สถานการณ์หาดใหญ่ วันนี้

แม่ทำใจไม่ได้! ลูกสาว 4 ขวบ เรือคว่ำหาดใหญ่

หัวอกคนเป็นแม่แทบขาดใจ โพสต์ถึงลูกสาววัย 4 ขวบที่จากไป หลังเกิดเหตุการณ์เรือคว่ำจากน้ำท่วมหาดใหญ่ เผยลูกสาวหลุดจากมือช่วยเหลือไม่ทัน เจ็บปวดที่ยังจำเสียงเพลงสุดท้ายของลูกได้ดี โซเชียลแห่ให้กำลังใจคุณแม่อย่างล้นหลาม

จากกรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์เศร้าสลด เมื่อคุณแม่ท่านหนึ่งต้องสูญเสียลูกสาววัย 4 ขวบจากเหตุเรือล่ม น้องได้หลุดจากมือแม่และจมหายไปในกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก แม้จะมีการค้นหาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 2 วัน แต่สุดท้ายก็พบเพียงร่างที่ไร้วิญญาณ

ล่าสุด คุณแม่ได้โพสต์ข้อความสุดเศร้าผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ซึ่งเรียกน้ำตาจากชาวโซเชียลเป็นอย่างมาก โดยระบุว่า “เสียงสุดท้ายที่มาม๊าได้ยินจากหนูบนเรือ คือเสียงร้องเพลงของแพดเม่ เสียงเล็กๆ ใสๆ ที่ตอนนั้นมาม๊ายังไม่รู้เลยว่ามันจะกลายเป็นเสียงอำลาที่แม่ต้องกอดไว้ในหัวใจไปตลอดชีวิต

See the line where the sky meets the sea? It calls me

And no one knows, how far it goes. If the wind in my sail on the sea stays behind me

One day I’ll know

If I go, there’s just no telling how far I’ll go. 

มาม๊าคิดถึงลูกสุดหัวใจ คิดถึงแบบที่ไม่มีถ้อยคำไหนอธิบายได้ เหมือนหัวใจของแม่ถูกดึงบางส่วนออกไปพร้อมกับหนู เหลือเพียงช่องว่างที่แม้เวลาเท่าไรก็ไม่อาจเติมเต็มได้อีกแล้ว 

ทุกลมหายใจของแม่มีชื่อของหนูอยู่ข้างใน ทุกเช้าแม่ยังเผลอหันไปมองหาตัวเล็กๆ ของแม่ ทุกคืนแขนซ้ายของแม่ยังจำสัมผัสที่หนูชอบมาหนุน และตอนนี้…มันว่างเปล่าจนเจ็บ

แม่คิดถึงรอยยิ้มหนู ฟันเขี้ยว ลักยิ้มสองข้างน่ารักที่สุดในโลก คิดถึงเสียงหัวเราะที่เคยทำให้บ้านทั้งหลังสว่างขึ้นทันที คิดถึงเสียงเรียก “มาม๊า” ที่ตอนนี้แม่ได้ยินแค่ในหัวใจ

บางครั้งแม่ยังได้ยินเพลงสุดท้ายที่หนูร้อง เหมือนหนูยังอยู่ตรงนี้ แต่พอเอื้อมมือออกไป กลับคว้าได้แค่ความว่างเปล่า 

มันเจ็บเหลือเกิน เจ็บแบบที่ไม่เคยรู้ว่าคนเราจะเจ็บได้มากขนาดนี้ เจ็บที่ไม่ได้กอดหนู ไม่ได้ป้อนขนมหนู ไม่ได้รับรอยยิ้มจากหนูหลังเลิกเรียนอีก เหลือแค่รูปถ่ายและความทรงจำ

แม่คิดถึงลูก คิดถึงจนเหมือนหัวใจจะหายไปทั้งดวง คิดถึงจนรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน ลูกของแม่ แม่อยากให้รู้ว่า แม้หนูจะอยู่ไกลแค่ไหน แม้แม่จะ “ไม่รู้ how far you go” แต่รักของแม่จะตามไปถึงหนูเสมอไม่มีวันหายไปแม้สักวินาทีเดียว

มาม๊าคิดถึงหนูสุดหัวใจ และมาม๊าเจ็บปวดสุดหัวใจจริงๆ”

แม่ยังทำใจไม่ได้ สูญเสียลูกสาว 4 ขวบ หลุดจากมือ ตอนเรือคว่ำ เหตุน้ำท่วมหาดใหญ่

เรื่องราวความสูญเสียของคุณแม่ท่านนี้ กลายเป็นอุทาหรณ์ให้เราได้ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน และการมีสติอยู่เสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดเหตุการณ์อันน่าเศร้าได้

เหตุน้ำท่วมหาดใหญ่พรากชีวิตลูกน้อย

เหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ครั้งนี้ ได้สร้างความเสียหายและความสูญเสียให้กับผู้คนจำนวนมาก ไม่เพียงแต่ทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงชีวิตของผู้บริสุทธิ์ โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ยังไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ การสูญเสียลูกสาววัย 4 ขวบของคุณแม่ท่านนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนต้องใส่ใจในความปลอดภัยของเด็กๆ มากยิ่งขึ้น

การป้องกันและเตรียมพร้อมรับมือกับอุทกภัย:

  • ติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด
  • เตรียมพร้อมสิ่งของจำเป็น เช่น น้ำดื่ม อาหารแห้ง ยา และไฟฉาย
  • หากอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ให้เตรียมแผนอพยพ
  • สอนให้เด็กๆ รู้จักวิธีเอาตัวรอดในสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • ดูแลเด็กๆ อย่างใกล้ชิด อย่าปล่อยให้คลาดสายตา

ข้อคิดจากเหตุการณ์:

เหตุการณ์นี้สอนให้เรารู้ว่า ชีวิตมีความไม่แน่นอน เราจึงควรใช้ชีวิตทุกวันให้ดีที่สุด และให้ความสำคัญกับคนที่เรารัก ดูแลซึ่งกันและกัน และให้กำลังใจกันในยามยากลำบาก

แม้ว่าความสูญเสียของคุณแม่ท่านนี้จะเป็นสิ่งที่เจ็บปวดเกินกว่าจะบรรยายได้ แต่เราหวังว่ากำลังใจจากคนรอบข้างและจากสังคม จะช่วยให้คุณแม่สามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ และขอให้น้องได้ไปสู่สุคติ

การสูญเสียลูกสาว 4 ขวบจากเหตุเรือคว่ำจากน้ำท่วมหาดใหญ่เป็นโศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับคุณแม่และครอบครัว

