สภาฯ

ไหม ซัด พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เสี่ยงเพดานหนี้พุ่ง

ในประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง “ไหม” ซัดรัฐบาลตีเช็คเปล่าออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน เสี่ยงเพดานหนี้ปี 70 พุ่ง นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล หรือ “ไหม” รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลอย่างดุเดือด โดยเฉพาะการออกพระราชกำหนดการ (พ.ร.ก.) เงินกู้วงเงิน 400,000 ล้านบาท ที่อาจนำไปสู่ปัญหาเพดานหนี้สาธารณะพุ่งสูงในปีงบประมาณ 2570

“ไหม” ซัดรัฐบาลตีเช็คเปล่าออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน เสี่ยงเพดานหนี้ปี 70 พุ่ง

วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 “ไหม” ได้ให้ความเห็นต่อมติคณะรัฐมนตรีที่อนุมัติ พ.ร.ก.เงินกู้ดังกล่าว โดยชี้ว่าวงเงินมหาศาลนี้ยังมีคำถามใหญ่หลวงว่าจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้หรือไม่ แม้ปีงบ 2569 อาจยังไม่กระทบ แต่ปี 2570 จะต้องขยายแน่นอน รัฐบาลควรถามตัวเองว่าต้องกู้ถึง 400,000 ล้านบาทจริงหรือ

ข้อกังวลหลักเรื่องเพดานหนี้และการใช้ พ.ร.ก.

รองนายกฯ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เคยกล่าวถึงการคาดการณ์ GDP โตจากเงินเฟ้อที่ช่วยลดสัดส่วนหนี้ต่อ GDP แต่ “ไหม” ย้อนถามว่าถ้าก็ทำไมต้องกู้เยอะขนาดนี้ สำหรับ 200,000 ล้านบาทแรกที่ใช้เยียวยาผลกระทบ เธอเห็นด้วยเพราะเร่งด่วน แต่ 200,000 ล้านบาทที่เหลือสำหรับปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว ไม่จำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก. ตามมาตรา 172 รัฐธรรมนูญ

การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเป็นเรื่องดี แต่ไม่เร่งด่วนถึงขั้นออก พ.ร.ก. ข้ามสภา รัฐบาลควรคิดโครงการละเอียดแล้วออกเป็น พ.ร.บ. ให้สภาตรวจสอบ การออก พ.ร.ก. ควรใช้เฉพาะวิกฤติจริง ไม่ใช่พร่ำเพรื่อเพราะเป็นอำนาจฝ่ายบริหารที่ข้ามหัวสภา

  • วงเงินเยียวยา 200,000 ล้านบาท: จำเป็นเร่งด่วน
  • ปรับโครงสร้าง 200,000 ล้านบาท: ควรเป็น พ.ร.บ. มีรายละเอียดชัด
  • เสี่ยงเพดานหนี้ปี 70: ต้องขยายเพดานแน่นอน

รัฐบาลอ้างโมเดลโควิดที่รวมเยียวยากับฟื้นฟู แต่ “ไหม” ชี้ว่าวิกฤติโควิดต่างจากวิกฤติพลังงานปัจจุบัน การใช้คนละครึ่งเยียวยาอาจไม่เหมาะเพราะมีเงื่อนไขเยอะ ใช้ยาก ไม่ครอบคลุม

ปัญหาการเยียวยาด้วยคนละครึ่ง

คนละครึ่งช่วยลดค่าครองชีพได้บ้าง แต่จำกัดมาก ยังไม่ชัดว่าจะปรับเงื่อนไขหรือเพิ่มเป็น 60% จากรัฐ ในวิกฤติพลังงาน ค่าครองชีพพุ่งทุกด้าน ไม่ใช่แค่รายวัน ควรจ่ายเงินสดไร้เงื่อนไขเพื่อเยียวยาจริง ไม่กระตุ้นเงินเฟ้อเพิ่มเพราะร้านค้าอาจขึ้นราคา

