สวิตเซอร์แลนด์

สหรัฐฯ-ยูเครน-ยุโรป ประชุมที่เจนีวา หารือสันติภาพ

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ, ยุโรป และยูเครน เดินทางไปเจนีวา เพื่อหารือเรื่องแผนการสันติภาพฉบับใหม่ที่สหรัฐฯ เสนอ เพื่อหาทางออกเนื่องจากภายใต้ข้อเสนอ ยูเครนจะต้องยอมอ่อนข้อครั้งใหญ่ให้รัสเซีย

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 พ.ย. 2568 เจ้าหน้าที่สหรัฐอเมริกา, ยุโรป และยูเครน เดินทางไปรวมตัวกันที่นครเจนีวา ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อหารือเกี่ยวกับร่างแผนการสันติภาพ ที่สหรัฐฯ เสนอเพื่อยุติสงครามในยูเครน ท่ามกลางรายงานว่า ข้อตกลงนี้จะทำให้เคียฟต้องยอมอ่อนข้อครั้งใหญ่ให้แก่ผู้รุกรานอย่างรัสเซีย

เมื่อวันศุกร์ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่า ประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน มีเวลาถึงวันพฤหัสบดีเพื่ออนุมัติแผนสันติภาพ 28 ข้อ ซึ่งเรียกร้องให้ยูเครนยกดินแดนบางส่วนให้รัสเซีย, ยอมรับข้อจำกัดทางทหาร และละทิ้งความปรารถนาที่จะเข้าร่วม NATO

สำหรับชาวยูเครนจำนวนมาก รวมถึงทหารที่ต่อสู้ในแนวหน้า เงื่อนไขดังกล่าวเทียบเท่ากับการยอมจำนนต่อรัสเซีย หลังจากสู้รบกันมานานเกือบ 4 ปี ในเหตุความขัดแย้งที่นองเลือดที่สุดในยุโรปนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง แม้ว่าเมื่อวันเสาร์ นายทรัมป์จะกล่าวว่า แผนการดังกล่าวไม่ใช่ข้อเสนอสุดท้ายของเขาก็ตาม

นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ฟรีดริช แมร์ซ กล่าวนอกรอบการประชุม G20 ที่แอฟริกาใต้ว่า เป้าหมายของเจ้าหน้าที่ยุโรปที่เดินทางไปยังนครเจนีวาคือ จัดทำแผนการที่ยูเครนสามารถยอมรับได้ และสามารถนำไปใช้เจรจากับรัสเซียได้ ซึ่งเขาคาดว่าจะต้องใช้เวลา “ในตอนนี้ ผมยังไม่เชื่อมั่นว่าเราจะได้ทางออกที่ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า”

ด้านนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน X ก่อนเดินทางไปยังเจนีวาว่า วอชิงตันเป็นผู้ร่างแผนสันติภาพดังกล่าวเอง

นายรูบิโอโพสต์ข้อความดังกล่าวหลังจากนายไมค์ ราวด์ส วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันออกมากล่าวว่า รูบิโอโทรศัพท์หาเขาและวุฒิสมาชิกคนอื่น ๆ แล้วบอกว่าแผนดังกล่าวเป็นข้อเสนอที่สหรัฐฯ ได้รับมา และส่งต่อให้ยูเครนอีกทอดหนึ่ง

ทั้งนี้ ร่างแผนการสันติภาพของสหรัฐฯ เต็มไปด้วยข้อเรียกร้องสำคัญหลายอย่างของฝ่ายรัสเซีย ในขณะที่ให้คำมั่นสัญญาที่ไม่ชัดเจนต่อยูเครนเรื่องการรับประกันความมั่นคง

นางเออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวย้ำในวันอาทิตย์ว่า พรมแดนของยูเครนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยกำลังทหาร กองทัพของประเทศจะต้องไม่ถูกปล่อยให้เสี่ยงต่อการถูกโจมตี และสหภาพยุโรปจะต้องมีบทบาทสำคัญในข้อตกลงสันติภาพยูเครน

ส่วนนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ออกมาแสดงความยินดีกับความพยายามทางการทูตที่นครเจนีวา โดยเขาคาดหวังว่าความพยายามเหล่านี้จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดี

สหรัฐฯ-ยูเครน-ยุโรป ประชุมที่เจนีวา หารือแผนการสันติภาพ

สถานการณ์ความขัดแย้งในยูเครนยังคงเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสนใจ ล่าสุดการประชุมที่เจนีวาเพื่อหารือแผนการสันติภาพที่สหรัฐฯ เสนอ เป็นอีกหนึ่งความพยายามในการหาทางออกให้กับวิกฤตนี้ แต่เงื่อนไขที่ยูเครนอาจต้องยอมเสียดินแดน ทำให้เกิดคำถามและความกังวลอย่างมาก