ที่มา – แม่ยังทำใจไม่ได้ สูญเสียลูกสาว 4 ขวบ หลุดจากมือ ตอนเรือคว่ำ เหตุน้ำท่วมหาดใหญ่

ยอดผู้เสียชีวิต น้ำท่วมหาดใหญ่ 1 ธ.ค. 68: อัปเดต

อัปเดตสถานการณ์ล่าสุด! ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ 1 ธ.ค. 68 เพิ่มขึ้นอย่างน่าเศร้า โดยมีรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตที่นำส่งชันสูตรที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ เพิ่มอีก 2 ราย ทำให้ยอดรวมผู้เสียชีวิตจาก น้ำท่วมหาดใหญ่ 1 ธ.ค. 68 ขณะนี้อยู่ที่ 140 รายแล้ว

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รายงานความคืบหน้าของสถานการณ์ น้ำท่วมหาดใหญ่ 1 ธ.ค. 68 โดยเมื่อเวลา 18.00 น. ยอดผู้เสียชีวิตได้เพิ่มขึ้นเนื่องจากมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวถูกส่งมาเพิ่มเติมอีก 2 ราย ส่งผลให้ยอดรวมผู้เสียชีวิตพุ่งสูงถึง 140 ราย น่าสลดใจยิ่งนัก นอกจากนี้ มีรายงานว่าญาติของผู้เสียชีวิตได้ทำการรับศพกลับไปบำเพ็ญกุศลแล้วจำนวน 5 ราย ทำให้ยอดรวมศพที่ญาติรับกลับบ้านไปแล้วอยู่ที่ 23 ราย ทำให้ปัจจุบันยังคงมีร่างของผู้เสียชีวิตที่ยังคงเก็บรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่อยู่อีกถึง 117 ราย

อัปเดตยอดผู้เสียชีวิต น้ำท่วมหาดใหญ่ 1 ธ.ค. 68 รวม 140 ราย

ในส่วนของสถานการณ์การช่วยเหลือ กระทรวงสาธารณสุขได้รายงานว่า โรงพยาบาลทุกแห่งที่ได้รับผลกระทบจาก น้ำท่วมหาดใหญ่ 1 ธ.ค. 68 ได้กลับมาเปิดให้บริการตามปกติแล้ว แต่บางแห่งอาจจะยังไม่สามารถให้บริการได้อย่างเต็มรูปแบบ อย่างไรก็ตาม ได้มีการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามเพื่อช่วยเหลือและดูแลประชาชนเพิ่มเติมจำนวน 11 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ ได้แก่

  • สนามบินหาดใหญ่
  • หอประชุมเทศบาลนครหาดใหญ่
  • โรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์
  • บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน)
  • โรงพยาบาลรัตภูมิ
  • โรงเรียนเทศบาล 4 (วัดคลองเรียน)
  • โรงพยาบาลสงขลานครินทร์
  • ศูนย์บริการสาธารณสุข เทศบาลเมืองคลองแห
  • วัดคลองแห
  • โรงพยาบาลค่ายเสนาณรงค์
  • โรงเรียนนานาชาติเซาท์เทิร์น หาดใหญ่

โรงพยาบาลสนามเหล่านี้ได้ให้บริการสะสมแก่ประชาชนไปแล้วกว่า 1,423 ราย โดยแบ่งเป็นผู้ป่วยใน 205 ราย ผู้ป่วยนอก 1,038 ราย ส่งต่อ 134 ราย และบริการฟอกไต 46 ราย

การช่วยเหลือด้านสาธารณสุขเพิ่มเติมจากเหตุการณ์ น้ำท่วมหาดใหญ่ 1 ธ.ค. 68

นอกจากโรงพยาบาลสนามแล้ว ยังมีการจัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ (Mini-MERT) จำนวน 104 ทีม ซึ่งให้บริการประชาชนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 25 – 30 พฤศจิกายน 2568 โดยได้ให้บริการสะสมไปแล้วถึง 11,147 ราย มีการส่งต่อผู้ป่วยทางบก 259 ราย และส่งต่อทางอากาศ 213 ราย นอกจากนี้ ยังมีการส่งทีมแพทย์เดินเท้าออกเคาะประตูบ้านในชุมชนต่างๆ จำนวน 124 ทีม ตั้งแต่วันที่ 29- 30 พฤศจิกายน 2568 ครอบคลุมพื้นที่ 78 ชุมชน จากทั้งหมด 103 ชุมชน คิดเป็นร้อยละ 75.7 ให้บริการสะสม 10,427 ราย และส่งต่อผู้ป่วย 16 ราย

ในส่วนของการดูแลสุขภาพจิตของผู้ประสบภัย มีการประเมินสุขภาพจิตสะสมไปแล้ว 3,820 ราย พบว่ามีผู้ที่มีภาวะเครียดสูง 216 ราย และมีความเสี่ยงฆ่าตัวตาย 8 ราย ซึ่งทุกรายได้รับการปฐมพยาบาลทางใจและส่งต่อเข้าสู่ระบบการรักษาแล้ว

สถานการณ์ น้ำท่วมหาดใหญ่ 1 ธ.ค. 68 เป็นโศกนาฏกรรมที่สร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และขอเป็นกำลังใจให้ผู้ประสบภัยทุกท่านก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปให้ได้

ที่มา – อัปเดตยอดผู้เสียชีวิต น้ำท่วมหาดใหญ่ 1 ธ.ค. 68 รวม 140 ราย

เงินน้ำท่วม 9,000 บาท เข้าบัญชี 3 จังหวัด

ปภ. เผย เงินน้ำท่วม 9,000 บาท โอนเข้าบัญชีผู้ได้รับผลกระทบที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว ซึ่งผูกกับพร้อมเพย์ วันนี้ (1 ธ.ค.68) รวม 26,571 ครัวเรือน ใน 3 จังหวัดใต้ สงขลา สตูล และปัตตานี  ใครที่รอรับเงินอยู่เช็คบัญชีด่วนเลย!

