สํานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม

อรรถวิชช์ หนุนมติ กมอ. ตัด IF พ้นเหล็กข้ออ้อย เพื่อมาตรฐาน

อรรถวิชช์ หนุนมติ กมอ. ตัด IF พ้นเหล็กข้ออ้อย เพื่อมาตรฐานความปลอดภัย

ในวงการอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ประเด็นเรื่องคุณภาพวัสดุถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตที่ใช้รับน้ำหนักอาคาร ล่าสุด นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ได้ออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนอย่างเต็มที่ให้มีการบังคับใช้กฎระเบียบใหม่ โดยเขามองว่า อรรถวิชช์ หนุนมติ กมอ. ตัด IF พ้นเหล็กข้ออ้อย เพื่อล็อกกรรมวิธีผลิตให้ได้มาตรฐานสากล ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่จะยกระดับความปลอดภัยให้กับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

ปัจจุบัน คณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) ได้มีมติให้จำกัดกรรมวิธีการผลิตเหล็กข้ออ้อยที่ใช้ทำเสาและคาน ให้เหลือเพียง 2 กรรมวิธีหลัก คือ BO (Basic Oxygen Furnace) และ EF (Electric Arc Furnace) ซึ่งส่งผลโดยตรงให้กรรมวิธีแบบ IF (Induction Furnace) ต้องถูกตัดออกจากการผลิตเหล็กประเภทนี้ เนื่องมาจากปัญหาด้านการควบคุมคุณภาพที่ไม่เข้มงวดพอ

ทำไมต้องเปลี่ยน? มุมมองจาก อรรถวิชช์ หนุนมติ กมอ. ตัด IF พ้นเหล็กข้ออ้อย

นายอรรถวิชช์ได้อธิบายถึงที่มาของปัญหานี้ว่า ในอดีต มอก. 2559 ไม่ได้กำหนดกรรมวิธีผลิตแบบเจาะจง ทำให้การตรวจสอบคุณภาพเป็นไปได้ยากและมีข้อจำกัดด้านกำลังคนอย่างมาก การที่ อรรถวิชช์ หนุนมติ กมอ. ตัด IF พ้นเหล็กข้ออ้อย ในครั้งนี้ จึงเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แทนที่จะมาคอยไล่ตรวจเหล็กที่วางขายอยู่ตามท้องตลาด ซึ่งไม่สามารถครอบคลุมได้ทั้งหมด

ข้อเสนอแนะของนายอรรถวิชช์ต่อประเด็นนี้แบ่งออกเป็นประเด็นสำคัญ ดังนี้:

  • การเยียวยาผู้ประกอบการ: รัฐควรสนับสนุนการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการส่งเสริมการลงทุน เพื่อให้โรงงานสามารถปรับตัวสู่มาตรฐานใหม่ได้โดยไม่ล้มละลาย
  • การปรับใช้เทคโนโลยี: แม้กรรมวิธี IF จะถูกตัดออกจากการผลิตเหล็กข้ออ้อย แต่ยังสามารถนำไปผลิตเหล็กเส้นกลมทั่วไปได้ โดยต้องยกระดับด้วยการติดตั้ง “เตาปรุง” เพื่อควบคุมคุณภาพน้ำเหล็กให้แม่นยำ
  • ความโปร่งใสในข้อมูล: การตรวจสอบคุณภาพเหล็กในกรณีอาคารที่เกิดปัญหา ต้องมีการเปิดเผยข้อมูลผลตรวจของ สมอ. อย่างตรงไปตรงมา เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับภาคการผลิต สิ่งที่สำคัญที่สุดในเวลานี้ไม่ใช่แค่การบังคับใช้กฎหมาย แต่คือความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการยกระดับมาตรฐานวัสดุก่อสร้างไทยให้ทัดเทียมระดับโลก หากทำได้สำเร็จ จะเป็นการสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับการก่อสร้างไทยในระยะยาวอย่างยั่งยืน

ที่มา – “อรรถวิชช์” หนุนมติ กมอ. ตัด IF พ้นเหล็กข้ออ้อย ล็อกกรรมวิธีผลิตให้ได้มาตรฐาน

