สันติ ปิยะทัต

เชื่อไทย-สหรัฐฯ คุยภาษีกันได้ จ่ออุทธรณ์โอกาสแรก

สถานการณ์ด้านการค้าและการเมืองระหว่างประเทศกำลังเป็นที่จับตามอง โดยล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเคลื่อนไหวหลังมีข่าวเรื่องการปรับขึ้นภาษีนำเข้าจากไทย เชื่อไทย-สหรัฐฯ คุยภาษีกันได้ จ่ออุทธรณ์โอกาสแรก เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศและภาคธุรกิจไทยที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว

เชื่อไทย-สหรัฐฯ คุยภาษีกันได้ จ่ออุทธรณ์โอกาสแรก

ประเด็นที่สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีไทยเพิ่มขึ้นเป็น 12.5% ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องเร่งมือแก้ไข นายอนุทินเปิดเผยว่าได้รับรายงานว่าสาเหตุหลักอาจเกี่ยวข้องกับประเด็นแรงงานภาคบังคับ ซึ่งรัฐบาลไม่นิ่งนอนใจและกำลังเตรียมการเจรจาอย่างเข้มข้น โดยมีความมั่นใจว่าด้วยความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ เราจะสามารถ **เชื่อไทย-สหรัฐฯ คุยภาษีกันได้ จ่ออุทธรณ์โอกาสแรก** หลังจากที่ฝ่ายไทยดำเนินการปรับปรุงมาตรฐานให้เป็นไปตามเกณฑ์สากลเรียบร้อยแล้ว

เตรียมแผนรับมือเชิงรุกเพื่อผลประโยชน์สูงสุด

เป้าหมายสำคัญของรัฐบาลคือการผลักดันให้อัตราภาษีกลับมาอยู่ในระดับที่เหมาะสมที่สุด เพื่อลดภาระของผู้ประกอบการไทย โดยนายอนุทินย้ำชัดเจนว่า เราต้องเจรจาให้ได้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผ่านการเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ โดยรอการรายงานรายละเอียดฉบับเต็มจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่กำลังเร่งดำเนินการในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

  • เร่งตรวจสอบประเด็นมาตรฐานแรงงานให้ชัดเจน
  • เตรียมข้อมูลเจรจาเพื่อปรับลดภาษีให้ได้มากที่สุด
  • ติดตามผลการหารือจากคณะทำงานชุดใหญ่ของกระทรวงพาณิชย์

ในอีกด้านหนึ่ง หลายคนอาจกำลังติดตามข่าวกรณีการลาออกของนายสันติ ปิยะทัต จากตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายอนุทินได้ให้ความเห็นสั้นๆ ว่าเป็นการตัดสินใจส่วนบุคคล และหากต้องการทราบรายละเอียดเชิงลึกควรสอบถามจากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ โดยตรงเนื่องจากเป็นผู้กำกับดูแลโดยตรง การบริหารงานในช่วงเวลานี้จึงต้องเน้นความชัดเจนและก้าวข้ามผ่านประเด็นการเมืองเพื่อมุ่งเน้นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้สำเร็จ

โดยส่วนตัวมองว่าการที่รัฐบาลแสดงความเชื่อมั่นในเวทีเจรจาเป็นสิ่งที่ดี แต่การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างภายในเรื่องแรงงานจะเป็นกุญแจสำคัญที่สุดที่จะทำให้เรามีความชอบธรรมในการต่อรองให้ภาษีกลับมาอยู่ในจุดที่แข่งขันได้อีกครั้ง การติดตามความคืบหน้าจากทีมกระทรวงพาณิชย์จึงเป็นเรื่องที่น่าจับตาที่สุดในช่วงเวลานี้ครับ

ที่มา – เชื่อไทย-สหรัฐฯ คุยภาษีกันได้ จ่ออุทธรณ์โอกาสแรก โยนถาม “พิพัฒน์” ปม “สันติ” ลาออก

กลุ่มเกษตรกรร้องนายกฯ ขอซื้อน้ำมันใส่แกลลอน หวั่นผลผลิตเสียหาย

กลุ่มเกษตรกรร้องนายกฯ ขอซื้อน้ำมันใส่แกลลอน เหตุหวั่นผลผลิตเสียหาย เป็นข่าวที่กำลังได้รับความสนใจจากชาวเกษตรกรทั่วประเทศในช่วงนี้ ด้วยสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตของเกษตรกรไทย โดยเฉพาะในภาคกลางที่กำลังเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง

กลุ่มเกษตรกรร้องนายกฯ ขอซื้อน้ำมันใส่แกลลอน เหตุหวั่นผลผลิตเสียหาย

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 กลุ่มเกษตรกรจากหลายจังหวัด เช่น ระยอง ปทุมธานี สระบุรี นำโดยนายสิงห์ชัย์ เรืองขจร ประธานคณะทำงานผู้ประสานงานสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ ประจำภาคกลาง และนายเสถียร เสือขวัญ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดระยอง ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล เวลา 13.30 น.

