สหรัฐอเมริกา

ทรัมป์ตัดพ้อ พันธมิตรไม่ส่งเรือรบไปช่องแคบฮอร์มุซ ชี้ไม่ภักดีมากพอ

ทรัมป์ตัดพ้อ พันธมิตรไม่ส่งเรือรบไปช่องแคบฮอร์มุซ ชี้ไม่ภักดีมากพอ เป็นประเด็นร้อนที่กำลังถูกพูดถึงในวงการการเมืองระหว่างประเทศ ล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างเปิดเผยต่อบรรดาประเทศพันธมิตรที่ปฏิเสธที่จะส่งเรือรบไปช่วยคุ้มกันเรือสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญในการขนส่งน้ำมันทั่วโลก

ทรัมป์ตัดพ้อ พันธมิตรไม่ส่งเรือรบไปช่องแคบฮอร์มุซ ชี้ไม่ภักดีมากพอ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 ทรัมป์กล่าวในงานอีเวนต์ที่ทำเนียบขาว โดยชี้ว่าประเทศพันธมิตรเหล่านี้ขาดความภักดีต่อสหรัฐฯ ทั้งที่สหรัฐฯ ได้ให้ความช่วยเหลือด้านความมั่นคงมาอย่างยาวนาน “มีหลายประเทศบอกผมว่าพวกเขากำลังเดินทางมา” ทรัมป์กล่าว แต่ก็มีบางประเทศที่ไม่กระตือรือร้น โดยเฉพาะประเทศที่สหรัฐฯ ส่งทหารถึง 45,000 นายไปประจำการเพื่อปกป้อง

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เพราะเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันกว่า 20% ของโลก หลังจากอิหร่านโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันเพื่อตอบโต้การโจมตีจากสหรัฐฯ และอิสราเอล ทรัมป์จึงเรียกร้องให้พันธมิตรช่วย แต่ได้รับการปฏิเสธจากหลายชาติ ทำให้ทรัมป์รู้สึกผิดหวังอย่างมาก

สาเหตุที่พันธมิตรลังเลส่งเรือรบไปช่องแคบฮอร์มุซ

หลายประเทศพันธมิตรอย่างยุโรปและเอเชีย มีเหตุผลในการลังเล เช่น ความเสี่ยงจากการถูกอิหร่านตอบโต้ เศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวจากโควิด และนโยบายต่างประเทศที่ไม่ต้องการขัดแย้งโดยตรงกับอิหร่าน นอกจากนี้ สหรัฐฯ เองก็ถูกวิจารณ์ว่าทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้น

  • อิหร่านยิงขีปนาวุธใส่เรือสินค้าอย่างต่อเนื่อง
  • สหรัฐฯ ส่งกองเรือไปคุ้มกันแล้ว แต่ต้องการความช่วยเหลือเพิ่ม
  • พันธมิตรกลัวผลกระทบทางเศรษฐกิจจากราคาน้ำมันพุ่ง

ทรัมป์ย้ำว่าภารกิจนี้เป็น “เรื่องเล็กน้อยมาก” เช่น การกวาดทุ่นระเบิด แต่พันธมิตรกลับตอบว่า “ขอไม่ยุ่งดีกว่า” สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ไม่สมดุลในพันธมิตรนาโต้และอื่นๆ

ผลกระทบจากการที่ทรัมป์ตัดพ้อพันธมิตร

คำพูดของทรัมป์อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบาย เช่น ลดการส่งทหารไปปกป้องพันธมิตร หรือเพิ่มค่าปรับปรุงฐานทัพ นอกจากนี้ ยังอาจทำให้ราคาน้ำมันโลกผันผวน ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยที่นำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลาง

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การตัดพ้อครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงสไตล์การนำของทรัมป์ที่ตรงไปตรงมา แต่ก็เสี่ยงทำให้พันธมิตรหันไปพึ่งพาจีนหรือรัสเซียมากขึ้น สหรัฐฯ ต้องหาทางสร้างสมดุลใหม่ในอนาคต

สำหรับคนไทยที่สนใจข่าวต่างประเทศ สถานการณ์นี้กระทบราคาน้ำมันโดยตรง แนะนำติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเพื่อวางแผนการเงินส่วนตัว คุณคิดอย่างไรกับคำพูดของทรัมป์? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย!

ที่มา – ทรัมป์ตัดพ้อ พันธมิตรไม่ส่งเรือรบไปช่องแคบฮอร์มุซ ชี้ไม่ภักดีมากพอ

ส่องท่าทีนานาชาติ หลังทรัมป์ชวนส่งเรือรบ เปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ส่องท่าทีนานาชาติ หลังทรัมป์ชวนส่งเรือรบ เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ กำลังเป็นประเด็นร้อนในเวทีการเมืองโลก ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลก กำลังถูกคุกคามจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาเรียกร้องให้ชาติพันธมิตร โดยเฉพาะ NATO ส่งเรือรบไปช่วยเปิดเส้นทางนี้ คำเรียกร้องดังกล่าวจุดประกายให้หลายประเทศแสดงท่าที แต่จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีชาติใดยืนยันว่าจะส่งเรือรบไปจริง