วันที่ 1 ธ.ค. 68 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานการโอนเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568 ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 68 และวันที่ 18, 25 พ.ย. 68 ซึ่งจะช่วยเหลือเยียวยาให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568 แบบเหมาจ่ายในอัตราครัวเรือนละ 9,000 บาท โดยเป็นการจ่ายให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย 4 รูปแบบ ดังนี้ 

  • ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย 
  • ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังเกิน 7 วันขึ้นไป 
  • ที่อยู่อาศัยประจำที่ถูกน้ำล้อมรอบจนส่งผลกระทบทำให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติติดต่อกันเกิน 7 วันขึ้นไป
  • ที่อยู่อาศัยประจำในอาคารสูงที่น้ำท่วมไม่ถึงชั้นที่ผู้ประสบภัยพักอาศัย แต่ส่งผลกระทบให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ ติดต่อกันเกิน 7 วันขึ้นไป 

โดยในวันนี้ ธนาคารออมสินจะโอนเงินน้ำท่วม 9,000 บาทช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568 ครัวเรือนละ 9,000 บาท ให้แก่ผู้ประสบภัยที่ได้ลงทะเบียนและผ่านการตรวจสอบข้อมูลเรียบร้อยแล้วในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ รวมจำนวน 26,571 ครัวเรือน ได้แก่ จังหวัดสงขลา (4,563 ครัวเรือน) สตูล (8,772 ครัวเรือน) และจังหวัดปัตตานี (13,236 ครัวเรือน) เป็นเงินทั้งสิ้น 239,139,000 บาท ผ่านบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกไว้กับหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน

ทั้งนี้ ขอเน้นย้ำให้ประชาชนที่ยังไม่ได้ผูกบัญชีพร้อมเพย์กับเลขบัตรประจำตัวประชาชน ติดต่อธนาคารใดก็ได้ เพื่อดำเนินการผูกบัญชีโดยเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดความขัดข้องในการโอนเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย และให้การช่วยเหลือเยียวยาเป็นไปอย่างรวดเร็ว

เงินน้ำท่วม 9,000 บาท โอนเข้าบัญชีวันนี้ 3 จังหวัด สงขลา สตูล และปัตตานี

สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดของประเทศไทยนั้นสร้างความเสียหายอย่างมากให้กับประชาชน การที่ภาครัฐเร่งดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง และการจ่ายเงินน้ำท่วม 9,000 บาท ในครั้งนี้ จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ได้เป็นอย่างดี

ใครบ้างที่ได้รับ เงินน้ำท่วม 9,000 บาท นี้?

สำหรับผู้ที่จะได้รับเงินเยียวยาในครั้งนี้ คือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในช่วงฤดูฝนปี 2568 และมีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ 4 ข้อ ได้แก่:

  • ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย
  • ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังเกิน 7 วันขึ้นไป
  • ที่อยู่อาศัยประจำที่ถูกน้ำล้อมรอบจนส่งผลกระทบทำให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติติดต่อกันเกิน 7 วันขึ้นไป
  • ที่อยู่อาศัยประจำในอาคารสูงที่น้ำท่วมไม่ถึงชั้นที่ผู้ประสบภัยพักอาศัย แต่ส่งผลกระทบให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ ติดต่อกันเกิน 7 วันขึ้นไป

ดังนั้น หากท่านเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบและมีคุณสมบัติตามที่กล่าวมาข้างต้น อย่าลืมตรวจสอบบัญชีพร้อมเพย์ของท่าน เพื่อตรวจสอบว่าเงินน้ำท่วม 9,000 บาท ได้ถูกโอนเข้าบัญชีเรียบร้อยแล้วหรือไม่

หากใครที่ยังไม่ได้ผูกบัญชีพร้อมเพย์กับเลขบัตรประชาชน จะต้องรีบไปดำเนินการที่ธนาคารโดยด่วนนะครับ เพื่อให้การรับเงินเยียวยาเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว

การช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัยเป็นหน้าที่ของรัฐบาล และการที่รัฐบาลดำเนินการอย่างรวดเร็วในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง อย่างไรก็ตาม การป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในระยะยาวก็เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อลดผลกระทบและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – เงินน้ำท่วม 9,000 บาท โอนเข้าบัญชีวันนี้ 3 จังหวัด สงขลา สตูล และปัตตานี

จับชายยิงปืนไล่หลังอาสาฯ ช่วยน้ำท่วมหาดใหญ่

เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อชายคนหนึ่งก่อเหตุ จับชายยิงปืนไล่หลังอาสาฯ ช่วยน้ำท่วมหาดใหญ่ โดยอ้างว่ามีผู้ป่วยอาการสาหัสต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นขณะที่อาสากู้ภัยกำลังปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่หาดใหญ่

ตามรายงานข่าวเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 บริเวณชุมชนบ้านเกาะหมี ตำบลคลองแห อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยผู้ก่อเหตุได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่เจ็ตสกีที่ขับผ่าน ต่อมาตำรวจภูธรภาค 9 ได้ทำการสืบสวนและกดดันจนทราบว่าผู้ก่อเหตุคือนายเริงชัย อายุ 30 ปี ซึ่งได้เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 พร้อมอาวุธปืนพกสั้นอัตโนมัติ ยี่ห้อกล็อก 19 ขนาด 9 มม. ที่ใช้ในการก่อเหตุ

นายเริงชัยให้การว่า ในวันเกิดเหตุมีคนเกิดอาการช็อกและมีอาการสาหัสถึงขั้นต้องปั๊มหัวใจเพื่อช่วยชีวิต เขาพยายามเรียกเจ็ตสกีที่ขับผ่านให้จอดเพื่อช่วยเหลือ แต่เนื่องจากเสียงดังทำให้คนขับไม่ได้ยิน ด้วยความเป็นห่วงผู้ป่วย เขาจึงตัดสินใจใช้อาวุธปืนของน้องชายซึ่งเป็นตำรวจ ยิงขึ้นฟ้าไป 2 นัด เพื่อเรียกให้เจ็ตสกีกลับมาช่วยเหลือ แต่ก็ไม่เป็นผล ปัจจุบันผู้ป่วยที่ช็อกยังคงรักษาตัวอยู่ในห้อง ICU ของโรงพยาบาลสงขลานครินทร์

นายเริงชัยได้กล่าวขอโทษผู้ขับขี่เจ็ตสกีและอาสากู้ภัยที่ทำให้ตกใจ โดยยืนยันว่าเขาไม่ได้มีเจตนาที่จะทำร้ายใคร เพียงแต่ต้องการช่วยเหลือผู้ป่วยเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหา “ยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านทางสาธารณะ” และส่งตัวนายเริงชัยให้พนักงานสอบสวน สภ.หาดใหญ่ ดำเนินคดีตามกฎหมาย

