หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เจเศรษฐ์ สั่งลุยไฟป่าพรุควนเคร็ง ส่งเฮลิคอปเตอร์สยบเพลิง

เจเศรษฐ์ สั่งลุยไฟป่าพรุควนเคร็ง ส่งเฮลิคอปเตอร์สยบเพลิง

สถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่พรุควนเคร็ง จังหวัดนครศรีธรรมราช กำลังเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสำคัญอย่างมาก ล่าสุด นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงมาสั่งการด้วยตนเองให้เร่งระดมกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องมือพิเศษเพื่อเข้าควบคุมสถานการณ์ เจเศรษฐ์ สั่งลุยไฟป่าพรุควนเคร็ง ส่งเฮลิคอปเตอร์สยบเพลิง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่อำเภอชะอวดโดยเร็วที่สุด

มาตรการเร่งด่วนในการดับไฟป่าพรุควนเคร็ง

สำหรับการปฏิบัติการครั้งนี้ นายเจเศรษฐ์ได้กำชับให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จัดส่งทรัพยากรที่จำเป็นเข้าสู่พื้นที่อย่างเร่งด่วน โดยมีรายละเอียดการสนับสนุนดังนี้:

  • รถดับไฟป่าประสิทธิภาพสูงจำนวน 1 คัน
  • รถน้ำช่วยดับเพลิงขนาดใหญ่ความจุ 10,000 ลิตร
  • รถบรรทุกเล็กเพื่อความคล่องตัวในการเข้าถึงพื้นที่
  • กำลังเจ้าหน้าที่จากศูนย์ ปภ. เขต 11 สุราษฎร์ธานี

นอกจากกำลังภาคพื้นดินแล้ว ยังมีการประสานงานร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อนำเฮลิคอปเตอร์สนับสนุนการทิ้งน้ำทางอากาศ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของปฏิบัติการครั้งนี้ เนื่องจากพื้นที่ป่าพรุมีความยากลำบากในการเข้าถึง การที่ เจเศรษฐ์ สั่งลุยไฟป่าพรุควนเคร็ง ส่งเฮลิคอปเตอร์สยบเพลิง จึงเป็นการตัดสินใจที่เฉียบขาดเพื่อป้องกันไม่ให้ไฟลุกลามขยายวงกว้าง

นายเจเศรษฐ์ได้เน้นย้ำกับทุกหน่วยงานว่า การปฏิบัติภารกิจต้องอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่เป็นสำคัญ พร้อมทั้งสั่งให้รายงานสถานการณ์แบบเรียลไทม์เพื่อให้สามารถประเมินและปรับเปลี่ยนแผนการรับมือได้ทันท่วงที นี่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่อำเภอชะอวดที่ต้องเผชิญกับมลพิษจากควันไฟและความเสียหายทางธรรมชาติ

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการบูรณาการกำลังในครั้งนี้จะทำให้สถานการณ์ไฟป่าพรุควนเคร็งคลี่คลายลงได้ในเร็ววัน และขอส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ปฏิบัติงานอย่างหนักท่ามกลางความร้อนและอันตราย หากคุณอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง ควรติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณและครอบครัวครับ

ที่มา – “เจเศรษฐ์” สั่งลุยไฟป่าพรุควนเคร็ง ส่งเฮลิคอปเตอร์สยบเพลิง

อนุทิน พยักหน้ารับ แจงภาพถ่ายบัตรประชาชนเสื้อสีส้มนานแล้ว

อนุทิน พยักหน้ารับ แจงภาพถ่ายบัตรประชาชนเสื้อสีส้มนานแล้ว

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองในโลกโซเชียลมีเดีย เมื่อมีภาพบัตรประชาชนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หลุดออกมา โดยในภาพดังกล่าว นายอนุทินสวมใส่เสื้อสีส้ม ซึ่งสร้างความสงสัยให้กับประชาชนเป็นอย่างมากว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

ล่าสุด นายอนุทินได้ออกมาตอบคำถามสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาลถึงกรณี อนุทิน พยักหน้ารับ แจงภาพถ่ายบัตรประชาชนเสื้อสีส้มนานแล้ว โดยนายกรัฐมนตรีได้พยักหน้ารับและยืนยันสั้นๆ ว่าภาพถ่ายบัตรประชาชนใบดังกล่าวเป็นการถ่ายไว้นานแล้ว ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในปัจจุบันแต่อย่างใด

