หยุดยิง

สงครามครบ 100 วัน ทรัมป์ลั่นไม่มีแผนถอนทหารที่ทำสงครามในอิหร่าน

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงเป็นประเด็นที่ทั่วโลกจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยล่าสุดหลังสถานการณ์ สงครามครบ 100 วัน ทรัมป์ลั่นไม่มีแผนถอนทหารที่ทำสงครามในอิหร่าน ออกมา โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้แสดงจุดยืนที่ค่อนข้างแข็งกร้าวเกี่ยวกับกำลังพลของสหรัฐฯ ในพื้นที่ดังกล่าว

สงครามครบ 100 วัน ทรัมป์ลั่นไม่มีแผนถอนทหารที่ทำสงครามในอิหร่าน

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการจับตามองของหลายฝ่าย เนื่องจากปัจจุบันสถานการณ์อยู่ในภาวะหยุดยิงแบบเปราะบาง แม้จะมีความพยายามในการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้ง แต่ดูเหมือนว่าเป้าหมายของแต่ละฝ่ายยังคงห่างไกลกันพอสมควร โดยทรัมป์ยืนยันว่าทหารกว่า 50,000 นายจะต้องปฏิบัติภารกิจต่อไปจนกว่าจะบรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้

เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจของทำเนียบขาว

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงเหตุผลที่เขาตัดสินใจเช่นนี้ โดยอ้างถึงความจำเป็นทางยุทธศาสตร์และการรักษาความปลอดภัยของกองทัพสหรัฐฯ ดังนี้:

  • ความพร้อมในระบบป้องกันภัยและการโจมตีที่ทันสมัยที่สุดในโลก
  • การมองว่าการถอนทหารในตอนนี้คือความโง่เขลาและไม่เกิดประโยชน์
  • เปรียบเทียบความสูญเสียที่เกิดขึ้นจริงกับการคาดการณ์ ซึ่งเขามองว่าอยู่ในระดับที่ยอมรับได้เมื่อเทียบกับประวัติศาสตร์สงครามในอดีต

อย่างไรก็ตาม ทางฝั่งของอิหร่านผ่านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ท่าทีของสหรัฐฯ ว่ามีความย้อนแย้งและเปลี่ยนไปมา ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการหาข้อยุติผ่านการเจรจา โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการปลดล็อกทรัพย์สินที่ถูกอายัดและสิทธิ์ในการพัฒนานิวเคลียร์เพื่อสันติ

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าสถานการณ์ สงครามครบ 100 วัน ทรัมป์ลั่นไม่มีแผนถอนทหารที่ทำสงครามในอิหร่าน ครั้งนี้จะนำไปสู่ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อหรือการเจรจาที่ลงตัวมากกว่าเดิม ในมุมมองของผู้เขียน หากการเจรจายังคงติดหล่มด้วยเงื่อนไขเดิมๆ โอกาสที่ความตึงเครียดจะปะทุขึ้นอีกครั้งก็มีความเป็นไปได้สูงมาก และความเสี่ยงนี้อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเสถียรภาพโลกในวงกว้าง หากคุณมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับประเด็นนี้ สามารถร่วมแบ่งปันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ครับ

ที่มา – สงครามครบ 100 วัน ทรัมป์ลั่นไม่มีแผนถอนทหารที่ทำสงครามในอิหร่าน

เซเลนสกีร่อนจดหมายเปิดผนึกถึงปูติน เสนอเปิดเจรจาแบบพบหน้า

ในสถานการณ์ที่โลกกำลังจับตามองความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญเกิดขึ้น เมื่อเซเลนสกีร่อนจดหมายเปิดผนึกถึงปูติน เสนอเปิดเจรจาแบบพบหน้าโดยตรง เพื่อยุติสงครามที่ดำเนินมาอย่างยาวนานกว่า 4 ปี โดยไม่ต้องรอพึ่งพาสหรัฐฯ ที่กำลังมีภารกิจหลักอยู่ในตะวันออกกลาง นี่ถือเป็นก้าวสำคัญที่อาจเปลี่ยนทิศทางของประวัติศาสตร์

สถานการณ์ล่าสุด: เซเลนสกีร่อนจดหมายเปิดผนึกถึงปูติน เสนอเปิดเจรจาแบบพบหน้า

โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครนได้ส่งจดหมายที่มีเนื้อความเกินกว่า 1,800 คำ ถึงวลาดิเมียร์ ปูติน โดยเน้นย้ำว่าการนั่งรอคอยความช่วยเหลือจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียวนั้นเป็นเรื่องที่ผิดพลาด การตัดสินใจเซเลนสกีร่อนจดหมายเปิดผนึกถึงปูติน เสนอเปิดเจรจาแบบพบหน้าในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าผู้นำยูเครนต้องการยุติความสูญเสียของประชาชนในประเทศอย่างเร่งด่วน

รายละเอียดข้อเสนอและการตอบรับ

  • การหยุดยิง: เซเลนสกีเสนอให้มีการหยุดยิงอย่างเต็มรูปแบบระหว่างการเจรจา
  • สถานที่เจรจา: เสนอให้ใช้ประเทศที่เป็นกลางอย่างสวิตเซอร์แลนด์หรือตุรกี
  • ท่าทีรัสเซีย: ทางเครมลินได้รับจดหมายแล้วและกำลังพิจารณาเนื้อหา

