สนธิสัญญา

สหรัฐฯ – UK – ออสเตรเลีย ประกาศร่วมพัฒนาเทคโนโลยีโดรนใต้น้ำ

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเรื่องราวความมั่นคงระหว่างประเทศกันมาบ้าง ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจมากครับ เมื่อกลุ่มพันธมิตร AUKUS ได้ออกมาประกาศแผนการใหญ่ในการเสริมเขี้ยวเล็บให้กองทัพ นั่นคือการสหรัฐฯ – UK – ออสเตรเลีย ประกาศร่วมพัฒนาเทคโนโลยีโดรนใต้น้ำ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามในยุคปัจจุบันที่เน้นการทำสงครามในพื้นที่ลึกซึ้งและมีความซับซ้อนมากขึ้น

ทำไม สหรัฐฯ – UK – ออสเตรเลีย ประกาศร่วมพัฒนาเทคโนโลยีโดรนใต้น้ำ ถึงสำคัญ?

การที่สหรัฐฯ – UK – ออสเตรเลีย ประกาศร่วมพัฒนาเทคโนโลยีโดรนใต้น้ำ หรือที่เรียกกันว่ายานยนต์ใต้น้ำไร้คนขับ (UUV) ในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การประกาศลอยๆ แต่เป็นการแก้ปัญหาจุดเปราะบางที่สำคัญที่สุดของโลกเรานั่นคือ สายเคเบิลและท่อส่งพลังงานใต้ทะเล ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของอินเทอร์เน็ตและการสื่อสารทั่วโลก

เป้าหมายหลักของการพัฒนาดังกล่าว

ภายใต้สนธิสัญญา AUKUS ทั้ง 3 ประเทศมีโจทย์สำคัญคือการเพิ่มขีดความสามารถดังนี้:

  • การป้องกันโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น สายเคเบิลใยแก้วนำแสงและท่อก๊าซ
  • การลาดตระเวนและตรวจการณ์ในพื้นที่ขัดแย้ง
  • การใช้ระบบเซ็นเซอร์ขั้นสูงเพื่อตรวจจับการแทรกแซงจากบุคคลที่สาม

รัฐมนตรีกลาโหมของสหราชอาณาจักร จอห์น ฮีลลีย์ ได้ออกมาให้ความเห็นที่น่าสนใจว่าที่ผ่านมากลุ่มออกัสทำได้เพียงแค่พูด แต่ในปัจจุบันนี้มีการลงมือทำอย่างจริงจังแล้ว โดยมีการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนก้อนโต เพื่อเร่งให้เทคโนโลยีนี้พร้อมใช้งานได้ภายในปีหน้า ซึ่งถือเป็นการเร่งสปีดที่น่าจับตามองอย่างมากในเวทีโลก

เทคโนโลยีโดรนใต้น้ำ (UUV) เหล่านี้จะถูกพัฒนาให้เป็นระบบอัตโนมัติที่มีความล้ำสมัยสูง สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ครอบคลุมทั้งในมหาสมุทรแปซิฟิก แอตแลนติก และน่านน้ำอาร์กติก ซึ่งเป็นการป้องปรามศัตรูที่คิดจะเข้ามาวุ่นวายกับโครงสร้างพื้นฐานลับๆ ของเราได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม การแข่งขันด้านเทคโนโลยีทางทหารในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า โลกของสงครามใต้น้ำกำลังเปลี่ยนไปสู่ยุคไร้คนขับอย่างสมบูรณ์แบบ คุณคิดว่าเทคโนโลยีนี้จะช่วยให้โลกมีความปลอดภัยมากขึ้น หรือจะเป็นการเร่งการแข่งขันทางทหารให้สูงขึ้นกันแน่ อย่าลืมติดตามสถานการณ์กันต่อไปครับ

ที่มา – สหรัฐฯ – UK – ออสเตรเลีย ประกาศร่วมพัฒนาเทคโนโลยีโดรนใต้น้ำ

จีนปัดข้อกล่าวหา แอบทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ จวกสหรัฐฯ โกหก

