อธิบดีกรมประมง

“สุชาติ” รับ “ปิ่นสักก์” เหมาะนั่งอธิบดีกรมประมง

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองสำหรับการปรับเปลี่ยนตำแหน่งระดับสูงภายในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เมื่อนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการโยกย้ายนายปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ให้ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมประมง

“สุชาติ” รับ “ปิ่นสักก์” เหมาะนั่งอธิบดีกรมประมง

นายสุชาติได้กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า จากประสบการณ์ที่ได้ร่วมงานกันมาเกือบ 1 ปี นายปิ่นสักก์ถือเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถสูง โดยเฉพาะในด้านประมงและทรัพยากรทางทะเล ซึ่งหากถามว่า “สุชาติ” รับ “ปิ่นสักก์” เหมาะนั่งอธิบดีกรมประมง หรือไม่ นายสุชาติได้ให้คำตอบที่น่าสนใจว่า นายปิ่นสักก์จบการศึกษาตรงสายและมีองค์ความรู้ที่เชี่ยวชาญ ซึ่งน่าจะนำไปใช้ประโยชน์ในงานด้านประมง ทั้งน้ำจืดและน้ำเค็มได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ท่านรัฐมนตรีได้ย้ำชัดเจนว่าในขณะนี้ยังไม่ได้รับการทาบทามจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างเป็นทางการ

มุมมองต่อการบริหารงานราชการ

นอกจากประเด็นเรื่องโยกย้ายแล้ว นายสุชาติยังได้เน้นย้ำถึงหลักการบริหารงานในกระทรวงของตนว่า ตนไม่ได้มองแค่เรื่องตำแหน่งบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับ:

  • การสานต่อนโยบายของรัฐบาล เช่น ภูเก็ตโมเดล
  • การพิจารณา KPI ความตั้งใจในการทำงาน และความซื่อสัตย์สุจริต
  • การเตรียมความพร้อมสำหรับข้าราชการที่จะเกษียณอายุราชการ

ด้วยทัศนคติที่เปิดกว้าง หากมีการทาบทามอย่างถูกต้องและเห็นว่าเป็นการเติบโตในสายงานที่เหมาะสม นายสุชาติยืนยันว่าตนพร้อมสนับสนุนให้บุคลากรได้ไปทำหน้าที่ในจุดที่เขาถนัด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชน ตามหลักการทำงานของรัฐบาลที่ไม่ควรมองแค่กระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง

บทสรุปของเรื่องนี้คงต้องรอติดตามกันต่อไปว่า การขยับตำแหน่งครั้งนี้จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือกระบวนการพิจารณาแต่งตั้งต้องผ่านการตรวจสอบที่เข้มงวด ทั้งในเรื่องคุณสมบัติและพฤติกรรม เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ที่เข้ามารับหน้าที่จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานให้สัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมายของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด นี่ถือเป็นตัวอย่างของการให้ความสำคัญกับความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของไทย

ที่มา – “สุชาติ” รับ “ปิ่นสักก์” เหมาะนั่งอธิบดีกรมประมง แต่ยังไม่ได้รับการทาบทามจาก ก.เกษตรฯ

งานไส้ ปลากระป๋องยี่ห้อดังยัดไส้ หมอคางดำ แทน ซาร์ดีน

งานไส้ ปลากระป๋องยี่ห้อดังยัดไส้ หมอคางดำ แทน ซาร์ดีน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำเอาคนรักปลากระป๋องต้องสะดุ้งกันไปตามๆ กัน เมื่อมีการเปิดเผยผลการพิสูจน์แล็บระดับ DNA ที่ชี้ชัดว่า มีแบรนด์ปลากระป๋องบางยี่ห้อที่วางจำหน่ายอยู่ในท้องตลาด แอบนำเอา งานไส้ ปลากระป๋องยี่ห้อดังยัดไส้ หมอคางดำ แทน ซาร์ดีน มาวางจำหน่ายให้ผู้บริโภคหลงเชื่อว่าเป็นปลาซาร์ดีนชั้นดี ซึ่งเรื่องนี้ไม่เพียงแต่เป็นคำถามถึงมาตรฐานความปลอดภัย แต่ยังเป็นการฉ้อโกงผู้บริโภคครั้งใหญ่ที่หน่วยงานรัฐต้องเร่งจัดการ