อย่างไรก็ตาม ปูตินได้แสดงท่าทีเบื้องต้นว่าพร้อมจะบรรลุข้อตกลงหากมีการประนีประนอมจากทั้งสองฝ่าย แม้ว่าความพยายามในการเจรจาในอดีตอย่างที่อาบูดาบีหรืออิสตันบูลจะล้มเหลวไปแล้ว แต่ครั้งนี้ดูเหมือนจะมีเดิมพันที่สูงกว่าและมีความกดดันจากภาวะเศรษฐกิจในรัสเซียเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น ทั้งเรื่องราคาสินค้าที่พุ่งสูงและการขาดแคลนพลังงานในฝั่งรัสเซียเอง

หากการพบกันครั้งนี้เกิดขึ้นจริง นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของสันติภาพที่โลกเฝ้ารอ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความจริงใจในการยุติสงครามและการลดความสูญเสียของมนุษย์ ทั้งนี้เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การที่เซเลนสกีร่อนจดหมายเปิดผนึกถึงปูติน เสนอเปิดเจรจาแบบพบหน้าในครั้งนี้ จะนำไปสู่โต๊ะเจรจาได้สำเร็จหรือไม่ หรือจะเป็นเพียงอีกหนึ่งความพยายามที่ถูกปล่อยให้จางหายไปตามกระแสข่าวโลก

ที่มา – เซเลนสกีร่อนจดหมายเปิดผนึกถึงปูติน เสนอเปิดเจรจาแบบพบหน้า

ทรัมป์-ปูติน โทรคุยกัน 1.5 ชม. หารือเรื่องหยุดยิงอิหร่าน

ทรัมป์-ปูติน โทรคุยกัน 1.5 ชม. หารือเรื่องหยุดยิงอิหร่าน เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในวงการการเมืองโลก เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ได้สนทนาทางโทรศัพท์กันนานกว่า 1 ชั่วโมงครึ่ง โดยมีประเด็นสำคัญหลายเรื่อง โดยเฉพาะสถานการณ์ตึงเครียดกับอิหร่านและสงครามในยูเครน การสนทนาครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นสัญญาณบวกต่อการคลี่คลายความขัดแย้งระดับโลก

ทรัมป์-ปูติน โทรคุยกัน 1.5 ชม. หารือเรื่องหยุดยิงอิหร่าน

ตามการเปิดเผยจากนายยูริ อูชาคอฟ โฆษกรัฐบาลเครมลิน รัสเซียเป็นฝ่ายริเริ่มการโทรครั้งนี้ ปูตินชื่นชมหัวใจสำคัญของทรัมป์ที่ขยายเวลาหยุดยิงกับอิหร่าน โดยบอกว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ “ถูกต้อง” เพราะจะเปิดโอกาสให้มีการเจรจาและสร้างเสถียรภาพในภูมิภาค ปูตินยังเตือนถึงผลกระทบร้ายแรงหากสหรัฐฯ และอิสราเอลกลับมาใช้กำลังทหาร ซึ่งไม่เพียงกระทบอิหร่านและเพื่อนบ้าน แต่จะลุกลามไปทั่วโลก

ประเด็นยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ: ปูตินเสนอช่วยเหลือ

หนึ่งในไฮไลต์ของการสนทนาคือเรื่องแร่ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่าน ปูตินเสนอตัวช่วยสหรัฐฯ จัดการคลังยูเรเนียมนี้ ซึ่งคล้ายกับบทบาทที่รัสเซียเคยทำในข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2558 ทรัมป์เล่ากับผู้สื่อข่าวในห้องทำงานรูปไข่ว่า “เขา (ปูติน) อยากช่วย เขาบอกว่าสามารถจัดการเรื่องยูเรเนียมได้” แต่ทรัมป์ตอบโต้ด้วยว่า “ก่อนที่คุณจะช่วยผม ผมต้องการให้สงครามของคุณในยูเครนยุติลงก่อน” แสดงให้เห็นถึงการต่อรองที่เข้มข้น

หยุดยิงยูเครนตรงวันชัยชนะ?

นอกจากข่าวต่างประเทศเรื่องอิหร่านแล้ว ทั้งคู่ยังพูดถึงสงครามยูเครน ปูตินเสนอหยุดยิงให้ตรงกับวันแห่งชัยชนะ 9 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันสำคัญของรัสเซียที่รำลึกชัยชนะเหนือ纳ซีในสงครามโลกครั้งที่ 2 ทรัมป์มองว่าการสนทนาเป็นไปอย่าง “ดีมาก” และเชื่อว่าทางออกในยูเครนใกล้เข้ามา “ผมรู้จักปูตินมานาน เขาพร้อมทำข้อตกลง แต่มีคนบางกลุ่มขัดขวาง”

  • ประเด็นหลักที่หารือ:
  • หยุดยิงอิหร่านและเสี่ยงภัยนิวเคลียร์
  • จัดการยูเรเนียมอิหร่านโดยรัสเซีย
  • สถานการณ์ยูเครนและวันชัยชนะ 9 พ.ค.
  • ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-รัสเซียในอนาคต