จับชายยิงปืนไล่หลังอาสาฯ ช่วยน้ำท่วมหาดใหญ่

เหตุการณ์ จับชายยิงปืนไล่หลังอาสาฯ ช่วยน้ำท่วมหาดใหญ่ สะท้อนอะไร

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดและความสิ้นหวังที่อาจเกิดขึ้นในสถานการณ์ฉุกเฉิน แม้ว่าเจตนาของผู้ก่อเหตุคือการช่วยเหลือชีวิต แต่การใช้อาวุธปืนในที่สาธารณะถือเป็นความผิดทางกฎหมายและอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้อื่นได้

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การที่นายเริงชัยอ้างว่ามีความจำเป็นต้องใช้อาวุธปืนเพื่อเรียกความสนใจจากอาสากู้ภัย เนื่องจากสถานการณ์ฉุกเฉินและความยากลำบากในการสื่อสารในภาวะน้ำท่วม ทำให้เกิดคำถามว่า มีวิธีการอื่นใดที่สามารถใช้ในการขอความช่วยเหลือในสถานการณ์เช่นนี้ได้ หรือไม่

นอกจากนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการฝึกอบรมและการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งสำหรับประชาชนทั่วไปและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ

เหตุการณ์ จับชายยิงปืนไล่หลังอาสาฯ ช่วยน้ำท่วมหาดใหญ่ ยังแสดงให้เห็นถึงความเสียสละของอาสากู้ภัยที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม แม้จะต้องเผชิญกับความเสี่ยงและอุปสรรคต่างๆ ก็ตาม

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาในสังคม และความจำเป็นในการพิจารณาถึงเจตนาและแรงจูงใจของผู้กระทำควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมาย

การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการสร้างความเข้าใจและหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน

บทเรียนที่ได้จากเหตุการณ์นี้:

  • การใช้อาวุธปืนในที่สาธารณะเป็นสิ่งผิดกฎหมายและอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้อื่น
  • การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญในสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • การฝึกอบรมและการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นสิ่งจำเป็น
  • ความเสียสละของอาสากู้ภัยเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง
  • การแก้ไขปัญหาในสังคมต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ในท้ายที่สุด เหตุการณ์ จับชายยิงปืนไล่หลังอาสาฯ ช่วยน้ำท่วมหาดใหญ่ เป็นเครื่องเตือนใจว่าเราควรให้ความสำคัญกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ และสร้างสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่สำหรับทุกคน

ในสถานการณ์ฉุกเฉิน การตัดสินใจที่รวดเร็วและเด็ดขาดเป็นสิ่งจำเป็น แต่ก็ต้องคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อผู้อื่นด้วย การมีสติและการไตร่ตรองอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ จะช่วยให้เราสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสมและหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจนำไปสู่สถานการณ์ที่เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม

ถึงแม้ว่านายเริงชัยจะอ้างว่ามีเจตนาดี แต่การกระทำของเขาก็ยังคงเป็นความผิดทางกฎหมาย การให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับกฎหมายและการใช้เหตุผลในการแก้ไขปัญหา จะช่วยลดโอกาสในการเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ในอนาคตได้

ที่มา – จับชายยิงปืนไล่หลังอาสาฯ ช่วยน้ำท่วมหาดใหญ่ อ้างมีคนสาหัส ต้องการเรียกให้จอด

ผู้ประสบภัยโอด ลงทะเบียนรับเยียวยาน้ำท่วม 9,000 บาท

ผู้ประสบภัยจำนวนมากกำลังเผชิญกับความยากลำบากในการลงทะเบียนรับเยียวยาน้ำท่วม 9,000 บาท พวกเขาตัดพ้อถึงปัญหาบ้านเรือนจมน้ำ เอกสารสูญหาย และความลำบากในการเดินทางเพื่อยื่นเอกสาร

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้กำหนดแนวทางการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากฤดูฝนปี 2568 โดยจะจ่ายเงินเยียวยาแบบเหมาจ่ายครัวเรือนละ 9,000 บาท ให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย 4 รูปแบบ (อ่านเพิ่มเติม: เปิดขั้นตอนการลงทะเบียนรับเยียวยาน้ำท่วม ปี 2568)

หน่วยงานในแต่ละจังหวัดได้กำหนดวัน เวลา และสถานที่เพื่อให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบเดินทางไปยื่นเอกสารและแสดงตนเพื่อยืนยันคำร้อง ตัวอย่างเช่น เทศบาลนครสงขลาได้เปิดรับลงทะเบียนรับเยียวยาน้ำท่วม ประจำปี 2568 ในวันที่ 1-3 ธันวาคม 2568 เวลา 9.00-16.30 น.

สถานที่รับลงทะเบียน:

  • เขต 1: วัดตีนเมรุ
  • เขต 2: วัดหัวป้อมนอก
  • เขต 3: อาคารอเนกประสงค์ โรงเรียนเทศบาล 1 (ถนนนครนอก)
  • เขต 4: สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดสงขลา

ประชาคม เวลา 17.00 น. ของทุกวัน ส่วนผู้ที่ลงทะเบียนรับเยียวยาน้ำท่วม ออนไลน์แล้ว สามารถมายื่นเอกสารได้ตามเขตของตนเองได้ตามแนวทางของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

เทศบาลนครหาดใหญ่ได้แจ้งผ่านทางเพจเฟซบุ๊กว่าเปิดรับลงทะเบียนและยื่นเอกสารได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2568 บริเวณเต็นท์ด้านข้างอาคารสำนักงานเทศบาลนครหาดใหญ่

ประชาชนจำนวนมากได้แสดงความคิดเห็นและสะท้อนปัญหาเกี่ยวกับเอกสารและขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทะเบียนออนไลน์ที่ยังต้องนำเอกสารไปยื่นต่อเจ้าหน้าที่ภายในระยะเวลาที่จำกัด

เพจดังอย่าง Drama-addict ได้โพสต์ข้อความว่า “สวัสดีค่ะ จ่า อยากให้ช่วยเรื่องลงทะเบียนรับเยียวยาน้ำท่วมค่ะ ลงออนไลน์แล้วก็ยังต้องไปยื่นเอกสารอีก คนที่อยู่ที่นั่นก็หาร้านถ่ายเอกสารกันวุ่น ร้านก็จมน้ำ บางคนเอกสารหายหมดเกลี้ยงไปกับน้ำ บางคนอยู่ต่างจังหวัดยังไม่สะดวกไปยื่นเอกสาร ช่วยทำให้เรื่องการขอเงินช่วยน้ำท่วมมันง่ายกว่านี้ได้ไหมคะ”

