สมเด็จฮุน เซน

ไทยย้ำ! ไม่มีหยุดยิงตามที่กัมพูชาอ้าง

ไทยออกแถลงการณ์ ไม่มีหยุดยิงตามที่กัมพูชาอ้าง ย้ำยังถูกโจมตีต่อเนื่อง พร้อมประณามการใช้ความรุนแรงต่อพลเรือน และยืนยันการปฏิบัติการของไทยเป็นการป้องกันตนเองตามหลักสากล

วันที่ 14 ธ.ค. 2568 ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา นำโดย พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงสรุปสถานการณ์ภาพรวม เหตุการณ์ปะทะกันของทหารไทย-กัมพูชา ซึ่งล่าสุดกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา ได้ออกประกาศระงับการเดินทางของคนไทยและชาวต่างชาติที่ยังติดค้างอยู่ในกัมพูชาไม่ให้เดินทางออกนอกประเทศทางบก โดยมีสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โพสต์เสนอแนะรัฐบาลกัมพูชาให้ออกประกาศดังกล่าว ซึ่งนางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้ชี้แจงว่า เป็นการละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอย่างชัดเจน ขณะประเทศไทย ยืนยันปฏิบัติตามกฎหมายและตามหลักสากล โดยให้ความร่วมมือและดำเนินการทุกอย่างให้แก่ชาวต่างชาติในไทย ซึ่งรวมไปถึงชาวกัมพูชาด้วย แม้การเดินทางทางบกจะติดขัด แต่ในส่วนของสถานกงสุลใหญ่ พร้อมอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ที่จะเดินทางออกจากประเทศทางอากาศ จะมีการออกเอกสารฉุกเฉินในการเดินทาง ส่วนเที่ยวบินขณะนี้มีวันละ 1,000 ที่นั่ง จากเสียมราฐ และหากเที่ยวบินเต็มก็สามารถพักรอได้ 1-2 วัน

ทั้งนี้ โฆษกกระทรวงกลาโหม ได้สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อคืนที่ผ่านมา ตั้งแต่เวลา 22.00 น. ฝ่ายกัมพูชาอ้างว่าหยุดยิงแต่ยังคงระดมยิงอาวุธหนักใส่ไทยอย่างต่อเนื่อง ไทยจึงจำเป็นต้องป้องกันตนเอง และยังพบโดรนของฝ่ายกัมพูชา จำนวนมากบินรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ชายแดน จ.ตราด อย่างต่อเนื่อง

เวลา 04.15 น. ฝ่ายกัมพูชาระดมยิง BM-21 และปืนใหญ่เข้ามาในพื้นที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ อย่างต่อเนื่อง ทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องป้องกันตนเอง

เวลา 05.15 น. ฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากโจมตีเข้ามายังดินแดนอธิปไตยของไทยตลอดแนวชายแดน

อย่างไรก็ตาม ตลอดแนวชายแดนยังคงมีการปะทะอย่างต่อเนื่อง ไม่มีหยุดยิงตามที่กัมพูชากล่าวอ้างแต่อย่างใด

กองทัพเรือ จึงประกาศ เคอร์ฟิว ในพื้นที่ 5 อำเภอ จ.ตราด ( อ.คลองใหญ่ อ.บ่อไร่ อ.แหลมงอก อ.เขาสมิง และอ.เมืองตราด) ตั้งแต่เวลา 19.00-05.00 น. โดยเริ่มวันนี้ (14 ธ.ค. 68) ซึ่งนาวาเอก นรา คุณโฑถม ผู้ช่วยโฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า กองทัพเรือ เข้าใจถึงผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชน จากการประกาศเคอร์ฟิว แต่ที่ผ่านมามีการรบกวนฝ่ายกัมพูชาอย่างหนักในพื้นที่ชุมชน ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยของประชาชน จึงจำเป็นต้องประกาศ หากประชาชนมีความจำเป็นต้องออกจากเคหสถานนอกเวลาสามารถขออนุญาตและชี้แจงเจ้าหน้าที่ได้ โดยยืนยันจะรับฟังเหตุผลและอำนวยความสะดวก แต่ขอเอาความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก พร้อมขอให้เชื่อมั่นในสิ่งที่กองทัพดำเนิน ก็เพื่ออธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน

โดยพ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก กล่าวถึงภาพรวมการปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่สำคัญบริเวณปราสาทคนา ที่พบคูหาทหารกัมพูชาที่สร้างรุกล้ำเข้ามาในดินแดนอธิปไตยไทย และเป็นโบราณสถาน ซึ่งผิดหลักสากล ที่มีการใช้โบราณสถานเป็นที่ตั้งทางทหาร เราจึงได้พยายามยึดพื้นที่คืนสำเร็จ ซึ่งกองทัพบกดำรงความมุ่งหมายปฏิบัติการ 2 ประการ คือ 1.เราจะต้องสถาปนาแนวชายแดนที่ถูกลุกลามกลับคืนมาให้ได้ และ2. เราจะทำลายขีดความสามารถทางทหารของกัมพูชาให้หมดสิ้นสภาพ ทั้งกำลังพล ยุทโธปกรณ์ ที่ตั้งทางทหารหลายสิ่งสนับสนุนต่าง ๆ เพราะชัดเจนว่า กัมพูชาเข้าโจมตี และเป็นภัยคุกคามทั้งต่อกำลังทหารและประชาชน

พร้อมประมาณการสูญเสียของฝ่ายกัมพูชา ตั้งแต่วันแรกของปฏิบัติการจนถึงปัจจุบัน ทั้งในส่วนกองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 ประกอบด้วย ฐานที่มั่น-ที่ตั้งทางทหาร 51 แห่ง, BM-21 1 ระบบ, รถถัง 10 คัน, ยานรบ/ยานเกราะ 9 คัน, ปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน(ปตอ.) 4 ระบบ, ปืนใหญ่/ปืน ค. 7 กระบอก, แอนตี้โดรน 5 ชุด, โดรน 68 ลำ, เสาสื่อสาร 3 จุด และคาดว่า ทหารกัมพูชาเสียชีวิต 221 ราย

โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงตัวเลขผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์กัมพูชา โจมตีมาด้วยการยิง BM-21 เข้าพื้นที่ชุมชน จ.ศรีสะเกษ เมื่อวานนี้ (13 ธ.ค. 68) ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด 6 ราย โดย 1 ราย ได้กลับบ้านแล้ว ส่วนอีก 5 ราย อยู่ระหว่างการพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล โดยพ้นขีดอันตรายแล้ว และยืนยันกรณีที่มีประชาชน 1 ราย ได้รับบาดเจ็บสาหัส ถึงขั้นแขนขาด ว่า ไม่เป็นความจริง ซึ่งจากการตรวจสอบมีอาการกระดูกหักเท่านั้น แต่ในการโจมตีของฝ่ายกัมพูชา ถือเป็นการเลือกเป้าหมายประชาชน จึงประณามในการกระทำดังกล่าว

ทั้งนี้ ยืนยันฝ่ายไทยไม่ได้ยกระดับความขัดแย้งเพิ่ม ซึ่งการดำเนินการของฝ่ายไทยเพื่อป้องกันตนเองโดยชอบธรรม และเป็นการตอบสนองต่อภัยคุกคามความมั่นคงที่ฝ่ายกัมพูชาได้ทำมา

ส่วนที่ฝ่ายไทยยังคงปฏิบัติการทหารไม่ยอมรับ การเจรจาหยุดยิง โฆษกกระทรวงกลาโหม ย้ำว่า การปฏิบัติการทางทหารเพื่อนำสันติภาพและความสงบสุขกลับคืนมาสู่พี่น้องประชาชน จากภัยคุกคามที่มีอยู่ เราจึงจำเป็นต้องลิดรอนขีดความสามารถของภัยคุกคาม แต่เมื่อสันติภาพและความสงบสุขกลับคืนมา การปฏิบัติการทางทหาร ก็จะสิ้นสุดลงเช่นเดียวกัน โดยประเทศไทย เปิดกว้างในการเจรจาทางการทูตตลอดเวลา เพียงแต่การดำเนินการในช่วงที่ผ่านมาเราไม่สามารถที่จะเจรจาได้ เพราะฝ่ายกัมพูชาไม่พร้อมที่จะเจรจา โดยในเรื่องความเป็นภัยคุกคามยังคงมีอยู่ พร้อมย้ำ เราต้องให้ฝ่ายกัมพูชาสิ้นสุดความเป็นปรปักษ์ก่อน ที่จะดำเนินการในขั้นต่อไป

ส่วนข้อเรียกร้องที่ไทยส่งไปยังประชาคมโลก โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ไทยขอให้ประชาคมระหว่างประเทศ เข้าใจบริบทด้านความมั่นคงในพื้นที่จริงและสนับสนุนแนวทางการช่วยเหลือคุ้มครองพลเรือน ลดความตึงเครียด และเคารพอธิปไตย สำหรับเป้าหมายของไทยคือการเสริมสันติภาพให้กับพื้นที่และประเทศรักษาอธิปไตยของไทยได้อย่างยั่งยืน

กองทัพบก ยืนยัน ต้องสถาปนาแนวชายแดนที่ถูกรุกล้ำกลับคืนมาให้ได้ และทำลายขีดความสามารถทางทหารของกัมพูชาที่เป็นภัยคุกคามประเทศไทยให้หมดสิ้นสภาพ พร้อมเผยตัวเลขล่าสุดทหารเขมรดับไม่น้อยกว่า 221 ราย

ไทยออกแถลงการณ์ ไม่มีหยุดยิงตามที่กัมพูชาอ้าง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด การที่ไทยออกแถลงการณ์ ไม่มีหยุดยิงตามที่กัมพูชาอ้างนั้นสะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนและความจำเป็นที่ไทยต้องปกป้องอธิปไตยของตนเอง ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและให้กำลังใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ

ทำไมไทยจึงย้ำว่าไม่มีหยุดยิงตามที่กัมพูชาอ้าง?