นายเอกนิติบอกช่วยกลุ่มเปราะบาง แต่คนละครึ่งต้องสุ่มลงทะเบียน คนจนไม่มีบัตรสวัสดิการอาจตกหล่น เกษตรกรได้ปุ๋ยน้อย ชาวประมงต้นทุนน้ำมันสูง ก็ไม่ได้รับการช่วยเหลือ รัฐบาลเน้นคะแนนนิยม ใช้คนละครึ่งทุกวิกฤติ แย้งกับคำพูดก่อนหน้าที่จะไม่หว่านแห

“ไหม” เห็นด้วยเรื่องเยียวยาระยะสั้นและปรับโครงสร้างระยะยาว แต่ต้องถูกกฎหมาย นำเข้าสภา รัฐบาลยังบอกไม่ได้ว่าปรับโครงสร้างคืออะไร โซลาร์เซลล์? ต้องลงรายละเอียด กี่ MW อุดหนุนอย่างไร พ.ร.ก. กู้ก่อนๆ มักเป็นเช็คเปล่า รัฐบาลกู้ทำอะไรก็ได้

เสนอทางออก: ออก พ.ร.ก. เฉพาะเยียวยา 200,000 ล้านก่อน ที่เหลือเป็น พ.ร.บ. ใช้เวลา 3 เดือนก็พอ

ประเด็นนี้สะท้อนปัญหาการบริหารการคลังที่ขาด transparency คุณคิดว่ารัฐบาลควรปรับนโยบายอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกันเถอะ

ที่มา – “ไหม” ซัดรัฐบาลตีเช็คเปล่าออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน เสี่ยงเพดานหนี้ปี 70 พุ่ง

“วันนอร์” สวน “บวรศักดิ์” เงื่อนไขต้องรอบรรจุญัตติซักฟอกก่อน แค่ธุรการ

“วันนอร์” สวน “บวรศักดิ์” กางกฎหมายยืนกรานฝ่ายค้านยื่นซักฟอกแล้วห้ามยุบสภา โต้เงื่อนไขต้องรอบรรจุวาระก่อนเป็นแค่ขั้นตอนธุรการ การันตียึดหลักตามรัฐธรรมนูญหนักแน่น

วันที่ 19 พ.ย. 2568 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ระบุแม้ฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแล้ว นายกรัฐมนตรียังมีสิทธิยุบสภาได้ หากยังไม่บรรจุญัตติเข้าสู่วาระการประชุม สวนทางกับสิ่งที่ประธานสภาฯระบุหากยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว นายกฯไม่มีสิทธิยุบสภาว่า นายบวรศักดิ์เป็นนักกฎหมายก็ตีความไปตามความเข้าใจ แต่สภาฯตีความตามรัฐธรรมนูญ ได้มอบให้สำนักกฎหมายพิจารณาหาข้อมติประเด็นดังกล่าว ฝ่ายกฎหมายประชุมลงมติร่วมกันว่า การยุบสภาทำได้ตลอดในฐานะรัฐบาล แต่จะทำไม่ได้เมื่อฝ่ายค้าน 1 ใน 5 ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามมาตรา 151 เพราะรัฐธรรมนูญระบุว่า เมื่อยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว รัฐบาลจะยุบสภาไม่ได้