ลงทะเบียนรับเยียวยาน้ำท่วม 9,000 บาท: ปัญหาที่ผู้ประสบภัยต้องเผชิญ

ปัญหาหลักที่ผู้ประสบภัยหลายรายกำลังเผชิญคือเรื่องเอกสารที่สูญหายหรือเสียหายจากน้ำท่วม ทำให้ไม่สามารถดำเนินการลงทะเบียนรับเยียวยาน้ำท่วม ได้ตามขั้นตอนที่กำหนด นอกจากนี้ การที่ต้องเดินทางไปยื่นเอกสารด้วยตนเองยังเป็นอุปสรรคสำหรับผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจนไม่สามารถเดินทางได้

วิธีแก้ปัญหาสำหรับผู้ที่ต้องการลงทะเบียนรับเยียวยาน้ำท่วม

สำหรับผู้ที่เอกสารสูญหาย สามารถติดต่อหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อขอเอกสารใหม่หรือสำเนาเอกสารได้ นอกจากนี้ ควรตรวจสอบข้อมูลและหลักเกณฑ์การลงทะเบียนรับเยียวยาน้ำท่วม อย่างละเอียด เพื่อเตรียมเอกสารให้พร้อมและดำเนินการตามขั้นตอนได้อย่างถูกต้อง หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่รับผิดชอบได้โดยตรง

หน่วยงานภาครัฐควรพิจารณาปรับปรุงกระบวนการลงทะเบียนรับเยียวยาน้ำท่วม ให้มีความสะดวกและเข้าถึงง่ายมากยิ่งขึ้น อาจพิจารณาเพิ่มช่องทางออนไลน์ หรือจัดหน่วยเคลื่อนที่ลงพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

การช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็วที่สุด

ที่มา – ผู้ประสบภัยพ้อปัญหา ลงทะเบียนรับเยียวยาน้ำท่วม 9,000 บาท บ้านจมน้ำ เอกสารหาย

“เท้ง ณัฐพงษ์” จี้รัฐ เร่งกู้ร่างผู้เสียชีวิตหาดใหญ่

“เท้ง ณัฐพงษ์” จี้ รัฐบาลเร่งเก็บกู้-ค้นหาร่างผู้เสียชีวิตในพื้นที่หาดใหญ่

“ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” เรียกร้องรัฐบาล เร่งฟื้นฟูทำความสะอาดหาดใหญ่ หลังน้ำลด พร้อมเร่งระดมคนค้นหาร่างผู้เสียชีวิต เนื่องจากยังมีผู้เสียชีวิตตกค้างอยู่ในบ้านที่ถูกน้ำท่วม

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ลงประจำการพื้นที่หาดใหญ่ จ.สงขลา พร้อมทีมงานพรรคประชาชน เพื่อทำภารกิจสำคัญหลังน้ำท่วมใหญ่ เฟสต่อไปก็คือการฟื้นฟูบ้านเรือน ที่อยู่อาศัยของพี่น้องประชาชนที่กำลังเดือดร้อนอยู่ รวมทั้งเร่งระดมกำลังค้นหาร่างผู้เสียชีวิตและเยียวยาประชาชน

นายณัฐพงษ์ระบุว่า ขณะนี้บ้านเรือนและร้านรวงต่างๆ รวมทั้งโรงงานในสงขลาหลายร้อยแห่งล้วนได้รับความเสียหายอย่างหนัก ต้องอาศัยน้ำประปาทำความสะอาด การปล่อยน้ำก็ต้องค่อยๆ เพิ่มแรงดันเพื่อป้องกันท่อแตก น้ำประปาจึงค่อยๆ ไหลและยังไม่สามารถใช้ได้ตามปกติ

เฟสฟื้นฟูและทำความสะอาดบ้านเรือนหลังน้ำท่วมต้องอาศัยอุปกรณ์หลายอย่าง ทั้งถุงดำเพื่อขจัดสิ่งปฏิกูล กองขยะมหาศาลที่กำลังล้นเมือง ต้องอาศัยแรงงานจากนอกพื้นที่จำนวนมากเพื่อเร่งกำจัดขยะที่กำลังเริ่มส่งกลิ่นเน่าเหม็นในหลายแห่งโดยเฉพาะบริเวณตลาดกิมหยง และต้องใช้น้ำยาฆ่าเชื้อเพื่อทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรค ต้องมีการจัดการระบบไฟฟ้า ตรวจสอบโครงสร้างบ้าน ตลอดจนจัดการเฟอร์นิเจอร์ที่ถูกน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน 

นอกจากเฟสฟื้นฟูพื้นที่แล้ว เฟสที่สำคัญไม่แพ้กันคือการเร่งระดมสรรพกำลังเก็บกู้ร่างผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์น้ำท่วม

นายณัฐพงษ์กล่าวว่า น้ำท่วมหาดใหญ่ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งจากสาเหตุน้ำท่วมและไม่ทราบสาเหตุ รวมถึงเสียชีวิตจากโรคประจำตัวและไม่สามารถเดินทางไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลได้ อันเนื่องมาจากสาเหตุน้ำท่วมหนัก ตลอดจนร่างผู้เสียชีวิตที่ถูกกระแสน้ำพัดมาและถูกเก็บกู้โดยหน่วยกู้ภัยที่สามารถเก็บกู้ร่างผู้เสียชีวิตได้ขณะเข้าให้ความช่วยเหลือประชาชนขณะน้ำท่วม 

ปัจจุบันยังมีผู้เสียชีวิตตกค้างอยู่ในบ้านที่ถูกน้ำท่วมอยู่บ้าง ทำให้ตัวเลขที่ทางการรายงานและตัวเลขจากสถานการณ์จริงอาจยังคลาดเคลื่อนกันอยู่ เนื่องจากยังมีการลำเลียงเคสดำ หรือร่างผู้เสียชีวิตเข้าตรวจสอบ รัฐต้องเร่งระดมกำลังเพื่อค้นหาผู้ประสบภัยเพิ่มเติมและเร่งเก็บกู้ร่างผู้เสียชีวิตโดยด่วน

นอกจากนี้ เรื่องสำคัญอีกเรื่องคือการเร่งเยียวยาประชาชนทั้งผู้ประสบภัยที่เป็นประชาชนทั่วไปและผู้ประกอบการ

นายณัฐพงษ์ย้ำว่าประเด็นการเยียวยาประชาชนนั้น รัฐต้องเร่งให้ความช่วยเหลือ ทั้งในส่วนของเงินช่วยเหลือเยียวยา ค่าครองชีพอื่นๆ เช่น ค่าน้ำ – ค่าไฟ การพักชำระหนี้ การให้กู้ฉุกเฉินแบบปลอดดอกเบี้ย สินเชื่อสำหรับเงินทุนหมุนเวียน ตลอดจนการจัดหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะกลางที่จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจพื้นที่น้ำท่วมเพื่อคืนวิถีชีวิตปกติของประชาชนโดยเร็ว 

พรุ่งนี้ นายณัฐพงษ์จะเข้าพื้นที่พร้อมทีมงาน เพื่อรวบรวมข้อมูลและเตรียมนำเสนอแผนการช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาน้ำท่วมภาคใต้ รวมถึงการฟื้นฟูสภาพเมือง มาตรการเยียวยาผู้ประสบภัย และแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป

ทำไมรัฐบาลต้องเร่งดำเนินการเก็บกู้ร่างผู้เสียชีวิต?

เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในหาดใหญ่ครั้งนี้ สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน การที่ “เท้ง ณัฐพงษ์” จี้ รัฐบาลเร่งเก็บกู้-ค้นหาร่างผู้เสียชีวิตในพื้นที่หาดใหญ่ จึงเป็นเรื่องที่ถูกต้องและจำเป็น เพราะการดำเนินการที่รวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ จะช่วยบรรเทาความทุกข์ของผู้สูญเสีย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

นอกจากนี้ การฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะยาวก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ภาครัฐควรเข้ามาสนับสนุนและช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้อีกครั้ง

“เท้ง ณัฐพงษ์” จี้ รัฐบาลเร่งเก็บกู้-ค้นหาร่างผู้เสียชีวิตในพื้นที่หาดใหญ่ เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุด

ที่มา – “เท้ง ณัฐพงษ์” จี้ รัฐบาลเร่งเก็บกู้-ค้นหาร่างผู้เสียชีวิตในพื้นที่หาดใหญ่

หาดใหญ่จมกองขยะ! คาดแสนตัน ชาวบ้านล่าชื่อไล่

สถานการณ์น้ำท่วมในหาดใหญ่คลี่คลาย แต่สิ่งที่ตามมาคือ ปัญหาขยะจำนวนมหาศาล เจ้าหน้าที่เร่งเคลียร์พื้นที่ คาดการณ์ปริมาณขยะสูงถึงแสนตัน ชาวบ้านรวมตัวล่ารายชื่อขับไล่ “นายกแป้น”

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์หลังน้ำลดในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หลายหน่วยงานระดมกำลังเร่งกำจัดขยะที่ตกค้างทั่วเมือง

ดร.กิตติ เรืองเริงกุลฤทธิ์ ปลัดเทศบาลนครหาดใหญ่ เผยว่า เจ้าหน้าที่กำลังเร่งเคลียร์ขยะวันละเกือบหมื่นตัน ประเมินว่าปริมาณขยะในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่มีมากถึงแสนตัน เบื้องต้น ขยะถูกนำมากองรวมกันที่ลานบริเวณแยกสะพานดำ ถนนราษฎร์อุทิศ กลางเมืองหาดใหญ่ ก่อนจะขนย้ายไปยังบ่อขยะในตำบลเกาะแก้ว โดยมีรถบรรทุกและรถแบ็กโฮจำนวนมากทำงานอย่างหนัก คาดว่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่าหนึ่งสัปดาห์ในการจัดการขยะทั้งหมดให้แล้วเสร็จ

สภาพเมืองหาดใหญ่ในปัจจุบัน น้ำประปายังไม่ไหล หรือไหลเป็นบางพื้นที่ ส่วนกระแสไฟฟ้ากลับมาใช้งานได้แล้วบางส่วน คาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งในการทำให้ระบบต่างๆ กลับมาใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ

สถานการณ์ความเดือดร้อนของประชาชนในหาดใหญ่ยังไม่จบเพียงเท่านั้น กลุ่มชาวบ้านได้รวมตัวกันล่ารายชื่อเพื่อเรียกร้องให้นายณรงค์พร ณ พัทลุง หรือ “นายกแป้น” ลาออกจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ นอกจากนี้ มีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้อย่างน้อย 134 ราย

หาดใหญ่จมกองขยะ! คาดแสนตัน ชาวบ้านล่าชื่อไล่

ปัญหา หาดใหญ่จมกองขยะ! คาดแสนตัน ชาวบ้านล่าชื่อไล่ กำลังเป็นวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน การจัดการขยะจำนวนมหาศาลหลังน้ำท่วมเป็นความท้าทายอย่างยิ่งสำหรับเทศบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ความท้าทายในการจัดการ หาดใหญ่จมกองขยะ! คาดแสนตัน ชาวบ้านล่าชื่อไล่

  • ปริมาณขยะที่มากเกินคาด ทำให้การขนย้ายและกำจัดเป็นไปอย่างล่าช้า
  • การเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยบางแห่งยังคงเป็นไปได้ยากลำบาก
  • ขาดแคลนเครื่องมือและบุคลากรในการจัดการขยะอย่างเพียงพอ
  • ความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของเชื้อโรคจากกองขยะ

นอกจากการจัดการขยะแล้ว การเยียวยาผู้ประสบภัยและฟื้นฟูเมืองก็เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไป เพื่อให้ประชาชนชาวหาดใหญ่สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็วที่สุด

สถานการณ์ หาดใหญ่จมกองขยะ! คาดแสนตัน ชาวบ้านล่าชื่อไล่ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการวางแผนและการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการขยะอย่างยั่งยืน และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเป็นสิ่งจำเป็น แต่การวางแผนระยะยาวเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคตนั้นสำคัญยิ่งกว่า

การล่ารายชื่อขับไล่นายกเทศมนตรีสะท้อนถึงความไม่พอใจของประชาชนต่อการบริหารจัดการที่อาจไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าที่ควร เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้บริหารท้องถิ่นในการรับฟังเสียงของประชาชนและทำงานอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้

ที่มา – ภูเขาขยะที่หาดใหญ่ คาดมีไม่ต่ำกว่าแสนตัน ชาวบ้านล่ารายชื่อไล่ “นายกแป้น”

“ศศิน” แนะรัฐบาลทบทวน แต่งตั้งเลขาธิการ สทนช.