การที่ไทยต้องออกมาเน้นย้ำว่า ไทยออกแถลงการณ์ ไม่มีหยุดยิงตามที่กัมพูชาอ้าง แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ชัดเจนในสถานการณ์ที่อ่อนไหวเช่นนี้ การสื่อสารที่ถูกต้องและแม่นยำจะช่วยลดความเข้าใจผิดและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนทั้งในและต่างประเทศ

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ชายแดน และความสำคัญของการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – ไทยออกแถลงการณ์ ไม่มีหยุดยิงตามที่กัมพูชาอ้าง ย้ำยังถูกโจมตีต่อเนื่อง

ศาล รธน. ไม่รับคำร้อง อดีตก้าวไกล เหตุไร้หลักฐาน

ศาลรัฐธรรมนูญตีตกคำร้องขอให้อดีตสมาชิกพรรคก้าวไกลสั่งให้กลุ่มการเมืองและภาคประชาชน 15 กลุ่มหยุดใช้สิทธิเสรีภาพในการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับประเด็นคลิปฮุนเซนและการฮั้ว สว. โดยชี้ว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะเข้าข่ายการล้มล้างการปกครอง

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ไม่รับคำร้องในคดีที่นายวินิจ จินใจ อดีตสมาชิกพรรคก้าวไกล (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 โดยอ้างว่าปรากฏข้อเท็จจริงแพร่หลายในสื่อมวลชนว่า สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา (ผู้ถูกร้องที่ 1) ได้เผยแพร่คลิปเสียงการสนทนาระหว่างผู้ถูกร้องที่ 1 กับน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดยมีเจตนาเพื่อเตรียมการรุกล้ำอธิปไตยของไทย การกระทำดังกล่าวส่งผลให้เกิดความเคลื่อนไหวจากบุคคลหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นการส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยของนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา (ผู้ถูกร้องที่ 2) และสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 36 คน (ผู้ถูกร้องที่ 3) การยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อให้พิจารณาส่งคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาล ของนายสกนธ์ การกระสัง (ผู้ถูกร้องที่ 6) การแจ้งความดำเนินคดีอาญาของคณะบุคคล ประกอบด้วยนายสมชาย แสวงการ นายนิติธร เหลือ และนายคมสัน โพธิ์คง (ผู้ถูกร้องที่ 12) การเรียกร้องให้น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพื่อรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นของนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ (ผู้ถูกร้องที่ 4) คณะกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ (ผู้ถูกร้องที่ 5) นายวรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี (ผู้ถูกร้องที่ 9) พรรคไทยภักดี (ผู้ถูกร้องที่ 10) คณะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย (ผู้ถูกร้องที่ 11) และแกนนำคณะรวมพลังแผ่นดิน (ผู้ถูกร้องที่ 14) การลงนามถวายฎีกาของคณะนักวิชาการ นักวิจัย และอาจารย์มหาวิทยาลัย จำนวน 155 คน (ผู้ถูกร้องที่ 13) รวมถึงการดำเนินงานของนายทะเบียนพรรคการเมือง (ผู้ถูกร้องที่ 7) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (ผู้ถูกร้องที่ 8) และคณะบุคคลผู้เกี่ยวข้องกับคดีการฮั้วการเลือกสมาชิกวุฒิสภาเมื่อปี พ.ศ. 2567 จำนวน 228 คน (ผู้ถูกร้องที่ 15) การกระทำของผู้ถูกร้องทั้ง 15 จึงเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ประกอบ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 45 มาตรา 46 และมาตรา 92 วรรคหนึ่ง (1) (2) และ (3)

ผู้ร้องยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุด และอัยการสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่ายังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่รับฟังได้ว่าเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเป็นกรณีที่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมาย หลักเกณฑ์ วิธีการ และกระบวนการยุติธรรมกำหนดขั้นตอนไว้โดยเฉพาะแล้ว จึงมีคำสั่งไม่รับดำเนินการตามที่ร้องขอ

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานอื่นที่ชัดเจนเพียงพอที่แสดงให้เห็นว่าผู้ถูกร้องทั้ง 15 กระทำการอันเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง ส่วนกรณีการกระทำอื่นใดของผู้ถูกร้องทั้ง 15 จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอื่นหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่งต่างหากตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป กรณีไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49

ศาล รธน. ไม่รับคำร้อง อดีตสมาชิกก้าวไกล เหตุไร้หลักฐาน

ทำไมศาล รธน. ถึงไม่รับคำร้อง อดีตสมาชิกก้าวไกล?