จีนปัดข้อกล่าวหา แอบทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ จวกสหรัฐฯ โกหกเพื่อหาข้ออ้าง เป็นประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่พูดถึงในแวดวงการเมืองระหว่างประเทศเลยทีเดียว เมื่อจีนออกมาโต้กลับสหรัฐฯ อย่างดุเดือด หลังจากที่วอชิงตันกล่าวหาว่าแดนมังกรแอบทดสอบอาวุธนิวเคลียร์แบบลับๆ หลายครั้ง เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การโต้เถียงธรรมดา แต่สะท้อนถึงความตึงเครียดในสงครามเย็นรอบใหม่ระหว่างมหาอำนาจทั้งสอง

จีนปัดข้อกล่าวหา แอบทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ จวกสหรัฐฯ โกหกเพื่อหาข้ออ้าง

เมื่อวันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 กระทรวงการต่างประเทศไทยของจีนได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ปฏิเสธข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ ที่ว่าจีนแอบทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ไปแล้วหลายครั้ง โดยระบุชัดเจนว่านี่เป็น “การโกหกอย่างสิ้นเชิง” และกล่าวหาว่าสหรัฐฯ กำลังพยายามสร้างข้ออ้างเพื่อกลับมาทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ของตัวเองอีกครั้ง จีนยังเรียกร้องให้สหรัฐฯ หยุดการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบทันที

ที่มาของเรื่องนี้เริ่มจากที่ นายโทมัส ดีนันโน รัฐมนตรีช่วยด้านการควบคุมอาวุธของกระทรวงการต่างประเทศไทยสหรัฐฯ ได้กล่าวหาจีนระหว่างการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการลดอาวุธที่เจนีวาเมื่อวันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ โดยชี้ว่าจีนแอบทดสอบนิวเคลียร์เมื่อ 22 มิถุนายน 2563 และกำลังเตรียมทดสอบเพิ่มอีก สิ่งนี้ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

พื้นหลังข้อกล่าวหา แอบทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ของจีน

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยประกาศในเดือนตุลาคมปีที่แล้วว่า สหรัฐฯ จะเริ่มทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ “อย่างเท่าเทียมกัน” กับรัสเซียและจีน โดยไม่ระบุรายละเอียดชัดเจน ขณะที่สนธิสัญญา New START ซึ่งเป็นข้อตกลงควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซียกำลังจะหมดอายุ สหรัฐฯ จึงเสนอเจรจาสามฝ่ายกับจีนและรัสเซียเพื่อกำหนดขีดจำกัดใหม่ แต่จีนปฏิเสธที่จะเข้าร่วมในขณะนี้

จีนยืนยันมาตลอดว่าปฏิบัติตามอนุสัญญาห้ามทดลองระเบิดนิวเคลียร์อย่างครบถ้วน (CTBT) ซึ่งเป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่ห้ามทดสอบนิวเคลียร์ทุกประเภทตั้งแต่ปี 1996 จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่ลงนามและให้สัตยาบันแล้ว แต่สหรัฐฯ ยังไม่ให้สัตยาบัน ทำให้เกิดคำถามถึงความน่าเชื่อถือของทั้งสองฝ่าย

ผลกระทบต่อความมั่นคงโลก

ประเด็นจีนปัดข้อกล่าวหา แอบทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ จวกสหรัฐฯ โกหกเพื่อหาข้ออ้าง นี้ สะท้อนถึงการแข่งขันทางอาวุธที่รุนแรงขึ้น โดยสหรัฐฯ กังวลว่าจีนกำลังขยายคลังอาวุธนิวเคลียร์อย่างรวดเร็ว จากเดิมที่มีเพียงไม่กี่ร้อยหัวรบ อาจเพิ่มเป็นพันในอนาคต ขณะที่จีนมองว่าสหรัฐฯ เป็นผู้ยุยงให้เกิดการแข่งขันครั้งใหม่

  • สหรัฐฯ มีหัวรบนิวเคลียร์ราว 3,700 หัว
  • รัสเซียมีประมาณ 4,500 หัว
  • จีนมีราว 500 หัว แต่กำลังเพิ่ม