ปัญหาหลักคือเกษตรกรไม่สามารถหาน้ำมันเชื้อเพลิงได้เพียงพอจากสถานีบริการน้ำมัน เนื่องจากข้อจำกัดในการจำหน่าย ทำให้เครื่องจักรกลทางการเกษตร เช่น รถแทรกเตอร์ ปั๊มน้ำ ต้องหยุดชะงัก หากปล่อยไว้ ผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะพืชไร่ พืชสวน และประมงเพาะเลี้ยง จะเสียหายหนัก ส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรจำนวนมาก

กลุ่มเกษตรกรร้องนายกฯ ขอซื้อน้ำมันใส่แกลลอน

ข้อเสนอเร่งด่วนจากกลุ่มเกษตรกร

ในหนังสือร้องเรียน กลุ่มเกษตรกรเสนอแนวทางบรรเทาความเดือดร้อน 2 ข้อหลัก:

  • ข้อ 1: รัฐบาลจัดสรรน้ำมันเชื้อเพลิงให้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน สามารถซื้อใส่แกลลอนเพื่อใช้ในเครื่องจักรกลเกษตร ภายใต้หลักเกณฑ์ที่เหมาะสม
  • ข้อ 2: กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ บูรณาการข้อมูลทะเบียนเกษตรกร เพื่อกำกับดูแลราคาน้ำมัน ลดต้นทุนภาคเกษตร

ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเกษตรกรเป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจไทย หากผลผลิตเสียหาย จะกระทบต่อห่วงโซ่อาหารทั้งประเทศ สถานการณ์ตะวันออกกลางยืดเยื้อ ทำให้ราคาน้ำมันโลกผันผวน เกษตรกรไทยต้องเผชิญต้นทุนสูงขึ้น 20-30% ในบางพื้นที่

เกษตรกรยื่นหนังสือร้องเรียน

นายสันติ ปิยะทัต รับปากว่าจะนำเรื่องแจ้งนายกรัฐมนตรีทันที รัฐบาลยืนยันมีน้ำมันสำรองกว่า 100 วัน ปัญหาอยู่ที่การขนส่ง จึงขอให้กระทรวงมหาดไทยผ่อนผันเวลาเดินรถ และขอความร่วมมือผู้ประกอบการไม่กักตุน รัฐบาลพร้อมดูแลเกษตรกรเต็มที่

นายสันติรับหนังสือจากเกษตรกร

ในมุมมองของเรา สถานการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนว่ารัฐบาลต้องมีแผนรับมือวิกฤตพลังงานระยะยาว เช่น ส่งเสริมพลังงานทดแทนในภาคเกษตร หรืออุดหนุนน้ำมันเฉพาะกลุ่ม ชาวเกษตรกรควรติดตามข่าวสารและขึ้นทะเบียนให้ครบถ้วน เพื่อรับสิทธิประโยชน์ หากคุณเป็นเกษตรกร ลองแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง เราจะช่วยกันติดตามความคืบหน้า!

ที่มา – กลุ่มเกษตรกรร้องนายกฯ ขอซื้อน้ำมันใส่แกลลอน เหตุหวั่นผลผลิตเสียหาย

นายกรัฐมนตรี มอบ พิพัฒน์ เป็นเจ้าภาพเลี้ยงละศีลอดรอมฎอน 1447

ในช่วงเดือนรอมฎอนอันศักดิ์สิทธิ์ ปี ฮ.ศ. 1447 ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2569 ชาวมุสลิมทั่วโลกต่างพร้อมใจกันถือศีลอดและปฏิบัติศาสนกิจอย่างเคร่งครัด เพื่อระลึกถึงพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานและฝึกฝนจิตใจให้บริสุทธิ์ บรรยากาศแห่งความเอื้อเฟื้อและการแบ่งปันยิ่งเข้มข้น โดยในประเทศไทย รัฐบาลได้แสดงออกถึงความเข้าใจและเคารพในวิถีชีวิตของพี่น้องมุสลิมผ่านกิจกรรมสำคัญอย่าง นายกรัฐมนตรี มอบ พิพัฒน์ เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงละศีลอด เดือนรอมฎอน ปี ฮ.ศ. 1447 ซึ่งเป็นสัญญาณของความสามัคคีในสังคมพหุวัฒนธรรมของเรา

นายกรัฐมนตรี มอบ พิพัฒน์ เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงละศีลอด เดือนรอมฎอน ปี ฮ.ศ. 1447

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โรงแรมอัล มีรอซ ถนนรามคำแหง เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ทำหน้าที่เป็นประธานในงานเลี้ยงละศีลอดประจำเดือนรอมฎอน ปี พ.ศ. 2569 (ฮ.ศ. 1447) โดยมีผู้เข้าร่วมจำนวนมากจากหลากหลายภาคส่วน

นายกรัฐมนตรี มอบ พิพัฒน์ เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงละศีลอด เดือนรอมฎอน ปี ฮ.ศ. 1447

ผู้เข้าร่วมสำคัญและบรรยากาศงาน

งานครั้งนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นและไมตรีจิต มีบุคคลสำคัญเข้าร่วม เช่น นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี ผู้แทนเอกอัครราชทูตมุสลิมประจำประเทศไทย คณะทูตานุทูตต่างประเทศ คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และตัวแทนชุมชนมุสลิมทั่วประเทศ

  • นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ – ประธานในพิธี
  • นายสันติ ปิยะทัต – รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
  • นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ – รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
  • นายอรุณ บุญชม – จุฬาราชมนตรี
  • คณะทูตานุทูตและตัวแทนมุสลิม