ส่องท่าทีนานาชาติ หลังทรัมป์ชวนส่งเรือรบ เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ทรัมป์เตือนอย่างหนักแน่นว่าหาก NATO ไม่ช่วยรักษาความปลอดภัยช่องแคบฮอร์มุซ อนาคตของพันธมิตรจะ “เลวร้ายมาก” ช่องแคบแห่งนี้มีความยาวประมาณ 33 กิโลเมตร กว้างสุด 96 กม. เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่อิหร่านถูกกล่าวหาว่าพยายามปิดกั้น ส่งผลกระทบราคาน้ำมันพุ่งสูงทั่วโลก หลายประเทศจึงต้องออกมาแสดงจุดยืนทันที

ท่าทีสหภาพยุโรป (EU) และเยอรมนี

นางคายา คัลลาส หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของ EU ยอมรับว่าการเปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็น “ผลประโยชน์” ของยุโรป แต่ย้ำว่าเรื่องนี้ “อยู่นอกเหนือขอบเขต NATO” และไม่มีสมาชิก NATO ใดตั้งอยู่ในบริเวณนั้น ขณะที่โฆษกรัฐบาลเยอรมนีแถลงชัดเจนเมื่อ 16 มี.ค. 2569 ว่า “สงครามครั้งนี้ไม่ใช่ของ NATO” รัฐมนตรีต่างประเทศโยฮันน์ วาเดพูล ก็ยืนยันไม่เห็นบทบาทของ NATO ในพื้นที่นี้

สหราชอาณาจักร (UK) และออสเตรเลีย

เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกฯ อังกฤษ ระบุว่าประเทศกำลังร่วมกับพันธมิตรร่าง “แผนปฏิบัติการร่วมกันที่ทำได้จริง” เพื่อฟื้นฟูเสรีภาพการเดินเรือและลดผลกระทบเศรษฐกิจ แต่ยังไม่ชัดว่าจะส่งเรือรบหรือไม่ ส่วนออสเตรเลีย รัฐมนตรีคมนาคมยืนกรานว่าจะ ไม่ส่งเรือรบ ไปช่องแคบฮอร์มุซ แม้ทรัมป์ไม่ได้เจาะจงชื่อประเทศ

จีนและญี่ปุ่น

โฆษกกระทรวงต่างประเทศไทยจีนหลีกเลี่ยงตอบตรงๆ ว่าสหรัฐฯ ขอให้ส่งเรือหรือไม่ เพียงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดปฏิบัติการทหาร ลดความตึงเครียด และปกป้องเศรษฐกิจโลก ด้านนางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกฯ ญี่ปุ่น แถลงต่อสภาว่าประเทศยัง ไม่มีแผนส่งเรือรบ ไปยังช่องแคบฮอร์มุซ

  • EU: สนับสนุนในหลักการ แต่ไม่ใช่หน้าที่ NATO
  • เยอรมนี: ปฏิเสธบทบาท NATO ชัดเจน
  • UK: ร่างแผนร่วม แต่ยังไม่ส่งเรือ
  • ออสเตรเลีย: ไม่ส่งเรือรบ
  • จีน: เรียกร้องสันติภาพ ไม่ยืนยัน
  • ญี่ปุ่น: ไม่มีแผนส่งเรือ

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความแตกแยกในพันธมิตรตะวันตก โดยเฉพาะยุโรปที่ลังเลเพราะกลัวถูกดึงเข้าสู่สงครามอิหร่าน-อิสราเอล หากทรัมป์กลับสู่อำนาจอีกครั้ง คำเรียกร้องนี้อาจเข้มข้นขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันผันผวนต่อเนื่อง นักลงทุนควรติดตามใกล้ชิด

ในมุมมองผู้เขียน สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าความมั่นคงพลังงานโลกยังคงเปราะบาง พันธมิตรต้องหาทางออกที่สมดุลระหว่างผลประโยชน์และความเสี่ยง ติดตามข่าวอัปเดตช่องแคบฮอร์มุซได้ที่นี่ เพื่อไม่พลาดพัฒนาการสำคัญ

ที่มา – ส่องท่าทีนานาชาติ หลังทรัมป์ชวนส่งเรือรบ เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ทรัมป์คุยแล้ว 7 ประเทศ เรื่องเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นจะจำไว้หากใครไม่ช่วย

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลสำคัญล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะเรื่อง ทรัมป์คุยแล้ว 7 ประเทศ เรื่องเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นจะจำไว้หากใครไม่ช่วย ซึ่งเป็นประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลก ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในการขนส่งน้ำมันดิบ โดยผ่านจุดนี้ราว 20% ของน้ำมันโลก ทำให้การปิดกั้นช่องทางนี้โดยอิหร่านส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก

ทรัมป์คุยแล้ว 7 ประเทศ เรื่องเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นจะจำไว้หากใครไม่ช่วย

ทรัมป์กล่าวระหว่างโดยสารเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันกลับกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 ว่า เขาได้ติดต่อหารือกับอย่างน้อย 7 ประเทศ เพื่อขอความช่วยเหลือในการส่งเรือรบและกองกำลังมาลาดตระเวนและเปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกอิหร่านปิดกั้นอีกครั้ง หนึ่งในประเทศที่ถูกกล่าวถึงคือจีน ซึ่งพึ่งพาการขนส่งน้ำมันผ่านเส้นทางนี้อย่างมาก ทรัมป์ยังอ้างถึงพันธมิตรนาโต้และประเทศอื่นๆ ที่ควรปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยให้สัมภาษณ์กับ Financial Times ว่าประเทศที่ได้รับประโยชน์จากช่องแคบฮอร์มุซควรเข้ามามีส่วนร่วมในการเปิดเส้นทางนี้ให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ เขายังเตือนว่าหากพันธมิตรไม่ตอบสนอง อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่ออนาคตของนาโต้ โดยย้ำว่าสหรัฐฯ ได้ช่วยเหลือยุโรปมามากพอแล้ว โดยเฉพาะในประเด็นยูเครนที่อยู่ห่างไกลจากสหรัฐฯ "เราใจดีกับพวกเขามาก แต่ตอนนี้ถึงเวลาที่พวกเขาจะช่วยเราบ้าง" ทรัมป์กล่าว