กรรมาธิการอุตสาหกรรม หนุน “กมอ.” กำหนดมาตรฐาน มอก.เหล็กฉบับใหม่

กรรมาธิการอุตสาหกรรม หนุน “กมอ.” กำหนดมาตรฐาน มอก.เหล็กฉบับใหม่

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวก่อสร้างและผู้ที่สนใจในแวดวงอุตสาหกรรมเหล็กทุกคนครับ วันนี้เรามีประเด็นร้อนที่น่าสนใจจากรัฐสภามาอัปเดตกัน ซึ่งถือเป็นข่าวดีของความปลอดภัยในงานโครงสร้างบ้านและอาคาร นั่นคือการที่คณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรมกำลังเร่งให้การสนับสนุน กมอ. ในการกำหนดมาตรฐาน มอก.เหล็กฉบับใหม่ เพื่อยกระดับมาตรฐานเหล็กในประเทศไทยให้ได้ระดับสากลมากขึ้น

สาเหตุหลักที่ กรรมาธิการอุตสาหกรรม หนุน “กมอ.” กำหนดมาตรฐาน มอก.เหล็กฉบับใหม่ ในครั้งนี้ เพราะปัญหาเรื่องเหล็กข้ออ้อยแบบ IF ที่มีข้อถกเถียงกันมาอย่างยาวนาน ทางภาครัฐจึงได้วางแผนมาตรการใหม่ที่เด็ดขาด โดยกำหนดให้ทุกโรงงานผลิตต้องมีเตาปรุงน้ำเหล็กในทุกกระบวนการผลิต เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเหล็กทุกเส้นที่ส่งถึงมือผู้บริโภคหรือบริษัทก่อสร้างนั้น มีคุณสมบัติทางเคมีและกายภาพที่แข็งแรงทนทานตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด

สรุปสาระสำคัญของร่างมาตรฐานใหม่

  • กำหนดให้ทุกโรงงานผลิตเหล็กต้องมีเตาปรุงน้ำเหล็ก (Ladles) ทุกแห่ง
  • แยกประเภทเหล็กตามการใช้งาน: เหล็กจากเตา IF ใช้ได้เฉพาะงานพื้นถนน แต่ต้องผ่านเตาปรุงน้ำเหล็กเท่านั้น
  • ห้ามเด็ดขาด: เหล็กข้ออ้อยสำหรับโครงสร้างอาคารขนาดใหญ่ ต้องผลิตจากเตา EF หรือเตา BO เท่านั้น
  • การตรวจสอบคุณภาพ 3 ระดับ: ทั้งที่ต้นทางโรงงาน จุดกระจายสินค้า และจุดจำหน่ายสินค้าปลายทาง

นอกจากนี้ ในประเด็นเรื่องโรงงานผลิตเหล็กที่มีข่าวก่อนหน้านี้อย่างบริษัท SKY ก็ไม่ได้ถูกปล่อยผ่านนะครับ กรรมาธิการได้ให้คำมั่นว่าจะตรวจสอบย้อนหลังทุกขั้นตอนเพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการออกใบอนุญาตหรือการกลับมาดำเนินการนั้นถูกต้องตามระเบียบใหม่ของ สมอ. หรือไม่ เพราะความปลอดภัยของประชาชนสำคัญที่สุด

การที่ กรรมาธิการอุตสาหกรรม หนุน “กมอ.” กำหนดมาตรฐาน มอก.เหล็กฉบับใหม่ ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยแก้ปัญหาเหล็กด้อยคุณภาพ แต่ยังเป็นการคัดกรองผู้เล่นในตลาดให้มีความรับผิดชอบต่อมาตรฐานความปลอดภัยมากขึ้น ในฐานะผู้บริโภค เราควรให้ความสำคัญกับการตรวจสอบตรา มอก. ทุกครั้งก่อนเลือกซื้อเหล็กมาใช้งาน เพื่อตัวบ้านที่มั่นคงปลอดภัยในระยะยาวครับ