สั่งตรวจสอบเข้มกรณีข้อมูลรั่วไหล

นอกจากประเด็นเรื่องภาพถ่ายบัตรประชาชนแล้ว ประเด็นที่สำคัญยิ่งกว่าคือเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนชาวไทย หลังจากที่มีกระแสข่าวว่าข้อมูลทางราชการบางส่วนอาจมีการรั่วไหล นายอนุทินในฐานะผู้กำกับดูแลกระทรวงมหาดไทย จึงได้สั่งการอย่างเร่งด่วนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบทันทีว่า อนุทิน พยักหน้ารับ แจงภาพถ่ายบัตรประชาชนเสื้อสีส้มนานแล้ว และข้อมูลอื่นๆ ที่ปรากฏนั้นหลุดออกมาจากหน่วยงานใด

แนวทางการตรวจสอบและมาตรการป้องกันในอนาคตที่นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำมีดังนี้:

  • ตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลที่หลุดออกมาว่ามีที่มาจากระบบใด
  • ประเมินมาตรฐานความปลอดภัยของฐานข้อมูลหน่วยงานรัฐ
  • กำหนดบทลงโทษและมาตรการป้องกันการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลโดยมิชอบ
  • เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ เมื่อผู้สื่อข่าวถามเจาะลึกถึงรายละเอียดของหน่วยงานต้นทางที่อาจเป็นจุดรั่วไหลของข้อมูล นายกรัฐมนตรีได้เพียงรับฟังคำถามและเดินเข้าห้องประชุมคณะรัฐมนตรีไปโดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ประชาชนยังคงรอความชัดเจนจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงต่อไป

การจัดการกับปัญหาข้อมูลหลุดไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ในยุคดิจิทัลเช่นนี้ ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อหน่วยงานรัฐขึ้นอยู่กับว่าระบบฐานข้อมูลของเรามีความปลอดภัยเพียงใด หาก อนุทิน พยักหน้ารับ แจงภาพถ่ายบัตรประชาชนเสื้อสีส้มนานแล้ว เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง เราก็หวังว่ารัฐบาลจะเร่งปิดช่องโหว่และยกระดับความปลอดภัยให้ได้มาตรฐานสากล เพื่อปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของทุกคนให้ปลอดภัยที่สุด

ที่มา – “อนุทิน” พยักหน้ารับ แจงภาพถ่ายบัตรประชาชนเสื้อสีส้มนานแล้ว สั่งเช็กข้อมูลหลุด

“ปลัดพาณิชย์” ดึง “ศุภจี” ออกจากวงสัมภาษณ์ ดราม่าทุเรียน

เหตุการณ์ร้อนแรงในวงการการเมืองเศรษฐกิจไทย เมื่อ“ปลัดพาณิชย์” ดึง “ศุภจี” ออกจากวงสัมภาษณ์ หลังสื่อจี้ถาม ปม ดราม่าไลฟ์สดขายทุเรียนไม่ตรงปก กลายเป็นประเด็นที่คนจับตามอง สะท้อนปัญหาการสื่อสารและการแก้ไขราคาพืชผลทางการเกษตร วันนี้เราจะมาวิเคราะห์กันแบบละเอียดว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และมันส่งผลกระทบอย่างไรต่อภาพลักษณ์ของรัฐมนตรี

“ปลัดพาณิชย์” ดึง “ศุภจี” ออกจากวงสัมภาษณ์ หลังสื่อจี้ถาม ปม ดราม่าไลฟ์สดขายทุเรียนไม่ตรงปก

วันที่ 29 เมษายน 2567 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กำลังเผชิญคำถามจากสื่อมวลชนอย่างหนักหน่วง กรณีสภาผู้แทนราษฎรเตรียมตั้งกระทู้ถามเรื่องการไลฟ์สดขายทุเรียน และการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) เพื่อแก้ไขปัญหาราคาพืชผล ซึ่งฝ่ายค้านวิจารณ์ว่า “แก้ปัญหาไม่ถูกจุด เกาไม่ถูกที่คัน”

สื่อพยายามดึงตัวนางศุภจีให้เข้าวงสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการ แต่นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เข้ามาขัดขวาง โดยพยายามดึงตัวนางศุภจีออกจากวงถึง 3 ครั้ง อ้างว่ามีภารกิจต่อไป สุดท้ายนางศุภจีกล่าวสั้นๆ ว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดของกมธ. ว่าใครตั้ง และมีสาระอย่างไร จะขอไปศึกษาก่อน

