ส่งทหาร

สหรัฐฯ เตรียมส่งทหาร 1,000 นายไปเสริมกำลังในตะวันออกกลาง

สหรัฐฯ เตรียมส่งทหาร 1,000 นายไปเสริมกำลังในตะวันออกกลาง เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นที่จับตามองของโลก หลังจากสำนักข่าว CNN รายงานเมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2569 โดยอ้างแหล่งข่าว 2 รายการ ทหารสหรัฐฯ จากกองพลร่มที่ 82 กำลังจะเคลื่อนพลเพิ่มเติม เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางทหารในภูมิภาค ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดกับอิหร่าน

สหรัฐฯ เตรียมส่งทหาร 1,000 นายไปเสริมกำลังในตะวันออกกลาง

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่ากำลังเจรจากับอิหร่านเพื่อหาทางออกจากความขัดแย้ง แหล่งข่าวระบุว่ากำลังพลชุดนี้จะมาจากกองพลน้อยที่ 1 (1st Brigade Combat Team) ซึ่งปัจจุบันทำหน้าที่เป็นหน่วยตอบโต้ฉับพลัน โดยมีพลตรีแบรนดอน เทกต์ไมเออร์ ผู้บัญชาการกองพลร่มที่ 82 นำทีมคณะเสนาธิการ คาดว่าหน่วยแรกจะเคลื่อนพลภายใน 1 สัปดาห์ และหน่วยอื่นๆ จะตามมา

คำสั่งเคลื่อนกำลังพลได้รับการอนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษณ์เมื่อวันอังคาร โดยหน่วยนี้จะทำหน้าที่เป็น “หน่วยเตรียมพร้อม” ในตะวันออกกลาง สามารถปฏิบัติการได้ทันทีหากจำเป็น สถานการณ์คล้ายกับปี 2563 ที่สหรัฐฯ ส่งกองพลร่มที่ 82 หลังสังหารนายพลคาเซม โซเลมานี

รายละเอียดกำลังพลและหน่วยสนับสนุน

นอกจาก สหรัฐฯ เตรียมส่งทหาร 1,000 นายไปเสริมกำลังในตะวันออกกลาง แล้ว ยังมีกำลังพลสหรัฐฯ หลายพันนายมุ่งหน้ามายังภูมิภาค เช่น:

  • หน่วยปฏิบัติการทางทะเล (MEU) ที่ 11 ร่วมกับกองเรือสะเทินน้ำสะเทินบก (ARG) “บ็อกเซอร์” (Boxer)
  • หน่วย MEU ที่ 31 ร่วมกับ ARG “ตริโปลี” (Tripoli)

แต่ละหน่วย ARG-MEU ประกอบด้วยนาวิกโยธินและลูกเรือราว 4,500 นาย มีขีดความสามารถครบวงจร ทั้งสนับสนุนภาคพื้นดิน การบิน และการส่งกำลังบำรุง

สถานการณ์การเจรจากับอิหร่าน

ประธานาธิบดีทรัมป์ ระบุเมื่อวันจันทร์ว่า สหรัฐฯ และอิหร่านตกลงกันได้ 15 ประเด็นแล้ว โดยอิหร่าน “กระตือรือร้น” ที่จะทำข้อตกลง ฝ่ายอิหร่านปฏิเสธในเบื้องต้น แต่แหล่งข่าวอิหร่านยืนยันกับ CNN ว่ามีการ “ติดต่อประสานงาน” และพร้อมรับฟังข้อเสนอที่ “ยั่งยืน” เพื่อยุติสงคราม

การเคลื่อนไหวทางทหารนี้สะท้อนถึงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ที่ผสมผสานระหว่างการทูตและกำลังทหาร เพื่อกดดันอิหร่านให้กลับสู่โต๊ะเจรจา ในขณะที่ภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงเปราะบางจากความขัดแย้งหลายด้าน เช่น สงครามในซีเรีย ยemen และปัญหานิวเคลียร์อิหร่าน

ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าการส่งกำลังทหารเพิ่มเติมมักเป็นเครื่องมือสำคัญในการเจรจา เช่น ในช่วงสงครามเย็นหรือวิกฤตอ่าวเปอร์เซีย สหรัฐฯ ใช้กำลังทหารเพื่อเสริมอิทธิพลและปกป้องผลประโยชน์ทางพลังงาน