ทรัมป์คุยแล้ว 7 ประเทศ เรื่องเปิดช่องแคบฮอร์มุซ: ประเทศใดบ้างที่ถูกเรียกร้อง

แม้ทรัมป์จะไม่เปิดเผยชื่อประเทศทั้งหมด แต่จากถ้อยแถลงก่อนหน้า เขาได้เรียกร้องให้จีน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหราชอาณาจักร ส่งเรือรบมาช่วย จนถึงขณะนี้ยังไม่มีประเทศใดตอบรับอย่างเป็นทางการ สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ

  • จีน: ประเทศนำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุด พึ่งพาช่องแคบนี้สูง
  • ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้: เศรษฐกิจที่พึ่งพาน้ำมันนำเข้าจากตะวันออกกลาง
  • ยุโรป (นาโต้): ได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ มามากในอดีต
  • สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส: พันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ

ช่องแคบฮอร์มุซมีความยาวประมาณ 33 กิโลเมตร กว้างสุด 96 กิโลเมตร เป็นจุดเชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมาน การปิดกั้นทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก ส่งผลต่อการขนส่งสินค้าและเศรษฐกิจหลายประเทศ ทรัมป์ย้ำว่าจะ "จดจำไว้" หากประเทศใดปฏิเสธที่จะช่วยเหลือ ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ในอนาคต

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเปรียบเทียบกับสถานการณ์ยูเครน โดยระบุว่าสหรัฐฯ ช่วยเหลือแม้จะอยู่ห่างไกล แต่พันธมิตรยุโรปกลับไม่ค่อยช่วยสหรัฐฯ ในประเด็นนี้ สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่กำลังเปลี่ยนแปลง โดยสหรัฐฯ ต้องการให้พันธมิตรแบ่งเบาภาระมากขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าการเรียกร้องครั้งนี้ของทรัมป์อาจเป็นกลยุทธ์ในการกดดันพันธมิตรให้เพิ่มงบประมาณกลาโหมและมีส่วนร่วมในภารกิจสำคัญ หากสำเร็จ จะช่วยลดภาระของกองทัพสหรัฐฯ และเสริมสร้างความมั่นคงในภูมิภาค

ในมุมมองของเรา สถานการณ์ ทรัมป์คุยแล้ว 7 ประเทศ เรื่องเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นจะจำไว้หากใครไม่ช่วย นี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการเมืองระหว่างประเทศในยุคใหม่ ที่แต่ละฝ่ายต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมกัน หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองติดตามเพิ่มเติมเพื่ออัพเดทสถานการณ์ล่าสุด!

ที่มา – ทรัมป์คุยแล้ว 7 ประเทศ เรื่องเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นจะจำไว้หากใครไม่ช่วย

อิสราเอลทำลายเครื่องบินที่ “อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี” เคยใช้

อิสราเอลทำลายเครื่องบินที่ “อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี” เคยใช้ เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการระหว่างประเทศ โดยกองทัพอิสราเอลประกาศว่ากองทัพอากาศได้โจมตีทำลายเครื่องบินลำพิเศษนี้ที่สนามบินเมห์ราบัดในกรุงเตหะราน ซึ่งเป็นการลดศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์ของอิหร่านอย่างสำคัญ ท่ามกลางสงครามที่ยืดเยื้อระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่านเข้าสู่สัปดาห์ที่สาม

อิสราเอลทำลายเครื่องบินที่ “อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี” เคยใช้

กองทัพอิสราเอล (IDF) ได้แถลงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 มี.ค. ว่า ฝูงบินขับไล่ของพวกเขาได้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในช่วงข้ามคืน โดยมีเป้าหมายหลักคือเครื่องบินประจำตัวของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เครื่องบินลำนี้ไม่ได้เป็นแค่พาหนะส่วนตัวธรรมดา แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ระบอบอิหร่านใช้ในการเดินทาง จัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ และประสานงานกับพันธมิตรต่างชาติ การทำลายจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการฟื้นฟูกำลังพลและขยายอิทธิพลทางทหารของอิหร่าน

การโจมตีครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการขนาดใหญ่ที่อิสราเอลถล่มโครงสร้างพื้นฐานในเมืองสำคัญของอิหร่านอย่างเตหะราน ชีราซ และตาบริซ สงครามดังกล่าวดำเนินมานานกว่า 2 สัปดาห์ โดยยังไม่มีสัญญาณว่าจะยุติลงในเร็ววัน สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดเมื่ออิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวราว 1 ใน 5 ของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ผลกระทบจากการที่อิสราเอลทำลายเครื่องบินที่ “อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี” เคยใช้