การหารือแผนการสันติภาพ: จุดยืนของแต่ละฝ่าย

การประชุมที่เจนีวาครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อหาจุดร่วมที่ทุกฝ่ายสามารถยอมรับได้ แต่จากรายงานเบื้องต้น ข้อเสนอของสหรัฐฯ ดูเหมือนจะเอียงไปทางรัสเซียมากเกินไป ทำให้เกิดความไม่พอใจในฝั่งยูเครน การที่ยูเครนต้องยอมเสียดินแดนบางส่วน แลกกับการยุติสงคราม เป็นสิ่งที่ชาวยูเครนจำนวนมากมองว่าเป็นการยอมจำนน

การที่สหรัฐฯ, ยุโรป และยูเครน ประชุมที่เจนีวา เพื่อหารือแผนการสันติภาพ แสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องในการยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการเจรจาขึ้นอยู่กับความยืดหยุ่นและการประนีประนอมของทุกฝ่าย

สถานการณ์นี้ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และผลลัพธ์ของการเจรจาที่เจนีวา จะมีผลกระทบอย่างมากต่ออนาคตของยูเครนและเสถียรภาพของยุโรป การ สหรัฐฯ-ยูเครน-ยุโรป ประชุมที่เจนีวา หารือแผนการสันติภาพ จึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

การที่ สหรัฐฯ-ยูเครน-ยุโรป ประชุมที่เจนีวา หารือแผนการสันติภาพ ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่สำคัญ แต่ก็ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าการเจรจาจะนำไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงได้หรือไม่ การเจรจาต้องคำนึงถึงผลประโยชน์และความกังวลของทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อให้ได้ข้อตกลงที่ยั่งยืน

การ สหรัฐฯ-ยูเครน-ยุโรป ประชุมที่เจนีวา หารือแผนการสันติภาพ เป็นสัญญาณที่ดี แต่ต้องติดตามดูว่าการเจรจาจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้อย่างไร

ที่มา – สหรัฐฯ-ยูเครน-ยุโรป ประชุมที่เจนีวา หารือแผนการสันติภาพ

สหรัฐฯ ปิดดีลสวิส หั่นภาษี แลก 2 แสนล้านดอลลาร์

สหรัฐอเมริกาและสวิตเซอร์แลนด์ได้บรรลุข้อตกลงทางการค้าครั้งสำคัญ โดยสหรัฐฯ จะลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากสวิตเซอร์แลนด์จาก 39% เหลือเพียง 15% เพื่อแลกกับการลงทุนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐจากสวิตเซอร์แลนด์ในสหรัฐฯ

ข้อตกลงนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากการเก็บภาษีที่สูงขึ้นก่อนหน้านี้ การลดภาษีของสหรัฐฯ จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสินค้าสวิสในตลาดอเมริกา ในขณะที่การลงทุนจากสวิตเซอร์แลนด์จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และสร้างงานใหม่

สหรัฐฯ ปิดดีลสวิส หั่นภาษี แลก 2 แสนล้านดอลลาร์

นายกาย ปาร์เมลิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของสวิตเซอร์แลนด์ กล่าวว่า ข้อตกลงนี้เป็น “ความโล่งใจอย่างยิ่งสำหรับเศรษฐกิจของเรา” และยอมรับว่าเศรษฐกิจของประเทศได้รับความเสียหายอย่างมากนับตั้งแต่มีการเก็บภาษีเพิ่มเติมเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เขายังยกย่องบทบาทของผู้นำธุรกิจชาวสวิสที่เข้าพบนายทรัมป์ที่ทำเนียบขาวเมื่อสัปดาห์ก่อน ว่าเป็น “ปัจจัยชี้ขาด” ในการบรรลุข้อตกลง

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผู้บริหารระดับสูงจากหลากหลายอุตสาหกรรมได้เดินทางไปเยือนทำเนียบขาว พร้อมนำของขวัญล้ำค่า เช่น นาฬิกาโรเล็กซ์ทองคำ และทองคำแท่งสลักพิเศษจากบริษัทผลิตทองคำ MKS ไปมอบให้กับอดีตประธานาธิบดีทรัมป์

การเจรจาข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ และสวิตเซอร์แลนด์เป็นไปอย่างยากลำบากมาโดยตลอด ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดี คารีน เคลเลอร์-ซุทเทอร์ แห่งสวิตเซอร์แลนด์ พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดของนายทรัมป์เกี่ยวกับภาษี แต่ไม่สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม หลังจากการพบปะกับผู้นำธุรกิจชาวสวิสเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ทรัมป์ได้เปิดเผยว่ากำลังมีการดำเนินการเกี่ยวกับข้อตกลง

นายเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ ยืนยันว่ามีการบรรลุข้อตกลงแล้ว และกล่าวว่า “ความสามารถในการทำข้อตกลงที่ไม่มีใครเทียบของประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงมอบผลประโยชน์ให้กับชาวอเมริกันต่อไป”

นางเอเลเน บุดลิเกอร์ อาร์เตียดา หัวหน้าผู้เจรจาการค้าของสวิตเซอร์แลนด์ กล่าวว่า ต้องใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะบรรลุข้อตกลงนี้ นายปาร์เมลินกล่าวว่าข้อตกลงนี้จะทำให้สวิตเซอร์แลนด์มีอัตราภาษีอยู่ที่ 15% เช่นเดียวกับชาติสมาชิกสหภาพยุโรปอื่นๆ

ภายใต้ข้อตกลงนี้ สวิตเซอร์แลนด์จะลงทุนทางเศรษฐกิจมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐโดยตรงในสหรัฐฯ ภายในปี 2571 โดยหนึ่งในสามของเงินจำนวนนี้จะลงทุนภายในปี 2569 นอกจากนี้ สวิตเซอร์แลนด์ยังตกลงที่จะยกเลิกภาษีสำหรับโควตานำเข้าเนื้อจากสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงเนื้อวัว เนื้อไบซัน และเนื้อสัตว์ปีก

สหรัฐฯ ลดภาษีนำเข้าจากสวิส แลกการลงทุน 2 แสนล้าน

นายเกรียร์กล่าวว่า ข้อตกลงนี้ได้ทำลายอุปสรรคทางการค้าที่มีมายาวนาน และการลงทุนของสวิตเซอร์แลนด์จะนำมาซึ่งตำแหน่งงานใหม่หลายพันตำแหน่ง

สำหรับอุตสาหกรรมสวิส ข้อตกลงนี้ถือว่ามาได้ทันเวลาอย่างยิ่ง เนื่องจากสถิติล่าสุดแสดงให้เห็นว่าการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีของสวิตเซอร์แลนด์ไปยังสหรัฐฯ ลดลง 14.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่สามของปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการลดลงอย่างมากนับตั้งแต่มีการปรับขึ้นภาษีในเดือนสิงหาคม

บทบาทของนักอุตสาหกรรมชาวสวิสดูเหมือนจะเป็นกุญแจสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบางรายที่ค้าขายสินค้าแบรนด์หรู ทองคำ หรือสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งมีความสัมพันธ์อยู่ในแวดวงของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์

การที่สหรัฐฯ ปิดดีลสวิส หั่นภาษี แลกการลงทุนจำนวนมหาศาลนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเจรจาทางการค้าและการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ ข้อตกลงนี้ไม่เพียงแต่จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นแบบอย่างสำหรับการทำข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศอื่นๆ ในอนาคตอีกด้วย การลงทุน 2 แสนล้านดอลลาร์จากสวิตเซอร์แลนด์ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และสร้างงานใหม่ๆ ได้อย่างแน่นอน ที่สำคัญคือการ ปิดดีลสวิส หั่นภาษี ครั้งนี้ จะช่วยลดภาระของภาคธุรกิจสวิส และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้อีกด้วย การ ปิดดีลสวิส หั่นภาษี ครั้งนี้จึงเป็น Win-Win situation สำหรับทั้งสองฝ่ายอย่างแท้จริง

ที่มา – สหรัฐฯ ปิดดีลสวิส หั่นภาษีจาก 39% เหลือ 15% แลกลงทุน 2 แสนล้านดอลลาร์

“มาริษ” ถึงสวีเดน ซื้อ Grippen แจงเหตุไทย-กัมพูชา

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางถึงสวีเดนเพื่อเป็นสักขีพยานในการลงนามซื้อเครื่องบิน Grippen E/F พร้อมแจงเหตุไทย-กัมพูชา โดยย้ำว่าไทยเพียงแค่ป้องกันตนเอง ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังสวิตเซอร์แลนด์เพื่อชี้แจงกรณีที่กัมพูชาใช้ทุ่นระเบิด

“มาริษ” ถึงสวีเดน เป็นสักขีพยานซื้อเครื่องบิน Grippen E/F พร้อมแจงเหตุไทย-กัมพูชา

วันที่ 24 สิงหาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้สัมภาษณ์ในโอกาสเดินทางเยือนราชอาณาจักรสวีเดนอย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของ นางมารีอา มัลเมอร์ สเตเนอร์การ์ด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสวีเดน เพื่อเป็นสักขีพยานในการลงนามซื้อเครื่องบินรบ Grippen E/F ของกองทัพอากาศ กับบริษัท Saab ว่า จะใช้โอกาสนี้พูดคุยทำความเข้าใจสถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาด้วย เพราะสวีเดนเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ให้ความสำคัญเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นอย่างมาก