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางคนกังวลว่าการเพิ่มทหารอาจยืดเยื้อความตึงเครียด แทนที่จะคลี่คลาย หากอิหร่านมองว่าเป็นการข่มขู่ ประชาคมโลกจึงจับตาการเจรจาครั้งนี้อย่างใกล้ชิด

สำหรับคนไทย การติดตามสถานการณ์นี้สำคัญเพราะส่งผลต่อราคาน้ำมันโลกและความมั่นคงพลังงาน หากความขัดแย้งลุกลาม อาจกระทบเศรษฐกิจไทยโดยตรง

คุณคิดว่าการส่งทหารเพิ่มครั้งนี้จะนำไปสู่สันติภาพหรือยืดเยื้อสงคราม? แชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่นี่!

ที่มา – สหรัฐฯ เตรียมส่งทหาร 1,000 นายไปเสริมกำลังในตะวันออกกลาง

เดนมาร์กส่งทหารป้องกันกรีนแลนด์ หวั่นสหรัฐบุกยึด

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้เรามาคุยกันเรื่องข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในโลกข่าวต่างประเทศกันดีกว่า คุณเคยได้ยินเรื่อง เดนมาร์กส่งทหารป้องกันกรีนแลนด์ หรือยัง? มันเกิดขึ้นจริงตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมาเลยนะ สาเหตุหลักมาจากความกังวลว่าสหรัฐอเมริกาอาจจะบุกยึดดินแดนนี้ หลังจากที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาดันแผนผนวกกรีนแลนด์เข้ากับสหรัฐแบบไม่ยั้ง เรื่องนี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างชาติพันธมิตรนาโต้สั่นคลอนเลยทีเดียว

เดนมาร์กส่งทหารป้องกันกรีนแลนด์: พื้นหลังและสาเหตุ

ตามรายงานจากสื่อเดนมาร์ก รัฐบาลเดนมาร์กตัดสินใจส่งกำลังทหารไปยังกรีนแลนด์ทันที หลังจากทรัมป์แสดงท่าทีอยากได้ดินแดนนี้มาเป็นของสหรัฐ เพราะกรีนแลนด์มีตำแหน่งทางยุทธศาสตร์สำคัญมาก ตั้งอยู่ใกล้ขั้วโลกเหนือ มีทรัพยากรแร่ธาตุมหาศาล และเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการแข่งขันกับรัสเซียและจีน ทรัมป์เคยพูดตรงๆ เลยว่าสหรัฐจำเป็นต้องควบคุมที่นี่เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ ทำให้เดนมาร์กไม่นั่งนิ่ง

กองทัพเดนมาร์กจัดทำแผนปฏิบัติการพิเศษ โดยมีคำสั่งลงวันที่ 13 มกราคม เป็นหลักฐานสำคัญ พวกเขามองจากตัวอย่างการเคลื่อนไหวของสหรัฐในอดีต เช่น การแทรกแซงในต่างประเทศ ทำให้ต้องเตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาหรือการเผชิญหน้า

ปฏิบัติการ Arctic Endurance: การเตรียมพร้อมจริงจัง

ปฏิบัติการนี้มีชื่อว่า Arctic Endurance ซึ่ง表面上看像การฝึกซ้อมทหาร แต่แหล่งข่าวยืนยันว่าเป็นการส่งกำลังจริงจังมาก ทหารเดนมาร์กไม่ได้ไปคนเดียวนะครับ มีชาติพันธมิตรร่วมด้วย:

  • ฝรั่งเศส: ส่งกำลังเสริมด้านยุทธวิธี
  • เยอรมนี: ให้การสนับสนุนด้านโลจิสติกส์
  • สวีเดน: ร่วมประจำการในพื้นที่หนาวเย็น

อุปกรณ์ที่ส่งไปครบมือเลย ทั้งกระสุนจริง วัตถุระเบิด และเวชภัณฑ์สำหรับสู้รบ สะท้อนถึงระดับความตึงเครียดที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้กรีนแลนด์จะเป็นดินแดนปกครองตนเองภายใต้เดนมาร์ก แต่เรื่องนี้กระทบภาพลักษณ์นาโต้ทั้งหมด เพราะสหรัฐกับเดนมาร์กต่างเป็นสมาชิกก่อตั้ง

ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับเดนมาร์ก และบทบาทของทรัมป์

