สถานทูตสหรัฐฯ

สถานทูตสหรัฐฯ เตือน จ่อเกิดการโจมตีด้วยโดรน-มิสไซล์ที่เมืองในซาอุฯ

สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังตึงเครียดหนัก เมื่อสถานทูตสหรัฐฯ เตือน จ่อเกิดการโจมตีด้วยโดรน-มิสไซล์ที่เมืองในซาอุฯ โดยเฉพาะเมืองดาห์รานทางตะวันออก สถานทูตสหรัฐฯ ออกประกาศเตือนภัยด่วนผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569 (ค.ศ. 2026) แจ้งว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการโจมตีด้วยมิสไซล์และโดรนได้ทุกเมื่อ พลเมืองสหรัฐฯ ต้องหลบภัยในอาคารทันทีและห้ามเดินทางไปสถานกงสุล

สถานทูตสหรัฐฯ เตือน จ่อเกิดการโจมตีด้วยโดรน-มิสไซล์ที่เมืองในซาอุฯ

คำเตือนนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะเพิ่งเกิดเหตุโจมตีสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงริยาดด้วยโดรนที่เชื่อว่ามาจากอิหร่านถึง 2 ลำ และมีโดรนอีก 2 ลำตกใกล้เคียง จนต้องสั่งปิดสถานทูตชั่วคราว สถานกงสุลในดาห์รานจึงเรียกร้องให้ชาวอเมริกัน “ห้ามออกนอกเคหสถาน” และทบทวนแผนความปลอดภัย เจ้าหน้าที่กงสุลเองก็กำลังหลบภัยเช่นกัน

ไม่ใช่แค่ซาอุฯ ที่เดือดร้อน สถานทูตสหรัฐฯ ในคูเวตประกาศปิดทำการทันที หลังถูกอิหร่านโจมตีหนัก กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ สั่งให้เจ้าหน้าที่ที่ไม่ใช่ภารกิจฉุกเฉินออกจากประเทศ ขณะที่สถานทูตในโอมานออกเตือนภัยด้านความมั่นคง แนะนำให้หลบภัย จัดเตรียมอาหาร น้ำ ยา และติดตามข่าวสารจากสื่อท้องถิ่น

ผลกระทบจากการโจมตีโดรนและมิสไซล์ในภูมิภาค

เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งอาจลุกลามเป็นสงครามใหญ่ได้ เมืองดาห์รานซึ่งเป็นฐานอุตสาหกรรมน้ำมันสำคัญ กลายเป็นเป้าหมายหลักเพราะตั้งใกล้ชายแดนอิหร่าน ชาวต่างชาติ โดยเฉพาะอเมริกัน ต้องระวังตัวเป็นพิเศษ

  • หลบภัยในอาคารที่แข็งแรงทันทีเมื่อมีเตือนภัย
  • หลีกเลี่ยงพื้นที่สาธารณะและสถานทูต
  • เตรียมสิ่งของจำเป็น: อาหาร น้ำดื่ม ยา และเอกสารสำคัญ
  • ติดตามข่าวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น สถานทูตหรือสื่อหลัก
  • แจ้งญาติและเพื่อนทราบตำแหน่งที่อยู่

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงแนะนำให้มีแผนอพยพสำรอง โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงอย่างตะวันออกกลางที่สถานการณ์เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การโจมตีด้วยโดรนสมัยใหม่ทำให้ยากต่อการตรวจจับและป้องกัน เพราะบินต่ำและราคาถูก

จากข้อมูลล่าสุด ความตึงเครียดนี้เชื่อมโยงกับประเด็นนิวเคลียร์อิหร่านและการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธ สหรัฐฯ จึงเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยทั่วทั้งภูมิภาค ชาวไทยที่อาศัยหรือเดินทางไปซาอุฯ คูเวต หรือโอมาน ควรตรวจสอบประกาศจากสถานทูตไทยด้วย เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

เหตุการณ์สถานทูตสหรัฐฯ เตือน จ่อเกิดการโจมตีด้วยโดรน-มิสไซล์ที่เมืองในซาอุฯนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความขัดแย้งระหว่างประเทศสามารถกระทบพลเรือนได้ทุกเมื่อ ในยุคที่เทคโนโลยีโดรนกลายเป็นอาวุธหลัก การเฝ้าระวังจึงสำคัญยิ่ง

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด และเตรียมตัวให้พร้อมหากคุณมีแผนเดินทางไปยังภูมิภาคนี้ คำแนะนำคือเลื่อนทริปออกไปก่อนจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

ที่มา – สถานทูตสหรัฐฯ เตือน จ่อเกิดการโจมตีด้วยโดรน-มิสไซล์ที่เมืองในซาอุฯ

ที่ประชุม สมช. สั่งเฝ้าระวังสถานทูตคู่ขัดแย้ง “สหรัฐฯ-อิหร่าน-อิสราเอล”