เหตุผลหลักที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องคือ การขาดหลักฐานที่ชัดเจนเพียงพอที่จะบ่งชี้ว่าผู้ถูกร้องทั้ง 15 มีเจตนาที่จะล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การพิจารณาของศาลเน้นไปที่การตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่นำเสนอโดยผู้ร้อง ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้ว พบว่ายังไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะสนับสนุนข้อกล่าวหาดังกล่าวได้

ศาล รธน. ไม่รับคำร้อง อดีตสมาชิกก้าวไกล ในครั้งนี้ ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามกันต่อไปในแวดวงการเมืองไทย การตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของชาติและความสงบเรียบร้อยของสังคม การพิจารณาอย่างรอบคอบและเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง

ผลกระทบของการตัดสินใจนี้อาจส่งผลต่อความเคลื่อนไหวทางการเมืองในอนาคต และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในแนวทางการแสดงออกทางการเมืองของกลุ่มต่างๆ ในสังคม การทำความเข้าใจเหตุผลและหลักการที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทุกคน

การที่ ศาล รธน. ไม่รับคำร้อง อดีตสมาชิกก้าวไกล ในกรณีนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของพยานหลักฐานที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือในการกล่าวหาบุคคลใดๆ ว่ากระทำการที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ การกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานที่เพียงพออาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งในสังคมได้

ศาล รธน. ไม่รับคำร้อง อดีตสมาชิกก้าวไกล เหตุไร้หลักฐาน บ่งชี้ถึงความสำคัญของการใช้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกอย่างมีความรับผิดชอบ และเคารพต่อกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม การแสดงออกทางการเมืองควรเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ และไม่เป็นการละเมิดสิทธิของผู้อื่น หรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

การตัดสินใจของศาลครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเมืองไทย เกี่ยวกับความสำคัญของการใช้สิทธิและเสรีภาพอย่างมีความรับผิดชอบ และการเคารพต่อกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม

ที่มา – ศาลรธน. ไม่รับคำร้อง อดีตสมาชิกก้าวไกล เหตุไร้หลักฐาน 15 ผู้ถูกร้องล้มล้างการปกครอง

วราวุธเผย เพื่อไทยยังไม่ส่งสัญญาณพรรคร่วมรัฐบาล

“วราวุธ” เผย เพื่อไทยยังไม่ส่งสัญญาณถึงพรรคร่วมรัฐบาล คาดรอฟังศาล 29 ส.ค. ก่อน

นายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เปิดเผยว่า ขณะนี้พรรคเพื่อไทยยังไม่ได้ส่งสัญญาณใดๆ ถึงพรรคร่วมรัฐบาล โดยคาดว่าจะรอฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 29 สิงหาคมนี้เสียก่อน

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ได้ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีการวินิจฉัยคดีคลิปเสียงสนทนาของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กับ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา

นายวราวุธกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณใดๆ จากทางฝั่งพรรคเพื่อไทย และก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็ไม่แน่ใจว่าจะมีการพูดคุยกันในเรื่องนี้หรือไม่ นอกจากนี้ ยังไม่มีแนวทางหรือสัญญาณใดๆ ที่เกี่ยวกับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ โดยคาดว่าหลังจากวันที่ 29 สิงหาคมไปแล้ว จะมีการหารือกันถึงเรื่องนี้

สถานการณ์ทางการเมืองล่าสุด และท่าทีของพรรคชาติไทยพัฒนา

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลได้ พรรคชาติไทยพัฒนาซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลพรรคหนึ่ง จึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

นายวราวุธกล่าวว่า พรรคชาติไทยพัฒนายังคงสนับสนุนรัฐบาลอย่างเต็มที่ และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ เพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ อย่างไรก็ตาม พรรคก็จำเป็นต้องพิจารณาถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ และหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป พรรคก็พร้อมที่จะปรับท่าทีให้เหมาะสม

การที่พรรคเพื่อไทยยังไม่ส่งสัญญาณถึงพรรคร่วมรัฐบาล อาจเป็นเพราะต้องการรอฟังผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อน เพื่อประเมินสถานการณ์และกำหนดท่าทีที่เหมาะสม นอกจากนี้ อาจเป็นเพราะพรรคเพื่อไทยต้องการที่จะรักษาความเป็นเอกภาพภายในพรรค และหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

  • การรอฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีความสำคัญ
  • พรรคชาติไทยพัฒนาพร้อมสนับสนุนรัฐบาล
  • ต้องพิจารณาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

อนาคตของรัฐบาล และบทบาทของพรรคร่วมรัฐบาล

อนาคตของรัฐบาลขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการกระทำของนายกรัฐมนตรีไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ รัฐบาลก็จะสามารถบริหารประเทศต่อไปได้ แต่หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการกระทำของนายกรัฐมนตรีขัดต่อรัฐธรรมนูญ รัฐบาลก็อาจต้องยุติบทบาทลง

ไม่ว่าผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร พรรคร่วมรัฐบาลก็มีบทบาทสำคัญในการกำหนดอนาคตของประเทศชาติ พรรคร่วมรัฐบาลจะต้องทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ และสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองให้กับประชาชน

การที่วราวุธออกมาให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ แสดงให้เห็นถึงความกังวลของพรรคชาติไทยพัฒนาต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และเป็นการส่งสัญญาณไปยังพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ให้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงไป

การที่เพื่อไทยยังไม่ส่งสัญญาณถึงพรรคร่วมรัฐบาล อาจทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองมากขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาชน ดังนั้น การที่พรรคร่วมรัฐบาลจะหารือกันเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์และกำหนดท่าทีร่วมกันจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การที่พรรคเพื่อไทยยังไม่ส่งสัญญาณถึงพรรคร่วมรัฐบาลนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน และความท้าทายที่รัฐบาลกำลังเผชิญอยู่ การที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – “วราวุธ” เผย เพื่อไทยยังไม่ส่งสัญญาณถึงพรรคร่วมรัฐบาล คาดรอฟังศาล 29 ส.ค. ก่อน

เพื่อไทยมั่นใจ “นายกฯ อิ๊งค์” บริสุทธิ์ใจ-หวังดีกับบ้านเมือง

เพื่อไทยไม่กังวล ยังเชื่อมั่น “นายกฯ อิ๊งค์” บริสุทธิ์ใจ-หวังดีกับบ้านเมือง

“วิสุทธิ์” เชื่อมั่นความบริสุทธิ์ใจ “แพทองธาร ชินวัตร” หวังดีกับบ้านเมือง-ไม่มีเจตนาร้าย ย้ำพรรคเพื่อไทยไม่กังวล เชื่อไม่มีปัญหา กำชับ สส. ทำหน้าที่อยู่ในสภา เท่ากับการเป็นกำลังให้นายกฯ แล้ว

วันที่ 20 สิงหาคม 2568 นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และประธาน สส.พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม จะเดินทางไปร่วมไต่สวนคดีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ในวันพรุ่งนี้ 21 สิงหาคม 2568 เวลา 10.30 น. ว่า ทุกอย่างต้องว่าไปตามกระบวนการ น.ส.แพทองธาร มีทีมกฎหมายอยู่แล้ว เชื่อว่าชี้แจงได้ พรรคเพื่อไทยไม่ได้กังวลใจในเรื่องนี้

วิสุทธิ์ ไชยณรุณ
วิสุทธิ์ ไชยณรุณ

เมื่อถามว่าจะมี สส. เดินทางไปให้กำลังใจ น.ส.แพทองธาร ที่ศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายวิสุทธิ์ ตอบว่าไม่มี เพราะ สส. ต้องทำหน้าที่เป็นองค์ประชุมในสภาฯ ส่วนทีมงานนายกรัฐมนตรีจะมีใครไปบ้างนั้นตนไม่ทราบ แต่เชื่อว่ามีทีมกฎหมายไปให้ข้อมูลอยู่แล้ว ที่ผ่านมาเราเจอนายกรัฐมนตรีที่สภาฯ ได้ให้กำลังใจกันอยู่แล้ว เชื่อว่าไม่มีปัญหา และในที่ประชุมพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 มีคนถามว่าต้องไปหรือไม่ ตนได้บอกไปว่าไม่ให้ไป เพราะ สส. ต้องทำหน้าที่อยู่ในสภาฯ เพราะการทำงานในสภาฯ ก็เท่ากับการเป็นกำลังให้นายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามต่อกรณีมีการปล่อยข่าวเกี่ยวกับการเลือกนายกรัฐมนตรีคนต่อไป นายวิสุทธิ์ เผยว่า เราไม่ได้คิดถึงประเด็นนี้ เราเชื่อมั่นความบริสุทธิ์ใจของนายกรัฐมนตรีที่หวังดีกับบ้านเมือง ไม่มีเจตนาร้าย และเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม.

