หมอวรงค์

หมอวรงค์ เตือน รมว.ดีอี ดูคดีจำนำข้าวเป็นตัวอย่าง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาฯ อีกครั้ง เมื่อ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้ออกมาเปิดเผยถึงความผิดปกติในโครงการ TH-AI Passport โดยเจ้าตัวยืนยันว่าถูกปิดกั้นจากการอภิปรายในสภา ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจสำหรับการตรวจสอบการใช้งบประมาณภาษีของประชาชน หมอวรงค์ เตือน รมว.ดีอี ดูคดีจำนำข้าวเป็นตัวอย่าง ก่อนที่จะดำเนินการยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ในวันพรุ่งนี้

หลักฐานการล็อกสเปกในโครงการ TH-AI Passport

สิ่งที่เป็นข้อกังวลหลัก คือการที่รัฐออก TOR ออกมาในลักษณะที่อาจเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชนรายเดียว โดยมีการระบุเงื่อนไขที่บังคับให้ต้องมีการติดตั้งจอดิจิทัลตามร้านสะดวกซื้อชื่อดังจำนวนมหาศาล ซึ่งดูคล้ายกับการล็อกสเปกไว้ให้บริษัทใดบริษัทหนึ่งโดยเฉพาะ หมอวรงค์ เตือน รมว.ดีอี ดูคดีจำนำข้าวเป็นตัวอย่าง ในเรื่องของการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หากรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทำท่าทีเพิกเฉยต่อหลักฐานที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเปิดเผย

รายละเอียดการตรวจสอบที่ ป.ป.ช. ต้องจับตา

สำหรับประเด็นที่ นพ.วรงค์ เตรียมยื่นต่อ ป.ป.ช. มีหัวข้อสำคัญดังนี้:

  • การจัดทำ TOR ที่มีการระบุเงื่อนไขการติดตั้งสื่อดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อ 1,500 สาขา และแหล่งธุรกิจอีกกว่า 400 จุด
  • โครงสร้างการจ่ายเงินที่ผูกติดกับเงื่อนไขการติดตั้งจอ ซึ่งอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้บริษัทเอกชน
  • การเพิกเฉยของหน่วยงานรัฐ แม้จะมีการเตือนและชี้เบาะแสหลักฐานผ่านทางรัฐสภาแล้วก็ตาม

หมอวรงค์ เตือน รมว.ดีอี ดูคดีจำนำข้าวเป็นตัวอย่าง เพราะจากเหตุการณ์ในอดีต ศาลเคยพิจารณาคำอภิปรายในสภาฯ ว่าเป็นสิ่งที่มีน้ำหนักในการเอาผิดนักการเมืองฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต การที่หน่วยงานรับผิดชอบหลักอย่างกระทรวงดีอีจะอ้างว่าไม่รู้เรื่องนั้น จึงเป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้นในสายตาของผู้ตรวจสอบ

บทเรียนจากอดีตสอนให้เรารู้ว่า การทุจริตที่ซ่อนมาในรูปแบบสัญญาของภาครัฐนั้นเป็นภัยร้ายแรงต่อภาษีประชาชน หากรัฐมนตรีไม่ได้แสดงความจริงใจในการตรวจสอบตั้งแต่เนิ่นๆ สุดท้ายแล้วประวัติศาสตร์อาจจะซ้ำรอยเดิม ความโปร่งใสไม่ใช่เรื่องที่ควรพูดแค่ลมปาก แต่ต้องพิสูจน์ได้ด้วยการเปิดพื้นที่ให้มีการตรวจสอบอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – “หมอวรงค์” เตือน รมว.ดีอี ดูคดี “จำนำข้าว” เป็นตัวอย่าง เตรียมยื่น ป.ป.ช. พรุ่งนี้

วรงค์ค้านมติคงบำนาญอดีต สส.-ผู้ช่วย 8 คน ชี้เอาภาษีดูแลคนสอบตก

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาฯ เมื่อ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านมติของคณะกรรมาธิการกิจการสภาฯ ที่มีความเห็นให้คงสิทธิประโยชน์และบำนาญของอดีต สส. พร้อมทั้งจำนวนผู้ช่วย สส. ถึง 8 คน โดยเจ้าตัวมองว่าเป็นการเอาเปรียบประชาชนอย่างชัดเจน

วรงค์ค้านมติคงบำนาญอดีต สส.-ผู้ช่วย 8 คน ชี้เอาภาษีดูแลคนสอบตก

การออกมาตั้งคำถามเรื่อง วรงค์ค้านมติคงบำนาญอดีต สส.-ผู้ช่วย 8 คน ชี้เอาภาษีดูแลคนสอบตก ในครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ครับ เพราะหมอวรงค์มองว่าระบบการเมืองไทยกำลังถูก “การเมืองระบบบ้านใหญ่” กลืนกิน การที่นักการเมืองสอบตกแล้วยังต้องใช้งบประมาณแผ่นดินมาเลี้ยงดูผ่านกองทุนหรือสวัสดิการต่างๆ นั้น เป็นสิ่งที่ประชาชนรับไม่ได้และขัดกับหลักความเสียสละ

เปิดมุมมองเมื่อ วรงค์ค้านมติคงบำนาญอดีต สส.-ผู้ช่วย 8 คน ชี้เอาภาษีดูแลคนสอบตก

นพ.วรงค์ ได้ตั้งข้อสังเกตและแฉถึงกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา ดังนี้:

  • ผลประโยชน์ทับซ้อน: การที่ สส. หรือผู้ช่วยที่หมดวาระไปแล้วแต่ยังรับสิทธิประโยชน์ เป็นการสร้างฐานอำนาจให้ระบบบ้านใหญ่จ่ายเงินน้อยลง โดยโยนภาระมาให้ภาษีประชาชนแทน
  • เผด็จการรูปแบบใหม่: หมอวรงค์มองว่าระบบบ้านใหญ่คือเผด็จการที่ครอบงำการโหวตในสภาฯ ตามความต้องการของนายทุน มากกว่าจะตอบโจทย์ประชาชนจริงๆ
  • ความไม่เป็นธรรม: การตั้งอนุกรรมการขึ้นมาเพื่อศึกษาเรื่องนี้เองโดยมีคนในสภาฯ เอง เป็นการกระทำที่ไม่โปร่งใสและขาดการมีส่วนร่วมจากเจ้าของภาษีที่แท้จริง

นอกจากนี้ เขายังท้าทายให้ไปสอบถามประชาชนทั่วประเทศว่าเห็นด้วยหรือไม่ที่จะเอาเงินภาษีไปดูแลอดีต สส. เหล่านี้ ในขณะที่มี สส. หลายคนยังคงยึดหลักพอเพียง ไม่ได้ใช้ผู้ช่วยเกินความจำเป็นด้วยซ้ำ สำหรับหมอวรงค์แล้ว การที่ วรงค์ค้านมติคงบำนาญอดีต สส.-ผู้ช่วย 8 คน ชี้เอาภาษีดูแลคนสอบตก นั้นคือการเรียกคืนจริยธรรมทางการเมืองที่ควรจะเป็น โดยเขาเสนอให้ตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็นทิ้งและนำไปจัดสรรให้กับเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำงานจริงแทน

บทเรียนในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่สภาฯ ต้องกลับมาทบทวนความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณแผ่นดิน ไม่ใช่เพียงเพื่อดูแลพรรคพวกหรือระบบอุปถัมภ์ของกลุ่มบ้านใหญ่ แต่ต้องทำเพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชนชาวไทยที่เฝ้ามองการทำงานของท่านอยู่ การเมืองที่โปร่งใสเริ่มจากการไม่เอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องครับ แล้วคุณล่ะครับคิดเห็นอย่างไรกับประเด็นนี้?

ที่มา – “วรงค์” ค้านมติคงบำนาญอดีต สส.-ผู้ช่วย 8 คน ชี้ต้องเอาภาษีไปดูแลพวกสอบตก

“หมอวรงค์” เปิดใจโกรธแค้นอะไรตระกูลชินวัตร-ขอยึดแนวคิด “สี จิ้นผิง” ปราบโกง

“หมอวรงค์” เปิดใจโกรธแค้นอะไรตระกูลชินวัตร-ขอยึดแนวคิด “สี จิ้นผิง” ปราบโกง

การกลับมาสวมบทบาทสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งของนายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ในรอบ 12 ปี ถือเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามอง โดยเฉพาะเมื่อเจ้าตัวประกาศกร้าวชัดเจนว่า “หมอวรงค์” เปิดใจโกรธแค้นอะไรตระกูลชินวัตร-ขอยึดแนวคิด “สี จิ้นผิง” ปราบโกง เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับสภาไทย

หมอวรงค์เน้นย้ำถึงแนวคิดพื้นฐานที่ได้รับแรงบันดาลใจจากผู้นำจีนอย่าง สี จิ้นผิง โดยมองว่าการทำความสะอาดประเทศต้องเริ่มจากการทำความสะอาดสภาเสียก่อน การปราบทุจริตไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่ต้องเริ่มจากการลดพฤติกรรมฟุ่มเฟือยของนักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการยกเลิกบำนาญ สส. หรือการลดจำนวนผู้ช่วย เพื่อประหยัดงบประมาณแผ่นดินให้ได้มากที่สุด

เจาะลึกแนวคิด “หมอวรงค์” เปิดใจโกรธแค้นอะไรตระกูลชินวัตร-ขอยึดแนวคิด “สี จิ้นผิง” ปราบโกง

ในการสัมภาษณ์พิเศษ หมอวรงค์ได้เคลียร์ใจทุกประเด็นดราม่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอดีตกับพรรคไทยรักไทย หรือความสงสัยของสังคมว่าทำไมเขาถึงมักจะออกมาวิพากษ์วิจารณ์ตระกูลชินวัตรอยู่บ่อยครั้ง โดยเขายืนยันว่าการทำงานของเขาทำไปตามหลักการและความถูกต้อง ไม่ได้มีความโกรธแค้นส่วนตัว แต่เป็นการทำหน้าที่ตรวจสอบเพื่อไม่ให้มีการเอาเปรียบประชาชนผ่านสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่นักการเมืองควรจะเสียสละ

ประเด็นที่น่าสนใจที่ถูกหยิบยกมาพูดถึง ได้แก่:

  • กองทุนผู้เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกรัฐสภาที่เป็นสวัสดิการตลอดชีวิต
  • การเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลและค่าเทอมบุตรที่มองว่าสูงเกินไป
  • ความจำเป็นในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านที่เข้มแข็งและตรวจสอบได้

หมอวรงค์ยังได้พูดถึงร้านข้าวแกง 10 บาท ซึ่งเป็นที่สงสัยว่าทำเพื่อประชดการเมืองหรือไม่ ซึ่งเขายืนยันว่าจุดเริ่มต้นมาจากความต้องการช่วยเหลือประชาชนจริงๆ ไม่ได้มีเจตนาแอบแฝงทางการเมืองแต่อย่างใด “หมอวรงค์” เปิดใจโกรธแค้นอะไรตระกูลชินวัตร-ขอยึดแนวคิด “สี จิ้นผิง” ปราบโกง ครั้งนี้จึงเป็นเหมือนการแสดงจุดยืนให้สังคมเห็นว่า การเป็นนักการเมืองที่ดีต้องเริ่มจากการบริหารจัดการทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด

สุดท้ายนี้ การทำหน้าที่ในสภาของหมอวรงค์จะเป็นอย่างไร จะสามารถสร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสภาตามที่คาดหวังไว้ได้หรือไม่ คงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ แต่เชื่อได้ว่าบทบาทของเขาจะเป็นสีสันและเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชนได้เห็นการตรวจสอบที่ดุเดือดและจริงจังมากขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน

ที่มา – “หมอวรงค์” เปิดใจโกรธแค้นอะไรตระกูลชินวัตร-ขอยึดแนวคิด “สี จิ้นผิง” ปราบโกง

“หมอวรงค์” ตั้งคำถามโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ใน พ.ร.ก.กู้เงิน

“หมอวรงค์” ตั้งคำถามโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ใน พ.ร.ก.กู้เงิน กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ หลังจาก นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พรรคไทยภักดี ออกมาแถลงข่าวตั้งข้อสงสัยต่อ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ของรัฐบาล โดยเฉพาะเงินก้อนที่ 2 จำนวน 200,000 ล้านบาท ที่จะนำไปใช้ในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน ชาวเน็ตและนักการเมืองหลายคนเริ่มตั้งคำถามตามว่า เงินก้อนนี้จะเอื้อประโยชน์ให้ประชาชนจริงหรือแค่กลุ่มทุนใหญ่?

“หมอวรงค์” ตั้งคำถามโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ใน พ.ร.ก.กู้เงิน

การแถลงข่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ที่ห้องแถลงข่าวรัฐสภา โดยหมอวรงค์ยอมรับว่าเงินก้อนแรก 200,000 ล้านบาท ที่ใช้ช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการนั้น ไม่มีปัญหา แต่เงินก้อนที่สองกลับมีแผนงานแค่ 4 โครงการเท่านั้น ซึ่งดูไม่สอดคล้องกับวงเงินมหาศาล ทำให้เกิดความสงสัยว่ามีความเร่งด่วนจริงหรือไม่ รัฐบาลอ้างถึงการเปลี่ยนผ่านพลังงานเพื่อรองรับนโยบาย Net Zero ภายในปี 2593 หรือ ค.ศ. 2050 ซึ่งยังเหลือเวลาอีก 24 ปีข้างหน้า ทำไมต้องรีบกู้เงินขนาดนี้?

4 โครงการหลักที่ถูกตั้งคำถาม

  • ติดตั้งโครงการ Solar Rooftop ให้หน่วยงานราชการ เพื่อผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา
  • เปลี่ยนรถยนต์ของหน่วยงานราชการเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
  • ติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้า (EV Charger) สำหรับรองรับรถยนต์ไฟฟ้าในหน่วยงานต่าง ๆ
  • พัฒนาทักษะประชาชนและนวัตกรรมเพื่อรองรับเศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด

หมอวรงค์ชี้ว่า โครงการเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังไม่เห็นผลประโยชน์ชัดเจนต่อประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะ Solar Rooftop ที่ผลิตไฟได้แค่ 5 ชั่วโมงต่อวัน และอุปกรณ์ส่วนใหญ่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ สร้างภาระให้ประเทศในระยะยาว นอกจากนี้ ยังขาดการพิจารณาจุดแข็งของไทยที่เป็นประเทศเกษตรกรรม ซึ่งสามารถพัฒนาพลังงานชีวภาพจากพืชพลังงานและก๊าซชีวภาพได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้า สิ่งนี้จะช่วยให้ไทยพึ่งพาตนเองได้มากกว่า และนำไปสู่ความยั่งยืนที่แท้จริง

ประชาชนหรือนายทุน? ใครได้ประโยชน์จริงจาก พ.ร.ก.กู้เงิน

“หมอวรงค์” ตั้งคำถามโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ใน พ.ร.ก.กู้เงิน อย่างตรงไปตรงมา โดยเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยแผนงานทั้งหมดอย่างละเอียด เพื่อให้สาธารณชนตรวจสอบ หากโครงการเหล่านี้ไม่คุ้มค่า ก็อาจเป็นเพียงการเอื้อกลุ่มทุนที่สนใจพลังงานโซลาร์เป็นหลัก ขณะที่ไทยมีศักยภาพในพลังงานทดแทนจากภาคเกษตร เช่น ไบโอดีเซลจากปาล์ม หรือก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์และพืชผลทางการเกษตร ซึ่งสามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมีประสิทธิภาพและกระจายประโยชน์สู่เกษตรกร

นอกจากนี้ การกู้เงินจำนวนมากในภาวะเศรษฐกิจยังเสี่ยงต่อหนี้สาธารณะที่ประชาชนต้องรับผิดชอบในอนาคต รัฐบาลควรพิจารณาความสมดุลระหว่างความเร่งด่วนกับความคุ้มค่า โดยเฉพาะเมื่อเป้าหมาย Net Zero ยังอยู่ไกล การผลักดันพลังงานหมุนเวียนแบบไทย ๆ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างงาน และลดการพึ่งพาต่างชาติได้ดีกว่า

ในมุมมองของผู้เขียน การตั้งคำถามเช่นนี้เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้การใช้เงินภาษีเป็นไปอย่างโปร่งใส หากรัฐบาลมีข้อมูลรองรับ ก็ควรชี้แจงให้ชัดเจน คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? ประชาชนได้ประโยชน์จริงหรือไม่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจายสู่สาธารณะ

ที่มา – “หมอวรงค์” ตั้งคำถามโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ใน พ.ร.ก.กู้เงิน ประชาชนหรือนายทุนได้ประโยชน์