การสนทนาทรัมป์-ปูติน โทรคุยกัน 1.5 ชม. หารือเรื่องหยุดยิงอิหร่านครั้งนี้ สะท้อนถึงการทูตแบบตัวต่อตัวที่อาจเปลี่ยนเกมการเมืองโลก แม้ทรัมป์จะไม่ปฏิเสธข้อเสนอยูเรเนียมชัดเจน แต่ย้ำว่ายูเครนต้องมาก่อน นักวิเคราะห์มองว่านี่เป็นก้าวแรกสู่การลดความตึงเครียด โดยเฉพาะในตะวันออกกลางที่อิหร่านกำลังเป็นจุดร้อน

ในมุมมองของผู้เขียน การโทรคุยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าผู้นำทั้งสองเข้าใจถึงความเสี่ยงของสงครามนิวเคลียร์ หากนำไปสู่ข้อตกลงจริง โลกอาจสงบสุขมากขึ้น ลองนึกภาพถ้ารัสเซียช่วยควบคุมยูเรเนียมอิหร่านได้ ขณะที่ยูเครนหยุดยิง มันจะเป็นชัยชนะ外交ใหญ่หลวง

ติดตามข่าวสารล่าสุด: อย่าพลาดอัปเดตสถานการณ์โลกได้ที่ ข่าวต่างประเทศไทยรัฐ คอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับการสนทนาครั้งนี้!

ที่มา – ทรัมป์-ปูติน โทรคุยกัน 1.5 ชม. หารือเรื่องหยุดยิงอิหร่าน

มาครงเผย ทหารฝรั่งเศสดับในเลบานอน คาดฝีมือฮิซบอลเลาะห์

มาครงเผย ทหารฝรั่งเศสดับในเลบานอน คาดฝีมือฮิซบอลเลาะห์ เป็นข่าวร้ายที่สะเทือนใจวงการระหว่างประเทศ เมื่อทหารฝรั่งเศสที่กำลังปฏิบัติหน้าที่รักษาสันติภาพในเลบานอนเสียชีวิตอย่างน่าเศร้า ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ออกมาแถลงอย่างชัดเจนว่าหลักฐานทั้งหมดชี้ไปที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ทำให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางยิ่งตึงเครียด

มาครงเผย ทหารฝรั่งเศสดับในเลบานอน คาดฝีมือฮิซบอลเลาะห์

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 ทหารฝรั่งเศสชื่อฟลอเรียน มอนโตริโอ จากกรมทหารช่างพลร่มที่ 17 ซึ่งสังกัดกองกำลังชั่วคราวของสหประชาชาติในเลบานอน (UNIFIL) ถูกสังหารระหว่างปฏิบัติหน้าที่ นอกจากนี้ยังมีทหารฝรั่งเศสอีก 3 นายบาดเจ็บ โดย 2 นายมีอาการสาหัส มาครงกล่าวว่า “หลักฐานทุกอย่างบ่งชี้ว่ากลุ่มฮิซบอลเลาะห์ต้องรับผิดชอบ” และเรียกร้องให้ทางการเลบานอนจับกุมผู้กระทำผิดทันที

UNIFIL ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า หน่วยลาดตระเวนกำลังเก็บกู้ระเบิดบริเวณถนนในหมู่บ้านกานดูริยาห์ ทางตอนใต้ของเลบานอน แต่ถูกกลุ่มติดอาวุธที่ไม่ใช่รัฐ ใช้อาวุธปืนขนาดเล็กโจมตี สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางข้อตกลงหยุดยิง 10 วัน ระหว่างอิสราเอลและเลบานอน ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐประกาศเมื่อวันพฤหัสบดีก่อนหน้า หลังการเจรจาครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่วอชิงตัน

ปฏิกิริยาจากทุกฝ่ายหลังมาครงเผย ทหารฝรั่งเศสดับในเลบานอน

กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ปฏิเสธข้อหาอย่างหนักแน่น ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รอผลสอบสวนจากกองทัพเลบานอนก่อนสรุป ส่วนนายกรัฐมนตรีเลบานอน นาวาฟ ซาลาม ประณามเหตุการณ์นี้ สั่งสอบสวนทันที และเตือนว่าพฤติกรรมเช่นนี้ทำลายความสัมพันธ์กับพันธมิตร

กองทัพอิสราเอลก็กล่าวหาฮิซบอลเลาะห์ละเมิดหยุดยิง พบผู้ก่อการร้ายพยายามประชิดทหาร จึงตอบโต้ด้วยการโจมตีแม่นยำ ทำให้ความขัดแย้งยืดเยื้อ UNIFIL ซึ่งมีกำลังพลกว่า 10,000 นายจาก 50 ประเทศ มีหน้าที่รักษาสันติภาพตามแนวชายแดนเลบานอน-อิสราเอลมาตั้งแต่ปี 1978 ฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในผู้ส่งกำลังพลหลัก

พื้นหลังความขัดแย้งและบทบาทของ UNIFIL

  • UNIFIL ก่อตั้งหลังสงครามเลบานอนปี 1978 เพื่อเฝ้าระวังชายแดน
  • ขยายหน้าที่ปี 2006 หลังสงครามอิสราเอล-ฮิซบอลเลาะห์
  • เผชิญโจมตีบ่อยครั้งจากกลุ่มติดอาวุธ
  • ฝรั่งเศสส่งทหารกว่า 700 นาย

เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าความไม่สงบยังคงรุนแรง แม้มีหยุดยิง สถานการณ์ตะวันออกกลางซับซ้อน โดยฮิซบอลเลาะห์ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ขณะที่อิสราเอลและชาติตะวันตกมองว่าเป็นกลุ่มก่อการร้าย

จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ เหตุการณ์มาครงเผย ทหารฝรั่งเศสดับในเลบานอน คาดฝีมือฮิซบอลเลาะห์ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตใหม่ หากไม่มีการสอบสวนโปร่งใสและลงโทษผู้กระทำผิด จะกระทบความเชื่อมั่นใน UNIFIL และเสถียรภาพภูมิภาค

เราควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะอาจลุกลามเป็นสงครามใหญ่ คุณคิดเห็นอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้!

ที่มา – มาครงเผย ทหารฝรั่งเศสดับในเลบานอน คาดฝีมือฮิซบอลเลาะห์

อิหร่านประกาศเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลังอิสราเอล-เลบานอนหยุดยิง

อิหร่านประกาศเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลังอิสราเอล-เลบานอนหยุดยิง เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการพลังงานโลก เมื่อรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านออกมาประกาศให้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เปิดให้เรือพาณิชย์สัญจรผ่านได้โดยสมบูรณ์แล้ว

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากการประกาศหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับเลบานอนเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 โดยนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ระบุว่า การเปิดช่องแคบฮอร์มุซสอดคล้องกับการหยุดยิงดังกล่าว ทำให้เรือพาณิชย์ทุกลำสามารถเดินทางตามเส้นทางที่กำหนดโดยองค์การท่าเรือและการเดินเรือแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านได้อย่างเต็มที่ตลอดช่วงหยุดยิง

อิหร่านประกาศเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลังอิสราเอล-เลบานอนหยุดยิง: ผลกระทบต่อตลาดน้ำมัน

ทันทีที่ข่าวนี้แพร่ออกไป ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว โดยน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude) ร่วงลง 8.5% หรือ 8.46 ดอลลาร์ สู่ระดับ 90.93 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ ลดลง 9.4% หรือ 8.87 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 85.82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 13.00 น. ตามเวลา GMT ในวันที่ 17 เมษายน 2569

ช่องแคบฮอร์มุซมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นจุดผ่านของน้ำมันดิบราว 20-30% ของการค้าขายน้ำมันทั่วโลก หากปิดกั้นจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างจีน ญี่ปุ่น และอินเดีย

พื้นหลังความขัดแย้งและการหยุดยิง

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้นจากข้อพิพาทระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ซึ่งนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซชั่วคราว แต่การหยุดยิงล่าสุดช่วยคลายความกังวล ทำให้อิหร่านตัดสินใจเปิดเส้นทางดังกล่าว

  • การประกาศหยุดยิง: วันที่ 16 เม.ย. 2569
  • การเปิดช่องแคบ: 17 เม.ย. 2569 โดยนายอับบาส อารักชี
  • ผลกระทบราคาน้ำมัน: ร่วงลงกว่า 9%
  • ความสำคัญ: ลำเลียงน้ำมัน 1 ใน 5 ของโลก

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า การเคลื่อนไหวของอิหร่านนี้อาจเป็นสัญญาณบวกต่อเสถียรภาพภูมิภาค แต่ยังต้องจับตาการเจรจาต่อเนื่อง หากหยุดยิงยั่งยืน ราคาน้ำมันอาจลดลงอีก

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและโลก

สำหรับประเทศไทยซึ่งนำเข้าน้ำมันกว่า 80% การลดลงของราคาน้ำมันจะช่วยบรรเทาค่าครองชีพ โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลและเบนซินที่อาจปรับราคาลดลงตาม หากสถานการณ์ดีขึ้น นอกจากนี้ ยังส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมการบินและ運輸

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่า ความไม่แน่นอนยังมี หากความขัดแย้งปะทุขึ้นอีก ช่องแคบฮอร์มุซอาจปิดอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง

สรุปแล้ว อิหร่านประกาศเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลังอิสราเอล-เลบานอนหยุดยิง ถือเป็นข่าวดีที่ช่วยลดความเสี่ยงด้านพลังงานโลก ผู้สนใจควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อวางแผนการลงทุน

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐข่าวต่างประเทศ เพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด

ที่มา – อิหร่านประกาศเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลังอิสราเอล-เลบานอนหยุดยิง

หยุดยิง “อิสราเอล–เลบานอน” มีผลแล้ว ประชาชนเฮ!