พรรคเพื่อไทยเชื่อมั่น “นายกฯ อิ๊งค์” ทำเพื่อบ้านเมือง

จากกรณีที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ต้องเข้าร่วมไต่สวนคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญ นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้มีความกังวลแต่อย่างใด และเชื่อมั่นในทีมกฎหมายของนายกรัฐมนตรีว่าจะสามารถชี้แจงข้อเท็จจริงได้ นอกจากนี้ยังเน้นย้ำว่า สส. ทุกคนควรทำหน้าที่ของตนเองในสภา ซึ่งถือเป็นการสนับสนุนนายกรัฐมนตรีอีกทางหนึ่งด้วย

นายวิสุทธิ์ยังกล่าวถึงกระแสข่าวเกี่ยวกับการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ว่า พรรคไม่ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าว เนื่องจากทุกคนเชื่อมั่นในการทำงานและความหวังดีของ “นายกฯ อิ๊งค์” ที่มีต่อบ้านเมือง และเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความผันผวนและเต็มไปด้วยข่าวลือมากมาย การที่พรรคเพื่อไทยออกมาแสดงความเชื่อมั่นในตัวนายกรัฐมนตรีจึงเป็นการส่งสัญญาณที่สำคัญถึงความมั่นคงและความเป็นเอกภาพภายในพรรค การสนับสนุนและให้กำลังใจซึ่งกันและกันในสถานการณ์ที่ท้าทายเช่นนี้ จะเป็นพลังสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการที่ทุกฝ่ายต้องเคารพในกระบวนการยุติธรรม และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อให้ความจริงปรากฏและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน การทำงานอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ จะเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญที่สุดในการเผชิญกับข่าวลือและการใส่ร้ายต่างๆ

การที่ สส. ทุกคนทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ในสภา ก็เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าพรรคเพื่อไทยกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง

ดังนั้น การที่พรรคเพื่อไทยไม่กังวลและยังคงเชื่อมั่นใน “นายกฯ อิ๊งค์” จึงเป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของพรรค ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

ท้ายที่สุดแล้ว การทำงานเพื่อส่วนรวมและการยึดมั่นในหลักการที่ถูกต้อง จะเป็นสิ่งที่นำพาประเทศชาติและพรรคการเมืองไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน

ที่มา – เพื่อไทยไม่กังวล ยังเชื่อมั่น “นายกฯ อิ๊งค์” บริสุทธิ์ใจ-หวังดีกับบ้านเมือง

“โรม” จี้ “แพทองธาร” ไร้ความรับผิดชอบ เอากัมพูชาขึ้นศาล!

“รังสิมันต์ โรม” สวด “นายกฯ อิ๊งค์” ไร้สปิริต จี้กระทรวงการต่างประเทศทำงานเชิงรุกและเอากัมพูชาขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ เอาผิดเรื่องโจมตีเป้าหมายพลเรือนและคอลเซ็นเตอร์

วันที่ 19 ส.ค. 2568 ที่อาคารรัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนคดีคลิปเสียง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ และ รมว.วัฒนธรรม สนทนากับสมเด็จฮุน เซน วันที่ 21 ส.ค. ว่า ไม่เห็นด้วยกับการที่จะใช้นิติสงครามใดๆ และต้องยอมรับว่านายกฯ ไม่ได้แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองที่ได้สัดส่วนกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากคลิปเสียง เราต้องการนักการเมืองที่กล้าหาญมากกว่านี้ ปัญหาหลายอย่างแก้ไม่ตก ท่านไม่รู้จักคำว่าความรับผิดชอบ บ้านเมืองเรายุ่งเหยิงเกิดปัญหาเสถียรภาพแบบนี้ อยากเห็นนายกฯ แสดงสปิริต แต่ก็คงช้าไปเพราะที่ผ่านมา พิสูจน์แล้วว่าท่านไม่ได้มีสปิริตอะไรเลย

นายรังสิมันต์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ทหารไทยได้พบโทรศัพท์ของกัมพูชา เผยให้เห็นคลิปการวางทุ่นระเบิด ว่าตอนนี้เรามีแต้มต่อเยอะมาก แต่อยู่ที่ว่าจะใช้หรือไม่ เรื่องการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา กระทรวงการต่างประเทศต้องไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมนานาชาติถึงไม่มีการประณามหรือตำหนิกัมพูชาที่ละเมิดอนุสัญญาในเรื่องนี้ ต้องทำงานเชิงรุกต่อไป กระทรวงการต่างประเทศเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จะเสียเชิง มากไปกว่านั้น อีกทั้งต้องพากัมพูชาไปศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ดำเนินการเอาผิดได้ทั้งมิติคอลเซ็นเตอร์ การโจมตีเป้าหมายพลเรือน จุดนี้จะทำให้ไทยได้เปรียบ ถามรัฐตั้งใจยั้งมือหรือกลัวคลิปเสียง