“วรงค์” ชม “ทักษิณ” รับโทษตามกฎหมาย เชื่อกระทบการเมือง

ในแวดวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวล่าสุด มีประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามอง นั่นคือ “วรงค์” ชม “ทักษิณ” รับโทษตามกฎหมาย เชื่อหลังออกเรือนจำมีผลต่อการเมือง เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2567 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้ให้สัมภาษณ์ที่อาคารรัฐสภา ถึงกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับการพักโทษและเตรียมออกจากเรือนจำในวันที่ 11 พฤษภาคมนี้

“วรงค์” ชม “ทักษิณ” รับโทษตามกฎหมาย เชื่อหลังออกเรือนจำมีผลต่อการเมือง

นพ.วรงค์ เปิดเผยว่ากรณีของนายทักษิณนั้น เกิดจากการทำผิดกฎหมายและใช้อภิสิทธิ์เหนือประชาชน โดยอ้างเจ็บป่วยไม่ยอมติดคุก จนภาคประชาชนต้องต่อสู้จนศาลมีคำพิพากษาให้กลับไปจำคุกรับโทษ สิ่งที่น่าชื่นชมคือ นายทักษิณได้จำคุกครบ 8 เดือนตามกฎกระทรวงแล้ว และได้รับการพักโทษซึ่งเป็นสิทธิ์ที่สมควรได้รับ โดยยึดหลักความถูกต้องและกฎหมาย “การที่เขาเข้ารับผิดและติดคุกแล้ว เราต้องชื่นชม แต่หลังจากนี้เป็นเรื่องของทักษิณที่จะวางแผนอนาคตตัวเอง” วรงค์กล่าว

วรงค์ชื่นชมทักษิณในประเด็นใดบ้าง

คำชื่นชมจากนพ.วรงค์ มุ่งไปที่การที่นายทักษิณเคารพกระบวนการยุติธรรม โดยหลังจากศาลสั่งจำคุก เขาก็ปฏิบัติตาม จนครบกำหนดพักโทษ นี่ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการยอมรับผิดตามหลักนิติรัฐนิติธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมไทยต้องการเห็นจากนักการเมืองทุกคน

ผลกระทบต่อการเมืองหลังทักษิณออกจากเรือนจำ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงผลกระทบต่อการเมือง นพ.วรงค์มองว่า การระดมมวลชนแจกลอตเตอรี่และเชิญชวนมาต้อนรับ แสดงว่าทักษิณยังไม่ทิ้งการเมือง ซึ่งไม่ผิดเพราะเป็นสิทธิ์ แต่ควรตระหนักถึงอดีตที่ผิดพลาด “หากเคารพกติกาและกฎหมาย ก็ไม่มีปัญหา แต่ปัญหาในอดีตเกิดจากการไม่เคารพกฎหมาย จนสังคมแตกแยก มันจะมีผลต่อการเมืองแน่นอน มากน้อยดูที่ยั้งมือแค่ไหน” วรงค์ระบุ

นอกจากนี้ วรงค์ยืนยันว่า หลังศาลตัดสิน ตนถือว่าหมดหน้าที่แล้ว และแทบไม่แสดงความเห็นเกี่ยวกับทักษิณ เพราะเคารพกระบวนการ แต่หากมีการกระทำผิดกฎหมายอีก ไม่ว่าจะทักษิณ รัฐบาล หรือใคร ตนพร้อมต่อสู้เพื่อปกป้องหลักนิติรัฐนิติธรรม

ประเด็นสำคัญจากคำสัมภาษณ์ของนพ.วรงค์

  • ทักษิณจำคุกครบ 8 เดือนตามกฎกระทรวง
  • การพักโทษเป็นสิทธิ์ที่สมควรได้
  • ชื่นชมที่รับผิดและเคารพศาล
  • การออกคุกสะท้อนทักษิณยังเล่นการเมือง
  • จะมีผลต่อการเมือง แต่ต้องเคารพกฎหมาย
  • พร้อมสู้หากทำผิดซ้ำ

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงเป็นจุดเปลี่ยนของนายทักษิณ แต่ยังสะท้อนถึงความสำคัญของหลักนิติธรรมในสังคมไทย ที่นักการเมืองต้องยึดถือ หากทุกคนทำตามกฎ จะช่วยลดความขัดแย้งและสร้างความสามัคคีได้ หลังจากที่ทักษิณพ้นโทษแล้ว การเมืองไทยจะเปลี่ยนไปอย่างไร? เราเห็นการเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยและกลุ่มผู้สนับสนุนที่เริ่มคึกคัก บ่งชี้ว่าประเด็น “วรงค์ ชม ทักษิณ รับโทษตามกฎหมาย เชื่อหลังออกเรือนจำมีผลต่อการเมือง” จะเป็นประเด็นร้อนต่อไป

ในมุมมองของผู้วิเคราะห์ การกลับมาของทักษิณอาจช่วยเสริมสร้างพลังให้ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล หรือกดดันให้เกิดการปรับเปลี่ยนนโยบาย แต่สิ่งสำคัญคือต้องอยู่ในกรอบกฎหมายเพื่อไม่ให้เกิดวิกฤตซ้ำรอยอดีต นพ.วรงค์ยังย้ำถึงบทเรียนจากอดีตที่การไม่เคารพกฎหมายนำไปสู่ความแตกแยก ซึ่งเป็นอุทาหรณ์สำหรับทุกฝ่าย

สุดท้ายแล้ว “วรงค์” ชม “ทักษิณ” รับโทษตามกฎหมาย เชื่อหลังออกเรือนจำมีผลต่อการเมือง ถือเป็นสัญญาณว่าการเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่นิติธรรมต้องมาก่อน คุณคิดเห็นอย่างไรกับประเด็นนี้? มาแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข่าวการเมืองล่าสุด!