ที่มา – กรรมาธิการอุตสาหกรรม หนุน “กมอ.” กำหนดมาตรฐาน มอก.เหล็กฉบับใหม่

อรรถวิชช์เปิดมติ กมอ. คว่ำ “เหล็กข้ออ้อย IF” ห้ามใช้สร้างเสา-คานอาคารสูง

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาคารสูงกันมาบ้าง ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญจากคุณอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ที่ออกมาเปิดเผยเรื่องราวของ อรรถวิชช์เปิดมติ กมอ. คว่ำ “เหล็กข้ออ้อย IF” ห้ามใช้สร้างเสา-คานอาคารสูง ซึ่งถือเป็นข่าวดีของคนในวงการก่อสร้างและประชาชนทั่วไปที่กังวลเรื่องความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างบ้านเรือนและอาคารสำนักงานครับ

อรรถวิชช์เปิดมติ กมอ. คว่ำ “เหล็กข้ออ้อย IF” ห้ามใช้สร้างเสา-คานอาคารสูง

เรื่องนี้สืบเนื่องมาจากมาตรฐานเหล็กเส้นที่ใช้ในกระบวนการก่อสร้าง โดยที่ประชุมคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) ได้มีมติเห็นชอบให้ปรับปรุงมาตรฐานใหม่ โดยมุ่งเป้าไปที่การแบนเหล็ก IF หรือเหล็กที่ผ่านกระบวนการหลอมด้วยเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า ซึ่งมักมีการนำเศษเหล็กคุณภาพต่ำมาใช้ใหม่ ทำให้คุณภาพของเหล็กไม่เหมาะสมกับการนำไปรับน้ำหนักในโครงสร้างหลักอย่างเสาและคานของอาคารสูง

เหตุผลสำคัญในการห้ามใช้เหล็กข้ออ้อย IF

คุณอรรถวิชช์ได้ชี้แจงให้เห็นภาพชัดเจนว่า ผลกระทบจาก อรรถวิชช์เปิดมติ กมอ. คว่ำ “เหล็กข้ออ้อย IF” ห้ามใช้สร้างเสา-คานอาคารสูง ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การปรับกฎระเบียบทั่วไป แต่คือการปกป้องชีวิตประชาชน เพราะ:

  • เหล็ก IF มีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานสากล
  • กระบวนการผลิตมักใช้เศษเหล็กที่ไม่ผ่านการคัดสรรที่ดีพอ
  • เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุตึกถล่ม ดังเช่นที่เคยเป็นประเด็นในอดีต
  • เทคโนโลยีนี้เป็นระบบที่หลายประเทศรวมถึงจีนเลิกใช้งานไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม เส้นทางนี้อาจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะมูลค่าธุรกิจของอุตสาหกรรมเหล็กที่ใช้ระบบนี้มีสูงถึงหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งอาจมีแรงกดดันจากกลุ่มทุนที่พยายามจะแก้ไขมติดังกล่าวในช่วงการรับฟังความคิดเห็น 30 วันนี้ ดังนั้นภาคประชาชนจึงต้องช่วยกันจับตาดูว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะรักษาความตั้งใจนี้ไว้ได้อย่างมั่นคงหรือไม่

นอกเหนือจากมติล่าสุด คุณอรรถวิชช์ยังประกาศเดินหน้าตรวจสอบกรณีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม ที่เคยเป็นประเด็นใหญ่ โดยย้ำว่าหลักฐานจากซากปรักหักพังบ่งชี้ว่ามีการใช้เหล็กที่ต่ำกว่ามาตรฐานจริง ซึ่งสวนทางกับรายงานการตรวจสอบของบางคณะกรรมการในอดีตที่ระบุว่าปัญหาเกิดจากขั้นตอนการออกแบบเท่านั้น ความโปร่งใสในเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่สังคมรอคอยคำตอบ

บทสรุปและมุมมอง: การตัดสินใจของ กมอ. ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในไทย แม้ต้องเผชิญกับแรงต้านมหาศาลจากกลุ่มผลประโยชน์ แต่ความปลอดภัยของชีวิตประชาชนย่อมสำคัญกว่าเม็ดเงินมหาศาลของผู้ผลิตเหล็กคุณภาพต่ำ เราควรสนับสนุนให้การบังคับใช้กฎหมายนี้เป็นไปอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยภัยพิบัติจากอาคารที่ไม่ได้มาตรฐานอีกต่อไป

ที่มา – “อรรถวิชช์” เปิดมติ กมอ. คว่ำ “เหล็กข้ออ้อย IF” ห้ามใช้สร้างเสา-คานอาคารสูง