เมื่อถามว่าการที่มติ สมช. ฟ้องสมเด็จฮุน เซน แค่ภายในประเทศ สะท้อนอะไรบ้าง นายรังสิมันต์กล่าวว่า ตนคิดว่ามันก็เท่านั้น ทุกคนในฝ่ายความมั่นคงทราบว่ากัมพูชาใช้ไทยเป็นฐานในการฟอกเงิน มีทรัพย์สินจำนวนมากอยู่ในประเทศไทย หากไม่มีการยึดทรัพย์อย่างแท้จริงก็เปล่าประโยชน์ ตนจึงคิดว่าถ้าจะดำเนินการในประเทศก็ทำ แต่ต้องยึดทรัพย์จริงๆ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ต้องเข้าแล้ว วันนี้ ปปง. ยังเงียบทำอะไรอยู่ ต้องนำไปสู่การยึดทรัพย์ยึดไว้ก่อนได้ เห็นความล่าช้าของหน่วยงานรัฐในหลายภาคส่วน เลยสงสัยว่าตกลงจะเอาจริงหรือไม่ หรือกลัวว่าเขาจะมีคลิปเสียงอีกจำนวนมาก วันนี้เราต้องเอาผลประโยชน์ของชาติเป็นหลักก่อน

เมื่อถามอีกว่าการที่รัฐบาลไม่ฟ้องศาล ICC เพราะมีผลประโยชน์กับนักการเมืองไทยหรือไม่ นายรังสิมันต์กล่าวว่า ตนก็เป็นห่วงว่าที่ประเทศไทยยั้งมือ เพราะเรามีผลประโยชน์กับกัมพูชาเยอะหรือไม่ ถ้ามีเยอะก็เป็นไปได้ว่าเขาเอาเรื่องนี้มาต่อรอง ซึ่งรัฐบาลต้องออกมาตอบคำถามเพื่อสร้างความมั่นใจว่าตัวเองไม่มีผลประโยชน์ในเรื่องนี้ เรียนตามตรงว่าผลประโยชน์ของทั้งสองตระกูลก็คงมีมานาน แต่วันนี้ต้องยึดผลประโยชน์ของชาติ รัฐบาลควรยึดผลประโยชน์ของชาติให้มากที่สุด และใช้โอกาสนี้ในการสร้างสันติภาพระยะยาว

“โรม” เฉ่ง “แพทองธาร” ไร้ความรับผิดชอบ จี้ กต. เอากัมพูชาขึ้นศาล ICC

จากกรณีที่นายรังสิมันต์ โรมออกมาวิพากษ์วิจารณ์ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และเรียกร้องให้กระทรวงการต่างประเทศนำประเด็นกัมพูชาขึ้นสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) นั้น มีหลายประเด็นที่น่าสนใจและควรพิจารณาอย่างละเอียด

ประเด็นความรับผิดชอบทางการเมืองของ น.ส.แพทองธาร

นายรังสิมันต์ โรมมองว่า น.ส.แพทองธารไม่ได้แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองอย่างเหมาะสมต่อกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก การที่นักการเมืองระดับสูงถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องความรับผิดชอบ ถือเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ เพราะความไว้วางใจจากประชาชนเป็นสิ่งสำคัญในการบริหารประเทศ

นอกจากนี้ นายรังสิมันต์ยังกล่าวถึงเรื่องการใช้ไทยเป็นฐานในการฟอกเงินของกัมพูชา ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติ หากเป็นเรื่องจริง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรดำเนินการตรวจสอบและยึดทรัพย์สินอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำผิดกฎหมาย

ความเห็นของนายรังสิมันต์ในเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนที่อาจมีระหว่างนักการเมืองไทยและกัมพูชา ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการทางกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา การเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความโปร่งใสและยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นหลักจึงเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล

การที่นายรังสิมันต์ “โรม” เฉ่ง “แพทองธาร” ไร้ความรับผิดชอบ จี้ กต. เอากัมพูชาขึ้นศาล ICC เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังรัฐบาลให้ดำเนินการอย่างเด็ดขาดและโปร่งใสในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกัมพูชา เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ประเด็นที่นายรังสิมันต์ยกขึ้นมานั้นมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน ตั้งแต่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การบังคับใช้กฎหมาย ไปจนถึงผลประโยชน์ทางการเมือง การแก้ไขปัญหาเหล่านี้จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย และที่สำคัญที่สุดคือการยึดมั่นในหลักการของความถูกต้องและโปร่งใส