ที่มา – “วรงค์” ชม “ทักษิณ” รับโทษตามกฎหมาย เชื่อหลังออกเรือนจำมีผลต่อการเมือง

“หมอวรงค์” อัดรัฐเอาเปรียบ ผลักภาระค่าไฟแพง-ติดโซลาร์เซลล์

“หมอวรงค์” อัดรัฐเอาเปรียบ ผลักภาระให้ประชาชนจ่ายค่าไฟแพง-ติดโซลาร์เซลล์ เป็นประเด็นร้อนที่กำลังถูกพูดถึงในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะเรื่องค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องแบกรับภาระหนักขึ้นจากนโยบายของรัฐบาล นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ว่าการผลักดันให้ประชาชนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน พร้อมปรับโครงสร้างค่าไฟแบบขั้นบันไดนั้น เป็นการเอาเปรียบประชาชนชัดเจน

“หมอวรงค์” อัดรัฐเอาเปรียบ ผลักภาระให้ประชาชนจ่ายค่าไฟแพง-ติดโซลาร์เซลล์

ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2567 นพ.วรงค์ ได้ชี้แจงว่าทั้งไฟฟ้าและน้ำประปาเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่รัฐบาลมีหน้าที่จัดหาให้ประชาชนในราคาที่เป็นธรรม โดยไม่ควรแบ่งแยกผู้ใช้ แต่มาตรการใหม่ของรัฐบาลกลับกำหนดค่าไฟแบบขั้นบันได คือ ใช้ต่ำกว่า 200 หน่วยต่อเดือน คิดไม่เกิน 3 บาท/หน่วย, 200-400 หน่วย คิด 3.95 บาท/หน่วย และเกิน 400 หน่วย คิดสูงถึง 5 บาท/หน่วยขึ้นไป ซึ่งถือเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคที่ใช้ไฟมากกว่า

ยิ่งไปกว่านั้น นโยบายสนับสนุนติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน โดยให้กู้ดอกเบี้ยต่ำ แต่รัฐรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตได้ในราคาเพียง 2.20 บาท/หน่วย ขณะที่ขายคืนให้ประชาชนในราคา 5 บาท/หน่วย หรือแพงกว่าครึ่งหนึ่ง นี่คือการผลักภาระให้ประชาชนลงทุนสร้าง ‘โรงไฟฟ้าบนหลังคา’ เอง รัฐได้ประโยชน์ไฟถูก แต่ประชาชนต้องควักจ่ายค่าติดตั้งเอง

ทำไม “หมอวรงค์” อัดรัฐเอาเปรียบเรื่องโซลาร์เซลล์

หมอวรงค์ยืนยันว่ารัฐบาลกำลังแสวงหาผลกำไรจากสาธารณูปโภคพื้นฐาน ซึ่งไม่ถูกต้อง ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟแพงเพราะระบบขั้นบันได และยังต้องลงทุนโซลาร์เซลล์ที่ไม่คุ้มทุนเพราะราคารับซื้อต่ำ หากรัฐจริงใจควรใช้ระบบ Net Metering ที่ผลิตไฟใช้เอง เกินขายให้รัฐ ไม่พอใช้ดึงจากรัฐ ในอัตราที่เท่าเทียมกัน โดยไม่ต้องคำนวณต่างราคา

ค่าไฟแพงกับนโยบายโซลาร์เซลล์: ประชาชนเสียเปรียบอย่างไร

โครงสร้างค่าไฟขั้นบันไดทำให้ครัวเรือนที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยต้องจ่ายแพงขึ้น ส่งผลกระทบต่อครอบครัวใหญ่หรือผู้ประกอบการรายย่อย นโยบายโซลาร์เซลล์ดูดีในแวบแรกเพราะช่วยลดค่าไฟ แต่เมื่อเจาะลึก:

  • ราคารับซื้อไฟจากโซลาร์ 2.20 บาท/หน่วย ต่ำกว่าที่รัฐขาย 5 บาท/หน่วย เกินครึ่ง
  • ประชาชนต้องลงทุนติดตั้งเอง แม้กู้ดอกเบี้ยต่ำ แต่ดอกเบี้ยและค่าบำรุงยังเป็นภาระ
  • ไม่ใช่ Net Metering จริงจัง ทำให้ไม่เป็นธรรม
  • รัฐได้ไฟถูกมาขายแพง แสวงกำไรจากประชาชน

ไฟฟ้าและน้ำประปาคือสิทธิพื้นฐาน รัฐควรลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าเอง ไม่ใช่ผลักให้ประชาชน

Net Metering: ทางออกที่เป็นธรรมกว่า

Net Metering คือระบบที่วัดไฟสุทธิ ผลิตได้มากใช้ เกินขาย ไม่พอซื้อเพิ่ม โดยราคาเท่ากันทั้งสองทาง ประเทศอย่างออสเตรเลีย สหรัฐฯ ใช้ระบบนี้สำเร็จ ช่วยส่งเสริมพลังงานสะอาดโดยไม่เอาเปรียบผู้ผลิต หากไทยใช้แบบนี้ ค่าไฟแพงปัญหาจะลดลง

การวิจารณ์ของหมอวรงค์สะท้อนปัญหาเชิงระบบที่รัฐบาลมองข้าม ประชาชนไม่ควรเป็นเหยื่อนโยบายที่ดูดีแต่ซ่อนเงื่อนงำ สุดท้ายแล้ว รัฐต้องรับผิดชอบสาธารณูปโภคให้แท้จริง

คุณเห็นด้วยกับมุมมอง “หมอวรงค์” อัดรัฐเอาเปรียบ ผลักภาระให้ประชาชนจ่ายค่าไฟแพง-ติดโซลาร์เซลล์ หรือไม่? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “หมอวรงค์” อัดรัฐเอาเปรียบ ผลักภาระให้ประชาชนจ่ายค่าไฟแพง-ติดโซลาร์เซลล์

“หมอวรงค์” แฉดีเซลล่องหน 700 ล้านลิตร ขู่ติดคุก

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนฉ่าในสภาไทยกันเลย ที่กำลังทำให้หลายคนฮือฮาและกังวลใจไปพร้อมกัน นั่นคือกรณีที่ หมอวรงค์ หรือนายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พรรคไทยภักดี ออกมาเปิดศึกใหญ่ ซัดขบวนการปล้นชาติแบบไม่ยั้ง ด้วยการแฉหลักฐานเด็ดเรื่อง ดีเซลล่องหน 700 ล้านลิตร ที่หายวับไปจากระบบในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ยิ่งในยามที่ประชาชนกำลังแบกภาระค่าครองชีพแพงๆ เรื่องนี้มันยิ่งหนักใจเข้าไปใหญ่!