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวต่างประเทศ! วันนี้มีข่าวดีสุดๆ มาบอกกันเลย เมื่อ หยุดยิง “อิสราเอล–เลบานอน” มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้ว เป็นเวลา 10 วันเต็มๆ หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายสู้รบกันเดือดร้อนมานานกว่าหนึ่งเดือน ประชาชนเลบานอนหลายหมื่นคนโล่งใจสุดๆ เริ่มทยอยกลับบ้านเกิดในพื้นที่ภาคใต้ที่ถูกโจมตีหนัก บรรยากาศเต็มไปด้วยความหวังและเสียงฉลองตามท้องถนนเลยครับ

หยุดยิง “อิสราเอล–เลบานอน” มีผลแล้ว

ข้อตกลงนี้ถูกประกาศโดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อช่วงเช้ามืดวันนี้ ท่ามกลางความตึงเครียดที่รุนแรงในตะวันออกกลาง ประธานาธิบดีเลบานอน โจเซฟ อาอูน ออกมาแสดงความยินดีทันที ส่วนนายกฯ อิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ก็บอกว่านี่คือ “โอกาสประวัติศาสตร์สำหรับสันติภาพ” เลยทีเดียว แม้ก่อนหน้านั้นไม่นาน กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ได้รับการหนุนหลังจากอิหร่าน จะยังยิงตอบโต้กองทัพอิสราเอลอย่างต่อเนื่อง แต่ตอนนี้ทั้งหมดหยุดชะงักแล้ว

ฮิซบอลเลาะห์เองก็ยืนยันว่าจะเคารพข้อตกลงนี้ภายใต้เงื่อนไขต่างๆ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ยังคงเปราะบางมากๆ ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดพลาด ก็อาจปะทุขึ้นอีกได้ง่ายๆ แต่ตอนนี้ทุกคนกำลังเฝ้ามองด้วยความหวังครับ

ประชาชนเลบานอนฉลองใหญ่ เริ่มกลับบ้าน

หลังจาก หยุดยิง “อิสราเอล–เลบานอน” มีผล ภาพประชาชนเลบานอนออกมาเต้นรำตามถนนในเบรุตและเมืองอื่นๆ กลายเป็นภาพที่ประทับใจสุดๆ พวกเขาต้องอพยพหนีภัยสงครามไปอยู่ที่ปลอดภัยมานาน โดยเฉพาะภาคใต้ที่โดนระเบิดอิสราเอลถล่มหนักหน่วง ทำให้บ้านเรือนพังยับเยิน รายงานบอกว่ามีผู้เสียชีวิตนับพันคนและบาดเจ็บอีกมากมาย

ตอนนี้ขบวนรถยนต์และรถบัสเริ่มเคลื่อนขบวนกลับภูมิลำเนาแล้วครับ บางครอบครัวถึงกับร้องไห้ดีใจที่ได้กลับบ้านเกิด แม้บ้านจะเสียหายแต่ก็ยังดีกว่าอยู่ในที่หลบภัย

ที่มาของความขัดแย้งและบทบาทของสหรัฐฯ

ย้อนกลับไป สงครามรอบนี้ปะทุขึ้นจากความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลกับฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธชิอะห์ในเลบานอน อิสราเอลกล่าวหาว่าฮิซบอลเลาะห์วางยิงข้ามชายแดน และบุกโจมตีทางอากาศทางบกอย่างหนัก สหรัฐฯ ที่เป็นพันธมิตรใกล้ชิดอิสราเอล เลยเข้าไกล่เกลี่ยจนได้ข้อตกลงหยุดยิงนี้มา นี่ไม่ใช่ครั้งแรกนะครับที่ตะวันออกกลางมีไฟหยุดไฟต่อ แต่คราวนี้ทรัมป์ดูมั่นใจมาก

  • ประโยชน์ของข้อตกลง: ลดการสูญเสียชีวิตทหารและพลเรือน
  • ความเสี่ยง: ฮิซบอลเลาะห์อาจไม่ยอมถอนกำลังตามกำหนด
  • โอกาส: เปิดทางเจรจาสันติภาพระยะยาว

สถานการณ์หลังจากนี้ต้องจับตาใกล้ชิด โดยเฉพาะว่าจะครบ 10 วันได้หรือไม่ และจะต่ออายุหรือไม่ ประชาคมโลกอย่าง UN และ EU ก็กำลังกดดันให้ทั้งสองฝ่ายยึดมั่นครับ

ในมุมมองของผม นี่คือก้าวแรกที่สำคัญมาก ถ้าทุกฝ่ายแสดงเจตนาดีจริง สันติภาพในตะวันออกกลางอาจใกล้เข้ามาแล้ว ลองคิดดูสิครับ ถ้าไม่มีสงคราม ผู้คนจะได้ใช้ชีวิตปกติ 孩子ได้ไปโรงเรียน เศรษฐกิจฟื้นตัวได้เลย

คุณคิดยังไงกับ หยุดยิง “อิสราเอล–เลบานอน” ครั้งนี้? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยครับ และอย่าลืมกดไลค์ แชร์ ติดตามบล็อกเพื่ออัปเดตข่าวต่างประเทศล่าสุดนะ!