“อรรถวิชช์” ชี้พิรุธตรวจเหล็ก ซินเคอหยวน จี้สุ่มตรวจเตาหลอมไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า

ถ้าพูดถึงเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้างตึกอาคาร สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือคุณภาพของเหล็กครับ ล่าสุดมีประเด็นร้อนที่น่าสนใจมาก เมื่อคุณอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ได้ออกมาเปิดเผยถึงความผิดปกติในการตรวจสอบมาตรฐานโรงงานเหล็กชื่อดังอย่าง ซินเคอหยวน ซึ่งกำลังเป็นที่จับตามองของสังคมในขณะนี้

“อรรถวิชช์” ชี้พิรุธตรวจเหล็ก ซินเคอหยวน จี้สุ่มตรวจเตาหลอมไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า

ปัญหาที่ตรวจพบคือมีการปล่อยเหล็กออกไปกว่า 40,000 เส้นในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐมนตรี ซึ่งทำให้เกิดคำถามมากมายว่ามาตรฐานความปลอดภัยอยู่ที่ไหน ทำให้นายอรรถวิชช์ต้องออกมาเรียกร้องให้กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการอย่างจริงจัง โดยเฉพาะประเด็นการเข้าตรวจสอบ “อรรถวิชช์” ชี้พิรุธตรวจเหล็ก ซินเคอหยวน จี้สุ่มตรวจเตาหลอมไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า เพื่อให้ได้ผลตรวจที่เป็นธรรมและโปร่งใสที่สุด

ทำไมการสุ่มตรวจแบบไม่แจ้งล่วงหน้าถึงสำคัญ?

การสุ่มตรวจโดยไม่แจ้งล่วงหน้าเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้เราเห็นภาพการผลิตที่แท้จริง เพราะหากมีการเตือนก่อน โรงงานอาจเตรียมการเพื่อผ่านเกณฑ์มาตรฐานเพียงชั่วคราว ข้อเสนอนี้ไม่ได้เจาะจงแค่ซินเคอหยวนเท่านั้น แต่ต้องการให้เป็นบรรทัดฐานสำหรับโรงเหล็กทั่วประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้เหล็กไม่ได้มาตรฐานหลุดเข้าไปอยู่ในโครงการก่อสร้างอาคารสูง ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อผู้พักอาศัย

  • ต้องตรวจสอบย้อนกลับไปถึงปลายทางของเหล็ก 40,000 เส้นที่ถูกจำหน่ายออกไป
  • ควรยกระดับการตรวจมาตรฐานโดยใช้หน่วยงานกลางที่น่าเชื่อถือ
  • ต้องยกระดับการควบคุมคุณภาพให้เข้มงวดมากขึ้น

นอกจากนี้ ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการอุตสาหกรรมยังได้มีการหารือถึงการปรับกฎเกณฑ์การผลิตในอนาคต โดยมีประเด็นที่น่าจับตามองดังนี้ครับ:

ข้อเสนอหลักที่ทางคณะทำงานพิจารณาคือ การบังคับให้ทุกโรงงานต้องมีสิ่งที่เรียกว่า “เตาปรุงน้ำเหล็ก” เพื่อคุมคุณภาพให้ได้มาตรฐานระดับสากล และอาจมีการพิจารณายกเลิกการใช้เตาหลอมแบบ IF ในการผลิตเหล็กข้ออ้อยที่ใช้ในเสาหรือคานตึกสูง เพื่อความปลอดภัยสูงสุดในระยะยาว ซึ่งเรื่อง “อรรถวิชช์” ชี้พิรุธตรวจเหล็ก ซินเคอหยวน จี้สุ่มตรวจเตาหลอมไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า นี้ ถือเป็นก้าวแรกของการปฏิรูปอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศไทยให้โปร่งใสและปลอดภัยมากยิ่งขึ้นครับ

เราในฐานะประชาชนผู้บริโภค คงต้องติดตามกันต่อไปว่ากระทรวงอุตสาหกรรมจะตอบสนองต่อข้อเรียกร้องนี้อย่างไร เพราะมาตรฐานเหล็กไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ แต่มันคือเรื่องของความปลอดภัยที่แลกด้วยชีวิตของผู้คนทั้งประเทศ หากมีการปล่อยปละละเลย ผลกระทบที่จะตามมาอาจประเมินค่าไม่ได้เลยครับ