เกิดอะไรขึ้นกันแน่? หมอวรงค์แถลงข่าวที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 โดยอ้างข้อมูลจากกรมธุรกิจพลังงานที่ตรวจสอบพบความผิดปกติชัดเจน ปริมาณน้ำมันดีเซลที่หายไปสูงถึง 600-700 ล้านลิตร ถือเป็นการโกงครั้งใหญ่ที่เรียกว่า “ปล้นชาติ” สมชื่อเลยครับ

ดีเซลล่องหน 700 ล้านลิตร

มาดูตัวเลขกันชัดๆ เลยนะครับ เดือนมกราคม การส่งน้ำมันดีเซลไปยังสถานีบริการทั่วประเทศเฉลี่ยวันละ 51 ล้านลิตร แต่พอเข้าช่วงกลางถึงปลายเดือนมีนาคม ตัวเลขพุ่งทะยานไปที่ 70 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นเกือบ 20 ล้านลิตรต่อวันซะงั้น! ทั้งที่ในช่วงนั้นประชาชนกลับเจอปัญหาถูกจำกัดการเติมน้ำมัน ทำให้เติมไม่ได้เต็มถัง นี่มันพิรุธขนาดไหนกันครับ ดีเซลล่องหน 700 ล้านลิตร แบบนี้ใครได้ประโยชน์?

พิรุธตัวเลขที่ชัดเจนที่สุด

  • วันที่ 5 เมษายน: คลังน้ำมันจ่ายออก 37 ล้านลิตร
  • วันที่ 6 เมษายน: พุ่งสูงไป 46 ล้านลิตร
  • วันที่ 7 เมษายน: ยังสูงอยู่ที่ 42 ล้านลิตร

หมอวรงค์บอกว่าข้อมูลเหล่านี้ตอกย้ำชัดๆ ว่ามีขบวนการปั่นตัวเลขที่เรียกว่า “น้ำมันลม” คือ มีตัวเลขในบัญชีจากโรงกลั่นไปคลัง แต่ไม่มีน้ำมันจริงๆ ถึงมือประชาชนที่สถานีบริการ มันเหมือนลมพัดผ่านเลยครับ ไม่มีตัวตนจริง!

น้ำมันลมและขบวนการโกงที่ซ่อนอยู่

หมอวรงค์ยังตั้งคำถามถึงการทำงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และคณะทำงานกระทรวงพลังงานที่ไปตรวจ GPS ตามคลังน้ำมันต่างๆ เขาบอกว่านี่คือการ “เล่นปาหี่” ตบตาประชาชน เพราะจริงๆ แล้วตรวจสอบได้ง่ายกว่านั้นมาก ผ่านบัญชีภาษีและเอกสารเส้นทางน้ำมัน ตั้งแต่ต้นน้ำคือโรงกลั่นน้ำมันที่มีไม่กี่เจ้าในไทย ส่งไปคลังผู้ค้าตามมาตรา 7 แล้วลงปลายน้ำที่สถานีบริการ ทุกขั้นตอนมีเอกสารรับ-จ่ายชัดเจน ทำไมไม่ตรวจตรงนี้ล่ะครับ?

เรื่อง ดีเซลล่องหน 700 ล้านลิตร นี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขธรรมดา แต่กระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทย น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงหลักของรถบรรทุก รถโดยสาร ส่งผลต่อราคาสินค้าทุกอย่างที่เราซื้อใช้ ถ้ามีการโกงแบบนี้ ประชาชนอย่างเราก็คือเหยื่อชัดๆ ในช่วงที่ราคาน้ำมันผันผวน ค่าครองชีพพุ่งทะลุฟ้า

ผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจ

  • ราคาสินค้าขนส่งแพงขึ้น
  • ประชาชนเติมน้ำมันไม่ได้เต็มที่
  • ความเชื่อมั่นในรัฐบาลลดลง
  • อาจนำไปสู่การทุจริตครั้งใหญ่ในวงการพลังงาน

คำขู่ดุเดือดจากหมอวรงค์

หมอวรงค์ส่งสัญญาณเตือนตรงไปยังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรัฐมนตรีคมนาคม ในฐานะ ผอ.ศบก. ให้รีบมาชี้แจงในสภาภายในวันนั้น ถ้าไม่ชี้แจง รัฐบาลที่เพิ่งแถลงนโยบายอาจสะดุดล้มเพราะข้อครหานี้ และที่หนักกว่านั้นคือ “รัฐมนตรีบางคนอาจจบอนาคตในคุก”! เขารอมาตั้งแต่วันก่อนจนดึกแต่ไม่มา ยิ่งเงียบยิ่งยืนยันว่าข้อมูลจริง เมื่อไหร่ใช้กมธ.ตรวจสอบเต็มรูปแบบ รัฐบาลอยู่ยากแน่ครับ

เพื่อนๆ คิดยังไงกับเรื่องนี้บ้าง? มันแสดงให้เห็นช่องโหว่ในระบบพลังงานไทยชัดเจน หวังว่ารัฐจะเร่งตรวจสอบและลงโทษคนผิดจริงๆ เพื่อไม่ให้ประชาชนถูกเอาเปรียบอีก ถ้าคุณเจอพิรุธอะไรในชีวิตประจำวัน แชร์ความเห็นมาในคอมเมนต์ได้เลยนะครับ หรือติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดประเด็นสำคัญ!

