สินบน 40 ล้าน

“สงคราม” ชี้รัฐเล็งตัดตอน 2 คดีใหญ่

“สงคราม” เชื่อรัฐเล็งตัดตอน 2 คดีใหญ่ สั่งย้ายคนทำคดีนั่งตบยุงสำนักงานรัฐมนตรี กังขาเหตุใด “ไชยชนก”เบี้ยวแจงกมธ.ดีอี คดีสินบน 40 ล้านหลังยกหินทุ่มขาตัวเอง

วันที่ 10 ต.ค. 2568 นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ อดีตที่ปรึกษานางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ไม่ประหลาดใจที่นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี ปฏิเสธมาชี้แจงต่อคณะกมธ.ดีอี กรณีสินบน 40 ล้านบาทที่พูดกลางประชุมสภา ดังนั้น การที่นายไชยชนก เลือกที่จะหนีไม่ยอมรับการตรวจสอบจากคณะกมธ.ดีอี ที่เชิญมาชี้แจง อาจจะมาจากไม่รู้จะตอบอย่างไรหรือเกรงว่าหากตอบไปอาจกระทบกับคนใกล้ตัว เพราะนายไชยชนก พูดเองว่าคนที่มาติดต่อเป็นเพื่อนสมาชิกในพรรคการเมือง ดังนั้นจากการกระทำของนายไชยชนก หลายฝ่ายกังขาว่า การแก้ปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์อาจจะไม่ประสบผลสำเร็จเหมือนรัฐบาลที่ผ่านมา

ห่วงคอลเซ็นเตอร์กลับมาอาละวาด

นายสงคราม กล่าวด้วยว่า เป็นที่ทราบกันดีว่าอาชญากรรมทางไซเบอร์สร้างความเสียหายให้กับประชาชนคนไทย คิดเป็นมูลค่าหลักหมื่นล้านบาท 2 ปีที่ผ่านมา ศูนย์ต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ 1441 ของประเทศไทย หรือ เอโอซี พบว่าความเสียหายที่กลุ่มคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงคนไทย อยู่ที่เดือนละ 1,000 ล้านบาท หรือ ปีละ 12,000 ล้านบาท หากรัฐบาลไม่มีนโยบายในการปราบปรามที่เข้มข้นหรือไม่ชัดเจน ประชาชนหวั่นใจว่าอาชญากรรมเหล่านี้กลับมาสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจไทยอีกครั้งอย่างแน่นอน

โวยโยกย้ายคนทำคดีนั่งตบยุง

“ภายหลังเข้ามาบริหารประเทศ พฤติกรรมรัฐบาลส้มอุ้มที่อ้างว่าจะไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมนั้น คำพูดต่างจากการกระทำโดยสิ้นเชิง เห็นได้จากความพยายามตัดตอนคดีเขากระโดง-ฮั้ว สว. เพราะคำสั่งแรกของ พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม คือ การโยกย้ายข้าราชการในกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ที่กำลังทำคดีสำคัญที่เกี่ยวพันกับคนโตบุรีรัมย์ มานั่งตบยุงหน้าห้องรัฐมนตรี จึงเป็นการตัดตอนการสืบหาความจริงในคดีสำคัญ นอกจากนี้ยังสามารถยึดอำนาจเบ็ดเสร็จเพราะส่งคนของตนเองเข้ามาควบคุมอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี -รัฐมนตรีหลายกระทรวง ดังนั้นกรณีที่อ้างว่าจะไม่แทรกแซงคดีเขากระโดง-ฮั้ว สว. จึงไม่เป็นจริง คำว่า ความยุติธรรมต้องไม่ถูกทำลาย คือคำพูดที่ติดปากเท่านั้น เพราะความจริงที่เกิดขึ้นมันย้อนแย้งกับคำพูดของผู้นำรัฐบาลอย่างสิ้นเชิง” นายสงคราม

“สงคราม” เชื่อรัฐเล็งตัดตอน 2 คดีใหญ่

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น นายสงครามได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างชัดเจนต่อการดำเนินงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม และการโยกย้ายข้าราชการที่กำลังทำคดีสำคัญ การกระทำเหล่านี้สร้างความไม่มั่นใจให้กับประชาชน และอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมของประเทศ

เจาะลึกประเด็น “สงคราม” เชื่อรัฐเล็งตัดตอน 2 คดีใหญ่

ประเด็นหลักที่นายสงครามเน้นย้ำคือความพยายามในการ “ตัดตอน” คดีสำคัญ ซึ่งเป็นกระบวนการที่อาจนำไปสู่การบิดเบือนความจริง และการช่วยเหลือผู้กระทำผิดให้พ้นจากความรับผิดชอบ การโยกย้ายข้าราชการที่กำลังทำคดีสำคัญ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ไม่ดี และอาจทำให้การสืบสวนสอบสวนคดีดังกล่าวเป็นไปอย่างไม่โปร่งใส

ความกังวลอีกประการหนึ่งคือการที่รัฐบาลอาจใช้ตำแหน่งและอำนาจในการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองหรือส่วนตัว การกระทำดังกล่าวขัดต่อหลักการของความยุติธรรม และอาจทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นในรัฐบาล

นอกจากนี้ นายสงครามยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงพฤติกรรมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ปฏิเสธไม่มาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ กรณีสินบน 40 ล้านบาท การกระทำดังกล่าวสร้างความเคลือบแคลงสงสัย และอาจทำให้ประชาชนตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการทำงานของรัฐมนตรี

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ เพื่อป้องกันการใช้อำนาจโดยมิชอบ และรักษาไว้ซึ่งหลักการของความยุติธรรม การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการดำเนินงานของรัฐบาล เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การทำงานของรัฐบาลเป็นไปอย่างโปร่งใส และมีความรับผิดชอบต่อสังคม

สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ตอกย้ำถึงความสำคัญของการมีรัฐบาลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเคารพหลักการของความยุติธรรม การใช้อำนาจโดยมิชอบและการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม จะส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นของประชาชน และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคม

ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเช่นนี้ การติดตามข่าวสารและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

ประชาชนควรมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และเรียกร้องให้มีการดำเนินงานที่โปร่งใสและมีความรับผิดชอบ เพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมและน่าอยู่สำหรับทุกคน เราต้องจับตาดูว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรต่อไปในเรื่องนี้ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนอนาคตของประเทศ

ที่มา – “สงคราม” เชื่อรัฐเล็งตัดตอน 2 คดีใหญ่ สั่งย้ายคนทำคดีนั่งตบยุงสำนักงานรัฐมนตรี

“ศรีสุวรรณ” ยื่น ป.ป.ช. สอบ “ไชยชนก” ปมสินบน 40 ล้าน

“ศรีสุวรรณ” ยื่น ป.ป.ช. สอบ “ไชยชนก” ปมไม่แจ้งความเอาผิดคนเสนอสินบน 40 ล้าน

การเมืองไทยในช่วงนี้เต็มไปด้วยดราม่าร้อนแรง โดยเฉพาะประเด็นการทุจริตและการใช้อำนาจที่ถูกจับตามองจากประชาชน วันนี้เราจะมาพูดถึงกรณีที่ “ศรีสุวรรณ” ยื่น ป.ป.ช. สอบ “ไชยชนก” ปมไม่แจ้งความเอาผิดคนเสนอสินบน 40 ล้าน ซึ่งเป็นเรื่องที่สร้างความฮือฮาและอาจส่งผลกระทบต่อวงการการเมืองอย่างมาก

“ศรีสุวรรณ” ยื่น ป.ป.ช. สอบ “ไชยชนก” ปมไม่แจ้งความเอาผิดคนเสนอสินบน 40 ล้าน

วันที่ 3 ตุลาคม 2568 นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เดินทางไปยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ไต่สวนข้อเท็จจริงและชี้มูลความผิดของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในประเด็นที่ละเลยไม่แจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่เสนอสินบนจำนวน 40 ล้านบาทต่อเดือน เพื่อแลกกับการไม่จับกุมขบวนการคอลเซ็นเตอร์

เหตุการณ์นี้สืบเนื่องจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 29-30 กันยายน 2568 ที่นายไชยชนกได้เปิดเผยต่อที่ประชุมว่า ได้รับการติดต่อผ่านเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เสนอเงินสินบนดังกล่าวเพื่อหยุดยั้งการดำเนินคดีกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ และเว็บไซต์ผิดกฎหมายต่างๆ การกระทำเช่นนี้ถือเป็นความผิดฐานติดสินบนเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 ซึ่งเป็นความผิดที่สำเร็จรูปแล้ว แม้จะไม่ได้รับเงินจริง