ลั่นยึดรธน. เคร่งครัด

ส่วนข้อโต้แย้งที่ต้องรอประธานบรรจุญัตติก่อนนั้น ถือเป็นกระบวนการธุรการ รัฐธรรมนูญไม่เปิดให้มีการตรวจสอบในกระบวนการก่อน แต่เขียนว่า เมื่อยื่นญัตติแล้ว รัฐบาลไม่สามารถยุบสภาได้ แต่จะไม่สามารถดำเนินการได้ หากผู้ยื่นขอถอนญัตติ หรือกรณีที่ชื่อไม่ครบ 1 ใน 5 จะให้สมาชิกเติมชื่อเข้ามาภายใน 7 วัน หากครบกำหนด 7 วัน ยังไม่เติมชื่อประธานสภาฯก็ไม่บรรจุญัตติ แต่ฝ่ายค้านสามารถยื่นญัตติเข้ามาใหม่ได้ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ 151 วรรคสอง ใครจะตีความอย่างไร ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้กำหนดเหมือนสมัยก่อน ที่แม้ฝ่ายค้านยื่นญัตติแล้ว พรุ่งนี้จะอภิปรายฯ แต่ตอนเย็นรัฐบาลประกาศยุบสภาได้ หรือจะเปิดอภิปรายเวลา 10 โมง แต่รัฐบาลยุบสภาฯ ตอน 8 โมงก็ทำได้

ยันตีความไม่ตรงกันได้เหมือนศาล

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ส่วนที่โฆษกรัฐบาลชี้ว่าการตีความของประธานสภาฯ ไม่ตรงกับสมัยรัฐบาลน.ส.แพทองธาร ชินวัตรนั้น ยอมรับว่า การตีความอาจไม่ตรงกันได้เช่นเดียวกับคำพิพากษาศาลต่างๆ อาจไม่ตรงกัน ขึ้นอยู่กับว่าท้ายที่สุดจะไปสิ้นสุดที่ใด ในส่วนของสภาฯเป็นไปตามฝ่ายกฎหมายที่ตีความ เมื่อส่งให้ประธานสภาฯ พิจารณาและมีความเห็นตามคำเสนอของฝ่ายกฎหมายถือว่าได้ข้อยุติ ยืนยันว่า ถือตามรัฐธรรมนูญและผลของฝ่ายกฎหมาย และหากมีการลงมติแล้วคะแนนไว้วางใจของรัฐบาลไม่ถึงเกณฑ์ ก็ยุบสภาฯ ไม่ได้ แต่ถ้าคะแนนผ่านเกณฑ์รัฐบาลก็ทำงานต่อ หรือจะยุบสภาก็ได้

“วันนอร์” สวน “บวรศักดิ์” เงื่อนไขต้องรอบรรจุญัตติซักฟอกก่อน แค่ธุรการ

ประเด็นที่น่าสนใจจากข่าวนี้คือ การตีความข้อกฎหมายที่แตกต่างกันระหว่างนักกฎหมาย กับฝ่ายสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของเงื่อนไข “วันนอร์” สวน “บวรศักดิ์” เงื่อนไขต้องรอบรรจุญัตติซักฟอกก่อน ซึ่งทางประธานสภาฯ มองว่าเป็นเพียงขั้นตอนทางธุรการเท่านั้น

ทำความเข้าใจเงื่อนไข “วันนอร์” สวน “บวรศักดิ์” เงื่อนไขต้องรอบรรจุญัตติซักฟอกก่อน

หลายคนอาจสงสัยว่า เงื่อนไข “วันนอร์” สวน “บวรศักดิ์” เงื่อนไขต้องรอบรรจุญัตติซักฟอกก่อน นี้มีความสำคัญอย่างไร ทำไมถึงเป็นประเด็นที่ต้องถกเถียงกัน คำตอบคือ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับอำนาจในการยุบสภาของผู้บริหารประเทศ หากมองว่าเป็นเพียงขั้นตอนธุรการ การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจก็จะสามารถเกิดขึ้นได้ทันที และรัฐบาลจะไม่สามารถยุบสภาได้ แต่หากมองว่าต้องรอการบรรจุญัตติก่อน ก็จะเปิดช่องให้รัฐบาลสามารถยุบสภาได้ก่อนที่จะมีการอภิปรายเกิดขึ้น

ดังนั้น การตีความในประเด็นนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพทางการเมืองในปัจจุบัน

จากกรณี “วันนอร์” สวน “บวรศักดิ์” เงื่อนไขต้องรอบรรจุญัตติซักฟอกก่อน นี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตีความกฎหมาย และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการเมืองไทยในอนาคต

ที่มา – “วันนอร์” สวน “บวรศักดิ์” เงื่อนไขต้องรอบรรจุญัตติซักฟอกก่อน เป็นแค่ขั้นตอนธุรการ

อนุทินยัน! 31 ม.ค. 69 ยุบสภาฯ ตามไทม์ไลน์

“นายกฯ อนุทิน” ยืนยันหนักแน่น จะยุบสภาฯ ภายใน 4 เดือน ตามที่ได้ให้สัญญาไว้กับพรรคประชาชน คือวันที่ 31 มกราคม 2569 นายกฯ ลั่นไม่ยอมให้ใครมาวิพากษ์วิจารณ์ฟรีๆ พร้อมบอกว่าเมื่อได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็จะเป็นไปตลอด แต่จะฝากอะไรไว้ให้ประเทศชาติได้จดจำ

เมื่อเวลา 09.30 น. ของวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แสดงวิสัยทัศน์ ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 ในหัวข้อ “Thailand’s Next Frontier : A National Economic Vision วิสัยทัศน์ประเทศไทยในโลกใหม่” ในรูปแบบการสัมภาษณ์

เมื่อผู้ดำเนินรายการถามถึงเรื่องการยุบสภาฯ ภายใน 4 เดือน ตามบันทึกข้อตกลง (MOU) ที่ได้ทำไว้กับพรรคประชาชน นายอนุทินตอบว่า “4 เดือนคือสิ่งที่เราได้สัญญาไว้กับพรรคประชาชน เพราะมองกันว่าสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้น การยุบสภาฯ เพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ และคืนอำนาจให้ประชาชน น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด”

พรรคที่เป็นรัฐบาลในตอนนั้นมีข้อสงสัยว่า นายกรัฐมนตรีรักษาราชการ จะสามารถยุบสภาฯ ได้หรือไม่ จึงต้องมีวิธีการดำเนินการเพื่อให้มีการยุบสภาฯ “เราเล่นตามกติกา พรรคประชาชนมี สส. มากกว่าเรา แต่เขาไม่มีแคนดิเดตนายกฯ เมื่อต้องเลือกตั้ง คืนอำนาจให้ประชาชน จึงเป็นที่มาของเอ็มโอเอ” นายอนุทินกล่าว

เมื่อถามย้ำว่า จะยืนยันตามไทม์ไลน์เดิมหรือไม่ นายอนุทินตอบอย่างหนักแน่นว่า “ตนยืนยันตลอด ไม่เคยเปลี่ยน มีคนเยอะแยะมาบอกว่า จะมีเหตุการณ์อย่างนั้นอย่างนี้ เอาเป็นข้ออ้างได้ ตนรับฟัง แต่รับรองไม่ปฏิบัติตาม เพราะพรรคประชาชนทำให้ตนเป็นนายกฯ ตนต้องรักษาสัญญาที่มีไว้ เมื่อครบสี่เดือนก็ต้องยุบสภาฯ” การยืนยันเรื่องการยุบสภาฯ 31 ม.ค. 69 ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาสัญญา

เมื่อถามถึงกระแสข่าวการยุบสภาฯ 31 ม.ค. 69 ก่อนกำหนด หากมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายอนุทินกล่าวว่า “ก็ต้องดูสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา การอภิปรายไม่ไว้วางใจจะอภิปรายโดยวัตถุประสงค์อะไร เราต้องดูไทม์ไลน์ กว่าจะยื่นอภิปรายได้ สภาฯ เปิดสมัยประชุมเดือนธ.ค. ตั้งใจยุบสภาฯ 31 ม.ค. 69 อยู่แล้ว คนคงไม่ปล่อยให้ใครมาด่ารัฐบาลเล่นๆ ฟรีๆ”

นายกฯ อนุทินกล่าวต่อว่า “หากเป็นเกมการเมือง รัฐบาลสู้เกมการเมืองไม่ได้ ก็ยุบสภาไป ห่างแค่เดือนเดียวคงไม่ทำให้เกิดความแตกต่างอะไร”