ที่มา – “หมอวรงค์” เปิดศึกซัดขบวนการปล้นชาติ แฉดีเซลล่องหน 700 ล้านลิตร ขู่ระวังติดคุก

นพ.วรงค์ เรียกร้องจำกัดผู้ช่วย สส.-สว. เหลือ 3 คน

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันครับ เมื่อ นพ.วรงค์ เรียกร้องจำกัดผู้ช่วย สส.-สว. เหลือ 3 คน เพื่อช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดินให้กับประชาชน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้แถลงข่าวเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา โดยชูแนวคิดปฏิรูปสวัสดิการนักการเมืองที่ฟุ่มเฟือยเกินไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนหลายคนเรียกร้องมานาน

นพ.วรงค์ เรียกร้องจำกัดผู้ช่วย สส.-สว. เหลือ 3 คน

นพ.วรงค์ชี้ให้เห็นว่าปัจจุบัน ส.ส. และ ส.ว. แต่ละคนสามารถตั้งผู้ช่วยได้ถึง 8 คน โดยผู้ช่วย 7 คนรับเงินเดือนเดือนละ 15,000 บาท และอีก 1 คนรับ 20,000 บาท ทำให้งบประมาณต่อ ส.ส. 1 คนสูญเสียไปเดือนละ 154,800 บาท หากจำกัดเหลือเพียง 3 คน จะช่วยประหยัดงบแผ่นดินได้กว่า 540 ล้านบาทต่อปี หรือกว่า 2,000 ล้านบาทใน 4 ปี ซึ่งเป็นเงินภาษีของประชาชนที่ควรนำไปใช้พัฒนาประเทศมากกว่า นพ.วรงค์ยังยืนยันว่าจะตั้งผู้ช่วยเองเพียง 3 คนเท่านั้น เพราะเพียงพอต่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพ

ยกเลิกเลี้ยงอาหารกลางวัน ส.ส.-ส.ว.

อีกประเด็นหนึ่งที่ นพ.วรงค์ เรียกร้องจำกัดผู้ช่วย สส.-สว. เหลือ 3 คน พร้อมเสนอคือ การยกเลิกสิทธิเลี้ยงอาหารกลางวันของ ส.ส. และ ส.ว. ซึ่งปัจจุบันใช้งบประมาณปีละ 72 ล้านบาท หรือเกือบ 300 ล้านบาทต่อ 1 สมัยประชุม สิ่งที่น่ายินดีคือ ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลเริ่มให้ความร่วมมือต่อกระแสจากประชาชนแล้ว สะท้อนถึงสัญญาณที่ดีในการลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

เลิกเงินบำนาญ ส.ส. ที่ฟุ่มเฟือยเกินไป

สำหรับเงินบำนาญ ส.ส. จากกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ที่ก่อตั้งปี 2557 ถือเป็นภาระหนักของรัฐ โดย ส.ส.ที่อยู่นาน 1 ปีขึ้นไป ได้รับบำนาญตลอดชีพเดือนละ 21,300 บาท สูงสุด 42,700 บาท แม้ไม่ถึง 1 ปีแต่สภาถูกยุบ ก็ได้ 4 เท่าของระยะเวลา เช่น 10 เดือน ได้เงินเท่ากับ 40 เดือน นอกจากนี้ยังมีสวัสดิการเพิ่มเติม เช่น

  • ค่ารักษาพยาบาลหรือตรวจสุขภาพปีละ 130,000 บาท
  • เบิกค่าการศึกษาบุตร 2 คน อายุไม่เกิน 25 ปี
  • ทุพพลภาพ เพิ่มเดือนละ 15,000 บาท
  • เสียชีวิต ช่วยเหลือ 200,000 บาท

นพ.วรงค์มองว่านี่คือสิทธิประโยชน์ที่มากเกินไป เป็นการเบียดเบียนภาษีประชาชนที่กำลังลำบาก เพื่อดูแลนักการเมืองที่อาสาเข้ามาเอง ข้อเสนอเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความโปร่งใสและคุ้มค่าของเงินภาษี

ประเด็น นพ.วรงค์ เรียกร้องจำกัดผู้ช่วย สส.-สว. เหลือ 3 คน ได้รับการตอบรับดีจากสังคม เพราะในยุคที่เศรษฐกิจยากลำบาก การลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นของรัฐจะช่วยให้งบประมาณไปสู่การศึกษา สุขภาพ และโครงสร้างพื้นฐานได้มากขึ้น นี่คือตัวอย่างของการเมืองที่ใส่ใจประชาชนจริงๆ หากทุกพรรคผลักดัน จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบการเมืองไทย

คุณคิดเห็นอย่างไรกับข้อเสนอนี้? เห็นด้วยหรือไม่ว่าควรจำกัดผู้ช่วย ส.ส.-ส.ว. เหลือ 3 คน และยกเลิกสวัสดิการฟุ่มเฟือยเหล่านี้? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ เพื่อให้เสียงของเราดังถึงสภา!

ที่มา – “นพ.วรงค์” เรียกร้องจำกัดตั้งผู้ช่วย สส.-สว. เหลือ 3 คน พร้อมเลิกเลี้ยงอาหาร – เงินบำนาญ สส.

