อธิปไตยของชาติ

“ศุภชัย” ยกทีม สส.ใต้ ภูมิใจไทย รับข้อเสนอเครือข่ายต้าน “แลนด์บริดจ์”

“ศุภชัย” ยกทีม สส.ใต้ ภูมิใจไทย รับข้อเสนอเครือข่ายต้าน “แลนด์บริดจ์”

กลายเป็นประเด็นที่ร้อนแรงและน่าจับตามองอย่างยิ่ง สำหรับสถานการณ์การเคลื่อนไหวของเครือข่าย SEC Watch ที่เดินหน้าคัดค้านโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ โดยล่าสุด “ศุภชัย” ยกทีม สส.ใต้ ภูมิใจไทย รับข้อเสนอเครือข่ายต้าน “แลนด์บริดจ์” หลังจากที่กลุ่มผู้ชุมนุมได้ปักหลักประท้วงที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้มีการทบทวนแผนงานที่เกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและสิทธิในที่ดินของประชาชนในพื้นที่ภาคใต้

บรรยากาศการเจรจาระหว่าง สส.ภูมิใจไทยและเครือข่ายภาคประชาชน

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้นำทีม สส.ภาคใต้ รวม 12 คน เดินทางมาพบปะกับนายประสิทธิชัย หนูนวล ประธานเครือข่ายฯ และกลุ่มผู้ชุมนุม เพื่อหาทางออกร่วมกัน หลังจากที่ความพยายามในการเจรจากับหน่วยงานอื่นก่อนหน้านี้ยังไม่ได้ข้อสรุปที่น่าพอใจ โดยแกนนำเครือข่ายได้แสดงความกังวลอย่างหนักเกี่ยวกับประเด็นการถือครองที่ดินของต่างชาติและการปรับเปลี่ยนผังเมือง ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ชาวบ้านในพื้นที่ให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด

ในมุมมองของพรรคภูมิใจไทย นายศุภชัยได้ยืนยันว่า การที่ “ศุภชัย” ยกทีม สส.ใต้ ภูมิใจไทย รับข้อเสนอเครือข่ายต้าน “แลนด์บริดจ์” ในครั้งนี้ มีเจตนาที่บริสุทธิ์เพื่อต้องการสื่อสารและหาทางออกผ่านกระบวนการประชาธิปไตย โดยย้ำว่าทุกก้าวเดินของกฎหมายยังต้องผ่านขั้นตอนการกลั่นกรองและรับฟังความคิดรอบด้าน ไม่ใช่การตัดสินใจเพียงลำพังจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ข้อเรียกร้องสำคัญของเครือข่าย SEC Watch

ทางเครือข่ายได้ยื่นข้อเสนอ 5 ข้อที่สรุปได้เป็นประเด็นหลัก ดังนี้:

  • ยกเลิกกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ที่อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิของประชาชน
  • ยกเลิกโครงการแลนด์บริดจ์ เนื่องจากมองว่าไม่มีเหตุผลความจำเป็นที่คุ้มค่า
  • จัดตั้งคณะกรรมการชุดใหม่เพื่อวางแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้โดยมีตัวแทนภาคประชาชนร่วมด้วย
  • ยุติการขยายเขตพื้นที่ EEC ไปยังจังหวัดปราจีนบุรี

นายศุภชัยยังได้เน้นย้ำว่า “ศุภชัย” ยกทีม สส.ใต้ ภูมิใจไทย รับข้อเสนอเครือข่ายต้าน “แลนด์บริดจ์” นำไปหารือต่อในพรรคเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมที่สุด พร้อมเชิญชวนให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันแทนการขีดเส้นแบ่งฝั่ง เพราะทุกคนต่างก็ต้องการปกป้องอธิปไตยและพัฒนาประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่งคั่งและยั่งยืนร่วมกัน

บทสรุปและมุมมอง: สถานการณ์นี้นับเป็นบททดสอบสำคัญของนักการเมืองในการประสานความต้องการของประชาชนเข้ากับทิศทางการพัฒนาของรัฐ การที่ฝ่ายนิติบัญญัติลงมาฟังเสียงของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ‘ผลลัพธ์’ ว่าจะสามารถตอบโจทย์ความกังวลใจของชาวบ้านได้อย่างแท้จริงหรือไม่ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าแผนพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ในระยะยาวจะมีทิศทางอย่างไรภายใต้ความเห็นชอบของภาคประชาชน

