่เหมาะสม แทนที่จะเป็นการรุมกระหน่ำโจมตีจนทำลายชีวิตคนคนหนึ่ง เราหวังว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญให้ทุกฝ่ายหันมาตระหนักถึงสุขภาพจิตของเพื่อนมนุษย์ก่อนที่จะสายเกินไป

ที่มา – ศ.เคมบริดจ์ ถูกพบเป็นศพ หลังถูกกดดันหนัก ข้อหาลอกผลงานวิชาการ

3 นักเศรษฐศาสตร์ คว้าโนเบลสาขา นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

3 นักเศรษฐศาสตร์ผู้วิจัยเรื่อง “นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” เป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปีนี้ไปครอง พร้อมแบ่งเงินรางวัล 11 ล้านโครนสวีเดน

เมื่อวันจันทร์ที่ 13 ต.ค. 2568 คณะกรรมการโนเบลประกาศว่า ศ.โจเอล โมเคียร์, ศ.ฟิลิปป์ อาเกียน และ ศ.ปีเตอร์ ฮาวิตต์ เป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปี 2025 (พ.ศ. 2568) ไปครอง จากการศึกษาว่า นวัตกรรมและพลังของ “การทำลายเชิงสร้างสรรค์” สามารถผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ และยกระดับมาตรฐานชีวิตทั่วโลกได้อย่างไร

งานวิจัยของพวกเขาอธิบายว่า เทคโนโลยีทำให้เกิดผลิตภัณฑ์และวิธีการผลิตใหม่ ๆ ซึ่งเข้ามาแทนที่ของเก่าได้อย่างไร จนส่งผลให้เกิดมาตรฐานการครองชีพ สุขภาพ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ราชวิทยาลัยวิทยาศาสตร์แห่งสวีเดน ซึ่งเป็นผู้มอบรางวัล ระบุว่า นักวิชาการทั้งสามได้เป็น “ผู้บุกเบิก” ในการอธิบายเรื่อง “การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม”

พวกเขายังแสดงให้เห็นว่าความก้าวหน้าดังกล่าวไม่สามารถเกิดขึ้นได้เองโดยไม่มีเหตุผล “ภาวะเศรษฐกิจซบเซา ไม่ใช่การเติบโต เป็นภาวะปกติของประวัติศาสตร์มนุษย์ส่วนใหญ่ งานของพวกเขาแสดงให้เห็นว่าเราต้องตระหนักถึงและต่อต้าน ภัยคุกคามต่อการเติบโตอย่างต่อเนื่อง”

ด้านผู้ได้รับรางวัลเองก็เน้นย้ำถึงความท้าทายจาก นโยบายการค้า ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และการปฏิรูปการศึกษาระดับอุดมศึกษาของรัฐบาลเขา ซึ่งบางคนมองว่าเป็นการโจมตี เสรีภาพทางวิชาการ

ศ.อาเกียน นักเศรษฐศาสตร์ชาวฝรั่งเศสเตือนว่า “เมฆดำ” กำลังก่อตัวขึ้นท่ามกลางอุปสรรคต่อการค้าและการเปิดกว้างที่เพิ่มขึ้น ซึ่งมีชนวนมาจาก สงครามการค้าของโดนัลด์ ทรัมป์ เขายังกล่าวด้วยว่า นวัตกรรมในอุตสาหกรรมสีเขียว และการขัดขวางการผงาดขึ้นของบริษัทผูกขาดด้านเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตที่แข็งแกร่งขึ้นในอนาคต

ศ.อาเกียนยังเรียกร้องให้รัฐบาลต่างๆ พัฒนานโยบายการแข่งขันที่เข้มงวด เพื่อจัดการกับการเติบโตของบริษัทเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่สุดท้ายอาจลงเอยด้วยการครอบงำทุกอย่าง จนยับยั้งการเข้ามาของผู้สร้างนวัตกรรมรายใหม่ที่มีศักยภาพ “เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าผู้สร้างนวัตกรรมในวันนี้ จะไม่ไปบั่นทอนการเข้ามาและนวัตกรรมในอนาคต?”

ทั้งนี้ ศ.โจเอล โมเคียร์ จากมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น ได้รับรางวัลครึ่งหนึ่งของเงินรางวัล 11 ล้านโครนสวีเดน (ราว 37.7 ล้านบาท) โดยส่วนที่เหลือแบ่งกันระหว่างนักวิชาการอีกสองคน ได้แก่ ศ.ฟิลิปป์ อาเกียน จากวิทยาลัยแห่งฝรั่งเศส กับ ศ.ปีเตอร์ ฮาวิตต์ จากมหาวิทยาลัยบราวน์

ศ.โมเคียร์ นักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจชาวอเมริกัน-อิสราเอล แต่เกิดในเนเธอร์แลนด์ ได้รับรางวัลจากการวิจัยที่ระบุถึง ข้อกำหนดเบื้องต้น สำหรับการเติบโตที่ยั่งยืนผ่าน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ส่วน ศ.อาเกียน กับ ศ.ฮาวิตต์ นักเศรษฐศาสตร์ชาวแคนาดา ได้รับรางวัลร่วมกันจากการวิเคราะห์ว่า “การทำลายอย่างสร้างสรรค์” เป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตได้อย่างไร