ในสถานการณ์โลกที่ตึงเครียดจากความขัดแย้งระหว่างชาติมหาอำนาจ ที่ประชุม สมช. สั่งเฝ้าระวังสถานทูตคู่ขัดแย้ง “สหรัฐฯ-อิหร่าน-อิสราเอล” กลายเป็นประเด็นสำคัญที่คนไทยทุกคนต้องติดตาม เพื่อความปลอดภัยของทุกคนในประเทศ วันนี้เราจะมาวิเคราะห์รายละเอียดมาตรการที่ สมช. หรือสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้ออกมาแจ้งให้ทราบ พร้อมทั้งผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ที่ประชุม สมช. สั่งเฝ้าระวังสถานทูตคู่ขัดแย้ง “สหรัฐฯ-อิหร่าน-อิสราเอล”

นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. ได้เปิดเผยหลังการประชุมเมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2569 ว่า ที่ประชุมได้ยกระดับการคุมเข้มความปลอดภัยทั่วประเทศ โดยมอบหมายให้ฝ่ายข่าวกรองและตำรวจเฝ้าระวังสถานเอกอัครราชทูตของประเทศที่ขัดแย้งกันอย่าง สหรัฐอเมริกา อิหร่าน และอิสราเอล รวมถึงประเทศที่เกี่ยวข้องอื่นๆ นอกจากนี้ ยังสั่งจับตาการเคลื่อนไหวของบุคคลที่เข้า-ออกประเทศไทย เพื่อป้องกันเหตุรุนแรงหรือความไม่สงบที่อาจลุกลามมาถึงไทย

มาตรการหลักที่ สมช. ออกไว้

มาตรการที่ออกมานี้ครอบคลุมหลายมิติ เพื่อให้ครอบคลุมทุกความเสี่ยง ดังนี้

  • เฝ้าระวังสถานทูต: เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยรอบสถานทูตสหรัฐฯ อิหร่าน อิสราเอล และพื้นที่ใกล้เคียง
  • ติดตามบุคคลต้องสงสัย: ตรวจสอบข้อมูลผู้โดยสารที่เดินทางเข้าประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มที่อาจมีความเชื่อมโยงกับฝ่ายขัดแย้ง
  • ควบคุมสื่อสังคมออนไลน์: ติดตามข่าวปลอมหรือเนื้อหาที่บิดเบือนเพื่อสร้างความแตกแยกในสังคมไทย
  • ป้องกันภัยไซเบอร์: ร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตรวจสอบการโจมตีทางไซเบอร์ที่อาจตามมาจากสงคราม
  • ผลกระทบเศรษฐกิจ: มอบหมายกระทรวงพลังงานและพาณิชย์ประเมินผลต่อราคาน้ำมันและการส่งออก

เลขาฯ สมช. ย้ำว่าฝ่ายตำรวจได้เตรียมพร้อมรับมืออยู่แล้ว และประชาชนยังสามารถใช้ชีวิตปกติได้ โดยเฉพาะย่านท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างถนนข้าวสาร ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเพื่อปกป้องทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ

เหตุผลเบื้องหลังมาตรการเข้มงวด

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิหร่าน และอิสราเอล กำลังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์และการโจมตีทางทหาร ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อไทยในฐานะประเทศที่เป็นกลางแต่มีนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจจากทุกชาติ ไทยเคยประสบปัญหาจากเหตุการณ์คล้ายๆ กันในอดีต เช่น การประท้วงหน้าสถานทูต ดังนั้น การที่ ที่ประชุม สมช. สั่งเฝ้าระวังสถานทูตคู่ขัดแย้ง “สหรัฐฯ-อิหร่าน-อิสราเอล” จึงเป็นการป้องกันล่วงหน้าเพื่อรักษาความสงบสุข

นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังหารือถึงการใช้สื่อโซเชียลที่อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือปลุกปั่น โดยจะมีการตรวจสอบเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันความขัดแย้งภายในประเทศ ส่วนด้านเศรษฐกิจ คาดว่าราคาน้ำมันอาจผันผวน ส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชน

คำแนะนำสำหรับประชาชน

ในช่วงนี้ ควรหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมกิจกรรมที่อาจเสี่ยงต่อความขัดแย้ง ตรวจสอบข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และรายงานข้อมูลน่าสงสัยให้เจ้าหน้าที่ทราบทันที การเฝ้าระวังนี้ไม่ใช่เพื่อจำกัดเสรีภาพ แต่เพื่อให้ทุกคนใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย

สุดท้าย ที่ประชุม สมช. สั่งเฝ้าระวังสถานทูตคู่ขัดแย้ง “สหรัฐฯ-อิหร่าน-อิสราเอล” แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของรัฐบาลในการปกป้องชาติ ถ้าคุณมีประสบการณ์หรือมุมมองเกี่ยวกับเรื่องนี้ แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย! ติดตามข่าวอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ที่ประชุม สมช. สั่งเฝ้าระวังสถานทูตคู่ขัดแย้ง “สหรัฐฯ-อิหร่าน-อิสราเอล”

ด่วน! สหรัฐฯ สั่งพลเมืองอพยพออกจากอิหร่าน ชี้สถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ

ด่วน! สหรัฐฯ สั่งพลเมืองอพยพออกจากอิหร่าน ชี้สถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ นี่คือข่าวร้อนที่กำลังเป็นกระแสทั่วโลกในขณะนี้ ด้วยความตึงเครียดด้านความมั่นคงที่เพิ่มสูงขึ้น รัฐบาลสหรัฐฯ ออกคำเตือนอย่างเร่งด่วนให้พลเมืองอเมริกันในอิหร่านรีบเดินทางออกจากประเทศทันทีหากทำได้ สถานการณ์ในอิหร่านกำลังย่ำแย่ รัฐบาลท้องถิ่นปิดถนนหลายสาย ระบบขนส่งสาธารณะหยุดชะงัก และที่รุนแรงยิ่งกว่านั้นคือการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์ทั่วประเทศ ทำให้การสื่อสารยากลำบากอย่างยิ่ง

ด่วน! สหรัฐฯ สั่งพลเมืองอพยพออกจากอิหร่าน ชี้สถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ

เว็บไซต์สถานทูตสหรัฐอเมริกาในกรุงเตหะราน ได้โพสต์ประกาศเตือนภัยอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าพลเมืองอเมริกันควรเดินทางออกจากอิหร่านทันที เนื่องจากสถานการณ์ความมั่นคงที่ไม่แน่นอน สายการบินหลายแห่งยกเลิกหรือจำกัดเที่ยวบินเข้า-ออกอย่างกะทันหัน โดยไม่แจ้งล่วงหน้า ส่งผลให้การเดินทางทางอากาศมีความเสี่ยงสูงมาก

ทางการสหรัฐฯ แนะนำให้เตรียมแผนสำรองสำหรับการสื่อสาร หากอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์ถูกตัดขาด หากรู้สึกปลอดภัย พิจารณาเดินทางทางบกไปยังประเทศเพื่อ邻อย่างอาร์เมเนียหรือตุรกี ซึ่งอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการรอเที่ยวบิน

ด่วน! สหรัฐฯ สั่งพลเมืองอพยพออกจากอิหร่าน ชี้สถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ: ความเสี่ยงพิเศษสำหรับสองสัญชาติ

คำเตือนนี้ย้ำถึงความเสี่ยงสูงสำหรับพลเมืองสหรัฐฯ ที่ถือสองสัญชาติอิหร่าน-อเมริกัน รัฐบาลอิหร่านไม่ยอมรับสถานะสองสัญชาติ และจะปฏิบัติต่อบุคคลเหล่านี้ในฐานะพลเมืองอิหร่านเท่านั้น เพียงแสดงหนังสือเดินทางสหรัฐฯ หรือมีความเชื่อมโยงกับสหรัฐฯ ก็อาจถูกสอบสวน ควบคุมตัว หรือจับกุมได้ทันที นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ยังย้ำว่าไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยให้กับพลเมืองที่เลือกเดินทางออกในช่วงนี้ได้ ขอให้ทุกคนประเมินความเสี่ยงอย่างรอบคอบ

สำหรับผู้ที่ยังไม่สามารถออกจากอิหร่านได้ ทางการแนะนำดังนี้:

  • หลีกเลี่ยงการชุมนุม หรือพื้นที่เสี่ยง เพื่อความปลอดภัย
  • อยู่ในที่พักอาศัย ที่มั่นคงและปลอดภัย
  • ตุนอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค และของใช้จำเป็นให้เพียงพออย่างน้อย 72 ชั่วโมง
  • ติดตามข่าวสารท้องถิ่น อย่างใกล้ชิดผ่านช่องทางที่เหลืออยู่
  • รักษาการติดต่อกับครอบครัว และคนใกล้ชิดเท่าที่เป็นไปได้