“ศศิน เฉลิมลาภ” ร่างจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาล เรียกร้องให้ทบทวนการแต่งตั้งเลขาธิการ สทนช. พร้อมเร่งปรับปรุงประกาศเตือนภัยพิบัติของ ปภ. โดยเชื่อว่ายังมีโอกาสปิดจุดอ่อนเชิงระบบที่สามารถแก้ไขได้ทันที และมีผลต่อชีวิตคนนับล้าน

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 นายศศิน เฉลิมลาภ กรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เป็นร่างจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาล เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ โดยมีใจความสำคัญคือ ขอให้รัฐบาลทบทวนการแต่งตั้งเลขาธิการ สทนช. และเร่งปรับปรุงกติกาการประกาศภัยพิบัติของ ปภ. ให้ทันสมัย

นายศศินฯ ระบุว่า ในฐานะประชาชนผู้ประสบอุทกภัย และมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาการจัดการน้ำของประเทศไทย เชื่อว่ารัฐบาลปัจจุบันยังมีโอกาส “ปิดจุดอ่อนเชิงระบบ” ที่แก้ได้ทันทีและมีผลต่อชีวิตผู้คนนับล้าน

“ศศิน” แนะรัฐบาลทบทวน แต่งตั้งเลขาธิการ สทนช.

ข้อเสนอของนายศศินฯ มี 2 ประเด็นหลัก ได้แก่:

  1. การทบทวนการนำคนนอกวงการน้ำมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สทนช. นายศศินฯ มองว่าตำแหน่งนี้เป็นหัวใจของการบูรณาการข้อมูล และบัญชาการน้ำระดับประเทศ ต้องการประสบการณ์จริงมากกว่าการบริหารทั่วไป ประเทศไทยได้รับบทเรียนอย่างหนักจากการประเมินสถานการณ์ช้า การสื่อสารระหว่างหน่วยงานที่สะดุด การกลัวผิดจนไม่กล้าประกาศเตือนภัย การขาดความเข้าใจเชิงระบบระหว่างน้ำหลาก–น้ำล้นตลิ่ง–น้ำทุ่ง หากแต่งตั้งคนนอกวงการน้ำเข้ามา จะยิ่งซ้ำเติมรอยร้าวนี้ และกระทบต่อความเชื่อมั่นของเจ้าหน้าที่ภาคสนามทั่วประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่พายุและฝนสุดขั้วกำลังกลายเป็นเรื่องปกติใหม่

เสนอหลักเกณฑ์ผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สทนช.

นายศศินฯ เสนอให้รัฐบาลพิจารณาผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำเชิงระบบ เป็นหลักเกณฑ์สำคัญที่สุด และเสนอให้คณะรัฐมนตรีออกหลักคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นเลขาธิการ สทนช. อย่างเป็นทางการ เช่น มีประสบการณ์ด้านบริหารจัดการน้ำอย่างน้อย 20 ปี เคยรับผิดชอบข้อมูลน้ำ/บัญชาการน้ำระดับประเทศ เข้าใจโครงสร้าง สทนช.–ชป.–กรมอุตุ–ปภ.–ชลประทานจังหวัด ผ่านการทำงานร่วมกับพื้นที่จริง ไม่ใช่งานเอกสารอย่างเดียว

  1. การแก้ไขระเบียบของ ปภ. เพื่อให้อำนาจประกาศภัยพิบัติ ‘ก่อนภัยเกิด’ นายศศินฯ ชี้ว่า นี่คือจุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่ทำให้ประเทศไทยแพ้ภัยธรรมชาติตั้งแต่ยังไม่เริ่มปฏิบัติการ ระเบียบปัจจุบันกำหนดให้ “ต้องเกิดเหตุแล้ว” จึงประกาศภัยได้ ซึ่งขัดกับหลักสากลของระบบ Early Warning System

ประเทศที่จัดการน้ำดี เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เวียดนาม ล้วนให้รัฐประกาศเตือนภัยล่วงหน้าได้ตามข้อมูลคาดการณ์แบบ Nowcast และ Forecast เพื่อให้ชาวบ้านรู้ตัว ก่อนผู้ว่าราชการจังหวัดเริ่มเตรียมแผนเคลื่อนย้าย ปภ. กระจายทรัพยากรล่วงหน้าได้ กรมอุตุ–สสน.–ชป. มี command ที่ชัดเจนร่วมกัน

นายศศินฯ กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (อนุทิน) มีอำนาจ “แก้ระเบียบนี้ได้ทันที” โดยไม่ต้องแก้กฎหมาย การทำให้ไทยประกาศภัยก่อนภัยมา จะเป็น “ผลงานระดับประเทศ” และช่วยชีวิตประชาชนจริงในฤดูพายุทุกปี

นายศศินฯ สรุปว่า นี่คือโอกาสที่รัฐบาลจะแสดง ‘ภาวะผู้นำเชิงนโยบาย’ โดยสิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่เพียงตำแหน่งที่ลงตัวทางการเมือง แต่ต้องการ “ระบบจัดการน้ำที่ทันสมัย ปลอดภัย และกล้ารับผิดชอบ” รัฐบาลสามารถส่งสัญญาณเชิงนำได้ทันทีด้วย 3 ข้อ ได้แก่:

  • เลือกเลขาธิการ สทนช. ที่เหมาะสมจริง
  • แก้ระเบียบ ปภ. เพื่อประกาศภัยล่วงหน้าได้
  • ออกเกณฑ์คุณสมบัติผู้บริหารน้ำระดับประเทศแบบโปร่งใส

ทั้งสามเรื่องนี้ “ไม่ขัดการเมือง” และจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งเจ้าหน้าที่–ผู้ว่าราชการจังหวัด–ชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยงตลอดแนวแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำสายหลักทั่วประเทศ

จดหมายเปิดผนึกนี้แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยของประชาชนต่อระบบการจัดการน้ำของประเทศ และเป็นการเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนการแต่งตั้งเลขาธิการ สทนช. และปรับปรุงระบบเตือนภัยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อลดความสูญเสียจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ

การทบทวนการแต่งตั้งเลขาธิการ สทนช. และการปรับปรุงระบบเตือนภัย ถือเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลควรให้ความสนใจ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่ารัฐบาลกำลังดำเนินการอย่างเต็มที่ในการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ

ที่มา – “ศศิน” แนะรัฐบาลทบทวน แต่งตั้งเลขาธิการ สทนช.-ปรับการเตือนภัย เชื่อปิดจุดอ่อนเชิงระบบได้

ตำรวจภูธรภาค 9 แจงใช้แบ็กโฮดันรถ

ตำรวจภูธรภาค 9 แจงใช้แบ็กโฮดันรถ หลังน้ำท่วมหาดใหญ่ลด พร้อมรับผิดชอบทั้ง 10 คัน กรณีใช้รถแบ็กโฮเคลื่อนย้ายรถที่กีดขวางการจราจร โดยระบุว่ามีความจำเป็นในการเปิดเส้นทางรถฉุกเฉินในเมืองหาดใหญ่ และพร้อมที่จะรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถยนต์ทั้ง 10 คัน