3 ผู้ศึกษาทฤษฎี “นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” คว้าโนเบลเศรษฐศาสตร์ 2025

การประกาศรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปี 2025 ให้กับนักเศรษฐศาสตร์ 3 ท่านที่ศึกษาเรื่อง นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจและสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของนวัตกรรมต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน งานวิจัยของพวกท่านได้ช่วยให้เราเข้าใจถึงกลไกที่นวัตกรรมผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วโลก

แต่สิ่งที่ศาสตราจารย์อาเกียนเตือนเกี่ยวกับ “เมฆดำ” ที่ก่อตัวขึ้นจากอุปสรรคทางการค้าและการเปิดกว้างนั้นเป็นสิ่งที่น่ากังวล การกีดกันทางการค้าและนโยบายที่ต่อต้านเสรีภาพทางวิชาการอาจเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ซึ่งจะส่งผลเสียต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ความสำคัญของนวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไม่ได้หมายถึงแค่การคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการนำสิ่งใหม่ ๆ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในเชิงพาณิชย์และสังคมด้วย กระบวนการนี้เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี การปรับปรุงกระบวนการผลิต และการสร้างผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ดีกว่าเดิม

ดังนั้น การส่งเสริม นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องการยกระดับมาตรฐานการครองชีพของประชากร การลงทุนในการวิจัยและพัฒนา การส่งเสริมการศึกษา และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ รัฐบาลควรมีบทบาทในการสนับสนุนนวัตกรรมในอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน การจัดการกับการผงาดขึ้นของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่อาจผูกขาดตลาดก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สร้างนวัตกรรมรายใหม่สามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม

โดยสรุปแล้ว รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปีนี้นับเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของ นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และความท้าทายที่ต้องเผชิญในการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในยุคปัจจุบัน เราควรตระหนักถึงภัยคุกคามต่อการเติบโตอย่างต่อเนื่องและร่วมมือกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เพื่ออนาคตที่สดใสยิ่งขึ้น

ที่มา – 3 ผู้ศึกษาทฤษฎี “นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” คว้าโนเบลเศรษฐศาสตร์ 2025

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งศาสตราจารย์ 13 ราย จาก 5 มหาวิทยาลัย

ข่าวดีสำหรับวงการศึกษาไทย! มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง “ศาสตราจารย์” จำนวน 13 ราย จาก 5 มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ ถือเป็นความภาคภูมิใจและความก้าวหน้าในสายงานวิชาการของคณาจารย์เหล่านี้

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่อง “แต่งตั้งศาสตราจารย์” อย่างเป็นทางการ โดยระบุรายชื่อพนักงานมหาวิทยาลัย สังกัดมหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาต่างๆ รวมทั้งสิ้น 13 ท่าน ตั้งแต่วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งศาสตราจารย์ 13 ราย จาก 5 มหาวิทยาลัย

รายชื่อผู้ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ ทั้ง 13 ท่าน มีดังนี้

มหาวิทยาลัยพะเยา

  1. รองศาสตราจารย์เชวศักดิ์ รักเป็นไทย สังกัดคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา ให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า ตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2563

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

  1. รองศาสตราจารย์มุกดา ภัทราวราพันธ์ สังกัดคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาเคมี ตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2563
  2. รองศาสตราจารย์ธนูศักดิ์ ตาตุ สังกัดคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาเทคนิคการแพทย์ ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2564

มหาวิทยาลัยขอนแก่น

  1. รองศาสตราจารย์นฤมล เชาว์สุวรรณกิจ สังกัดคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ ในสาขาวิชารังสีวินิจฉัย ตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2564
  2. รองศาสตราจารย์ลีลาวดี เตชาเสถียร สังกัดคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ ในสาขาวิชากุมารเวชศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2565
  3. รองศาสตราจารย์สิทธิชัย เอี่ยมสะอาด สังกัดคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ ในสาขาวิชากายวิภาคศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2565
  4. รองศาสตราจารย์พรนภา เกษมศิริ สังกัดคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาวิศวกรรมเคมี ตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2565

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

  1. รองศาสตราจารย์รตินันท์ บุญเคลือบ สังกัดคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาคณิตศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2565
  2. รองศาสตราจารย์พันธนา ตอเงิน สังกัดคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2565
  3. รองศาสตราจารย์ณุวีร์ ประภัสระกูล สังกัดคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาจุลชีววิทยา ตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2565
  4. รองศาสตราจารย์พีรพล เวทีกูล สังกัดคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2566
  5. รองศาสตราจารย์สุกัญญา แช่มช้อย สังกัดคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาครุศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2566

มหาวิทยาลัยมหิดล

  1. รองศาสตราจารย์ชนิกา ศรีธรา สังกัดคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ ในสาขาวิชารังสีรักษาและเวชศาสตร์นิวเคลียร์ ตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2565

การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งศาสตราจารย์ ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาของไทย และเป็นการเชิดชูเกียรติคุณของคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการสร้างสรรค์ผลงานวิชาการ และถ่ายทอดความรู้สู่สังคม

ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ ในครั้งนี้ และขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่าน สร้างคุณูปการให้แก่วงการศึกษาไทยต่อไป

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “ศาสตราจารย์” 13 ราย จาก 5 มหาวิทยาลัย

Scroll to top