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการตรวจสอบแบบนานาชาติ เช่น องค์การสหประชาชาติและ Comprehensive Nuclear-Test-Ban Treaty Organization (CTBTO) ที่ตรวจจับสัญญาณแผ่นดินไหวจากทดสอบนิวเคลียร์ได้อย่างละเอียด จีนยืนยันว่าไม่มีหลักฐานใดยืนยันข้อกล่าวหา

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การโต้เถียงนี้เสี่ยงต่อการละลายสนธิสัญญาการควบคุมอาวุธ ทำให้โลกเข้าสู่ยุคการแข่งขันนิวเคลียร์รอบใหม่ ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่มั่นคงมากขึ้น

สำหรับคนไทยอย่างเรา เรื่องนี้สำคัญเพราะไทยอยู่ในภูมิภาคเอเชียที่ใกล้ชิดจีนและสหรัฐฯ การแข่งขันนี้อาจกระทบเศรษฐกิจ การค้า และความมั่นคงในทะเลจีนใต้ คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? คิดว่าจีนปัดข้อกล่าวหาได้ถูกต้องหรือไม่?

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด และอย่าลืมแชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ!

ที่มา – จีนปัดข้อกล่าวหา แอบทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ จวกสหรัฐฯ โกหกเพื่อหาข้ออ้าง

60 ประเทศลงนามสนธิสัญญาอาชญากรรมไซเบอร์

มากกว่า 60 ประเทศร่วมลงนามสนธิสัญญาอาชญากรรมไซเบอร์ฉบับแรกขององค์การสหประชาชาติ ท่ามกลางเสียงต่อต้านจากทั้งกลุ่มสิทธิฯ และบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่

เมื่อวันเสาร์ที่ 25 ต.ค. 2568 มากกว่า 60 ประเทศร่วมลงนามในสนธิสัญญาว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ฉบับแรกขององค์การสหประชาชาติ ที่การประชุมในกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม แม้จะมีเสียงคัดค้านจากกลุ่มบริษัทเทคโนโลยี และกลุ่มสิทธิมนุษยชน ที่เตือนว่าสนธิสัญญานี้อาจทำให้ขอบเขตการสอดแนมของรัฐเพิ่มขึ้น

กรอบกฎหมายระดับโลกฉบับใหม่นี้ มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในการต่อสู้กับอาชญากรรมดิจิทัล ตั้งแต่สื่อลามกอนาจารเด็ก ไปจนถึงการหลอกลวงทางไซเบอร์ข้ามชาติและการฟอกเงิน การที่ 60 ประเทศลงนามสนธิสัญญาอาชญากรรมไซเบอร์ ถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดการปัญหาเหล่านี้

รัฐบาลเวียดนามยืนยันว่า มีมากกว่า 60 ประเทศที่เข้าร่วมลงนามในสนธิสัญญาเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา แต่ไม่ระบุว่ามีประเทศใดบ้าง โดยข้อตกลงนี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ทันทีหลังจากประเทศเหล่านั้นให้สัตยาบัน

นาย อันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติกล่าวว่า การลงนามครั้งนี้เป็น “หมุดหมายสำคัญ” แต่ก็เตือนด้วยว่า นี่เป็นเพียงแค่ “จุดเริ่มต้น” เท่านั้น

“ทุก ๆ วัน การหลอกลวงที่ซับซ้อนได้ทำลายครอบครัว ปล้นจากผู้อพยพ และดูดเงินหลายพันล้านดอลลาร์ออกจากเศรษฐกิจของเรา … เราจำเป็นต้องมีการตอบสนองระดับโลกที่แข็งแกร่งและเชื่อมโยงกัน” นายกูเตร์เรสกล่าวในพิธีเปิดการประชุมที่เมืองหลวงของเวียดนามเมื่อวันเสาร์

ทั้งนี้ สนธิสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ (UN Convention against Cybercrime) ถูกเสนอขึ้นครั้งแรกโดยนักการทูตรัสเซียในปี 2017 และได้รับอนุมัติด้วยฉันทามติเมื่อปีที่แล้วหลังจากการเจรจาที่ยาวนาน

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่ต่อต้านมองว่า ภาษาที่ใช้ในสัญญานั้นกว้างขวางมาก จนอาจนำไปสู่การใช้อำนาจในทางที่ผิด และเปิดช่องให้มีการปราบปรามผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลข้ามพรมแดนได้