สถานการณ์ในอิหร่านครั้งนี้เกิดจากความขัดแย้งทางการเมืองและความมั่นคงที่ยืดเยื้อ โดยเฉพาะการประท้วงต่อเนื่องและมาตรการควบคุมของรัฐบาลที่เข้มงวด การตัดเน็ตทั่วประเทศเป็นเครื่องมือที่รัฐบาลใช้บ่อยครั้งเพื่อป้องกันการแพร่กระจายข้อมูล ซึ่งส่งผลกระทบต่อชาวต่างชาติอย่างรุนแรง ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงเป็นประเด็นร้อนมาตั้งแต่ยุคก่อน โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์ลอบสังหารนายพลโซไลมานีในปี 2020 ทำให้ความสัมพันธ์ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระหว่างประเทศชี้ว่าสถานการณ์อาจลุกลาม หากมีการตอบโต้จากกลุ่มติดอาวุธหรือการแทรกแซงจากภายนอก ชาวไทยที่อาศัยอยู่ในตะวันออกกลางควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเช่นกัน เนื่องจากอาจกระทบการเดินทางหรือธุรกิจในภูมิภาค

ในมุมมองของเรา สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมสำหรับวิกฤตการณ์ระหว่างประเทศ หากคุณมีญาติหรือเพื่อนในพื้นที่ แนะนำให้ติดต่อและให้คำปรึกษาทันที เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

เรียกร้องให้คุณ: ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเรา และแชร์บทความนี้เพื่อแจ้งเตือนผู้อื่น หากมีประสบการณ์ส่วนตัวเกี่ยวกับการเดินทางในอิหร่าน คอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกันนะครับ!

ที่มา – ด่วน! สหรัฐฯ สั่งพลเมืองอพยพออกจากอิหร่าน ชี้สถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ

สหรัฐฯ เตือน! ระวังหมีโจมตีในญี่ปุ่น สถิติพุ่ง

สถานทูตสหรัฐฯ ในญี่ปุ่นออกประกาศเตือนพลเมืองอเมริกันให้ระมัดระวังอันตรายจากหมีโจมตี เนื่องจากสถิติการทำร้ายและเสียชีวิตจากหมีในญี่ปุ่นพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ

ทางสถานทูตได้เผยแพร่ “คำเตือนภัยสัตว์ป่า” ผ่านทางเว็บไซต์ โดยเน้นย้ำให้ชาวอเมริกันหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีรายงานการพบเห็นหมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเดินทางเพียงลำพัง และควรตระหนักถึงสภาพแวดล้อมโดยรอบอยู่เสมอ หากพบเห็นหมี ควรรีบแจ้งให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นทราบทันที

สถานการณ์หมีโจมตีในญี่ปุ่นน่ากังวลอย่างยิ่ง ข้อมูลจากสำนักข่าว AFP ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจากการถูกหมีทำร้ายแล้วถึง 13 ราย นับตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งสูงกว่าสถิติผู้เสียชีวิตตลอดปีงบประมาณ 2566-2567 ที่มีเพียง 5 ราย มากกว่าเท่าตัวเลยทีเดียว ตัวเลขนี้ถือเป็นจำนวนผู้เสียชีวิตจากการถูกหมีทำร้ายภายในปีเดียวที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมาตั้งแต่ปี 2549

นอกจากผู้เสียชีวิตแล้ว ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากหมีโจมตีอีกกว่า 100 ราย ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงสิ้นเดือนตุลาคม ข้อมูลจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่นระบุว่า การโจมตีส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในภาคเหนือของประเทศ

พื้นที่เสี่ยง หมีโจมตี! ที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

ในการแจ้งเตือนของสถานทูตสหรัฐฯ ได้ระบุชื่อจังหวัดฮอกไกโดและจังหวัดอาคิตะ รวมถึงเมืองซัปโปโรเป็นพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ นอกจากนี้ ทางการญี่ปุ่นยังได้สั่งปิดสวนสาธารณะที่ตั้งอยู่ใกล้กับสถานกงสุลใหญ่สหรัฐฯ หลังจากมีการพบเห็นหมีในบริเวณดังกล่าว เพื่อความปลอดภัยของประชาชน

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลญี่ปุ่นได้ตัดสินใจส่งกองกำลังทหารเข้าไปในจังหวัดอาคิตะ เพื่อช่วยควบคุมสถานการณ์สัตว์ป่าในพื้นที่ มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจบางนายได้รับอนุญาตให้ใช้อาวุธปืนจัดการกับหมีที่คุกคามความปลอดภัยของประชาชนได้

สถานการณ์หมีโจมตีที่รุนแรงขึ้นในญี่ปุ่นเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวหรือผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่เปลี่ยว เดินทางเป็นกลุ่ม และพกอุปกรณ์ป้องกันตัว เช่น กระดิ่งหรือสเปรย์พริกไทยติดตัวไว้เสมอ การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน อาจช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกหมีทำร้ายได้

ที่มา – สหรัฐฯ เตือนชาวอเมริกันในญี่ปุ่น ระวังหมีโจมตี หลังสถิติพุ่ง

Scroll to top