การทำลายเครื่องบินลำนี้ไม่เพียงลดขีดความสามารถของผู้นำอิหร่าน แต่ยังเป็นสัญญาณว่าอิสราเอลมุ่งเป้าไปที่จุดยุทธศาสตร์สำคัญเพื่อตัดกำลังสนับสนุนของอิหร่านต่อกลุ่มตัวแทนในภูมิภาค เช่น ฮิซบุลลาห์และฮูธี สิ่งนี้ทำให้อิหร่านต้องปรับแผนการเคลื่อนไหวของผู้นำระดับสูง ซึ่งอาจนำไปสู่ความล่าช้าในการตัดสินใจทางทหาร

สถานการณ์สงครามสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่าน

สงครามครั้งนี้ลุกลามไปยังหลายประเทศในตะวันออกกลาง มีรายงานการโจมตีด้วยโดรนในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ส่งผลให้ท่าเรือฟูไจราห์ต้องหยุดขนถ่ายน้ำมันชั่วคราวเนื่องจากเพลิงไหม้ ขณะที่สนามบินดูไบต้องจำกัดเที่ยวบินหลังถูกโจมตีเช่นกัน ความขัดแย้งไม่ได้หยุดอยู่แค่พรมแดนอิหร่าน แต่แผ่ขยายไปยังเพื่อนบ้าน สร้างความไม่แน่นอนให้กับภูมิภาคทั้งหมด

การตอบสนองจากผู้นำโลก

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาเรียกร้องให้ชาติที่พึ่งพาน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียส่งกำลังคุ้มกันเส้นทางเดินเรือ โดยขู่จีนว่าจะเลื่อนการเยือนหากไม่ช่วยเหลือ และเตือนนาโตว่าอาจเผชิญอนาคตเลวร้ายหากไม่ร่วมมือ อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นและออสเตรเลียปฏิเสธส่งเรือรบ ขณะที่สหภาพยุโรปกำลังหารือเพื่อหาทางออก

  • ปิดช่องแคบฮอร์มุซ: ส่งผลกระทบเศรษฐกิจโลกทันที
  • ราคาน้ำมันพุ่ง: ผู้บริโภคทั่วโลกได้รับผลกระทบ
  • การโจมตีขยายวง: UAE และดูไบเดือดร้อน
  • ท่าทีระหว่างประเทศ: แบ่งรับแบ่งสู้

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การที่อิสราเอลทำลายเครื่องบินที่ “อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี” เคยใช้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่อาจบังคับให้อิหร่านต้องเจรจา สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่การไกล่เกลี่ยจากนานาชาติ หากไม่ยืดเยื้อต่อไป ผู้อ่านควรติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด เพราะอาจกระทบราคาพลังงานในไทยโดยตรง แนะนำให้ติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด

ที่มา – อิสราเอลทำลายเครื่องบินที่ “อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี” เคยใช้

สงครามอิหร่านดันต้นทุนน้ำมัน เสี่ยงค่าตั๋วแพงขึ้นทั่วโลก

สงครามอิหร่านดันต้นทุนน้ำมัน เสี่ยงค่าตั๋วแพงขึ้นทั่วโลก สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังสร้างผลกระทบหนักหน่วงต่อราคาน้ำมันและการเดินทางด้วยเครื่องบินทั่วโลก หลังจากสหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลครั้งแรกในรอบ 4 ปี ส่งผลให้ต้นทุนเชื้อเพลิงของสายการบินทะยานสูง นักเดินทางอย่างเราคงต้องเตรียมใจกับค่าตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้นแน่นอน

สงครามอิหร่านดันต้นทุนน้ำมัน เสี่ยงค่าตั๋วแพงขึ้นทั่วโลก

เหตุการณ์ล่าสุดทำให้เที่ยวบินกว่า 50,000 เที่ยวถูกยกเลิกในช่วง 2 สัปดาห์ สายการบินในภูมิภาคตะวันออกกลางได้รับผลกระทบหนักสุด โรบ บริตตัน อาจารย์จากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วิเคราะห์ว่า แม้ปริมาณปิโตรเลียมจะกระทบน้อย แต่ราคาน้ำมันดิบกลับพุ่งรุนแรง ถ้าราคายังสูงแบบนี้ ค่าตั๋วเครื่องบินก็จะปรับขึ้นตามสัดส่วน เพราะเป็นคณิตศาสตร์พื้นฐานที่ชัดเจน สายการบินมักผลักภาระต้นทุนไปยังผู้โดยสารเสมอ

ผลกระทบหลักจากราคาน้ำมันพุ่ง

  • เที่ยวบินถูกยกเลิกจำนวนมาก: สายการบินต้องระงับเส้นทางเพื่อความปลอดภัย สูญเสียรายได้มหาศาล
  • ต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่ม: คิดเป็นสัดส่วนใหญ่ของค่าใช้จ่าย สายการบินต้นทุนต่ำอย่าง Spirit Airlines เสี่ยงล้มละลาย
  • ราคาตั๋วปรับขึ้น: ผู้โดยสารรับภาระเต็มๆ โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อนที่อุปสงค์สูง
  • ตัวเลือกเดินทางลดลง: สายการบินลดเที่ยวบิน ทำให้อุปทานน้อยลง ราคายิ่งแพง

นอกจากนี้ ราคาตั๋วเครื่องบินยังขึ้นกับปัจจัยอื่นๆ เช่น ฤดูกาล คู่แข่ง และอัตราเงินเฟ้อ ถ้าความขัดแย้งยืดเยื้อ สงครามอิหร่านดันต้นทุนน้ำมัน จะยิ่งทำให้ตลาดการบินปั่นป่วน นักท่องเที่ยวที่จองล่วงหน้าอาจรอได้ แต่สายการบินต้องลดต้นทุนด้านอื่นเพื่อชดเชย เช่น ลดบริการหรือปรับเส้นทาง