จากการแถลงข่าวของ สส.พรรคประชาชน ร่วมกับมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) และสภาองค์กรของผู้บริโภค ได้มีการยืนยันผลการตรวจ DNA จากตัวอย่างปลากระป๋องยี่ห้อ “ดอกตันหยง” ที่ผลิตในจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งระบุชัดเจนว่าวัตถุดิบที่ใช้คือ “ปลาหมอคางดำ” (Sarotherodon melanotheron) ซึ่งเป็นปลาชนิดรุกรานที่กำลังสร้างปัญหาต่อระบบนิเวศไทยอย่างหนักในขณะนี้

เปิดปมร้อน: ทำไมเราถึงพบ งานไส้ ปลากระป๋องยี่ห้อดังยัดไส้ หมอคางดำ แทน ซาร์ดีน?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมปลาหมอคางดำถึงไปโผล่อยู่ในกระป๋องได้? ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีการใช้งบประมาณมหาศาลในการกวาดล้างและประกาศว่านำไปทำปุ๋ยหรือน้ำหมักชีวภาพ แต่การพบเหตุการณ์ งานไส้ ปลากระป๋องยี่ห้อดังยัดไส้ หมอคางดำ แทน ซาร์ดีน ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความหละหลวมในการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ของหน่วยงานรัฐอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นกรมประมง หรือ อย. ที่ไม่ได้มีการตรวจสอบลงลึกถึงระดับ DNA แต่กลับรีบออกมาการันตีว่าไม่ใช่ปลาชนิดดังกล่าว นำไปสู่ข้อครหาถึงการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

  • ปลาหมอคางดำคือปลาต่างถิ่นที่มีการแพร่ระบาดรวดเร็วและทำลายวงจรปลาท้องถิ่น
  • การนำมาแปรรูปเป็นอาหารโดยไม่แจ้งฉลากให้ชัดเจน ถือเป็นการละเมิดสิทธิผู้บริโภค
  • การตรวจสอบย้อนกลับที่โปร่งใสคือสิ่งที่คนไทยต้องการมากกว่าคำพูดชี้แจงที่ไร้น้ำหนัก

ความน่ากังวลยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะในปีงบประมาณ 2570 กลับไม่มีการตั้งงบประมาณเพื่อกำจัดปลาชนิดนี้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งที่สถานการณ์การระบาดรุนแรงขึ้นกว่าปีก่อนถึง 2-3 เท่า หากภาครัฐยังคงเพิกเฉยและปล่อยให้ปลาที่ไม่มีที่มาปนเปื้อนอยู่ในห่วงโซ่อาหาร ประชาชนคงต้องตั้งคำถามว่า หน่วยงานหลักอย่าง อย. และกรมประมง กำลังปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภค หรือกำลังเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนที่ฉวยโอกาสหากินกับปลาผิดประเภทกันแน่

ในฐานะผู้บริโภค เราควรช่วยกันเป็นหูเป็นตาตรวจสอบฉลากให้ดี และเรียกร้องให้มีการบังคับใช้กฎหมายฉบับใหม่ที่เข้มงวดกว่าเดิม เพื่อบังคับให้ผู้ประกอบการต้องแสดงที่มาของวัตถุดิบทุกอย่างอย่างโปร่งใส เพราะสุขภาพของประชาชนไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาล้อเล่นหรือปล่อยผ่านได้เช่นนี้

ที่มา – งานไส้ ปลากระป๋องยี่ห้อดังยัดไส้ “หมอคางดำ” แทน “ซาร์ดีน”

ไม่พบพิรุธ แอป Thailand FishAI วัชระพลรับไม่คุ้มค่า

ในวงการประมงไทยกำลังให้ความสนใจกับประเด็นร้อน ไม่พบพิรุธ แอปฯ Thailand FishAI ที่นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยอมรับว่าประสิทธิภาพยังไม่คุ้มค่ากับเงินลงทุนที่ทุ่มไปถึง 9.1 ล้านบาท โครงการนี้ถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใสและความคุ้มค่า แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่มีพิรุธอะไรเกิดขึ้น

ไม่พบพิรุธ แอปฯ Thailand FishAI

วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 นายวัชระพล ได้พูดคุยกับนางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เพื่อชี้แจงรายละเอียดโครงการแอปพลิเคชัน Thailand FishAI ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้ไม่ถึง 30 วัน อธิบดีกรมประมงยืนยันว่า ไม่ได้ใช้งบกรมประมง แต่มาจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมตั้งแต่ปี 2568 โดยประสานผ่านนายพลพิศิลป์ สุวรรณชัย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการจัดการประมง

งบประมาณทั้งหมด 9.1 ล้านบาท ถูกแบ่งใช้ดังนี้:

  • พัฒนามันสมอง AI: 5 ล้านบาท
  • จัดทำแอปพลิเคชัน: 1 ล้านบาท
  • จัดทำเว็บไซต์: 1 ล้านบาท
  • พัฒนาระบบคลาวด์: 1 ล้านบาท
  • ซื้อคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และระบบหลังบ้าน: ส่วนที่เหลือ

รัฐมนตรีช่วยเกษตร ยืนยันว่าการจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปตามขั้นตอนปกติ ยังไม่พบความผิดปกติ แต่ยอมรับว่าประสิทธิภาพปัจจุบันยังไม่คุ้มค่า โดยเฉพาะการแยกชนิดปลาที่ยังมีข้อจำกัด ได้กำชับให้เร่งพัฒนาให้เกิดความคุ้มค่ามากขึ้น

บริษัทผู้รับจ้างและความโปร่งใส

มีคำถามถึงบริษัท บลู ซิสเต็ม เทคโนโลยี จำกัด ผู้รับจ้างโครงการนี้และหลายโครงการของกรมประมง ว่ามีการเอื้อประโยชน์หรือไม่ แต่จากการสอบถามฝ่ายกฎหมายและกระทรวงการคลัง พบว่าบริษัทมีเชี่ยวชาญเฉพาะทาง การตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบพิรุธในเรื่องโปร่งใส ทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบจัดซื้อจัดจ้าง จะติดตามผลงานรายสัปดาห์เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ส.ส. พรรคประชาชนเรียกร้องเปิดเผย TOR และรายละเอียดโครงการ ทางกรมพร้อมเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนทราบ ยืนยันว่าไม่ใช่การกลบข่าวโยกย้ายอธิบดีกรมฝนหลวง แต่เป็นการกำกับดูแลตามหน้าที่ สามารถตรวจสอบทุกโครงการได้

วัตถุประสงค์และการพัฒนาแอป Thailand FishAI

นายพลพิศิลป์ หัวหน้าโครงการอธิบายว่า Thailand FishAI คือ “ห้องสมุดสัตว์น้ำเคลื่อนที่” รวบรวมข้อมูลชนิดพันธุ์สัตว์น้ำและพรรณไม้น้ำแบบดิจิทัล ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลง่าย ใช้ AI จำแนกชนิดปลา สนับสนุนการสำรวจทรัพยากร ลดเวลาเดินทาง และให้ประชาชนมีส่วนร่วมส่งข้อมูลเพิ่มฐานข้อมูลชีวภาพ

ปัญหาคลาดเคลื่อนตอนแรก ได้ปรับปรุงโดยเพิ่มกลไกคัดกรอง ถ้าภาพไม่ใช่ปลาจะแจ้งให้ส่งใหม่ ปัจจุบันจำแนกได้ 50-52 ชนิด แม่นยำกว่า 70% ใช้ภาพจริงกว่า 50,000 ภาพจากแหล่งเพาะเลี้ยงกรมประมง พัฒนา AI ภายในประเทศเพื่อรักษาข้อมูลและลดค่าใช้จ่ายระยะยาว

โครงการนี้มีศักยภาพสูง หากพัฒนาต่อเนื่องจะช่วยเกษตรกรประมงและประชาชนได้มาก ลองดาวน์โหลดแอปมาทดลองใช้และส่งข้อมูลเพื่อช่วยพัฒนาประเทศกันเถอะ!

ที่มา – ไม่พบพิรุธ แอปฯ Thailand FishAI “วัชระพล” รับ ประสิทธิภาพยังไม่คุ้มค่ากับที่ลงทุน

ห้าม! เรือประมงไทย ใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา

กรมประมงออกประกาศเตือน ห้าม! เรือประมงไทยทุกลำ เดินเรือใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำให้ปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยของพี่น้องชาวประมงทุกคน สถานการณ์ชายแดนยังคงมีความตึงเครียด การหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ กรมประมงยังแนะนำให้ใช้แอปพลิเคชัน “Fisheries Next” เพื่อประเมินเส้นทางเดินเรือและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

ห้าม! เรือประมงไทยทุกลำ เดินเรือใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา

จากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา กรมประมงมีความห่วงใยพี่น้องชาวประมงเป็นอย่างยิ่ง จึงขอแจ้งเตือนให้ผู้ประกอบการและเรือประมงทุกลำเพิ่มความระมัดระวังในการทำประมงบริเวณใกล้เขตชายแดน โดยเน้นย้ำให้เรือประมงทุกลำปฏิบัติตามประกาศของหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างเคร่งครัด และหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงจนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่สภาวะปกติ

นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยของพี่น้องชาวประมง จึงได้สั่งการเร่งด่วนให้ศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังการทำการประมง (FMC) กองบริหารจัดการเรือประมงและการทำการประมง ยกระดับการเฝ้าระวังและติดตามตำแหน่งเรือประมง ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน โดยได้ดำเนินการ 3 มาตรการสำคัญดังนี้:

  1. ดำเนินการส่งข้อความ (SMS) แจ้งเตือนผ่านแอปพลิเคชัน “Fisheries Next” บนโทรศัพท์มือถือของเจ้าของเรือประมง เพื่อให้ผู้ประกอบการเรือประมงทุกประเภท ทุกลำ ที่ทำการประมงในเขตทะเลอ่าวไทย เพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ และทำการประมงโดยเฉพาะในบริเวณใกล้เขตแดนไทย-กัมพูชา
  2. ตั้งค่าการแจ้งเตือน เฝ้าระวัง ผ่านระบบ VMS Tracking ภายใต้หลักป้องกันล่วงหน้า หากตรวจพบเรือประมงลำใดมีเส้นทางการเดินเรือเข้าใกล้แนวเขตระยะ 5 ไมล์ทะเลนับจากเส้นแนวเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา ศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังการทำการประมง (FMC) จะโทรศัพท์ติดต่อไปยังเจ้าของเรือประมง เพื่อแจ้งเตือนเป็นรายลำให้ระมัดระวังในการเดินเรือ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของลูกเรือและทรัพย์สินเป็นสำคัญ และให้หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงที่อาจเกิดอันตราย หรืออาจมีผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบดังกล่าว เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดซึ่งอาจเกิดขึ้นระหว่างการทำประมงในทะเล
  3. ขอความร่วมมือชาวประมง หากพบเห็นเรือรบหรือกองกำลังทางเรือของกองทัพเรือกัมพูชาในบริเวณใกล้เคียง ขอให้แจ้งข้อมูลมายังศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังการทำการประมง (FMC) หรือ ศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออกที่ใกล้ที่สุดทันที เพื่อจะได้ประเมินสถานการณ์และแจ้งกองทัพเรือของไทยดำเนินมาตรการที่เหมาะสมต่อไป

กรมประมงพร้อมดูแลพี่น้องชาวประมงอย่างใกล้ชิด เพื่อคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของผู้ประกอบการเรือประมงทุกลำ ซึ่งถือเป็นภาคส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศ และขอความร่วมมือให้ติดตามประกาศและคำแนะนำจากหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานในทะเลได้อย่างปลอดภัยจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการสามารถติดตามและตรวจสอบพิกัดตำแหน่งเรือของตนได้อย่างสะดวกและแม่นยำ ผ่านแอปพลิเคชัน “Fisheries Next” ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการเฝ้าระวัง และติดตามเรือประมงในทะเล หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ FMC ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ID : @114velss และ Facebook Page : กองบริหารจัดการเรือประมงและการทำการประมง กรมประมง รวมทั้งช่องทางการประชาสัมพันธ์ข่าวของ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) อีกทางด้วย อธิบดีกรมประมง กล่าวทิ้งท้าย

ทำไมถึงต้อง ห้าม! เรือประมงไทยทุกลำ เดินเรือใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา?

เหตุผลหลักที่ ห้าม! เรือประมงไทยทุกลำ เดินเรือใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา ก็เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องชาวประมงเอง สถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อการทำประมงและก่อให้เกิดอันตรายได้ การปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมประมงและการเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การใช้แอปพลิเคชัน Fisheries Next เป็นเครื่องมือช่วยในการประเมินสถานการณ์และวางแผนการเดินเรือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงได้ นอกจากนี้ การแจ้งข้อมูลให้ศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังฯ ทราบเมื่อพบเห็นสิ่งผิดปกติก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้น

กรมประมงมีความห่วงใยและพร้อมให้ความช่วยเหลือพี่น้องชาวประมงอย่างเต็มที่ การปฏิบัติตามมาตรการที่กรมประมงกำหนดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ทุกท่านสามารถทำการประมงได้อย่างปลอดภัย หากมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อกรมประมงได้ตลอดเวลา พวกเราพร้อมให้การสนับสนุนและดูแลทุกท่าน

พี่น้องชาวประมงถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ กรมประมงตระหนักถึงความสำคัญนี้และพร้อมที่จะยืนหยัดเคียงข้างทุกท่านในการเผชิญกับทุกสถานการณ์

ที่มา – ห้าม! เรือประมงไทยทุกลำ เดินเรือใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

Scroll to top