คำถามสำคัญคือ รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรต่อไปในประเด็นเหล่านี้ และจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้หรือไม่ว่าผลประโยชน์ของชาติจะได้รับการปกป้องอย่างเต็มที่ การติดตามข่าวสารและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลจึงเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน

การที่ “โรม” ออกมาเรียกร้องให้ เอากัมพูชาขึ้นศาล ICC นั้นเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลดีผลเสียที่อาจจะเกิดขึ้นต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและผลกระทบต่อประชาชนทั้งสองฝ่าย แน่นอนว่าการดำเนินการใดๆ จะต้องเป็นไปตามหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศและคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

ที่มา – “โรม” เฉ่ง “แพทองธาร” ไร้ความรับผิดชอบ จี้ กต. เอากัมพูชาขึ้นศาล ICC

“อิ๊งค์” ลาประชุม ครม. 2 ครั้งติด จับตาแจงศาล รธน.

สถานการณ์การเมืองไทยกำลังเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ “อิ๊งค์” ลาประชุม ครม. 2 ครั้งต่อเนื่อง ซึ่งสร้างความสงสัยให้กับหลายฝ่าย ท่ามกลางกระแสข่าวการเตรียมตัวชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญในคดีที่เกี่ยวข้องกับคลิปเสียงที่ถูกเผยแพร่ออกมา

“อิ๊งค์” ลาประชุม ครม. 2 ครั้งต่อเนื่อง จับตาแจงศาล รธน.

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แทนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล การประชุมครั้งนี้มีรัฐมนตรีหลายท่านแจ้งความประสงค์ขอลาประชุมด้วยเหตุผลส่วนตัว

มีรายงานว่ามีรัฐมนตรี 3 ท่านที่แจ้งลาการประชุม ได้แก่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งการลาประชุมของรัฐมนตรีหลายท่านในครั้งนี้ ทำให้เกิดคำถามถึงเหตุผลและความเหมาะสมในการบริหารราชการแผ่นดิน

ทำไม “อิ๊งค์” ลาประชุม ครม. 2 ครั้งต่อเนื่อง ถึงเป็นที่จับตา?

สิ่งที่น่าสนใจและเป็นที่จับตาเป็นพิเศษคือ การที่ น.ส.แพทองธาร ลาประชุม ครม. ถึง 2 ครั้งติดต่อกัน ในช่วงเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญมีการนัดไต่สวนพยานบุคคลในคดีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ซึ่งมีกำหนดการในวันที่ 21 สิงหาคมนี้ ประเด็นนี้ยิ่งทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความเชื่อมโยงระหว่างการลาประชุมกับการเตรียมตัวเพื่อไปชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่

ก่อนหน้านี้ มีกระแสข่าวว่า น.ส.แพทองธาร จะเดินทางไปชี้แจงด้วยตนเอง แต่จนถึงขณะนี้ เธอยังไม่ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ใดๆ ต่อสื่อมวลชนเป็นเวลานานกว่า 3 สัปดาห์แล้ว การเก็บตัวเงียบของ น.ส.แพทองธาร ทำให้สถานการณ์ยิ่งดูคลุมเครือและเป็นที่จับตามากยิ่งขึ้น

สำหรับการไต่สวนของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 21 สิงหาคม จะมีการเรียกพยานบุคคล 2 ปากเข้าให้ข้อมูล ได้แก่ น.ส.แพทองธาร และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (เลขาธิการ สมช.) ซึ่งการให้ข้อมูลของทั้งสองท่าน จะเป็นข้อมูลสำคัญในการพิจารณาคดีต่อไป

สถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในรัฐบาลปัจจุบัน การลาประชุมของรัฐมนตรีหลายท่าน โดยเฉพาะการที่ “อิ๊งค์” ลาประชุม ครม. 2 ครั้งต่อเนื่อง ยิ่งสร้างความกังวลให้กับประชาชนและนักวิเคราะห์การเมืองถึงเสถียรภาพและการดำเนินงานของรัฐบาล

ประเด็นนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป ว่าผลการไต่สวนของศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร และ น.ส.แพทองธาร จะออกมาแสดงความเห็นหรือชี้แจงต่อสาธารณชนอย่างไรบ้าง เพราะทุกการเคลื่อนไหวของเธอ ย่อมส่งผลต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในขณะที่หลายฝ่ายกำลังจับตาดูการตัดสินใจของ น.ส.แพทองธาร การลาประชุม ครม. ติดต่อกันถึงสองครั้งนี้ อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความท้าทายที่รัฐบาลกำลังเผชิญ และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – “อิ๊งค์” ลาประชุม ครม. 2 ครั้งต่อเนื่อง จับตาก่อนแจงศาล รธน. นัดไต่สวน 21 ส.ค.

Scroll to top