คำแนะนำสำหรับนักเดินทางในช่วงวิกฤต

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า สายการบินอย่าง Spirit อาจออกจากตลาด ส่งผลให้คู่แข่งขึ้นราคาได้อิสระมากขึ้น สำหรับเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม แนะนำจองตั๋วที่คืนเงินได้เต็มจำนวน ถ้าราคาตั๋วลงก็ยกเลิกจองใหม่ได้ง่าย นอกจากนี้ ติดตามข่าวสารราคาน้ำมันและหลีกเลี่ยงเส้นทางตะวันออกกลาง ใช้เครื่องมือเปรียบเทียบราคาอย่าง Google Flights หรือ Skyscanner เพื่อหาตั๋วถูกสุด

โดยรวมแล้ว สงครามอิหร่านดันต้นทุนน้ำมัน เสี่ยงค่าตั๋วแพงขึ้นทั่วโลก ชัดเจนว่าผลกระทบจะลุกลามไปถึงกระเป๋าเงินของทุกคน หากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย สหรัฐเองก็จะเจอผลกระทบทางการเงินในไตรมาส 2 ปี 2026 รีบวางแผนการเดินทางของคุณตั้งแต่ตอนนี้ และเลือกตั๋วที่ยืดหยุ่นเพื่อรับมือความไม่แน่นอน!

ที่มา – สงครามอิหร่านดันต้นทุนน้ำมัน เสี่ยงค่าตั๋วแพงขึ้นทั่วโลก

ทรัมป์ขู่อาจเลื่อนประชุมกับสี จิ้นผิง ช่วยฮอร์มุซ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวต่างประเทศ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องดราม่าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่กำลังร้อนฉ่าเลยทีเดียว ทรัมป์ขู่อาจเลื่อนประชุมกับสี จิ้นผิง หวังจีนแสดงบทบาทช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ นี่แหละครับหัวข้อฮอตที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เพิ่งออกมาประกาศแบบไม่เกรงใจใคร สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ทำให้ทรัมป์กดดันจีนให้เข้ามาช่วยเหลือ ถ้าไม่ช่วยก็เลื่อนประชุมซะเลย!

ทรัมป์ขู่อาจเลื่อนประชุมกับสี จิ้นผิง หวังจีนแสดงบทบาทช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

จากที่ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ Financial Times เขาบอกชัดว่าจีนต้องแสดงจุดยืนก่อน ถ้าจีนยังเงียบหรือไม่ช่วยเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ การประชุมสุดยอดที่วางแผนไว้ปลายเดือนนี้ก็อาจเลื่อนไปได้เลย ช่องแคบฮอร์มุซนี่สำคัญมากนะครับ เพราะเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันประมาณ 1 ใน 5 ของโลก และจีนเองก็พึ่งพาน้ำมันที่ผ่านทางนี้ถึง 90% เลยทีเดียว ถ้าปิดตาย จีนเดือดร้อนหนักแน่

ทรัมป์ยังเรียกร้องให้ประเทศอื่นๆ อย่างฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหราชอาณาจักร เข้ามาร่วมด้วย เรียกได้ว่าสร้างพันธมิตรกว้างๆ เพื่อกดดันอิหร่านที่เป็นต้นตอปัญหานี้ ขณะที่สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ก็เพิ่งไปเจอเหอ ลี่เฟิง รองนายกจีนที่ปารีส เพื่อเตรียมการประชุมใหญ่ แต่ทรัมป์ยังย้ำว่าต้องเห็นแอคชั่นจากจีนก่อน

ช่องแคบฮอร์มุซคืออะไร ทำไมถึงสำคัญขนาดนี้

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นช่องแคบระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมาน กว้างแค่ 33 กม. แต่ขนส่งน้ำมันวันละ 21 ล้านบาร์เรล หรือ 20% ของน้ำมันโลก ประเทศผู้ส่งออกอย่างซาอุฯ อิรัก UAE ส่งผ่านทางนี้หมด ถ้าปิด ส่งผลกระทบราคาน้ำมันพุ่ง เศรษฐกิจโลกสะดุด โดยเฉพาะจีนที่นำเข้าน้ำมัน 10 ล้านบาร์เรลต่อวันจากทางนี้

  • ผลกระทบต่อจีน: น้ำมัน 90% ผ่านฮอร์มุซ หยุดชะงัก = โรงงานหยุด ค่าใช้จ่ายพุ่ง
  • ผลกระทบต่อสหรัฐฯ: ทรัมป์อยากแสดงแกร่ง กดดันคู่ค้าและศัตรู
  • ผลกระทบโลก: ราคาน้ำมันขึ้น สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนรุนแรงขึ้น

แผนประชุมทรัมป์-สี จิ้นผิง มีอะไรรออยู่

เดิมทีทรัมป์มีแผนไปปักกิ่ง 31 มี.ค. – 2 เม.ย. 2026 เพื่อประชุมสุดยอดครั้งสำคัญ หารือลดความตึงเครียดการค้า ภาษี ห่วงโซ่อุปทาน เทคโนโลยี และแร่หายาก แต่ตอนนี้ทรัมป์ขู่อาจเลื่อนประชุมกับสี จิ้นผิง หวังจีนแสดงบทบาทช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ทุกอย่างคลุมเครือ นี่อาจเป็นกลยุทธ์ของทรัมป์ในการต่อรองชิปการค้าใหม่ๆ