รองนายกรัฐมนตรี พิพัฒน์ รัชกิจประการ ได้กล่าวสุนทรพจน์เปิดงาน โดยเริ่มด้วยคำอวยพร “ขอความสันติสุขจงมีแด่ทุกท่าน” พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของเดือนรอมฎอนที่เป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับชาวมุสลิมในการน้อมจิตระลึกถึงอัลกุรอาน ถือศีลอดเพื่อฝึกความอดทน ขัดเกลาจิตใจ และสร้างสังคมแห่งความเมตตาด้วยการบริจาคทานแก่ผู้ยากไร้ ซึ่งเป็นรากฐานของสังคมสันติสุข

พิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงละศีลอด เดือนรอมฎอน

ความสำคัญของเดือนรอมฎอนและคำอวยพรจากรองนายกรัฐมนตรี

เดือนรอมฎอนไม่เพียงแต่เป็นเดือนแห่งการถือศีลอดเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการเสริมสร้างศรัทธาและความสัมพันธ์ในชุมชน รองนายกรัฐมนตรีชื่นชมพี่น้องมุสลิมที่มุ่งมั่นปฏิบัติศาสนกิจอย่างเคร่งครัด พร้อมกล่าวคำอวยพรอันประเสริฐว่า “ในโอกาสอันเป็นมงคลเดือนรอมฎอน ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1447 นี้ ขอพรอันประเสริฐแห่งองค์พระผู้อภิบาล โปรดประทานความเมตตา ความอิ่มเอมใจ และพลานามัยที่แข็งแรงสมบูรณ์ แก่พี่น้องมุสลิมชาวไทยทุกท่าน พร้อมทั้งขอให้ดุอาอ์ของทุกท่านสำเร็จดังที่ปรารถนาไว้ทุกประการ ขอความสันติสุข ความสวัสดี ความเจริญ จงประสบแก่ทุกท่าน”

หลังจากนั้น จุฬาราชมนตรี นายอรุณ บุญชม ได้กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และทุกภาคส่วนที่ให้เกียรติจัดงานนี้ โดยเฉพาะการต้อนรับคณะทูตานุทูตต่างประเทศ รองนายกรัฐมนตรีได้มอบของที่ระลึกแก่จุฬาราชมนตรี ก่อนร่วมรับประทานอาหารเย็นและเดินทางกลับ

งานเลี้ยงละศีลอด เดือนรอมฎอน ปี ฮ.ศ. 1447 โดย พิพัฒน์ รัชกิจประการ

กิจกรรม นายกรัฐมนตรี มอบ พิพัฒน์ เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงละศีลอด เดือนรอมฎอน ปี ฮ.ศ. 1447 นี้ ไม่เพียงแสดงถึงการสนับสนุนจากรัฐบาลต่อชุมชนมุสลิมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมความเป็นพลเมืองที่มีความเข้าใจซึ่งกันและกันในสังคมไทยที่หลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรม ในยุคที่โลกเผชิญความขัดแย้งมากมาย การแสดงออกเช่นนี้ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตานานาชาติ โดยเฉพาะคณะทูตที่มาร่วม

เดือนรอมฎอนยังเป็นช่วงเวลาที่ชาวมุสลิมทั่วโลกแบ่งปันอาหารหลังละศีลอด (อิฟตาร์) ซึ่งงานนี้ได้จัดอย่างสมพระเกียรติ สอดคล้องกับหลักศาสนาอิสลามที่เน้นการช่วยเหลือสังคม หากคุณเป็นชาวมุสลิมหรือสนใจวัฒนธรรมอิสลาม ลองเข้าร่วมกิจกรรมคล้ายๆ นี้ในปีหน้า หรือแบ่งปันประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง สนับสนุนให้สังคมไทยมีความสามัคคียิ่งขึ้น!

ที่มา – นายกรัฐมนตรี มอบ พิพัฒน์ เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงละศีลอด เดือนรอมฎอน ปี ฮ.ศ. 1447

สคบ. คุมเข้มหอพัก ลดค่าครองชีพ: ค่าไฟไม่เกิน 4.88 บาท

“สันติ ปิยะทัต” สั่งลุยลดค่าครองชีพ นำร่องธรรมศาสตร์ รังสิต คุมเข้มสัญญาเช่าที่พักอาศัย กำหนดเพดานอัตราค่าไฟไม่เกิน 4.88 บาทต่อหน่วย

นายอรุณ คงเจริญ ที่ปรึกษานายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้นำทีมสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) ร่วมกับเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงาน ลงพื้นที่อพาร์ตเมนต์รอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ตามคำสั่งของนายสันติ เพื่อขอความร่วมมือผู้ประกอบการในการกำหนดอัตราค่าน้ำค่าไฟอย่างเป็นธรรม

โดยได้ชี้แจงวิธีการคำนวณค่าน้ำประปาและค่าไฟตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ธุรกิจการให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัย พ.ศ. 2568 ซึ่งกำหนดให้การเรียกเก็บค่าน้ำประปาและค่าไฟต้องไม่เกินอัตราที่หน่วยงานรัฐกำหนด และห้ามบวกกำไรส่วนต่าง โดยกำหนดเพดานอัตราค่าไฟไม่เกิน 4.88 บาทต่อหน่วย เพื่อให้ประชาชน โดยเฉพาะนักศึกษาและผู้มีรายได้น้อย สามารถเข้าถึงสาธารณูปโภคในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม

“รัฐบาลเลือกอพาร์ตเมนต์รอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เป็นพื้นที่นำร่อง ยกระดับมาตรฐานการเช่าที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ เพราะมีหอพักและผู้เช่าเป็นจำนวนมาก สะท้อนปัญหาที่พบทั่วประเทศได้ชัดเจน และเชื่อมั่นว่านโยบายนี้จะสร้างบรรทัดฐานใหม่ ลดความขัดแย้งระหว่างผู้เช่ากับผู้ประกอบการ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างแท้จริง”

ด้าน นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการ สคบ. กล่าวเสริมว่า สคบ. พร้อมเดินหน้าตามนโยบาย โดยสั่งการให้เจ้าหน้าที่ทั้งส่วนกลางและภูมิภาค ประชาสัมพันธ์และกวดขันผู้ประกอบการเช่าที่พักอาศัย ให้ปรับปรุงสัญญาเช่าให้ถูกต้องตามมาตรฐานใหม่ เพื่อป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภค และสร้างความเข้าใจที่ตรงกันในการบังคับใช้กฎหมาย

ทั้งนี้ หากประชาชนพบสัญญาเช่าที่ไม่เป็นธรรม หรือถูกเรียกเก็บค่าน้ำค่าไฟเกินจริง สามารถขอคำปรึกษาได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 หรือร้องเรียนผ่านแอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ www.ocpb.co.th

จากกรณี สคบ. คุมเข้มหอพัก ลดค่าครองชีพ โดยมีมาตรการค่าไฟไม่เกิน 4.88 บาทนั้น เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งสำหรับผู้เช่าที่พักอาศัย โดยเฉพาะนักศึกษาและผู้มีรายได้น้อย มาตรการนี้จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น หลายครั้งที่เราได้ยินเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการคิดค่าไฟเกินจริงของหอพัก ซึ่งการเข้ามาควบคุมดูแลของ สคบ. จะช่วยป้องกันปัญหาเหล่านี้ได้

สคบ. คุมเข้มหอพัก ลดค่าครองชีพ: ค่าไฟไม่เกิน 4.88 บาท

การที่รัฐบาลเลือกมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เป็นพื้นที่นำร่องในการ ลดค่าครองชีพ และควบคุมค่าไฟในหอพักนั้น ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีนักศึกษาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก การแก้ไขปัญหาในพื้นที่นี้ จะเป็นแบบอย่างให้พื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศได้นำไปปรับใช้

สคบ. คุมเข้มหอพัก ค่าไฟไม่เกิน 4.88 บาท ช่วยลดค่าครองชีพจริงหรือ?

แน่นอนว่าการที่ สคบ. เข้ามาควบคุมดูแลเรื่องค่าไฟ จะช่วยลดภาระทางการเงินของผู้เช่าได้จริง แต่สิ่งสำคัญคือการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับสิทธิของผู้บริโภค เพื่อให้ทุกคนสามารถปกป้องผลประโยชน์ของตนเองได้ หากเจ้าของหอพักไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ผู้เช่าสามารถร้องเรียนไปยัง สคบ. ได้ทันที

การลดค่าครองชีพ เป็นนโยบายที่สำคัญอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่ค่าครองชีพสูงขึ้นเรื่อยๆ การที่ สคบ. เข้ามามีบทบาทในการควบคุมค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าไฟ จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีและควรได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ หวังว่ามาตรการนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

การที่ สคบ. เข้ามา ลดค่าครองชีพ โดยการควบคุมค่าไฟในหอพัก ถือเป็นก้าวสำคัญในการช่วยเหลือประชาชน การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและการให้ความรู้แก่ประชาชน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มาตรการนี้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน

ที่มา – ลุยลดค่าครองชีพ ส่ง สคบ. คุมเข้มหอพัก ค่าไฟไม่เกิน 4.88 บาทต่อหน่วย นำร่องย่าน มธ.รังสิต

สันติ! ลุยร้านค้าโกง “คนละครึ่งพลัส” เรื่องร้องเรียนพุ่ง

“สันติ” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ลุยจัดการร้านค้าโกง “คนละครึ่งพลัส” หลังยอดร้องเรียนผ่าน สคบ. พุ่งถึง 66 เรื่องทั่วประเทศ ในช่วง 14 วันแรก ย้ำ ประชาชนต้องไม่ถูกเอาเปรียบเด็ดขาด

วันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงข้อมูลจากการรับเรื่องร้องเรียนของประชาชนเกี่ยวกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” โดยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) พบว่ามีร้านค้าบางแห่งใช้สิทธิผิดเงื่อนไขในโครงการ เพื่อหวังผลประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ของมาตรการรัฐที่มุ่งช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ สคบ. ได้ประสานความร่วมมือไปยังสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง, กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ให้ดำเนินการทางกฎหมายกับร้านค้าที่ทำผิดเงื่อนไขของโครงการเพื่อปกป้องสิทธิของผู้บริโภคไม่ให้ถูกเอาเปรียบ