อนุทินยืนยัน 31 ม.ค. 69 ยุบสภาฯ ตามไทม์ไลน์

เมื่อถามว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าพร้อมหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า “ตนพร้อมตั้งแต่เขาเอาออกจากรัฐบาล และการประชุม สส. พรรคภูมิใจไทย วาระแรกหลังเข้ามาเป็นรัฐบาลในปี 66 คือบอกให้เตรียมตัวเลือกตั้ง เพราะมันเกิดขึ้นได้ทุกวัน บอกสมาชิกพรรคว่าเลือกตั้งเกิดขึ้นได้เสมอ หากพรุ่งนี้เลือกตั้งก็ต้องพร้อม”

เมื่อถามว่าพร้อมกลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้งหรือไม่ นายอนุทินกล่าวติดตลกว่า “ก็ดีเหมือนกัน เป็นนายกฯ ตอนนี้ตนเป็นนายกฯแล้ว ตอนที่ยังไม่เป็นยังกลัวๆ กล้าๆ แต่พอเป็นแล้วเห็นสิ่งที่สามารถทำได้ให้กับบ้านเมืองด้วยความเป็นนายกฯ”

“หากเราทำได้ดี จะเป็นยาวเป็นสั้นไม่ได้มีความสำคัญ สำหรับตนเป็นแล้วก็คือเป็น ตั้งแต่ปี 47-49 ที่ตนได้เป็นรัฐมนตรีแล้วมีการรัฐประหาร ตนออกไปจากการเมือง 13-14 ปี คนที่ไม่สนิทกันมากเขาก็เรียกตนเป็นรัฐมนตรีทุกคำ วันนี้ต่อให้ตนเป็นนายกฯ 3-4 เดือน คนก็เรียกตนว่านายกฯ เหมือนที่ตนเรียกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ หรือนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ว่าท่านนายกฯ” นายอนุทินกล่าว

อะไรที่นายกฯ อยากฝากไว้ก่อนยุบสภาฯ

นายอนุทินกล่าวทิ้งท้ายว่า “แต่อยู่ที่ว่าเวลาที่มีอยู่ทำอะไรให้มันปังไปสักอัน เป็นสิ่งที่เกิดประโยชน์กับบ้านเมืองเป็นภาพจำ ได้กลับหรือไม่กลับ เราก็ถือว่าบอกตัวเองได้แล้วว่าความเป็นนายกฯ ทำสิ่งอะไรไว้”

การยืนยันเรื่องการยุบสภาฯ 31 ม.ค. 69 ของนายกฯ อนุทิน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับพรรคประชาชน และความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การที่นายกฯ ได้ใช้เวลาในการดำรงตำแหน่ง สร้างผลงานที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ และสร้างภาพจำที่ดีให้กับประชาชน

อนาคตทางการเมืองของนายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่สิ่งที่แน่นอนคือ การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงได้เสมอ

ที่มา – “อนุทิน” ยัน 31 ม.ค. 69 ยุบสภาฯ ตามไทม์ไลน์ บอกเป็นนายกฯ แล้วก็เป็นไปตลอด

โฆษกเพื่อไทย จี้ไชยชนกปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์

โฆษกเพื่อไทย จี้ไชยชนกปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ในสถานการณ์ที่อาชญากรรมออนไลน์กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทย การเคลื่อนไหวล่าสุดจากโฆษกเพื่อไทย จี้ “ไชยชนก” เร่งเอาผิดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังปูดถูกเสนอสินบน 40 ล้าน ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามอง นายดนุพร ปุณณกันต์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน โดยเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เร่งรัดดำเนินคดีกับกลุ่มอาชญากรเหล่านี้ทันที หลังจากที่ไชยชนก ชิดชอบ ได้เปิดเผยในสภาผู้แทนราษฎรว่าถูกเสนอสินบนจำนวนมหาศาล เพื่อแลกกับการไม่ปราบปรามกิจกรรมผิดกฎหมาย