พื้นหลังและข้อสังเกตจากนายศรีสุวรรณ

นายศรีสุวรรณชี้ให้เห็นว่า แม้ “ไชยชนก” จะทราบถึงการเสนอสินบนที่ชัดเจน แต่กลับไม่ดำเนินการแจ้งความทันที ซึ่งอาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างร้ายแรง นอกจากนี้ การที่นายไชยชนกอ้างว่าสั่งการให้ปลัดกระทรวงดีอีตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานนั้น ถูกมองว่าเป็นเพียงการแก้ตัวหรือกลยุทธ์ในการหลบเลี่ยงความรับผิดชอบ เพราะปลัดกระทรวงซึ่งเป็นข้าราชการประจำ ไม่มีอำนาจในการตรวจสอบบุคคลภายนอกที่ติดต่อผ่านช่องทางส่วนตัวของรัฐมนตรี

ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่สะท้อนถึงปัญหาใหญ่ในระบบการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ของไทย โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่สร้างความเสียหายให้ประชาชนนับพันล้านบาทต่อปี การที่รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบด้านดิจิทัลไม่จัดการกับการทุจริตที่เกี่ยวข้องโดยตรง อาจทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นในหน่วยงานรัฐ และเปิดช่องให้อาชญากรออนไลน์ลอยนวลมากขึ้น

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหาก ป.ป.ช. ชี้มูล

หาก ป.ป.ช. มีมูลความผิดจริง นายไชยชนกอาจต้องเผชิญกับโทษรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต หรือห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ ในอนาคต ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพรรคพลังประชารัฐและภาพลักษณ์ของรัฐบาลชุดปัจจุบัน นายศรีสุวรรณยังเตือนให้ “ไชยชนก” เร่งแจ้งความและให้ถ้อยคำด้วยตนเอง เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกดำเนินคดีในฐานะผู้ละเลยหน้าที่

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย การทุจริตในระดับนี้ไม่เพียงกระทบต่อตัวบุคคล แต่ยังเป็นตัวอย่างที่อาจกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมคล้ายกันในหน่วยงานอื่นๆ เพื่อให้การป้องกันการทุจริตมีประสิทธิภาพ ประชาชนควรติดตามความคืบหน้าของคดีนี้อย่างใกล้ชิด และสนับสนุนการทำงานของ ป.ป.ช. ให้โปร่งใส

  • เหตุผลหลักที่ “ศรีสุวรรณ” ยื่นคำร้อง: เพื่อตรวจสอบการละเลยแจ้งความสินบน
  • ผลกระทบต่อนายไชยชนก: อาจถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง
  • บทเรียนสำหรับสังคม: เสริมสร้างความโปร่งใสในหน่วยงานรัฐ

กรณี “ศรีสุวรรณ” ยื่น ป.ป.ช. สอบ “ไชยชนก” ปมไม่แจ้งความเอาผิดคนเสนอสินบน 40 ล้าน นี้ เป็นเครื่องเตือนใจว่าการเมืองไทยยังคงมีช่องโหว่ที่ต้องแก้ไข หากเราต้องการประเทศที่ปราศจากทุจริต คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจายสู่สาธารณะ

ที่มา – “ศรีสุวรรณ” ยื่น ป.ป.ช. สอบ “ไชยชนก” ปมไม่แจ้งความเอาผิดคนเสนอสินบน 40 ล้าน

ปลัดดีอีตั้งทีมสอบกรณีไชยชนกแฉสินบน 40 ล้าน

ในสถานการณ์ที่ปัญหาแก๊งสแกมเมอร์และคอลเซ็นเตอร์กำลังระบาดหนักในประเทศไทย การเปิดเผยของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เกี่ยวกับการถูกเสนอสินบนจำนวนมหาศาล ยิ่งทำให้สังคมตื่นตัวมากขึ้น ล่าสุด “ปลัดดีอี” ตั้งทีมสอบกรณี “ไชยชนก” แฉถูกแก๊งสแกมเมอร์เสนอสินบน 40 ล้านต่อเดือน เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงให้โปร่งใสและเร่งด่วน

“ปลัดดีอี” ตั้งทีมสอบกรณี “ไชยชนก” แฉถูกแก๊งสแกมเมอร์เสนอสินบน 40 ล้านต่อเดือน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากนายไชยชนกได้กล่าวในที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2567 ว่า มีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ติดต่อมาทางอ้อม เสนอสินบนจำนวน 40 ล้านบาทต่อเดือน เพื่อแลกกับการละเว้นการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เว็บไซต์ผิดกฎหมาย และกิจกรรมหลอกลวงออนไลน์อื่นๆ การเปิดเผยนี้ไม่เพียงสร้างความตกใจให้กับสาธารณชน แต่ยังจุดประกายให้เกิดการตรวจสอบอย่างจริงจังจากหน่วยงานรัฐ

นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ได้รับคำสั่งโดยตรงจากรัฐมนตรีให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที โดยเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2567 ปลัดกระทรวงได้เปิดเผยถึงการตั้งคณะกรรมการสอบสวน ซึ่งประกอบด้วยบุคคลภายนอกทั้งหมด ยกเว้นตัวท่านเองที่ทำหน้าที่ในฐานะผู้กำกับดูแลเท่านั้น เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและน่าเชื่อถือสูงสุด คณะกรรมการนี้คาดว่าจะมีสมาชิกไม่เกิน 10 คน โดยดึงตัวแทนจากหน่วยงานสำคัญๆ เช่น กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)

กระบวนการสอบสวนและระยะเวลาที่คาดการณ์

การตั้งทีมสอบในกรณีนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงดีอีในการต่อสู้กับอาชญากรรมไซเบอร์ โดยคณะกรรมการจะเริ่มทำงานทันทีหลังจากได้รับรายชื่อสมาชิกภายใน 1-2 วัน และคาดว่าจะสรุปผลได้ภายในสิ้นเดือนตุลาคม 2567 ตามข้อสั่งการของนายไชยชนก ปลัดกระทรวงยืนยันว่า กระบวนการทั้งหมดจะยึดหลักข้อเท็จจริงเป็นสำคัญ หากพบผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นใคร รวมถึงข้าราชการในกระทรวงดีอี จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด โดยไม่มีข้อยกเว้น

ปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ในไทยกำลังเป็นภัยคุกคามใหญ่หลวง โดยเฉพาะการโจมตีผ่านช่องทางออนไลน์ที่ทำให้ประชาชนสูญเสียทรัพย์สินนับพันล้านบาทต่อปี การเสนอสินบนจำนวน 40 ล้านต่อเดือนนี้ บ่งชี้ถึงขนาดของเครือข่ายอาชญากรรมที่ซับซ้อนและมีทุนหนา การตรวจสอบครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ตอบโต้เหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่เป็นก้าวสำคัญในการสร้างระบบป้องกันที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ กระทรวงดีอียังมีแผนขยายการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อปราบปรามแก๊งเหล่านี้ให้เด็ดขาด เช่น การเพิ่มมาตรการทางเทคโนโลยี การรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชน และการประสานงานข้ามชาติ เนื่องจากแก๊งสแกมมักมีฐานที่มั่นในต่างประเทศ โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

  • ตัวแทนจาก บช.ก. จะช่วยในการตรวจสอบเส้นทางการเงินและเครือข่าย
  • DSI จะรับผิดชอบด้านคดีพิเศษที่ซับซ้อน
  • ป.ป.ท. และ ปปง. จะตรวจสอบการทุจริตและการฟอกเงินที่อาจเกี่ยวข้อง

การดำเนินการนี้ยังช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่กำลังประสบปัญหาจากสแกมเมอร์ หากคุณเคยตกเป็นเหยื่อ ควรแจ้งเบาะแสกับตำรวจหรือกระทรวงดีอีโดยตรงเพื่อช่วยเหลือการสอบสวน

สุดท้าย การตั้งทีมสอบครั้งนี้เป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความเด็ดขาดของรัฐบาลในการต่อสู้กับการทุจริตและอาชญากรรมดิจิทัล หากผลการสอบสวนออกมาดี จะเป็นแรงผลักดันให้เกิดการปฏิรูปที่ยั่งยืน ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อไม่ให้พลาดพัฒนาการสำคัญ

ที่มา – “ปลัดดีอี” ตั้งทีมสอบกรณี “ไชยชนก” แฉถูกแก๊งสแกมเมอร์เสนอสินบน 40 ล้านต่อเดือน