จากการรวบรวมข้อมูลเรื่องร้องเรียนผ่าน 10 คู่สาย สคบ. ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 11 พฤศจิกายน 2568 พบการร้องเรียนรวม 66 เรื่อง โดยประเด็นที่ได้รับการร้องเรียน อันดับ 1 คือ “ร้านค้าปรับขึ้นราคาสินค้าหลังจากเข้าร่วมโครงการ” จำนวน 29 เรื่อง รองลงมาคือ ร้านค้าเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากราคาสินค้า จำนวน 6 เรื่อง, ร้านค้าติดป้ายหรือแจ้งว่าเข้าร่วมโครงการแต่เมื่อผู้บริโภคสแกน QR Code เพื่อชำระเงินกลับพบว่าไม่ได้เข้าร่วมโครงการ จำนวน 5 เรื่อง, ร้านค้าคิดค่าธรรมเนียมจากการชำระเงินผ่านโครงการจำนวน 5 เรื่อง และร้านค้าจำหน่ายสินค้าต้องห้าม เช่น บุหรี่ สุรา เบียร์ จำนวน 4 เรื่อง ปัญหาทั้งหมดนี้สะท้อนถึงปัญหาความไม่โปร่งใสของร้านค้าบางส่วนที่เข้าร่วมโครงการ และส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในการใช้สิทธิตามเงื่อนไขของโครงการ

นายสันติ กล่าวต่อไปว่า เรื่องร้องเรียนโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่พุ่งถึง 66 เรื่องทั่วประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการกำกับดูแลเชิงรุกและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนต่อมาตรการรัฐในระยะยาว ดังนั้น รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน เพื่อดูแลร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการให้ดำเนินการอย่างถูกต้อง โปร่งใส และไม่เอาเปรียบประชาชน

อย่างไรก็ตาม สคบ. จะช่วยดูแลเรื่องสิทธิของประชาชนในการใช้จ่าย ให้ความรู้เพื่อไม่ให้ถูกหลอก รวมถึงให้คำแนะนำกับร้านค้าให้ทำธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่โก่งราคา ไม่โฆษณาเกินจริง หรือให้บริการไม่เป็นไปตามที่ระบุ และหากพบการเอาเปรียบหรือฝ่าฝืนเงื่อนไข จะมีการตรวจสอบและดำเนินการทางกฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัยจากการถูกโกง พร้อมทั้งได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง สะท้อนแนวทางการทำงานที่ “รวดเร็ว-เป็นธรรม-เท่าเทียม-ทั่วถึง”

“คนละครึ่งพลัส” ปัญหาโกงที่ต้องเร่งแก้ไข

จากข่าวการลุยเอาผิดร้านค้าที่โกงโครงการ “คนละครึ่งพลัส” โดยรัฐมนตรีสันติ ปิยะทัต แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องสิทธิของผู้บริโภคและรักษาเจตนารมณ์ของโครงการที่ต้องการช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง จำนวนเรื่องร้องเรียนที่สูงถึง 66 เรื่อง บ่งชี้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในการนำโครงการไปปฏิบัติ และความจำเป็นในการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด

ปัญหาที่พบจากการร้องเรียนโครงการ “คนละครึ่งพลัส”

ปัญหาที่ถูกร้องเรียนเข้ามานั้นมีความหลากหลาย และสะท้อนถึงพฤติกรรมที่ไม่ซื่อสัตย์ของร้านค้าบางส่วนที่เข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งส่งผลเสียต่อผู้บริโภคโดยตรง ได้แก่:

  • การปรับขึ้นราคาสินค้า: ร้านค้าฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าเมื่อเข้าร่วมโครงการ ทำให้ส่วนลดที่ได้รับไม่คุ้มค่า หรือแทบไม่มีผล
  • การเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม: ร้านค้าบางแห่งเรียกเก็บ VAT เพิ่มเติมจากราคาสินค้า ซึ่งเป็นการผลักภาระให้ผู้บริโภค
  • การแสดงข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง: ร้านค้าติดป้ายว่าเข้าร่วมโครงการ แต่เมื่อชำระเงินจริงกลับไม่สามารถใช้สิทธิได้ หรือคิดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม
  • การจำหน่ายสินค้าต้องห้าม: ร้านค้าบางแห่งขายสินค้าที่ไม่ได้รับอนุญาตในโครงการ เช่น บุหรี่ สุรา เบียร์

การแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและทำให้โครงการ “คนละครึ่งพลัส” สามารถบรรลุเป้าหมายในการกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชนได้อย่างแท้จริง

การที่ สคบ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการทางกฎหมายกับร้านค้าที่กระทำผิด ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการป้องปรามการทุจริตและเอาเปรียบผู้บริโภค นอกจากนี้ การให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับสิทธิของตนเอง และการส่งเสริมให้ร้านค้าดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสร้างระบบการค้าที่เป็นธรรมและยั่งยืน

มาตรการที่เข้มงวดและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเท่านั้นที่จะทำให้โครงการ “คนละครึ่งพลัส” สามารถสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

ที่มา – “สันติ” ลุยเอาผิดร้านค้าโกง “คนละครึ่งพลัส” ยอดร้องเรียนผ่าน สคบ. 66 เรื่อง

สคบ. คุมฟู้ดเดลิเวอรี “คนละครึ่งพลัส” สกัดขึ้นราคา

สถานการณ์ราคาสินค้าและบริการที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ทำให้ผู้บริโภคต้องเผชิญกับความท้าทายในการใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการส่งเสริมการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ล่าสุด สคบ. ได้ออกมาตรการควบคุมฟู้ดเดลิเวอรี “คนละครึ่งพลัส” เพื่อป้องกันร้านค้าฉวยโอกาสขึ้นราคา