ทรัมป์ย้ำหลายครั้งว่ากรีนแลนด์สำคัญต่อสหรัฐมาก โดยเฉพาะฐานทัพทหารและทรัพยากร แต่เดนมาร์กปฏิเสธเด็ดขาด ส่งผลให้เกิดวิกฤตความสัมพันธ์รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี นึกภาพตามนะครับ ชาติพันธมิตรที่เคยร่วมรบกัน กลับต้องเตรียมป้องกันกันเอง มันชวนคิดถึงสงครามเย็นเลย

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์คลี่คลายลงบ้างเมื่อทรัมป์ถอยร่นจากท่าทีใช้กำลัง และหันมาเจรจาผ่านนาโต้ มีกรอบข้อตกลงเบื้องต้นแล้ว แต่รายละเอียดยังคลุมเครือ ทำให้ทุกคนยังจับตาอยู่

กรีนแลนด์สำคัญอย่างไรต่อโลก?

กรีนแลนด์ไม่ใช่แค่เกาะน้ำแข็งนะครับ มันมีแร่หายากสำหรับเทคโนโลยีอนาคต เช่น ลิเธียมและยูเรเนียม นอกจากนี้ยังเป็นจุดเฝ้าระวังขีปนาวุธจากรัสเซีย เหตุการณ์ เดนมาร์กส่งทหารป้องกันกรีนแลนด์ นี้ จึงเป็นสัญญาณของการแข่งขันมหาอำนาจในอาร์กติกที่รุนแรงขึ้น

ในมุมมองของผม เหตุการณ์นี้เตือนใจเราว่า แม้ในยุคโลกาภิวัตน์ ความมั่นคงดินแดนยังคงสำคัญ คุณคิดว่าสหรัฐจะยอมถอยจริงๆ หรือไม่? หรือจะมีดราม่าต่อไป? ชวนคุยกันในคอมเมนต์เลยครับ และอย่าลืมติดตามข่าวต่างประเทศอัปเดตล่าสุดจากเรา เพื่อไม่พลาดเหตุการณ์สำคัญ!

ที่มา – เดนมาร์กส่งทหารป้องกันกรีนแลนด์ หวั่นสหรัฐบุกยึด หลังทรัมป์ดันแผนผนวกดินแดน

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ข่าวต่างประเทศ

ทรัมป์ส่งทหารไปเมืองพอร์ตแลนด์ อนุญาต “ใช้กำลังเต็มอัตรา” หากจำเป็น

ทรัมป์ส่งทหารไปเมืองพอร์ตแลนด์ อนุญาต “ใช้กำลังเต็มอัตรา” หากจำเป็น

ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดทางการเมืองของสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ตัดสินใจสั่งการให้กระทรวงกลาโหมส่งทหารไปยังเมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรกอน เพื่อควบคุมสถานการณ์ที่เขาอ้างว่าเป็น ‘สงคราม’ ที่ทำลายเมืองนี้ การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 27 กันยายน 2568 โดยทรัมป์อนุญาตให้ใช้ ‘กำลังเต็มอัตรา’ หากจำเป็น ซึ่งอาจนำไปสู่การปะทะที่รุนแรงยิ่งขึ้น

ทรัมป์ส่งทหารไปเมืองพอร์ตแลนด์ อนุญาต “ใช้กำลังเต็มอัตรา” หากจำเป็น

ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศผ่านโซเชียลมีเดีย Truth Social ว่า เขาได้สั่งการให้นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จัดส่งกองกำลังที่จำเป็นทั้งหมดไปยังพอร์ตแลนด์ เพื่อปกป้องทรัพย์สินของรัฐบาล โดยเฉพาะสถานที่ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและบังคับใช้กฎหมายศุลกากร (ICE) ที่ถูกโจมตีจากกลุ่มแอนติฟา (Antifa) และผู้ก่อการร้ายในประเทศรายอื่นๆ ทรัมป์ระบุชัดเจนว่า ‘ผมยังอนุญาตให้ใช้กำลังเต็มอัตรา หากมีความจำเป็น’ ซึ่งคำสั่งนี้สร้างความกังวลให้กับนักกิจกรรมและนักกฎหมายจำนวนมาก