ที่มา – หยุดยิง “อิสราเอล–เลบานอน” มีผลแล้ว 10 วัน ประชาชนเฮ! ทยอยกลับบ้าน หลังสู้รบเดือดกว่าหนึ่งเดือน

ทรัมป์เตือนจีนเจอปัญหาใหญ่แน่ หากส่งอาวุธให้อิหร่าน

ทรัมป์เตือนจีนเจอปัญหาใหญ่แน่ หากส่งอาวุธให้อิหร่าน เป็นประเด็นร้อนที่กำลังสร้างความตึงเครียดในเวทีการเมืองโลก โดยเฉพาะท่ามกลางสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยังคงคุกรุ่น

ทรัมป์เตือนจีนเจอปัญหาใหญ่แน่ หากส่งอาวุธให้อิหร่าน

เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 หรือตรงกับปี 2026 ในปฏิทินสากล ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับนักข่าวจากซีเอ็นเอ็น (CNN) โดยตรง โดยกล่าวเตือนจีนอย่างชัดเจนว่า หากแดนมังกรกล้าดำเนินการส่งอาวุธให้อิหร่าน จีนจะต้องเผชิญกับ “ปัญหาใหญ่” แน่นอน คำเตือนนี้เกิดขึ้นท่ามกลางรายงานข่าวกรองของสหรัฐฯ ที่ระบุว่าจีนกำลังเตรียมส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศรุ่นใหม่ให้อิหร่านในไม่ช้า

เบ็ตซี ไคลน์ ผู้สื่อข่าวซีเอ็นเอ็น ได้ถามทรัมป์เกี่ยวกับข้อมูลข่าวกรองดังกล่าว ซึ่งมาจากแหล่งข่าว 3 รายที่ใกล้ชิดกับการประเมินล่าสุด ทรัมป์ตอบกลับทันทีว่า “ถ้าจีนทำแบบนั้น จีนจะมีปัญหาใหญ่ เข้าใจไหม?” คำพูดนี้สะท้อนถึงท่าทีแข็งกร้าวของสหรัฐฯ ที่ไม่ยอมให้พันธมิตรของอิหร่านอย่างจีนเข้ามาแทรกแซง โดยเฉพาะในช่วงที่การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ปากีสถานกำลังดำเนินอยู่

背景ของทรัมป์เตือนจีนเจอปัญหาใหญ่แน่ หากส่งอาวุธให้อิหร่าน

สถานการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีที่มา อิหร่านกำลังใช้ช่วงหยุดยิงเพื่อเสริมสร้างคลังอาวุธ โดยได้รับความช่วยเหลือจากพันธมิตรหลักอย่างจีน รายงานจากซีเอ็นเอ็นระบุว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศที่จีนอาจส่งมอบนั้นเป็นรุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางทหารของอิหร่านอย่างมาก ทรัมป์ยังไม่ได้ยืนยันว่าตนได้หารือเรื่องนี้กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แล้วหรือไม่ แต่เขามีกำหนดเดินทางเยือนจีนเพื่อพบปะกันในเดือนหน้า

ประเด็นนี้มีความสำคัญเพราะมันเชื่อมโยงกับความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีนที่ตึงเครียดอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสงครามการค้า เทคโนโลยี หรือภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง การที่จีนอาจสนับสนุนอิหร่านจึงถูกมองว่าเป็นการท้าทายอำนาจของสหรัฐฯ โดยตรง

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกรณีนี้

หากจีนส่งอาวุธให้อิหร่านจริง สหรัฐฯ อาจตอบโต้ด้วยมาตรการทางเศรษฐกิจ เช่น การคว่ำบาตรเพิ่มเติม หรือแม้กระทั่งการเพิ่มกำลังทหารในภูมิภาค นอกจากนี้ ยังอาจกระทบต่อการเจรจาสันติภาพที่กำลังดำเนินอยู่ ทำให้สงครามยืดเยื้อ

  • ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ: จีนพึ่งพาการค้าขายกับสหรัฐฯ สูง หากถูกคว่ำบาตรจะกระทบ GDP
  • ภูมิรัฐศาสตร์: เพิ่มความตึงเครียดในเอเชียและตะวันออกกลาง
  • การทูต: การเยือนจีนของทรัมป์อาจกลายเป็นเวทีเผชิญหน้า
  • ข่าวกรอง: สหรัฐฯ กำลังจับตาใกล้ชิด อาจนำไปสู่ปฏิบัติการลับ

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ นี่คือสัญญาณว่าสงครามเย็นใหม่ระหว่างมหาอำนาจกำลังรุนแรงขึ้น โดยอิหร่านกลายเป็นจุดชนวนสำคัญ

ในฐานะนักวิเคราะห์ เรามองว่า ทรัมป์เตือนจีนเจอปัญหาใหญ่แน่ หากส่งอาวุธให้อิหร่าน ไม่ใช่แค่คำขู่ แต่เป็นกลยุทธ์เพื่อกดดันจีนให้ถอยหลัง สถานการณ์นี้อาจเปลี่ยนแปลงสมดุลอำนาจในตะวันออกกลางได้ หากคุณสนใจประเด็นนี้ อย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตล่าสุดจากเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ทรัมป์เตือนจีนเจอปัญหาใหญ่แน่ หากส่งอาวุธให้อิหร่าน

ผู้นำสูงสุดอิหร่านลั่น ยังมุ่งมั่นที่จะ “ล้างแค้น” ให้บิดาผู้ล่วงลับ

ผู้นำสูงสุดอิหร่านลั่น ยังมุ่งมั่นที่จะ “ล้างแค้น” ให้บิดาผู้ล่วงลับ ท่ามกลางสถานการณ์หยุดยิงที่เปราะบางระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกา แถลงการณ์ล่าสุดนี้สร้างความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางอีกครั้ง