รมต.สำนักนายกฯ ได้เรียก ช้อปปี้ แกร็บ ไลน์แมน มาหารือเพื่อควบคุมร้านค้าที่ขายอาหารไม่ให้ขึ้นราคากับลูกค้าที่สั่งฟู้ดเดลิเวอรี “คนละครึ่งพลัส” พร้อมทั้งขอความร่วมมือในการจัดโปรโมชั่นส่วนลดเพิ่มเติม เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์สูงสุด

นายสันติ ปิยะทัต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า สคบ. ได้ร่วมมือกับ 3 แพลตฟอร์ม ได้แก่ บริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท แกร็บแท็กซี่ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ไลน์แมน (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อกำหนดมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคที่สั่งฟู้ดเดลิเวอรี “คนละครึ่งพลัส” ผ่านแพลตฟอร์มในโครงการคนละครึ่งพลัส ที่จะเริ่มในวันที่ 7 พ.ย. 2568 โดยกำชับให้ช่วยคุมราคาอาหารไม่ให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการขายเกินราคา ด้วยการปิดระบบแก้ไขเมนูของร้านค้า เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคา และขอให้จัดโปรโมชันส่วนลดให้กับผู้บริโภค ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคได้ส่วนลด 2 เด้ง คือได้ส่วนลด 50% จากการซื้ออาหาร สูงสุดไม่เกิน 200 บาทต่อวัน จากโครงการคนละครึ่งพลัส และส่วนลดเพิ่มเติมจากแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมทั้งขอให้ลดค่า GP หรือ ค่าธรรมเนียมที่แพลตฟอร์มเก็บจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส

นอกจากนี้ ยังมีแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่เข้าร่วมอีก 2 ราย ได้แก่ บริษัท ลาซาด้า จำกัด บริษัท ติ๊กต็อก ช็อป (ประเทศไทย) จำกัด โดยได้กำชับแพลตฟอร์มทั้ง 5 ราย เฝ้าระวังการจัดจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า หรือสินค้าที่ผิดกฎหมายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยใช้เทคโนโลยี AI มาช่วยตรวจจับ ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เพื่อป้องกันและปราบปรามในทุกแพลตฟอร์ม โดยภาครัฐหลายหน่วยงาน เช่น สคบ. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้มีการเดินหน้าป้องกันและปราบปรามอย่างจริงจัง

นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กล่าวว่า สคบ. ได้เปิดช่องทางร้องทุกข์เพิ่มเติมจากสายด่วน เพิ่มอีก 10 สาย เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภคที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากโครงการฟู้ดเดลิเวอรี “คนละครึ่งพลัส” พร้อมเร่งรัดเรื่องร้องเรียนเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยทันที เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

สคบ. คุมเข้ม ฟู้ดเดลิเวอรี “คนละครึ่งพลัส” ป้องกันการขึ้นราคา

มาตรการควบคุมราคาฟู้ดเดลิเวอรี “คนละครึ่งพลัส” ของ สคบ. ถือเป็นความพยายามที่จะรักษาสมดุลระหว่างการส่งเสริมการขายและการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงอาหารและสินค้าในราคาที่เป็นธรรม

มาตรการสำคัญในการควบคุมฟู้ดเดลิเวอรี “คนละครึ่งพลัส”

  • ปิดระบบแก้ไขเมนูของร้านค้า: เพื่อป้องกันร้านค้าฉวยโอกาสขึ้นราคา
  • จัดโปรโมชั่นส่วนลดเพิ่มเติม: เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับส่วนลด 2 เด้ง
  • ลดค่า GP: ลดภาระค่าใช้จ่ายของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ
  • เฝ้าระวังการจำหน่ายสินค้าผิดกฎหมาย: ป้องกันการหลอกลวงผู้บริโภค
  • เพิ่มช่องทางร้องทุกข์: อำนวยความสะดวกในการร้องเรียนและแก้ไขปัญหา

การดำเนินการของ สคบ. ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคและการสร้างความเป็นธรรมในการซื้อขายสินค้าและบริการออนไลน์ ผู้บริโภคควรติดตามข่าวสารและใช้สิทธิของตนเองอย่างเต็มที่ หากพบว่ามีการเอารัดเอาเปรียบหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม

ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้บริโภค จะช่วยให้โครงการฟู้ดเดลิเวอรี “คนละครึ่งพลัส” เป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

ที่มา – สคบ.คุม ฟู้ดเดลิเวอรี “คนละครึ่งพลัส” สั่งปิดแก้เมนู ป้องกันร้านค้าขึ้นราคา

แบ่งงานตรวจราชการ: ธรรมนัสคุมเหนือตอนบนและใต้

การแบ่งงานตรวจราชการของรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดปัจจุบันมีความชัดเจนมากขึ้น ครม.ได้มีการแบ่งพื้นที่ความรับผิดชอบให้รองนายกฯ และรัฐมนตรีหลายท่าน โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้การบริหารราชการในระดับภูมิภาคเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่ละท่านได้รับมอบหมายให้กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในเขตตรวจราชการที่แตกต่างกันไป