“มีข้อกังวลมากมายที่ถูกหยิบยกขึ้นตลอดการเจรจาสนธิสัญญา เกี่ยวกับวิธีที่มันจะบังคับให้บริษัทต่าง ๆ ต้องแบ่งปันข้อมูลในท้ายที่สุด” ซาบานาซ ราชิด ดียา ผู้ก่อตั้งสถาบันวิจัย “Tech Global Institute” กล่าว “มันแทบจะเป็นการประทับตราอนุมัติให้กับแนวปฏิบัติที่เป็นปัญหาอย่างมาก ซึ่งถูกนำไปใช้กับนักข่าวและในประเทศที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ”

กลุ่มสิทธิมนุษยชนนับสิบกลุ่มยังระบุในจดหมายที่พวกเขาลงนามร่วมกันว่า ความคุ้มครองที่สนธิสัญญาฉบับนี้มอบให้นั้น “อ่อนแอ” เกินไป

ส่วนบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ก็ออกมาแสดงความกังวลเช่นกัน

นาย นิค แอชตัน-ฮาร์ท หัวหน้าคณะผู้แทนของ Cybersecurity Tech Accord (CTA) ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทมากกว่า 160 แห่ง รวมถึง Meta, Dell และ Infosys ของอินเดีย ที่ไปร่วมเจรจาสนธิสัญญาฉบับนี้กล่าวก่อนหน้านี้ว่า คณะผู้แทนจะไม่เข้าร่วมการลงนามสนธิสัญญาในกรุงฮานอย

บริษัทเทคโนโลยีเคยเตือนว่า สนธิสัญญาดังกล่าวอาจทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์กลายเป็นอาชญากร และ “อนุญาตให้รัฐต่าง ๆ ร่วมมือกันในการกระทำความผิดทางอาญาเกือบทุกอย่างที่พวกเขาเลือกจะทำ”

CTA กล่าวระหว่างกระบวนการเจรจาว่า การที่หน่วยงานภาครัฐสามารถใช้อำนาจเกินขอบเขตนั้นก่อให้เกิด “ความเสี่ยงร้ายแรงต่อระบบไอทีของบริษัทที่ผู้คนหลายพันล้านคนต้องพึ่งพาในทุก ๆ วัน”

แอชตัน-ฮาร์ทกล่าวด้วยว่า ข้อตกลงระหว่างประเทศที่มีอยู่แล้วอย่างอนุสัญญาบูดาเปสต์ว่าด้วยอาชญากรรมไซเบอร์ (Budapest Convention on Cybercrime) มีแนวทางในการใช้ในลักษณะที่ “เคารพสิทธิ” มากกว่า

60 ประเทศลงนามสนธิสัญญาอาชญากรรมไซเบอร์

การที่ 60 ประเทศลงนามสนธิสัญญาอาชญากรรมไซเบอร์ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นในยุคดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ข้อกังวลจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนและบริษัทเทคโนโลยีก็เป็นสิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าสนธิสัญญานี้จะไม่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด

ความกังวลเกี่ยวกับสนธิสัญญาอาชญากรรมไซเบอร์

  • การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล
  • การเซ็นเซอร์ข้อมูล
  • การใช้อำนาจโดยมิชอบโดยรัฐบาล

การถ่วงดุลระหว่างความมั่นคงทางไซเบอร์และสิทธิมนุษยชนจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการนำสนธิสัญญานี้ไปปฏิบัติให้เกิดผลอย่างแท้จริง แม้ว่า 60 ประเทศลงนามสนธิสัญญาอาชญากรรมไซเบอร์ แต่การบังคับใช้ที่เป็นธรรมและโปร่งใสจะเป็นกุญแจสำคัญ

สนธิสัญญาฉบับนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโลกไซเบอร์อย่างแน่นอน ความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญ แต่การปกป้องสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานก็ขาดไม่ได้เช่นกัน

ที่มา – 60 ประเทศลงนามสนธิสัญญาอาชญากรรมไซเบอร์ แม้กลุ่มสิทธิต่อต้าน

Scroll to top