ที่มา – “อรรถวิชช์” ชี้พิรุธตรวจเหล็ก ซินเคอหยวน จี้สุ่มตรวจเตาหลอมไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า

ซิน เคอ หยวน สตีล กลับมาเดินเครื่องผลิตเต็มสูบ

ข่าวใหญ่ในวงการอุตสาหกรรมเหล็กไทยล่าสุด เมื่อ ซิน เคอ หยวน สตีล กลับมาเดินเครื่องผลิตเต็มสูบ หลังจากผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากหลายหน่วยงาน ทั้งกรมโรงงานอุตสาหกรรม ดีเอสไอ และ สมอ. ซึ่งถือเป็นข่าวดีของพันธมิตรทางธุรกิจและผู้ประกอบการภาคก่อสร้างอย่างมากครับ

ซิน เคอ หยวน สตีล กลับมาเดินเครื่องผลิตเต็มสูบ หลังจากพิสูจน์มาตรฐานได้สำเร็จ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาทำให้หลายคนกังวล แต่ในวันนี้ความชัดเจนได้ปรากฏแล้ว เมื่อกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ส่งหนังสืออนุมัติให้ทางบริษัทกลับมาดำเนินการได้ตามปกติ หลังจากที่บริษัทได้ปรับปรุงระบบบำบัดมลพิษและผ่านการตรวจสอบอากาศตามเกณฑ์มาตรฐานของกรมฯ อย่างถูกต้อง 100% การที่ ซิน เคอ หยวน สตีล กลับมาเดินเครื่องผลิตเต็มสูบ ในครั้งนี้ จึงเป็นการยืนยันถึงเจตจำนงในการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

เหตุผลความเชื่อมั่นจากผลการตรวจสอบมาตรฐานเหล็ก

นอกจากเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้ว คุณภาพผลิตภัณฑ์ยังเป็นหัวใจสำคัญ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง สมอ. ได้สุ่มตรวจเหล็กของบริษัทและพบว่าคุณภาพผ่านมาตรฐาน มอก. ทุกประการ ไม่ว่าจะเป็น:

  • เหล็กเส้นกลม มอก. 20-2559 ชั้นคุณภาพ SR24
  • เหล็กข้ออ้อย มอก. 24-2559 ชั้นคุณภาพ SD40T และ SD50T
  • ผ่านการทดสอบทางวิศวกรรมจากสถาบันชั้นนำกว่า 56 ชุดตัวอย่าง

ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีการผลิตแบบเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า หรือ Induction Furnace ที่บริษัทใช้อยู่นั้น มีประสิทธิภาพสูงและมีมาตรฐานระดับโลก ไม่ต่างจากโรงงานชั้นนำอีกกว่า 11 แห่งในประเทศไทยครับ

ในมุมมองของผม การที่ผู้ประกอบการกลับมาเดินหน้าผลิตได้อีกครั้งไม่เพียงดีต่อตัวบริษัทเอง แต่ยังช่วยสร้างความมั่นคงในห่วงโซ่อุปทานของวัสดุก่อสร้างในประเทศ ช่วยให้ราคาเหล็กในตลาดแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม และลดต้นทุนให้กับผู้รับเหมาในโครงการต่างๆ อีกด้วย ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่บริษัทเลือกเดินหน้าสู่แนวทาง Net Zero ตามนโยบายความยั่งยืนของภาครัฐ

หวังว่าการกลับมาครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นภาคอุตสาหกรรมไทยให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง หากคุณกำลังมองหาเหล็กคุณภาพที่ผ่านการตรวจสอบเป็นอย่างดี ข้อมูลนี้ก็น่าจะเป็นคำตอบที่ช่วยสร้างความมั่นใจในการตัดสินใจเลือกซื้อวัสดุของคุณได้เป็นอย่างดีครับ

ที่มา – ซิน เคอ หยวน สตีล กลับมาเดินเครื่องผลิตเต็มสูบ หลังกรมโรงงานอุตสาหกรรมไฟเขียวให้ประกอบกิจการต่อได้

Scroll to top