แบ่งงานตรวจราชการ ครั้งนี้ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ และมีการพิจารณาถึงความเหมาะสมและความเชี่ยวชาญของแต่ละท่าน เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นและบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

แบ่งงานตรวจราชการ “ธรรมนัส” คุม 3 จชต.-เหนือตอนบน “พิพัฒน์” คุมโซนอันดามัน-อ่าวไทย

สรุปการแบ่งงานตรวจราชการที่สำคัญ:

  • นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ: ดูแลภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย (ชุมพร, นครศรีธรรมราช, พัทลุง, สุราษฎร์ธานี) และฝั่งอันดามัน (กระบี่, ตรัง, พังงา, ภูเก็ต, ระนอง, สตูล)
  • นายโสภณ ซารัมย์: รับผิดชอบภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและตอนล่าง
  • นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ: กำกับดูแลเฉพาะจังหวัดสงขลา
  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ: ดูแลกลุ่มจังหวัดปริมณฑล (นนทบุรี, ปทุมธานี, นครปฐม, สมุทรปราการ)
  • ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า: ควบคุมพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (นราธิวาส, ปัตตานี, ยะลา) และภาคเหนือตอนบน (เชียงใหม่, แม่ฮ่องสอน, ลำปาง, ลำพูน, เชียงราย, น่าน, พะเยา, แพร่)
  • นายสุชาติ ชมกลิ่น: รับผิดชอบภาคตะวันออก (ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี, ตราด, นครนายก, ปราจีนบุรี, สระแก้ว)
  • นายภราดร ปริศนานันทกุล: ดูแลภาคกลางตอนบน (ชัยนาท, พระนครศรีอยุธยา, ลพบุรี, สระบุรี, สิงห์บุรี, อ่างทอง)
  • น.ส.ศุภมาศ อิสรภักดี: รับผิดชอบภาคเหนือตอนล่าง 2 (กำแพงเพชร, นครสวรรค์, พิจิตร, อุทัยธานี)
  • นายนภินทร ศรีสรรพางค์: ควบคุมภาคกลางตอนล่าง (กาญจนบุรี, ราชบุรี, สุพรรณบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, เพชรบุรี, สมุทรสงคราม, สมุทรสาคร)
  • นายสันติ ปิยะทัต: ดูแลภาคเหนือตอนล่าง 1 (ตาก, พิษณุโลก, เพชรบูรณ์, สุโขทัย, อุตรดิตถ์)

ทำไมต้องแบ่งงานตรวจราชการ?

การแบ่งงานตรวจราชการมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลและติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐในระดับภูมิภาค การแบ่งความรับผิดชอบที่ชัดเจนช่วยให้รัฐมนตรีแต่ละท่านสามารถโฟกัสและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ที่ตนเองรับผิดชอบได้อย่างตรงจุด นอกจากนี้ยังเป็นการกระจายอำนาจและส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการพัฒนาประเทศ

การมอบหมายพื้นที่ให้รัฐมนตรีต่างๆ ดูแล สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือสิ่งแวดล้อม การที่รัฐมนตรีลงพื้นที่ไปรับฟังปัญหาและความต้องการของประชาชนโดยตรง จะช่วยให้การกำหนดนโยบายและการจัดสรรงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

การตัดสินใจของ ครม. ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน และสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประชาชนในทุกภูมิภาค การแบ่งงานตรวจราชการ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการทำงานอย่างหนักของรัฐบาลชุดนี้ และประชาชนสามารถคาดหวังถึงผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในอนาคตอันใกล้นี้

การที่ ร.อ.ธรรมนัส ได้รับมอบหมายให้ดูแลพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่รัฐบาลให้กับการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงความเชื่อมั่นในความสามารถของ ร.อ.ธรรมนัส ในการนำพาความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองมาสู่พื้นที่นี้

การแบ่งพื้นที่ตรวจราชการครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติจริง อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการดำเนินงานขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การมีส่วนร่วมและให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน จะเป็นกุญแจสำคัญสู่การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน

ที่มา – แบ่งงานตรวจราชการ “ธรรมนัส” คุม 3 จชต.-เหนือตอนบน “พิพัฒน์” คุมโซนอันดามัน-อ่าวไทย

“ทวี-สุธรรม” ดัน “สันติ” นั่ง รมช. โควตาใต้

เกิดความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าจับตา เมื่อ “ทวี สุระบาล” และ “สุธรรม จริตงาม” สอง สส. จากพรรคพลังประชารัฐ ได้เดินทางไปยังพรรคภูมิใจไทย พร้อมกับข้อเสนอชื่อ “สันติ ปิยะทัต” เพื่อดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วย โดยหวังว่าจะได้รับการจัดสรรในโควตาของ สส.ใต้ จากพรรคพลังประชารัฐ ท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่าอาจจะไม่มีบุคคลใดจากกลุ่มของ “บิ๊กป้อม” ได้รับตำแหน่งเลย

เมื่อเวลา 14.00 น. ของวันที่ 9 กันยายน 2568 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย คึกคักเป็นพิเศษเมื่อ นายทวี สุระบาล สส.ตรัง และ นายสุธรรม จริตงาม สส.นครศรีธรรมราช จากพรรคพลังประชารัฐ ได้ปรากฏตัวขึ้น นายทวีได้ให้สัมภาษณ์ว่า ตนได้นำรายชื่อผู้ที่เหมาะสมจะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการในส่วนของกลุ่มตนเอง มามอบให้กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะได้รับตำแหน่งใด แต่คาดการณ์ว่าการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะเสร็จสิ้นภายในสัปดาห์นี้