ผู้นำสูงสุดอิหร่านลั่น ยังมุ่งมั่นที่จะ “ล้างแค้น” ให้บิดาผู้ล่วงลับ

เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 สำนักข่าว CNN ได้รายงานแถลงการณ์ฉบับใหม่จากอยาตอลเลาะห์ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งยืนยันชัดเจนว่าอิหร่านยังคงมุ่งมั่นที่จะล้างแค้นให้กับบิดาของเขาที่ถูกสังหาร รวมถึงทุกชีวิตที่สูญเสียไปในสงครามครั้งนี้ แม้จะมีการหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แต่กระแสแห่งการแก้แค้นยังไม่จางหาย

ในแถลงการณ์ดังกล่าว ผู้นำสูงสุดอิหร่านระบุว่า อิหร่านไม่ได้แสวงหาสงคราม แต่จะไม่ยอมสละสิทธิ์ของตนเองเด็ดขาด "และในแง่นี้ เราถือว่าแนวหน้าแห่งการต่อต้าน (Resistance Front) ทั้งหมดเป็นหนึ่งเดียวกัน" เขาเน้นย้ำถึงความเป็นเอกภาพในการต่อสู้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ

การเรียกร้องค่าชดเชยและสิทธิ์ในช่องแคบฮอร์มุซ

นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังประกาศว่าจะเรียกร้องค่าชดเชยสำหรับความเสียหายทุกประการที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเลือดเนื้อของเหล่าวีรชน (Martyrs) หรือค่าเยียวยาสำหรับผู้บาดเจ็บในสงคราม สิ่งนี้สะท้อนถึงจุดยืนที่แข็งกร้าวของอิหร่านที่ไม่ยอมให้ความสูญเสียเหล่านั้นจางหายไปโดยปราศจากความยุติธรรม

ที่น่าสนใจยิ่งคือ อิหร่านวางแผนนำการบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซ "เข้าสู่ระยะใหม่" ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญที่เชื่อมทะเลอาหรับกับอ่าวเปอร์เซีย ช่องแคบนี้มีบทบาทสำคัญในการขนส่งน้ำมันทั่วโลก การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจพลังงานโลกอย่างรุนแรง หากอิหร่านเพิ่มมาตรการควบคุมหรือจำกัดการเดินเรือ

บริบทของความขัดแย้งอิหร่าน-สหรัฐฯ

ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ยืดเยื้อมายาวนาน ตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามปี 1979 จนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในช่วงสงครามล่าสุดที่นำไปสู่การหยุดยิงที่เปราะบาง การที่ผู้นำสูงสุดอิหร่านลั่น ยังมุ่งมั่นที่จะ “ล้างแค้น” ให้บิดาผู้ล่วงลับ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ แต่เป็นการย้ำเตือนถึงรากเหง้าของความเกลียดชังที่ฝังรากลึก

  • บิดาของโมจตาบา คาเมเนอี ถูกสังหารในช่วงความขัดแย้ง ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้
  • แนวหน้า Resistance Front รวมกลุ่มฮามาส ฮิซบอลเลาะห์ และกลุ่มอื่นๆ ที่ต่อต้านอิสราเอลและสหรัฐฯ
  • ช่องแคบฮอร์มุซ เคยถูกอิหร่านขู่ว่าจะปิดในอดีต สร้างความปั่นป่วนราคาน้ำมัน
  • การหยุดยิงล่าสุดภายใต้อิทธิพลของทรัมป์ แต่ยังไม่มั่นคง

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า แถลงการณ์นี้อาจเป็นกลยุทธ์ในการเจรจาเพื่อกดดันสหรัฐฯ และพันธมิตรให้ยอมรับเงื่อนไขของอิหร่านมากขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นนิวเคลียร์และการคว่ำบาตร

ผลกระทบต่อภูมิภาคตะวันออกกลาง

สถานการณ์นี้ไม่เพียงกระทบอิหร่านและสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังลุกลามไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างซาอุดีอาระเบีย อิสราเอล และชาติอาหรับอื่นๆ ที่กังวลกับอิทธิพลของอิหร่าน หากอิหร่านเดินหน้าล้างแค้น อาจจุดชนวนความขัดแย้งใหม่ ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงและเศรษฐกิจโลกชะลอตัว

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ การที่ผู้นำสูงสุดอิหร่านแสดงจุดยืนชัดเจนเช่นนี้ แสดงถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยของชาติ แต่ก็เสี่ยงต่อการถูกมองว่าเป็นฝ่ายยั่วยุสงคราม

สำหรับผู้อ่านที่สนใจข่าวต่างประเทศ สามารถติดตามอัปเดตล่าสุดได้ที่ ข่าวต่างประเทศ เพื่อไม่พลาดความเคลื่อนไหวสำคัญในตะวันออกกลาง

ความเห็นส่วนตัว: แม้การล้างแค้นอาจให้ความรู้สึกยุติธรรม แต่ในยุคโลกาภิวัตน์ การเจรจาสันติภาพน่าจะเป็นทางออกที่ยั่งยืนกว่า เพื่อหลีกเลี่ยงสงครามที่ไม่มีผู้ชนะ