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 ตำรวจภูธรภาค 9 ได้ออกมาชี้แจงถึงเหตุการณ์การเคลื่อนย้ายรถยนต์ที่กีดขวางเส้นทางการจราจรในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์อุทกภัยที่ส่งผลกระทบต่อการสัญจรของประชาชนและการใช้เส้นทางในกรณีฉุกเฉิน

สถานการณ์น้ำท่วมในหาดใหญ่เริ่มคลี่คลาย ประชาชนจำนวนมากเริ่มกลับสู่บ้านเรือนของตนเอง แต่ปัญหาที่ตามมาคือ บนถนนหลายสาย รวมถึงบนสะพาน ยังคงมีรถยนต์ที่จอดทิ้งไว้ หรือรถที่ถูกกระแสน้ำพัดพามาขวางเส้นทางการจราจร สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ที่ต้องการใช้เส้นทางสัญจร

ทางตำรวจภูธรภาค 9 ได้ทำการประชาสัมพันธ์ตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ขอความร่วมมือให้เจ้าของรถที่สามารถเคลื่อนย้ายรถของตนเองได้ ให้รีบดำเนินการเพื่อเปิดเส้นทางการจราจรให้ผู้อื่นได้ใช้สัญจร นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้พยายามเคลื่อนย้ายสิ่งกีดขวาง และขยับรถยนต์บางส่วน เพื่อเปิดเส้นทางการจราจรให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เนื่องจากรถฉุกเฉินและรถกู้ภัยประสบปัญหาในการเดินทางเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย

แต่จนถึงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 ก็ยังมีรถยนต์จำนวนมากที่กีดขวางเส้นทางการจราจร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณแยกโรงปูน และบริเวณหน้าสะพานคลองอู่ตะเภา หน้าอำเภอหาดใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรถยนต์ที่ถูกน้ำท่วมจนจม และไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ด้วยตนเอง ส่งผลให้ช่องทางการจราจรเหลือเพียงช่องทางเดียว ทำให้รถยนต์ไม่สามารถสัญจรสวนทางกันได้ เกิดปัญหาการจราจรติดขัดอย่างหนัก

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อภารกิจของรถพยาบาลและรถกู้ชีพ ที่อาจไม่สามารถนำส่งผู้ป่วยฉุกเฉินไปยังโรงพยาบาลได้อย่างทันท่วงที ด้วยเหตุนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงจำเป็นต้องดำเนินการจัดการกับรถยนต์ที่กีดขวาง เพื่อเปิดเส้นทางการจราจรให้รถฉุกเฉินสามารถสัญจรได้

ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังปฏิบัติหน้าที่เพื่อเคลื่อนย้ายรถยนต์ที่กีดขวางอยู่นั้น มีรถแบ็กโฮขนาดเล็กขับผ่านมาในบริเวณดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรจึงได้ขอความร่วมมือให้ผู้ขับขี่รถแบ็กโฮ ช่วยทำการเคลียร์เส้นทาง โดยใช้อุปกรณ์ตักของรถแบ็กโฮดันบริเวณล้อรถ เพื่อขยับรถยนต์ออกไปด้านข้าง จำนวนประมาณ 10 คัน จนสามารถเปิดช่องทางการจราจรให้รถฉุกเฉินสามารถสัญจรผ่านได้ และทำให้การจราจรบนถนนคล่องตัวมากยิ่งขึ้น

ตำรวจภูธรภาค 9 แจงใช้แบ็กโฮดันรถ

ทางตำรวจภูธรภาค 9 ได้แสดงความเสียใจและขออภัยไปยังเจ้าของรถยนต์ทั้ง 10 คัน ที่อาจได้รับความเสียหายจากการเคลื่อนย้ายรถยนต์เพื่อเปิดเส้นทางการจราจรในครั้งนี้ โดยยืนยันว่าตำรวจภูธรภาค 9 พร้อมที่จะรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถยนต์ อันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ทั้งนี้ ในส่วนของการปฏิบัติการเปิดเส้นทางการจราจรในบริเวณแยกโรงปูน บริเวณหน้าสะพานคลองอู่ตะเภา รวมถึงจุดอื่นๆ นั้น ยังไม่มีการเคลื่อนย้ายรถยนต์ออกนอกพื้นที่แต่อย่างใด เป็นเพียงการขยับรถยนต์ไปด้านข้างทางในรัศมีไม่เกิน 300 เมตรเท่านั้น

แผนการเคลื่อนย้ายรถเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม ตำรวจภูธรภาค 9 มีแผนที่จะดำเนินการเคลื่อนย้ายรถยนต์ออกจากพื้นที่ ในกรณีที่ยังไม่มีเจ้าของรถมาแสดงตัว หรือทำการเคลื่อนย้ายรถยนต์ออกไป โดยเจ้าหน้าที่จะทำการเคลื่อนย้ายรถยนต์ทั้งหมด ไปจอดไว้ที่สนามกีฬาเทศบาลนครหาดใหญ่ (สนามกีฬากลาง) และลานจอดรถศูนย์ประชุมนานาชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ต่อไป

สำหรับประชาชนที่ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่หมายเลขสายด่วน 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

การตัดสินใจของตำรวจภูธรภาค 9 ในการใช้รถแบ็กโฮดันรถยนต์ที่กีดขวางการจราจร แม้จะมีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดความเสียหาย แต่ก็เป็นการตัดสินใจที่เกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์ที่เร่งด่วนและจำเป็น เพื่อให้รถฉุกเฉินสามารถเข้าถึงผู้ป่วยและผู้ประสบภัยได้อย่างทันท่วงที ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์วิกฤต

ตำรวจภูธรภาค 9 แจงใช้แบ็กโฮดันรถเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และพร้อมรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น ถือเป็นความกล้าหาญที่ควรได้รับการยกย่อง อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ก็เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราต้องทบทวนถึงการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์อุทกภัย และการจัดการรถยนต์ที่กีดขวางการจราจรในภาวะฉุกเฉิน เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนให้ได้มากที่สุด ตำรวจภูธรภาค 9 แจงใช้แบ็กโฮดันรถครั้งนี้เพื่อเปิดทางให้รถฉุกเฉินเข้าช่วยเหลือประชาชน

ที่มา – ตำรวจภูธรภาค 9 แจงใช้แบ็กโฮดันรถ หลังน้ำท่วมหาดใหญ่ลด พร้อมรับผิดชอบทั้ง 10 คัน

Scroll to top