ที่มา – “ศุภชัย” ยกทีม สส.ใต้ ภูมิใจไทย รับข้อเสนอเครือข่ายต้าน “แลนด์บริดจ์”

ผบ.ทอ. สั่งสำรองน้ำมันรับฉุกเฉิน ฝึก Cope Tiger

ในสถานการณ์วิกฤติพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ได้มีนโยบายชัดเจนเพื่อรับมือ โดยผบ.ทอ. สั่ง สำรองน้ำมัน รับกรณีฉุกเฉิน เดินหน้าฝึก Cope Tiger กับ สหรัฐ เชื่อ โลกเข้าใจ ซึ่งเป็นมาตรการที่แสดงถึงความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ

นโยบายประหยัดพลังงานของกองทัพอากาศ

ตามคำสั่งของพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กองทัพอากาศได้ปรับตัวอย่างรวดเร็ว โดยพิจารณาภารกิจสำคัญเป็นหลัก แบ่งการใช้เชื้อเพลิงเป็น 2 ส่วน คือภาคพื้นดินที่เน้นประหยัด ระมัดระวัง และภาคอากาศที่เตรียมพร้อมสำหรับภารกิจยุทธการเต็มรูปแบบ น้ำมันสำหรับบินปกติและฝึกบินถูกจัดการให้ต่อเนื่อง ขณะที่น้ำมันสำรองสำหรับสงครามหรือกรณีฉุกเฉินถูกสำรองไว้อย่างเพียงพอ เพื่อให้สามารถป้องกันประเทศได้ทันท่วงที

ผบ.ทอ. สั่ง สำรองน้ำมัน รับกรณีฉุกเฉิน เดินหน้าฝึก Cope Tiger

พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผบ.ทอ. เปิดเผยว่า กองทัพอากาศมั่นใจในการบริหารจัดการน้ำมัน หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน จะนำไปใช้ในภารกิจที่ได้รับมอบหมายทันที นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้กำลังพลและประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงาน เนื่องจากสถานการณ์ตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อตามการประเมินของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นานถึง 4 สัปดาห์ ขอให้เชื่อข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ อย่าตกใจกับข่าวปลอมที่ใช้ AI สร้าง

ผบ.ทอ. สั่ง สำรองน้ำมัน รับกรณีฉุกเฉิน เดินหน้าฝึก Cope Tiger กับ สหรัฐ

สำหรับการฝึก Cope Tiger 2026 ซึ่งเป็นการฝึกร่วมทางอากาศครั้งใหญ่ในอาเซียนกับสหรัฐอเมริกาและสิงคโปร์ ระหว่าง 15-27 มี.ค. 2569 ไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติ แม้จะเพิ่มมาตรการความปลอดภัยเข้มข้น ทั้งการสแกนพื้นที่และเฝ้าระวังสิ่งผิดปกติ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีต่างชาติ พล.อ.อ.ประภาส ย้ำว่า หากพบสิ่งบอกเหตุอันตราย จะเลื่อนหรือยกเลิกทันที แต่ยืนยันดำเนินการต่อเนื่องเพื่อทบทวนแผนการรบ พัฒนานักบินใหม่ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์

ประเทศไทยยึดหลักรักสันติ ไม่คุกคามใคร การฝึกประจำปีเช่น Cobra Gold หรือ Cope Tiger เป็นเรื่องปกติที่โลกเข้าใจดี ช่วยเสริมความสัมพันธ์และความพร้อมรบ โดยไม่ถูกดึงเข้าความขัดแย้ง

รายละเอียดการฝึก Cope Tiger 2026

การฝึกภายใต้แนวคิด “Together We Fly, Stronger We Stand” มุ่งพัฒนาขีดความสามารถการบินรบ การประสานงานระหว่างชาติ และแลกเปลี่ยนยุทธวิธีสมัยใหม่ พื้นที่ฝึกหลัก ได้แก่

  • กองบิน 1 จังหวัดนครราชสีมา
  • กองบิน 2 จังหวัดลพบุรี
  • สนามฝึกใช้อาวุธชัยบาดาล
  • กองบิน 23 จังหวัดอุดรธานี

นอกจากนี้ ยังมีระบบการข่าวเฝ้าระวังและประสานงานกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เพื่อป้องกันสงครามอสมมาตรที่อาจเกิดขึ้น

การตัดสินใจของผบ.ทอ. สั่ง สำรองน้ำมัน รับกรณีฉุกเฉิน เดินหน้าฝึก Cope Tiger กับ สหรัฐ เชื่อ โลกเข้าใจ แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่สมดุลระหว่างการประหยัดทรัพยากรและความพร้อมทางทหาร ในยุคที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

ในมุมมองของผู้เขียน การฝึกเช่น Cope Tiger ไม่เพียงเสริมแกร่งกองทัพอากาศไทย แต่ยังยกระดับบทบาทในภูมิภาคอาเซียน สร้างความไว้วางใจกับพันธมิตร หากคุณสนใจข่าวความมั่นคงทหาร ติดตามบล็อกนี้ต่อไป และแสดงความคิดเห็นด้านล่างว่าคุณมองอย่างไรกับมาตรการเหล่านี้!