ที่มา – ผู้นำสูงสุดอิหร่านลั่น ยังมุ่งมั่นที่จะ “ล้างแค้น” ให้บิดาผู้ล่วงลับ

เนทันยาฮู ยัน ไม่หยุดยิงเลบานอน แม้สั่งเริ่มเจรจาโดยตรง

เนทันยาฮู ยัน ไม่หยุดยิงเลบานอน แม้สั่งเริ่มเจรจาโดยตรง สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและเลบานอนยังคงตึงเครียด โดยนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลได้ออกมาประกาศชัดเจนว่า จะไม่หยุดการโจมตี แม้จะมีคำสั่งให้เริ่มเจรจาโดยตรงกับรัฐบาลเลบานอนเพื่อปลดอาวุธกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ก็ตาม ข่าวนี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทั่วโลกจับตามอง

เนทันยาฮู ยัน ไม่หยุดยิงเลบานอน แม้สั่งเริ่มเจรจาโดยตรง

เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 นายเบนจามิน เนทันยาฮู ได้เผยแพร่ข้อความวิดีโอในเย็นวันพฤหัสบดี โดยย้ำว่าอิสราเอลจะไม่หยุดยิงเลบานอน “ผมต้องการบอกพวกคุณว่า ไม่มีการหยุดยิงในเลบานอน เรากำลังเดินหน้าโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์อย่างรุนแรงต่อไป และเราจะไม่หยุดจนกว่าจะฟื้นฟูความปลอดภัยให้พวกคุณได้” เนทันยาฮูกล่าวอย่างหนักแน่น

แม้จะมีแผนเจรจาโดยตรง แต่เนทันยาฮูชี้แจงว่า การเจรจานี้มีเป้าหมายเพื่อปลดอาวุธฮิซบอลเลาะห์และสร้าง “ข้อตกลงสันติภาพที่ยั่งยืนและเป็นประวัติศาสตร์” เขายังภูมิใจที่เคยทำข้อตกลงสันติภาพกับประเทศอาหรับมาแล้ว 4 ฉบับ และพร้อมทำเพิ่มเติม

คำตอบโต้จากเลบานอน

ฝั่งเลบานอนไม่ยอมง่ายๆ เจ้าหน้าที่เลบานอนให้สัมภาษณ์ CNN ว่า “จะไม่มีการเจรจาภายใต้ห่ากระสุน” เพื่อปฏิเสธแผนเจรจาของอิสราเอล ในวันเดียวกัน กองทัพอิสราเอลยังคงโจมตีต่อเนื่อง และออกคำสั่งอพยพใหม่ในพื้นที่ตอนใต้ของเบรุต

ไทม์ไลน์เหตุการณ์ล่าสุด

  • วันพุธ: อิสราเอลเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามเริ่ม สังหารผู้ก่อการร้ายฮิซบอลเลาะห์กว่า 300 ราย บาดเจ็บ 1,150 ราย เป้าหมายคือศูนย์บัญชาและฐานที่มั่น 100 แห่ง
  • วันพฤหัสบดี: เนทันยาฮูสั่งเริ่มเจรจา แต่ยืนยันไม่หยุดยิง
  • ปัจจุบัน: การโจมตียังดำเนินต่อไป สถานการณ์มนุษยธรรมย่ำแย่

ความขัดแย้งนี้มีรากเหง้าจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ซึ่งอิสราเอลมองว่าเป็นภัยคุกคามหลัก การโจมตีล่าสุดทำให้พลเรือนเลบานอนได้รับผลกระทบหนัก สร้างแรงกดดันจากนานาชาติให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิง แต่เนทันยาฮูยืนกรานเพื่อความมั่นคงของอิสราเอล

นอกจากนี้ อิสราเอลยังคงเสริมกำลังทหารบริเวณชายแดนเลบานอน เพื่อป้องกันการตอบโต้จากฮิซบอลเลาะห์ ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า การเจรจาครั้งนี้อาจนำไปสู่สันติภาพระยะยาว หากเลบานอนยอมปลดอาวุธกลุ่มติดอาวุธได้ แต่ในเบื้องต้น เนทันยาฮู ยัน ไม่หยุดยิงเลบานอน แม้สั่งเริ่มเจรจาโดยตรง

สถานการณ์ยังคงเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว อิสราเอลรายงานว่าปฏิบัติการนี้ประสบความสำเร็จในการทำลายโครงสร้างฮิซบอลเลาะห์ ขณะที่เลบานอนเรียกร้องให้สหประชาชาติเข้าแทรกแซง

ผลกระทบต่อภูมิภาคตะวันออกกลาง

  • เพิ่มความตึงเครียดกับอิหร่าน ผู้สนับสนุนฮิซบอลเลาะห์
  • กระทบเศรษฐกิจเลบานอนที่ย่ำแย่อยู่แล้ว
  • อาจลุกลามเป็นสงครามใหญ่ หากไม่มีการเจรจาที่แท้จริง

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การตัดสินใจของเนทันยาฮูสะท้อนยุทธศาสตร์ “ต่อสู้ไปพร้อมเจรจา” ซึ่งเคยใช้สำเร็จในอดีต แต่เสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิตเพิ่มเติม

ติดตามสถานการณ์ข่าวต่างประเทศแบบเรียลไทม์ และแบ่งปันความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง สนับสนุนเราด้วยการแชร์บทความนี้เพื่อให้คนไทยรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง!

ที่มา – เนทันยาฮู ยัน ไม่หยุดยิงเลบานอน แม้สั่งเริ่มเจรจาโดยตรง

Scroll to top