โฆษกเพื่อไทย จี้ “ไชยชนก” เร่งเอาผิดแก๊งคอลเซ็นเตอร์

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ซึ่งนายไชยชนกได้เล่าว่ามีบุคคลลึกลับติดต่อผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเสนอเงินสินบน 40 ล้านบาทต่อเดือน หากยอมละเลยการตรวจสอบและจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเว็บไซต์พนันออนไลน์ แม้ว่านายไชยชนกจะปฏิเสธข้อเสนอนี้อย่างหนักแน่น แต่โฆษกเพื่อไทยมองว่าปัญหานี้ร้ายแรงเกินกว่าที่จะปล่อยผ่านไปง่ายๆ เขาย้ำว่าต้องใช้เวลาไม่เกิน 4 เดือนในการสืบสวนและนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ เพื่อสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรมให้กับประชาชน

นายดนุพร ยังได้ชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จของรัฐบาลชุดก่อนหน้าที่สามารถปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในสมัยที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีดิจิทัล ผู้ร้ายเหล่านี้ไม่กล้าปรากฏตัว แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรี แก๊งคอลเซ็นเตอร์กลับมาคึกคักอีกครั้ง สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามถึงประสิทธิภาพของการทำงานในยุครัฐบาลปัจจุบัน โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่เกี่ยวข้อง

สินบน 40 ล้านและความเสี่ยงต่อสังคม

การเสนอสินบนจำนวน 40 ล้านบาทต่อเดือนนี้ ไม่เพียงแต่แสดงถึงความทะเยอทะยานของกลุ่มอาชญากรเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงช่องโหว่ในระบบการป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ของไทย ประชาชนจำนวนมากตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่โทรศัพท์หลอกลวงให้โอนเงิน หรือหลงเชื่อเว็บพนันที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ ทำให้สูญเสียทรัพย์สินไปหลายพันล้านบาทต่อปี โฆษกเพื่อไทยจึงเรียกร้องให้มีการดำเนินการตามกฎหมายโดยด่วน หากเพิกเฉยอาจถูกมองว่าเป็นการละเว้นหน้าที่ หรือแม้กระทั่งการสมรู้ร่วมคิด

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งคำถามย้อนกลับอย่างเผ็ดร้อนถึงช่วงเวลาที่แก๊งเหล่านี้กลับมาปรากฏตัว ซึ่งตรงกับช่วงที่พรรคภูมิใจไทยเข้ามามีบทบาทในรัฐบาล นี่เป็นสัญญาณเตือนว่าการเมืองและการทุจริตอาจเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง ผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลแนะนำว่าการเพิ่มกำลังพลในหน่วยงานปราบปรามไซเบอร์ และการร่วมมือระหว่างประเทศจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้อย่างยั่งยืน

  • ผลกระทบต่อประชาชน: การหลอกลวงทำให้สูญเสียเงินทองและความเชื่อมั่น
  • บทบาทของรัฐมนตรี: ต้องแสดงผลงานจริง ไม่ใช่แค่คำพูด
  • แนวทางแก้ไข: เสริมสร้างกฎหมายและเทคโนโลยีตรวจจับ

ในมุมมองของผู้เขียน การจัดการกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไม่ใช่แค่หน้าที่ของรัฐมนตรีคนเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบของทุกภาคส่วน หากเราต่อต้านการทุจริตได้สำเร็จ สังคมไทยจะปลอดภัยยิ่งขึ้น

สุดท้ายนี้ ประชาชนควรระมัดระวังการโทรศัพท์จากหมายเลขไม่รู้จัก และรายงานพฤติกรรมน่าสงสัยให้เจ้าหน้าที่ทราบ เพื่อช่วยกันปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้ให้สิ้นซาก

ที่มา – โฆษกเพื่อไทย จี้ “ไชยชนก” เร่งเอาผิดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังปูดถูกเสนอสินบน 40 ล้าน

Scroll to top