ที่มา – ผบ.ทอ. สั่ง สำรองน้ำมัน รับกรณีฉุกเฉิน เดินหน้าฝึก Cope Tiger กับ สหรัฐ เชื่อ โลกเข้าใจ

นายกฯ ลงพื้นที่บุรีรัมย์ ตรวจแนวหลัง อย่าประมาท

“อนุทิน” เน้นย้ำปกป้องอธิปไตย ลงพื้นที่บุรีรัมย์ ตรวจแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังชายแดนไทย-กัมพูชา กำชับ ชรบ. อย่าประมาท แม้บรรยากาศดี

วันที่ 4 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน และแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง ณ เทศบาลตลาดนิคมปราสาท อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดน 7 จังหวัด (บุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ, อุบลราชธานี, สระแก้ว, จันทบุรี และตราด) เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และ สส.พรรคภูมิใจไทย ให้การต้อนรับ พร้อมชุด ชรบ. ในพื้นที่บุรีรัมย์กว่า 2,500 คน ที่มาร่วมรับนโยบายอย่างพร้อมเพรียง

นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ได้รายงานผลการดำเนินการตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังของ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ได้มีการประสานข้อมูลกับกองทัพและฝ่ายความมั่นคง เพื่อเตรียมความพร้อมของพื้นที่ส่วนหลัง ทั้งการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงไปยังศูนย์อพยพ พร้อมระบบคัดแยกกลุ่มเปราะบาง (เด็ก, ผู้สูงอายุ, คนมีครรภ์ และผู้ป่วยติดเตียง) และจัดชุด ชรบ. กว่า 115,393 คน ใน 7 จังหวัด เพื่อดูแลความปลอดภัยทรัพย์สินของผู้อพยพในช่วงเกิดเหตุการณ์

นายอนุทินได้กล่าวให้กำลังใจเจ้าหน้าที่และชุด ชรบ. โดยเน้นย้ำว่า แม้สถานการณ์ชายแดนไทยและกัมพูชามีแนวโน้มที่ดีจากการร่วมกันสำรวจพื้นที่ข้อพิพาทและปักหมุดเขตแดนชั่วคราว แต่เจ้าหน้าที่และชุด ชรบ. ก็ไม่ควรประมาท เพราะสามารถเกิดเหตุได้ทุกเมื่อ แม้ตนเองจะงานยุ่งเหยิงก็ต้องมาพบกับพี่น้อง ชรบ. เป็นเครื่องหมายว่า รัฐบาลของท่านเน้นย้ำในการปกป้องแผ่นดินและอธิปไตยขอให้ทุกท่านอย่าพะวง ปกป้องอธิปไตยของชาติให้ดีพอ

นายกรัฐมนตรียังได้เน้นย้ำการปฏิบัติ 3 ด้านว่า ความมั่นคงชายแดนแนวหลังต้องพร้อมปกป้องเต็มที่  การให้ความปลอดภัยประชาชนและอพยพอย่างรวดเร็ว และการเตรียมพร้อมตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง โดยแบ่งบทบาทหน้าที่กำลังพล 4 แนว คือ ทหาร และกองสนับสนุนพื้นที่แนวรบ/ดูแลหมู่บ้าน/ศูนย์พักพิงอพยพ ซึ่งล้วนมี ชรบ. เข้าไปเกี่ยวข้อง

หลังการกล่าวให้กำลังใจ นายอนุทินได้เข้าเยี่ยมชมและสังเกตการณ์การซ้อมแผนเผชิญเหตุตามแผนพิทักษ์ส่วนหลังที่ อ.บ้านกรวดจัดขึ้นด้วย และหลังเสร็จสิ้นภารกิจนายอนุทินให้สัมภาษณ์ยืนยันว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ชายแดน 7 จังหวัด เนื่องจากมีสัญญาณบอกเหตุตั้งแต่ต้นปีนี้ โดยย้ำว่าไม่ประสงค์พูดเรื่องความไว้ใจหรือไม่ไว้ใจกัมพูชา แต่เน้นย้ำที่ความพร้อมของไทยเป็นสำคัญ