ดังนั้น จะใช้โอกาสนี้ยืนยันว่ามาตรการต่างๆ ที่ประเทศไทยใช้ในการแก้ปัญหากัมพูชาตั้งแต่แรกเริ่ม มุ่งเน้นการใช้การเจรจาสองฝ่ายหรือทวิภาคี หลีกเลี่ยงการใช้กำลัง และแสดงความต้องการแก้ปัญหาชายแดนไทยกัมพูชาโดยสันติและจริงใจ โดยเตรียมหลักฐานเพื่อนำมาชี้แจงให้รับฟังด้วย การที่เราถูกกัมพูชาละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน ทำให้เราต้องตอบโต้เพื่อป้องกันตนเอง ตามมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ เพื่อให้เขาสบายใจว่าการปฏิบัติการทางทหารของเราสอดคล้องกับนโยบายด้านการต่างประเทศ เราเป็นประเทศที่รักสันติ เราทำทุกอย่างตามกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ

มาริษ เสงี่ยมพงษ์

ทั้งนี้ ตนมุ่งหน้าเดินสายเพื่อชี้แจงกับทุกประเทศว่า การใช้กำลังทางทหารของเราได้สัดส่วนกับความเป็นจริงและไม่มีเป้าหมายเพื่อทำลายล้าง หลักฐานทุกอย่างยืนยันว่าประเทศไทยปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ ข้อตกลงระหว่างประเทศ และกฎบัตรของสหประชาชาติ

ไทยย้ำ! ใช้ Grippen ป้องกันตนเอง แจงเหตุไทย-กัมพูชา

“อาวุธที่เราใช้ ยืนยันได้ว่าเราทำเพื่อป้องกันตัวเอง ขณะที่กัมพูชาใช้อาวุธเพื่อโจมตีระยะไกล ไม่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นการโจมตีเป้าหมายทางพลเรือน รวมถึงการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล การปฏิบัติการสงครามข่าวสาร ใช้ความเห็นสาธารณะ ชวนเชื่อทัศนคติของสังคมให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายประเทศยอมรับไม่ได้” นายมาริษกล่าว

การเยือนสวิตเซอร์แลนด์

ขณะเดียวกัน นายมาริษ ยังกล่าวด้วยว่า หลังการเยือนสวีเดนแล้วตนจะเดินทางไปเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในวันที่ 26 สิงหาคม 2568 โดยมีเป้าหมายหลักไปชี้แจงให้กับประเทศกลุ่มสัญญาอนุภาคีให้เข้าใจสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ซึ่งกัมพูชาใช้ยุทธศาสตร์ของการใช้วัตถุระเบิดสังหารบุคคล ที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และอนุสัญญาออตตาวา อีกทั้งในโอกาสนี้จะพบกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทุ่นระเบิดสังหาร การละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยการโจมตีเป้าหมายพลเรือน ของกัมพูชา รวมทั้งการใช้โซเชียลมีเดีย ซึ่งเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ก็ได้ออกมาพูดชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยอย่างมาก และไม่สนับสนุนให้มีการใช้สงครามข่าวสาร ในการต่อสู้โดยใช้พลเรือนเป็นตัวกระทำให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างกัน โดยในโอกาสนี้ตนจะได้พบปะกับประธาน ICRC จะได้อธิบาย ทั้ง 2 ประการเหล่านี้ เพราะ ICRC เป็นองค์กรหลักที่ดูกฎหมายระหว่างประเทศ

จากการดำเนินการที่ผ่านมา ทำให้ประชาคมโลกได้เข้าใจในความตั้งใจของรัฐบาลไทยว่าเราเป็นประเทศที่รักสันติ จะเห็นได้ว่าการปฏิบัติการทางทหารไม่ได้ถูกประเทศไหนตำหนิเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนได้เดินสายที่ทุกประเทศเข้าใจว่าการใช้มาตรการทางของเราเป็นการตอบโต้ตามสัดส่วนความเป็นจริง ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะทำลายล้างฝ่ายพลเรือน ดังนั้น สิ่งที่ตนเตรียมมาชี้แจงถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะทำให้ประชาคมโลกเข้าใจ ถึงแนวทางและท่าทีของประเทศไทย ซึ่งดำเนินการทุกอย่างสอดคล้องกับความตกลงระหว่างประเทศกฎหมายระหว่างประเทศ.

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การที่รัฐบาลไทยแสดงความโปร่งใส พร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาคมโลก ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและรักษาผลประโยชน์ของชาติ

ที่มา – “มาริษ” ถึงสวีเดน เป็นสักขีพยานซื้อเครื่องบิน Grippen E/F พร้อมแจงเหตุไทย-กัมพูชา

Scroll to top