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาตะวันออกกลางเชื่อมโยงกับมหาอำนาจแบบไหน ทรัมป์ใช้ฮอร์มุซเป็นเครื่องมือกดจีนให้ยอมตามนโยบายสหรัฐฯ ส่วนจีนเองก็ไม่อยากขัดแย้งเพราะเศรษฐกิจยังพึ่งพาการค้าต่างชาติ ล่าสุดมีรายงานจาก CNN ว่าสถานการณ์รุนแรงขึ้นหลังเหตุการณ์伊朗-Israel

ในมุมมองผมนะครับ นี่เป็นการเล่นหมากรุกระดับโลก ทรัมป์ฉลาดที่ใช้จุดอ่อนของจีนเรื่องพลังงานมากดดัน แต่ถ้าจีนไม่ยอม สงครามการค้าก็อาจลุกลามไปเรื่องอื่น ถ้าประชุมเลื่อนจริง ผลกระทบต่อตลาดหุ้นและน้ำมันน่าจะหนัก เราได้แต่เฝ้าดูว่า สี จิ้นผิงจะตอบโต้ยังไง

คุณคิดว่าจีนจะช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซไหม? หรือทรัมป์จะยอมถอย? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ และอย่าลืมกดไลค์ แชร์ และ subscribe เพื่อติดตามข่าวอัปเดตต่างประเทศแบบเป็นกันเอง!

ที่มา – ทรัมป์ขู่อาจเลื่อนประชุมกับสี จิ้นผิง หวังจีนแสดงบทบาทช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

อินเดียเผย เรือ 2 ลำผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ เพราะเจรจากับอิหร่าน

อินเดียเผย เรือ 2 ลำผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ เพราะเจรจากับอิหร่าน เป็นข่าวดีท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง เมื่อรัฐมนตรีต่างประเทศอินเดียออกมาเปิดเผยข้อมูลสำคัญนี้ ทำให้หลายคนโล่งใจกับปัญหาการขนส่งพลังงาน

อินเดียเผย เรือ 2 ลำผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ เพราะเจรจากับอิหร่าน

ตามรายงานจากสำนักข่าว Financial Times เมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2569 นายสุพราหมัณยัม ชัยศังกร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยอินเดีย ได้ให้สัมภาษณ์ว่า เรือบรรทุกก๊าซ LPG สองลำของอินเดียสามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัยในวันเสาร์ที่ 14 มี.ค. ที่ผ่านมา หลังจากที่พวกเขาเจรจาตรงกับทางการอิหร่าน

“ขณะนี้ผมกำลังดำเนินการพูดคุยกับพวกเขา และการพูดคุยของผมก็เริ่มเห็นผลลัพธ์บ้างแล้ว” นายชัยศังกรกล่าว พร้อมย้ำว่าการหารือยังคงดำเนินต่อไป เพื่อให้แน่ใจว่าการขนส่งพลังงานจะไม่สะดุด

ช่องแคบฮอร์มุซคืออะไร และทำไมถึงสำคัญ?

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาหรับ โดยเป็นจุดผ่านของน้ำมันและก๊าซประมาณ 20-30% ของโลก ปัจจุบันสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับชาติตะวันตก ทำให้การเดินเรือเสี่ยงภัยมากขึ้น อินเดียซึ่งนำเข้าก๊าซ LPG กว่า 60% สำหรับครัวเรือน และ 90% มาจากประเทศอ่าวอย่างซาอุดีอาระเบียและ UAE จึงได้รับผลกระทบหนัก

ประชาชนอินเดียกว่า 330 ล้านครัวเรือนพึ่งพาก๊าซหุงต้มแบบถังในการทำอาหาร วิดีโอบนโซเชียลมีเดียแสดงภาพคิวยาวเหยียดหน้าร้านจำหน่ายก๊าซในหลายเมือง ร้านอาหารบางแห่งต้องปิดชั่วคราวเพราะขาดแคลน สถานการณ์นี้สร้างความกังวลเรื่องราคาพลังงานที่พุ่งสูง

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและชีวิตประจำวันของชาวอินเดีย

  • ขาดแคลนก๊าซ LPG: กระทบครัวเรือนและธุรกิจอาหาร ส่งผลให้ราคาอาหารแพงขึ้น
  • ราคาน้ำมันผันผวน: ช่องแคบฮอร์มุซปิดกั้นอาจทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่ง
  • การทูตของอินเดีย: แสดงให้เห็นว่าอินเดียใช้ความสัมพันธ์กับอิหร่านได้ผลดี หลีกเลี่ยงปัญหาที่ประเทศอื่นเจอ

การที่ อินเดียเผย เรือ 2 ลำผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ เพราะเจรจากับอิหร่าน ถือเป็นตัวอย่างของการทูตที่ชาญฉลาด อินเดียรักษาความสัมพันธ์กับทั้งอิหร่านและชาติตะวันตก ทำให้ไม่ต้องพึ่งพาแค่ทางเลือกเดียว นอกจากนี้ รัฐบาลอินเดียยังเร่งหาแหล่งนำเข้าทางเลือก เช่น จากออสเตรเลียและสหรัฐ เพื่อลดความเสี่ยง