ส่วนประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลว่าหากมีการยุบสภาในวันที่ 31 มกราคม แล้วเกิดเหตุปะทะขึ้น นายอนุทินยืนยันว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ได้ถูกยุบไปด้วย ในช่วงนั้นผู้ว่าฯ จะสามารถเปิดพื้นที่ฉุกเฉินรับมือการปะทะได้ และรัฐบาลรักษาการจะสนับสนุนทุกฝ่ายอย่างเต็มที่

สำหรับการที่ รมว.ต่างประเทศ ไปประชุมอนุสัญญาออตตาวาเพื่อนำเสนอท่าทีของไทยต่อการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของกัมพูชา นายอนุทินระบุว่า ยังไม่ได้รับรายงานว่าการประท้วงไม่ได้ผล พร้อมยืนยันหนักแน่นว่า หากไทยถูกทำร้ายหรือมีการรุกล้ำเข้ามาในแผ่นดินไทย ไทยพร้อมตอบโต้ทุกรูปแบบ เพื่อรักษาอธิปไตย

นายกฯ ลงพื้นที่บุรีรัมย์ตรวจแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง กำชับ ชรบ. อย่าประมาทแม้บรรยากาศดี

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์เพื่อตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน รวมถึงแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง โดยเน้นย้ำให้ ชรบ. อย่าประมาทแม้บรรยากาศดี

ความสำคัญของการลงพื้นที่บุรีรัมย์ตรวจแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง

การลงพื้นที่ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลในการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นตามแนวชายแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่และชุด ชรบ. ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ นอกจากนี้ ยังเป็นการติดตามความคืบหน้าของแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง เพื่อให้มั่นใจว่ามีความพร้อมในการช่วยเหลือประชาชนในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน

นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทั้งทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และ ชรบ. เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยง และการดูแลความปลอดภัยในทรัพย์สินของประชาชน

นายกฯ ลงพื้นที่บุรีรัมย์ตรวจแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง กำชับ ชรบ. อย่าประมาทแม้บรรยากาศดี เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนทุกคน

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมของพื้นที่ส่วนหลัง แม้ว่าสถานการณ์ชายแดนในปัจจุบันจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นก็ตาม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการมองการณ์ไกล และความเข้าใจถึงความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก

สำหรับประชาชนทั่วไป การลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้เป็นการสร้างความมั่นใจในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน

ถึงแม้สถานการณ์ชายแดนระหว่างไทยเเละกัมพูชา จะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นเเต่การ นายกฯ ลงพื้นที่บุรีรัมย์ตรวจแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง กำชับ ชรบ. อย่าประมาทแม้บรรยากาศดี ก็ยังคงมีความจำเป็นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นเเละความพร้อมให้เเก่ประชาชน

การเตรียมพร้อมอยู่เสมอเป็นสิ่งสำคัญ แม้ว่าสถานการณ์ภายนอกจะดูสงบสุขก็ตาม การมีแผนสำรองและกำลังพลที่พร้อมปฏิบัติหน้าที่ จะช่วยลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

ที่มา – นายกฯ ลงพื้นที่บุรีรัมย์ตรวจแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง กำชับ ชรบ. อย่าประมาทแม้บรรยากาศดี

รมช.กลาโหม มั่นใจปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา

ในสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ปัญหาความมั่นคงที่ยืดเยื้อมานานกำลังได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วประเทศ ล่าสุด พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม (รมช.กลาโหม) ได้ออกมาแสดงความมั่นใจเกี่ยวกับมาตรการ ปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการตัดท่อน้ำเลี้ยงธุรกิจสีดำที่สนับสนุนกองทัพกัมพูชา มาตรการนี้ไม่เพียงช่วยเสริมความมั่นคงชายแดน แต่ยังเป็นการตอบโต้การกระทำที่ไม่เป็นธรรมจากฝั่งเพื่อนบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา: กลยุทธ์ตัดเส้นทางธุรกิจผิดกฎหมาย