เมื่อถูกถามถึงการพูดคุยกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นายทวีตอบว่า ได้มีการหารือกันแล้ว และ พล.อ.ประวิตร ก็เห็นด้วย

นักข่าวได้ถามเจาะจงว่า สัดส่วนรัฐมนตรีในโควตาของ พล.อ.ประวิตร จะไม่มีเลยหรือไม่ โดยเฉพาะตำแหน่งในกระทรวงกลาโหม นายทวีตอบว่า ตนไม่ทราบ และแนะนำให้สอบถามจากนายกรัฐมนตรีโดยตรง

เมื่อถามย้ำว่า ไม่ได้มีการพูดคุยเผื่อ พล.อ.ประวิตร ใช่หรือไม่ นายทวีปฏิเสธที่จะตอบคำถาม เพียงแต่ส่ายศีรษะ และกล่าวว่า “ลุงก็โอเคอยู่แล้ว แกสบายๆ”

ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งคือ เมื่อถามว่า การเข้ามาเจรจาตำแหน่งเพื่อกลุ่มของตนเอง จะต้องลาออกจาก สส. พรรคพลังประชารัฐหรือไม่ นายทวีตอบอย่างชัดเจนว่า “เป็นสิ ถ้าไม่เป็นก็โมฆะหมดสิ”

“ทวี-สุธรรม” ดัน “สันติ” นั่ง รมช. โควตาใต้

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นายทวีได้เสนอชื่อ นายสันติ ปิยะทัต กรรมการผู้จัดการบริษัท เค.ซี. พร็อพเพอร์ตี้ (KC) ซึ่งเป็นผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ให้ดำรงตำแหน่ง รมช. สิ่งที่น่าสนใจคือ มีข้อสังเกตว่า ในว่าที่ ครม. ชุดใหม่ของพรรคพลังประชารัฐ อาจจะไม่มีบุคคลใดอยู่ในโควตาของ พล.อ.ประวิตร เลย แม้ว่าในรายชื่อก่อนหน้านี้จะมีชื่อของ พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ที่คาดว่าจะได้รับตำแหน่ง รมช.กลาโหม ก็ตาม

ทำไมชื่อของ “สันติ ปิยะทัต” จึงถูกเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง “ทวี-สุธรรม” ดัน “สันติ” นั่ง รมช. โควตาใต้?

การเสนอชื่อนายสันติ ปิยะทัต ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยนั้น เป็นประเด็นที่น่าสนใจและอาจมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง:

  • ความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจ: นายสันติ ปิยะทัต เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งอาจมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการภาครัฐได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุน
  • ความสัมพันธ์ทางการเมือง: การที่นายทวีและนายสุธรรมเสนอชื่อนายสันติ อาจเป็นผลมาจากความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่มีมาก่อน การสนับสนุนจาก สส. ที่มีอิทธิพลในพรรคพลังประชารัฐย่อมเป็นปัจจัยสำคัญ
  • โควต้า สส.ใต้: การผลักดันให้นายสันติซึ่งอาจเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับในพื้นที่ภาคใต้ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วย อาจเป็นการตอบสนองต่อความต้องการของ สส. ในภาคใต้ และเป็นการแสดงให้เห็นว่าพรรคพลังประชารัฐให้ความสำคัญกับปัญหาและความต้องการของประชาชนในภูมิภาคนี้

อะไรคือความท้าทายของการเข้ารับตำแหน่งของ “สันติ ปิยะทัต”?

หากนายสันติ ปิยะทัต ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยจริง เขาจะต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ได้แก่:

  • การปรับตัวเข้ากับระบบราชการ: การทำงานในภาครัฐมีความแตกต่างจากการบริหารธุรกิจเอกชนอย่างมาก นายสันติจะต้องเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับระบบราชการที่ซับซ้อน รวมถึงกฎระเบียบและขั้นตอนต่างๆ
  • การสร้างความเชื่อมั่น: ในฐานะนักการเมืองหน้าใหม่ นายสันติจะต้องสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาจากข้าราชการและประชาชน การทำงานอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญ
  • การผลักดันนโยบาย: นายสันติจะต้องสามารถผลักดันนโยบายที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของรัฐบาลและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน การมีทักษะในการเจรจาต่อรองและสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็น

การที่ “ทวี-สุธรรม” ดัน “สันติ” นั่ง รมช. โควตาใต้ ครั้งนี้ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในแวดวงการเมือง และต้องติดตามกันต่อไปว่านายสันติจะสามารถเข้ามาบริหารงานและสร้างผลงานให้กับประเทศชาติได้มากน้อยเพียงใด

การเสนอชื่อบุคคลภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ถือเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจในการดึงคนที่มีความสามารถเข้ามาช่วยพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการทำงานร่วมกันอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “ทวี-สุธรรม” เข้า ภูมิใจไทย ส่งชื่อ “สันติ ปิยะทัต” นั่ง รมช. โควตา สส.ใต้ พปชร.

Scroll to top