สถานการณ์นี้ยังคงต้องจับตา เพราะหากความตึงเครียดยืดเยื้อ อาจกระทบห่วงโซ่อุปทานพลังงานทั่วโลก ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้อินเดียเร่งกระจายแหล่งนำเข้าและพัฒนาพลังงานทดแทน เช่น ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) หรือพลังงานหมุนเวียน

ในมุมมองของเรา การเจรจาของอินเดียไม่เพียงช่วยประเทศตัวเอง แต่ยังเป็นบทเรียนให้ชาติอื่นๆ ว่าการทูตแบบ win-win สำคัญแค่ไหน คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – อินเดียเผย เรือ 2 ลำผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ เพราะเจรจากับอิหร่าน

อิหร่านโจมตี ฐานทัพสหรัฐฯ-อิตาลีในคูเวต เตือนชาติอื่นอย่ายุ่งสงคราม

อิหร่านโจมตี ฐานทัพสหรัฐฯ-อิตาลีในคูเวต เตือนชาติอื่นอย่ายุ่งสงคราม สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางยกระดับขึ้นอีกขั้น เมื่ออิหร่านออกมาเตือนประเทศเพื่อนบ้านและชาติอื่นๆ ให้งดเว้นจากการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างตนกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ขณะเดียวกันก็มีรายงานการโจมตีฐานทัพในคูเวตที่เป็นฐานที่มั่นของกองทัพสหรัฐฯ และอิตาลี

อิหร่านโจมตี ฐานทัพสหรัฐฯ-อิตาลีในคูเวต เตือนชาติอื่นอย่ายุ่งสงคราม

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม 2569 ซึ่งอิหร่านส่งคำเตือนอย่างเป็นทางการถึงประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค โดยอ้างว่ามีหลักฐานชัดเจนว่าฐานทัพสหรัฐฯ ในดินแดนเหล่านั้นถูกใช้เป็นจุดปล่อยการโจมตีต่ออิหร่าน รัฐบาลเตหะรานย้ำว่าการเข้าไปยุ่งเกี่ยวจะนำมาซึ่งผลกระทบรุนแรง

รายละเอียดการโจมตีฐานทัพในคูเวต

ฐานทัพอากาศอาลี อัล ซาเล็ม ในคูเวต ซึ่งเป็นที่ประจำการของทหารสหรัฐฯ และอิตาลี ถูกโจมตีด้วยโดรน ทำให้อากาศยานไร้คนขับของอิตาลี 1 ลำถูกทำลาย โชคดีที่ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต กองทัพอิตาลียืนยันเหตุการณ์นี้ และนับเป็นครั้งที่ 2 ในรอบสัปดาห์ที่ฐานทัพของพวกเขากลายเป็นเป้าหมาย นายอันโตนิโอ ทายานี รัฐมนตรีต่างประเทศอิตาลี พยายามลดความตึงเครียด โดยระบุว่า “เราไม่ได้ทำสงครามกับใคร”

นอกจากนี้ ทางการอิรักยังรายงานการยิงจรวดโจมตีสนามบินในกรุงแบกแดด ซึ่งมีอาคารทางการทูตสหรัฐฯ ตั้งอยู่ ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 5 ราย สถานการณ์เหล่านี้สะท้อนถึงการตอบโต้ที่รุนแรงจากอิหร่านต่อการกระทำของสหรัฐฯ

คำเตือนจากอิหร่านและบริบทการเมือง

นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศไทยอิหร่าน โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ว่าการแผ่ขยายอิทธิพลด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้เป็น “การเชื้อเชิญปัญหา” มากกว่าการยับยั้ง และกระตุ้นให้ประเทศเพื่อนบ้านขับไล่ “ผู้รุกรานต่างชาติ” ออกไป เขายังบอกกับสื่ออัล-อาราบี อัล-จาดีด ว่าสงครามจะยุติลงเมื่อมีการชดใช้ค่าเสียหายและไม่มีการทำซ้ำ

คำเตือนนี้เกิดขึ้นหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้ชาติอื่นร่วมมือรักษาความปลอดภัยช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลกที่ถูกปิดโดยพฤตินัยจากภัยคุกคามของอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกผันผวนอย่างหนัก ตลาดพลังงานทั่วโลกกำลังจับตาการตอบโต้ที่อาจลุกลาม

ผลกระทบและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

  • ด้านเศรษฐกิจ: ช่องแคบฮอร์มุซปิด ส่งผลกระทบราคาน้ำมันพุ่งสูง
  • ด้านการทูต: ประเทศเพื่อนบ้านอย่างคูเวต อิรัก ถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้ง
  • ด้านทหาร: การโจมตีโดรนเพิ่มขึ้น ฐานทัพนาโต้เสี่ยงภัย

สถานการณ์ตะวันออกกลางกำลังร้อนระอุ อิหร่านแสดงจุดยืนชัดเจนในการปกป้องอธิปไตย ขณะที่สหรัฐฯ และพันธมิตรพยายามรักษาอิทธิพล หากไม่มีการเจรจา ความเสี่ยงสงครามใหญ่จะยิ่งเพิ่มขึ้น

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสมดุลอำนาจในภูมิภาค โดยอิหร่านใช้กลยุทธ์ asymmetric warfare อย่างโดรนและจรวดเพื่อตอบโต้ฝ่ายที่มีกำลังทหารเหนือกว่า