ดราม่าไลฟ์สดขายทุเรียนไม่ตรงปกคืออะไร

ประเด็นหลักคือการไลฟ์สดขายทุเรียนของนางศุภจีร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ในราคาเพียง 100 บาทต่อลูก แต่เมื่อลูกค้าสั่งซื้อแล้ว สินค้าที่ส่งมาถึงไม่ตรงปก ลูกทุเรียนขนาดเล็ก คุณภาพต่ำ สร้างความไม่พอใจให้ผู้บริโภคจำนวนมาก ฝ่ายค้านโจมตีว่าเป็นการทำลายกลไกตลาด ทำให้ราคาทุเรียนตกต่ำ และไม่เหมาะสมกับตำแหน่งรัฐมนตรี

  • ไลฟ์ขายทุเรียนราคาถูกเพื่อช่วยเกษตรกร แต่ถูกมองว่าเป็นการแข่งขันไม่เป็นธรรม
  • ผู้บริโภคร้องเรียนสินค้าไม่ตรงปก ไม่สด ไม่ใหญ่ตามโฆษณา
  • กระทบภาพลักษณ์กระทรวงพาณิชย์ในการคุ้มครองผู้บริโภค

นางศุภจีตอบสื่อว่า ยังไม่ได้ดูคลิปไลฟ์เอง และกดสั่งซื้อไม่ทัน ส่วนเรื่องไม่ตรงปกต้องให้หน่วยงานตรวจสอบดูแลต่อไป

ฝ่ายค้านตั้งกระทู้ถามและวิจารณ์รัฐบาลอย่างไร

ฝ่ายค้านมองว่าการไลฟ์ดังกล่าวไม่ช่วยแก้ปัญหาจริง แต่กลับทำให้ราคาพืชผลผันผวนมากขึ้น โดยเฉพาะทุเรียนที่เป็นสินค้าส่งออกหลักของไทย สภาฯ เตรียมตั้งกระทู้ถาม และกมธ.เศรษฐกิจเพื่อตรวจสอบ นางศุภจีโต้ว่า การตั้งกมธ.นี้แก้ไม่ถูกจุด เพราะปัญหาหลักคือห่วงโซ่อุปทาน ไม่ใช่แค่ราคาขายปลีก

เหตุการณ์“ปลัดพาณิชย์” ดึง “ศุภจี” ออกจากวงสัมภาษณ์ หลังสื่อจี้ถาม ปม ดราม่าไลฟ์สดขายทุเรียนไม่ตรงปกนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสวิจารณ์หนัก สะท้อนถึงความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้านในประเด็นเศรษฐกิจเกษตร นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการควบคุมคุณภาพสินค้าออนไลน์ที่กระทรวงพาณิชย์ต้องรับผิดชอบ โดยเฉพาะไลฟ์คอมเมิร์ซที่กำลังบูม แต่ขาดการกำกับดูแล

จากข้อมูลล่าสุด ราคาทุเรียนในตลาดส่งออกปีนี้ผันผวนจากปัจจัยสภาพอากาศและความต้องการจากจีน หากรัฐบาลต้องการช่วยเกษตรกร ควรโฟกัสที่การพัฒนาตราสินค้า สร้างแบรนด์ และเจรจาสัญญาระยะยาวกับผู้ซื้อต่างประเทศมากกว่าไลฟ์ขายแบบฉุกระยะสั้น

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญว่ารัฐมนตรีควรโปร่งใสและตอบคำถามสื่ออย่างตรงไปตรงมา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน การดึงตัวออกจากวงสัมภาษณ์อาจทำให้เกิดข่าวลือมากขึ้น คุณคิดว่าศุภจีควรจัดการดราม่านี้อย่างไร? คอมเมนต์บอกความเห็นของคุณด้านล่าง และกดแชร์เพื่อติดตามข่าวอัปเดตการเมืองเศรษฐกิจไทยต่อไป!