ไม่รู้จักงูเห่าส้ม อนุทิน ยันไม่มีค่าตอบแทน

กระแสข่าวการเมืองที่กำลังร้อนแรงในช่วงนี้ ไม่รู้จักงูเห่าส้ม อนุทิน กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะเรื่องข่าวลือค่าตอบแทนแลกโหวตนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ชี้แจงอย่างชัดเจนแล้วว่า ไม่มีเรื่องแบบนั้นแน่นอน มาดูรายละเอียดกันว่าประเด็นนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง

ไม่รู้จักงูเห่าส้ม อนุทิน

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2567 (น่าจะพิมพ์ผิดจาก 2569) นายอนุทิน ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนที่บริษัทหนังสือพิมพ์แนวหน้า ถึงกระแสข่าวที่ว่ามี “งูเห่าส้ม” ซึ่งหมายถึง ส.ส.จากพรรคประชาชน (ปชน.) ที่โหวตให้เขาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีข่าวลือว่ามาจากการจูงใจด้วยเงินจำนวน 20 ล้านบาท บวกเงินเดือนเดือนละ 4 แสนบาท นายอนุทิน ยืนยันชัดเจนว่า ไม่รู้จักงูเห่าส้ม อนุทิน ไม่เคยเห็นหน้าตัวจริงเลย รู้แค่ว่าเป็นส.ส.สมัยแรกของพรรคประชาชน และเงินเดือนนายกรัฐมนตรีอย่างตัวเองยังได้แค่แสนบาทต่อเดือนเท่านั้น จะไปมีที่มาจากไหน

นายอนุทิน ยังเน้นย้ำว่า ไม่มีค่าตอบแทนหรือแรงจูงใจใดๆ แน่นอน แม้เสียงจากพรรคภูมิใจไทยจะมั่นคงอยู่แล้ว การเพิ่มอีก 1 เสียงก็ไม่ช่วยอะไรมาก แต่ถ้าได้เจอตัว เขาก็พร้อมเข้าไปขอบคุณ เพราะอาจเป็นเพราะนโยบายของพรรคภูมิใจไทยไปโดนใจพื้นที่ของส.ส.คนนี้ หรือโดนใจเขาเอง พรรคประชาชนทั้งพรรคก็เคยโหวตให้มาแล้ว แต่ก็ยังทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลต่อไปตามปกติ

ไม่รู้จักงูเห่าส้ม อนุทิน ชี้แจงสถานการณ์ลุยไฟ

ในส่วนของสถานการณ์ที่รัฐบาลต้องเผชิญ นายอนุทิน เปรียบเทียบว่าตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่ง ก็เจอวิกฤตใหญ่บ้างเล็กบ้าง เช่น ปมชายแดนกัมพูชา หรือเรื่องอิหร่านล่าสุด กลไกของรัฐมีความพร้อมระดับหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมาก การเลือกตั้งครั้งนี้ ทุกคะแนนมาจากความคาดหวังและความเชื่อมั่นของประชาชน การทำงานสไตล์ของนายอนุทินผ่านร้อนผ่านหนาวมามากแล้ว ยิ่งประชาชนเชื่อมั่น ก็ต้องฝ่าฟันปัญหาให้ได้ ไม่ให้ใครผิดหวัง

บทบาทนายกรัฐมนตรีช่วยให้ทำงานในภาพใหญ่ได้ โดยเฉพาะตัวนายอนุทินที่เป็นคนเข้าถึงง่าย จับต้องได้ รับฟังความเห็น กล้าตัดสินใจ และยูเทิร์นได้ถ้าผิดพลาด ซึ่งสร้างความมั่นใจให้ประชาชน สะท้อนจากผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา

อนุทินหนุนข้อเสนอลดสวัสดิการ ส.ส.

นอกจากประเด็นไม่รู้จักงูเห่าส้ม อนุทิน แล้ว ยังมีคำถามถึงข้อเสนอ 3 ข้อของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ที่ต้องการประหยัดงบประมาณสภาฯ ดังนี้

  • ยกเลิกอาหารกลางวันของ ส.ส. ในสภา
  • ลดจำนวนผู้ติดตามผู้ช่วย ส.ส. จาก 8 คน เหลือ 3 คน
  • ยกเลิกบำนาญ ส.ส.

นายอนุทิน เห็นด้วยทั้งหมด เพราะในยุคที่มีเทคโนโลยีและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมาย สิ่งเหล่านี้รุงรังเกินไป โดยเฉพาะผู้ช่วยเหลือ 3 คนก็เพียงพอแล้ว เรื่องบำนาญแล้วแต่ส่วนตัว เพราะบางคนเป็นผู้แทนราษฎรจริงๆ ไม่มีฐานะ ต้องดูเป็นรายกรณี ส่วนอาหารกลางวัน ลดได้ในมื้อที่จำเป็น เพื่อช่วยลดงบประมาณ แต่ไม่ใช่ตัดทิ้งหมด ต้องอะลุ่มอลือกันได้

ประเด็นเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ที่พร้อมรับมือข่าวลือและเสนอแนะเพื่อประโยชน์ประชาชน การเมืองไทยในยุคนี้เต็มไปด้วยข่าวลือ แต่การชี้แจงอย่างตรงไปตรงมาแบบนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้มาก คุณคิดอย่างไรกับเรื่องไม่รู้จักงูเห่าส้ม อนุทิน ลองคอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันนะครับ เพื่อติดตามข่าวการเมืองอัปเดตแบบ SEO optimized ทุกวัน

สุดท้ายแล้ว การเมืองต้องอาศัยนโยบายที่โดนใจประชาชนจริงๆ มากกว่าเงินทอง ถ้าพรรคไหนทำได้ก็น่าจะอยู่ยาว

ที่มา – ไม่รู้จักงูเห่าส้ม “อนุทิน” ยันไม่มี ปมค่าตอบแทนแลกโหวตนายกฯ มองนโยบายอาจโดนใจ

Scroll to top