โฆษกเพื่อไทย จี้ไชยชนกปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์

โฆษกเพื่อไทย จี้ไชยชนกปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ในสถานการณ์ที่อาชญากรรมออนไลน์กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทย การเคลื่อนไหวล่าสุดจากโฆษกเพื่อไทย จี้ “ไชยชนก” เร่งเอาผิดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังปูดถูกเสนอสินบน 40 ล้าน ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามอง นายดนุพร ปุณณกันต์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน โดยเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เร่งรัดดำเนินคดีกับกลุ่มอาชญากรเหล่านี้ทันที หลังจากที่ไชยชนก ชิดชอบ ได้เปิดเผยในสภาผู้แทนราษฎรว่าถูกเสนอสินบนจำนวนมหาศาล เพื่อแลกกับการไม่ปราบปรามกิจกรรมผิดกฎหมาย

โฆษกเพื่อไทย จี้ “ไชยชนก” เร่งเอาผิดแก๊งคอลเซ็นเตอร์

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ซึ่งนายไชยชนกได้เล่าว่ามีบุคคลลึกลับติดต่อผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเสนอเงินสินบน 40 ล้านบาทต่อเดือน หากยอมละเลยการตรวจสอบและจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเว็บไซต์พนันออนไลน์ แม้ว่านายไชยชนกจะปฏิเสธข้อเสนอนี้อย่างหนักแน่น แต่โฆษกเพื่อไทยมองว่าปัญหานี้ร้ายแรงเกินกว่าที่จะปล่อยผ่านไปง่ายๆ เขาย้ำว่าต้องใช้เวลาไม่เกิน 4 เดือนในการสืบสวนและนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ เพื่อสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรมให้กับประชาชน

นายดนุพร ยังได้ชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จของรัฐบาลชุดก่อนหน้าที่สามารถปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในสมัยที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีดิจิทัล ผู้ร้ายเหล่านี้ไม่กล้าปรากฏตัว แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรี แก๊งคอลเซ็นเตอร์กลับมาคึกคักอีกครั้ง สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามถึงประสิทธิภาพของการทำงานในยุครัฐบาลปัจจุบัน โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่เกี่ยวข้อง

สินบน 40 ล้านและความเสี่ยงต่อสังคม

การเสนอสินบนจำนวน 40 ล้านบาทต่อเดือนนี้ ไม่เพียงแต่แสดงถึงความทะเยอทะยานของกลุ่มอาชญากรเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงช่องโหว่ในระบบการป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ของไทย ประชาชนจำนวนมากตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่โทรศัพท์หลอกลวงให้โอนเงิน หรือหลงเชื่อเว็บพนันที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ ทำให้สูญเสียทรัพย์สินไปหลายพันล้านบาทต่อปี โฆษกเพื่อไทยจึงเรียกร้องให้มีการดำเนินการตามกฎหมายโดยด่วน หากเพิกเฉยอาจถูกมองว่าเป็นการละเว้นหน้าที่ หรือแม้กระทั่งการสมรู้ร่วมคิด

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งคำถามย้อนกลับอย่างเผ็ดร้อนถึงช่วงเวลาที่แก๊งเหล่านี้กลับมาปรากฏตัว ซึ่งตรงกับช่วงที่พรรคภูมิใจไทยเข้ามามีบทบาทในรัฐบาล นี่เป็นสัญญาณเตือนว่าการเมืองและการทุจริตอาจเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง ผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลแนะนำว่าการเพิ่มกำลังพลในหน่วยงานปราบปรามไซเบอร์ และการร่วมมือระหว่างประเทศจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้อย่างยั่งยืน

  • ผลกระทบต่อประชาชน: การหลอกลวงทำให้สูญเสียเงินทองและความเชื่อมั่น
  • บทบาทของรัฐมนตรี: ต้องแสดงผลงานจริง ไม่ใช่แค่คำพูด
  • แนวทางแก้ไข: เสริมสร้างกฎหมายและเทคโนโลยีตรวจจับ

ในมุมมองของผู้เขียน การจัดการกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไม่ใช่แค่หน้าที่ของรัฐมนตรีคนเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบของทุกภาคส่วน หากเราต่อต้านการทุจริตได้สำเร็จ สังคมไทยจะปลอดภัยยิ่งขึ้น

สุดท้ายนี้ ประชาชนควรระมัดระวังการโทรศัพท์จากหมายเลขไม่รู้จัก และรายงานพฤติกรรมน่าสงสัยให้เจ้าหน้าที่ทราบ เพื่อช่วยกันปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้ให้สิ้นซาก

ที่มา – โฆษกเพื่อไทย จี้ “ไชยชนก” เร่งเอาผิดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังปูดถูกเสนอสินบน 40 ล้าน

Scroll to top