ที่มา – “ปลัดพาณิชย์” ดึง “ศุภจี” ออกจากวงสัมภาษณ์ หลังสื่อจี้ถาม ปม ดราม่าไลฟ์สดขายทุเรียนไม่ตรงปก

“สมศักดิ์” สั่ง ส.ส. สุโขทัยติดตามสถานการณ์น้ำท่วม

“สมศักดิ์” กำชับ 2 สส.สุโขทัย พรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมใกล้ชิด ยัน ไม่ทิ้งปัญหาน้ำท่วม เผย กำลังเดินหน้าโครงการยมฝั่งขวา ช่วยระบายน้ำมากขึ้น

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดสุโขทัยว่า น้ำจากลำน้ำแม่มอก แม่รำพัน ที่ล้นอ่างเก็บน้ำ จากพายุคัลแมกี ทำให้น้ำล้นสปินเวย์เข้าท่วมชุมชน และพื้นที่การเกษตรในหลายจุด ทั้งในอ.ทุ่งเสลี่ยม และอ.เมืองสุโขทัย ส่งผลให้ต้องปิดเส้นทางจราจรในหลายแห่ง โดยผลกระทบระหว่างวันที่ 1-7 พ.ย.68 มีจำนวน 7 อำเภอ 48 ตำบล 311 หมู่บ้าน 11,752 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรคาดว่าจะเสียหาย 27,728 ไร่ ปศุสัตว์ 4,000 ตัว โรงเรียน 14 แห่ง ถนน 70 สาย รวมถึงมีพี่น้องประชาชน เข้ามาแจ้งความเดือดร้อนในเฟซบุ๊กส่วนตัวตนเป็นจำนวนมาก จึงได้เร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยแก้ปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนให้อย่างเต็มที่

กำชับ 2 สส. สุโขทัยเกาะติด

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดสุโขทัย ส่วนใหญ่อยู่ในเขต 1 และ เขต 3 ตนได้กำชับ นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ และ น.ส.ประภาพร ทองปากน้ำ ส.ส.สุโขทัย เขต 1 และเขต 3 พรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมให้ประสานงานร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย เพื่อบูรณาการแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบเป็นการเร่งด่วน ซึ่งตนเข้าใจดีถึงความเดือดร้อนและพยายามแก้ปัญหาน้ำท่วมจังหวัดสุโขทัยมาโดยตลอด ไม่เคยทอดทิ้งปัญหา โดยล่าสุด ตนก็กำลังผลักดันโครงการยมฝั่งขวา ที่เพิ่งได้รับงบประมาณมา ซึ่งจะช่วยทำให้การระบายน้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้น จะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วม สู่ทุ่งรับน้ำปากพระ

ฝากผลักดันจุดพักน้ำ

“เรื่องปัญหาน้ำท่วมสุโขทัย มีมาอย่างยาวนานและปฏิเสธไม่ได้ว่า ทั้งแพร่ สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร เป็นพื้นที่รับน้ำของลุ่มน้ำยมก่อนจะถึงภาคกลาง โดยส่วนตัวมองถึงระบบชลประทานในภาพรวม จุดพักน้ำ การเชื่อมโยงแหล่งน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร ซึ่งยังไม่เพียงพอ การศึกษาโครงการมีมากมาย แต่ต้องฝากถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งผลักดันโครงการอย่างจริงจัง รวมถึงการให้การช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องเกษตรกรโดยเร่งด่วน นอกจากนั้นยังได้ให้ ส.ส.สุโขทัย ทั้ง 4 เขต ของพรรคเพื่อไทย ประสานงานกับผู้นำท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด เพื่อศึกษาแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วมเพิ่มประสิทธิภาพชลประทานโดยละเอียด ซึ่งต้องยอมรับว่าในการดำเนินงานนั้นมีขั้นตอนจำนวนมาก กว่าจะได้รับงบประมาณมา ผมจึงได้กำชับให้ศึกษาพื้นที่ให้ได้มากที่สุด เพื่อที่จะได้ผลักดันงบให้เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพสูงสุด“ นายสมศักดิ์ กล่าว

สถานการณ์น้ำท่วม สุโขทัย

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในจังหวัดสุโขทัย โดยเฉพาะการผลักดันโครงการยมฝั่งขวา เพื่อช่วยในการระบายน้ำและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม

โครงการยมฝั่งขวาช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วม

โครงการยมฝั่งขวา ถือเป็นโครงการสำคัญที่จะช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในระยะยาว โดยจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำและลดผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่

การบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ที่มา – “สมศักดิ์” กำชับ 2 สส.สุโขทัย ติดตามน้ำท่วมใกล้ชิด เผยกำลังเดินหน้าโครงการยมฝั่งขวา ช่วยระบายน้ำ

Scroll to top