ติดตามพัฒนาการข่าวต่างประเทศได้ที่ ไทยรัฐข่าวต่างประเทศ คุณคิดว่าประเทศไทยควรมีจุดยืนอย่างไรในความขัดแย้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกันครับ

ที่มา – อิหร่านโจมตี ฐานทัพสหรัฐฯ-อิตาลีในคูเวต เตือนชาติอื่นอย่ายุ่งสงคราม

ญี่ปุ่นเริ่มระบายน้ำมันสำรองจากภาคเอกชนในวันจันทร์นี้

ญี่ปุ่นเริ่มระบายน้ำมันสำรองจากภาคเอกชนในวันจันทร์นี้ เพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานที่เกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันดิบทั่วโลก โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกปิดกั้นโดยปริยายจากอิหร่าน ทำให้ญี่ปุ่นซึ่งพึ่งพาน้ำมันนำเข้าสูงถึง 90% ต้องเร่งมาตรการฉุกเฉิน

ญี่ปุ่นเริ่มระบายน้ำมันสำรองจากภาคเอกชนในวันจันทร์นี้

ตามรายงานจากสำนักข่าว NHK ของญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศเริ่มดำเนินการระบายน้ำมันจากคลังสำรองของภาคเอกชนในวันจันทร์ที่ 16 มีนาคม โดยบริษัทผู้ค้าส่งน้ำมันและเอกชนอื่นๆ มีหน้าที่กฎหมายต้องเก็บสำรองปิโตรเลียมให้เพียงพอสำหรับการบริโภค 70 วัน ซึ่งครั้งนี้จะระบายปริมาณเท่ากับ 15 วันก่อน จากนั้นตามด้วยคลังสำรองของรัฐอีก 1 เดือน เพื่อรักษาเสถียรภาพอุปทานน้ำมันในประเทศ

สาเหตุหลักที่ญี่ปุ่นเริ่มระบายน้ำมันสำรองจากภาคเอกชนในวันจันทร์นี้

กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (METI) ประเมินว่าจำนวนเรือบรรทุกน้ำมันที่จะมาถึงญี่ปุ่นจะลดลงอย่างรวดเร็วตั้งแต่วันศุกร์นี้ เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางทำให้เส้นทางการขนส่งน้ำมันถูกขัดขวาง โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ญี่ปุ่นซึ่งนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวันจึงเสี่ยงขาดแคลนอย่างหนัก หากไม่ดำเนินการทันที

นอกจากนี้ ประเทศสมาชิกสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 11 มีนาคม ให้ระบายน้ำมันจากคลังสำรองฉุกเฉินรวม 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นปริมาณสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และล่าสุด IEA ยืนยันว่าการระบายจะเริ่มภายในสิ้นเดือนมีนาคมนี้ โดยญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศหลักที่เข้าร่วม

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นและตลาดน้ำมันโลก

การตัดสินใจ ญี่ปุ่นเริ่มระบายน้ำมันสำรองจากภาคเอกชนในวันจันทร์นี้ ไม่เพียงช่วยบรรเทาความกังวลด้านราคาน้ำมันที่พุ่งสูงในญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังส่งสัญญาณบวกต่อตลาดโลก หลังราคาน้ำมันเบรนท์ทะยานเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจากวิกฤตนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่ามาตรการนี้เป็นเพียงชั่วคราว หากสงครามยืดเยื้อ ญี่ปุ่นอาจต้องหันไปพึ่งพาแหล่งนำเข้าทางเลือก เช่น รัสเซียหรือออสเตรเลีย

  • ปริมาณสำรองเอกชน: เท่ากับ 70 วันของการบริโภค
  • ระบายครั้งแรก: 15 วันจากเอกชน
  • ตามด้วย: 30 วันจากรัฐ
  • IEA รวม: 400 ล้านบาร์เรล

ญี่ปุ่นมีประวัติการใช้คลังสำรองอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ในปี 2011 หลังเหตุการณ์ฟุกุชิมะที่ทำให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์หยุดชะงัก ส่งผลให้ความต้องการน้ำมันพุ่งสูง การระบายครั้งนี้จึงเป็นกลยุทธ์ที่ทดสอบมาแล้ว

มาตรการอื่นๆ ที่ญี่ปุ่นเตรียมรับมือ

นอกจากการระบายน้ำมัน รัฐบาลญี่ปุ่นยังวางแผนส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน ลดการบริโภคในภาคอุตสาหกรรม และเจรจากับ OPEC เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต นอกจากนี้ ยังมีการรณรงค์ให้ประชาชนประหยัดน้ำมัน เช่น ลดความเร็วบนทางด่วนและส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า

สำหรับประเทศไทยซึ่งนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเช่นกัน ควรจับตาการเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด เพราะอาจเป็นแบบอย่างในการจัดการวิกฤตพลังงาน หากสถานการณ์悪化

สรุปแล้ว การที่ญี่ปุ่นเริ่มระบายน้ำมันสำรองจากภาคเอกชนในวันจันทร์นี้ แสดงถึงความเด็ดขาดในการรับมือวิกฤต ซึ่งน่าจะช่วยลดแรงกดดันด้านราคาและป้องกันการขาดแคลนในระยะสั้น ผู้สนใจควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกลยุทธ์การลงทุนหรือการใช้พลังงานของตนเอง

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ข่าวต่างประเทศ

ที่มา – ญี่ปุ่นเริ่มระบายน้ำมันสำรองจากภาคเอกชนในวันจันทร์นี้

Scroll to top