การตัดสินใจนี้มาท่ามกลางคลื่นการประท้วงที่ลุกลามในพอร์ตแลนด์ ซึ่งเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องการเคลื่อนไหวทางสังคมและการต่อต้านนโยบายของทรัมป์ ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ประท้วงได้รวมตัวกันหน้าศูนย์ปฏิบัติการของ ICE โดยบางครั้งนำไปสู่การปะทะรุนแรง ตามรายงานของกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิ (DHS) เมื่อวันศุกร์ที่ 25 กันยายน ผู้ประท้วงได้โจมตีและปิดล้อมสถานที่เหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า สร้างความเสียหายและความไม่สงบในพื้นที่

背景ของการประท้วงและนโยบาย immigration ของทรัมป์

ทรัมป์ส่งทหารไปเมืองพอร์ตแลนด์ อนุญาต “ใช้กำลังเต็มอัตรา” หากจำเป็น เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายปราบปรามการเข้าเมืองผิดกฎหมายที่เขายึดมั่นมาตลอดการดำรงตำแหน่ง พอร์ตแลนด์กลายเป็นจุดร้อนล่าสุด หลังจากที่ทรัมป์เพิ่งลงนามคำสั่งกำหนดให้กลุ่มแอนติฟาเป็นองค์กรก่อการร้ายภายในประเทศอย่างเป็นทางการเมื่อต้นสัปดาห์ แอนติฟา หรือ Anti-Fascist เป็นขบวนการนักกิจกรรมฝ่ายซ้ายจัดที่ต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์ โดยไม่มีโครงสร้างองค์กรที่ชัดเจนหรือผู้นำหลัก

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายจาก BBC ชี้ให้เห็นว่า ไม่มีกลไกทางกฎหมายที่ชัดเจนสำหรับการประกาศกลุ่มแบบหลวมๆ อย่างแอนติฟาเป็นองค์กรก่อการร้าย นอกจากนี้ สิทธิในการแสดงออกตามบทแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่หนึ่งของรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ อาจนำไปสู่การท้าทายทางกฎหมายต่อคำสั่งนี้ ทำให้สถานการณ์ซับซ้อนยิ่งขึ้น

นอกจากพอร์ตแลนด์แล้ว ทรัมป์ยังเคยส่งกองกำลังไปยังเมืองอื่นๆ เพื่อควบคุมการประท้วง เช่น ในช่วง Black Lives Matter ที่ผ่านมา การใช้กำลังทหารในพื้นที่พลเรือนยังคงเป็นประเด็นถกเถียง โดยฝ่ายสนับสนุนมองว่าเป็นการปกป้องกฎหมาย ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามเห็นว่าเป็นการละเมิดสิทธิพลเมือง

  • สาเหตุหลัก: การประท้วงต่อต้านนโยบาย ICE
  • ผลกระทบ: เพิ่มความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐท้องถิ่น
  • ความไม่ชัดเจน: ไม่ระบุว่าทหารมาจาก National Guard หรือกองทัพปกติ

การส่งทหารครั้งนี้ยังไม่ชี้แจงรายละเอียด เช่น กองกำลังจะมาจากกองกำลังพิทักษ์มาตุภุมิ (National Guard) หรือทหารประจำการปกติ และ ‘กำลังเต็มอัตรา’ หมายถึงระดับความรุนแรงใด หากเกิดการใช้กำลังจริง อาจนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติและภายในประเทศ

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ การเคลื่อนไหวของทรัมป์อาจเป็นกลยุทธ์เพื่อเสริมฐานเสียงก่อนการเลือกตั้ง โดยเน้นภาพลักษณ์ของผู้นำที่เข้มแข็งต่อ ‘ความโกลาหล’ แต่ก็เสี่ยงต่อการถูกกล่าวหาว่าใช้กำลังเกินกว่าเหตุ ผู้อยู่อาศัยในพอร์ตแลนด์หลายคนกังวลว่าสถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายลง หากทหารเข้ามาแทรกแซง

สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจทรัมป์ส่งทหารไปเมืองพอร์ตแลนด์ อนุญาต “ใช้กำลังเต็มอัตรา” หากจำเป็น สะท้อนถึงความแตกแยกในสังคมอเมริกันที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ผู้สนใจควรติดตามพัฒนาการต่อไป เพื่อเข้าใจทิศทางของนโยบายความมั่นคงภายใน หากคุณมีมุมมองเกี่ยวกับเรื่องนี้ ลองแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อแลกเปลี่ยนกัน

ที่มา – ทรัมป์ส่งทหารไปเมืองพอร์ตแลนด์ อนุญาต “ใช้กำลังเต็มอัตรา” หากจำเป็น

Scroll to top