การ ปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่ครอบคลุมหลายมิติ โดย รมช.กลาโหม ย้ำว่าปัญหาชายแดนไม่ได้จำกัดอยู่ที่ด้านทหารเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับการทูต การสื่อสาร และเศรษฐกิจด้วย จากประสบการณ์ส่วนตัวของพล.ท.อดุลย์ ที่เคยปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่บุรีรัมย์และนำกำลังเข้าปะทะในปี 2514 เขาเข้าใจดีถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปมากในปัจจุบัน ปัจจุบัน ด่านชายแดนหลายแห่ง เช่น ในจังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และสระแก้ว กลายเป็นแหล่งของบ่อนการพนัน คอลเซ็นเตอร์ และกิจกรรมหลอกลวงออนไลน์ที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับกลุ่มทุนผิดกฎหมาย

ธุรกิจสีดำเหล่านี้ไม่ใช่แค่ปัญหาเศรษฐกิจ แต่เป็นท่อน้ำเลี้ยงหลักที่ช่วยเหลือกองทัพกัมพูชาในพื้นที่ชายแดน การปิดด่านจะทำให้เส้นทางการไหลเวียนเงินและเสบียงถูกตัดขาด ส่งผลให้ฝั่งกัมพูชาต้องเผชิญความลำบากด้านอาหารและงบประมาณทหารในไม่ช้า รมช.กลาโหม เชื่อมั่นว่ามาตรการนี้จะกดดันให้สถานการณ์คลี่คลาย โดยไม่ต้องพึ่งพาการเผชิญหน้าทางทหารโดยตรง

มิติการทูตและการสื่อสารในปัญหาชายแดน

นอกจาก ปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา แล้ว ไทยยังต้องเสริมสร้างมิติอื่นๆ ให้แข็งแกร่ง โดยเฉพาะด้านการทูตที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กำลังดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงในเวทีระหว่างประเทศ ด้านการสื่อสาร ยุคโซเชียลมีเดียทำให้เกิดการโฆษณาชวนเชื่อและบิดเบือนข้อมูลจากฝั่งกัมพูชา ซึ่งพยายามสร้างภาพลักษณ์เป็นผู้ถูกกระทำ ไทยจึงต้องตอบโต้ด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและโปร่งใส เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชน

พล.ท.อดุลย์ ยังโต้แย้งกับโพสต์ของนักข่าววาสนา นาน่วม ที่กล่าวถึงสภาพความลำบากของทหารไทยในพื้นที่ภูมะเขือ เช่น การกินมาม่าและปลากระป๋องท่ามกลางฝนตกหนัก เขายืนยันจากประสบการณ์ส่วนตัวว่าสิ่งเหล่านี้คือสภาพปกติในแนวหน้า ความภาคภูมิใจของทหารไม่ได้อยู่ที่อาหารอร่อย แต่คือการปกป้องอธิปไตยของชาติ ไม่มีทหารคนไหนเรียกร้องอาหารดีๆ ในสถานการณ์รบ เขาเตือนว่าการเผยแพร่ข้อมูลที่อาจบั่นทอนขวัญกำลังใจ โดยไม่รู้ตัว อาจกลายเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายตรงข้ามใช้ประโยชน์

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและการช่วยเหลือชุมชนชายแดน

การปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา อาจส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดนและชาวบ้านในพื้นที่ แต่ รมช.กลาโหม ขอร้องให้คนไทยช่วยอุดหนุนสินค้าไทยด้วยกัน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน สงครามสมัยใหม่ไม่จำเป็นต้องใช้ปืนใหญ่ แต่ใช้การบิดเบือนและยั่วยุแทน กัมพูชาพยายามเล่นบทเหยื่อบนเวทีโลก แต่ไทยยืนหยัดด้วยความรักสงบและความอดทนที่มีขีดจำกัด การรบไม่ใช่ทางเลือกแรก แต่หากจำเป็น ไทยไม่เคยขลาด

เพื่อเสริมประสิทธิภาพมาตรการนี้ รัฐบาลควรพิจารณาเพิ่มกำลังพลและเทคโนโลยีตรวจสอบชายแดน เช่น กล้องวงจรปิดและโดรน เพื่อป้องกันการลักลอบข้ามแดน นอกจากนี้ การพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนด้วยโครงการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และเกษตรกรรมยั่งยืน จะช่วยลดการพึ่งพาธุรกิจสีดำในระยะยาว ชาวบ้านในสุรินทร์ บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ สามารถหันมาปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าวออร์แกนิก หรือผลไม้ส่งออก เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืน

  • เสริมการทูต: เจรจากับกัมพูชาและพันธมิตรอาเซียน
  • พัฒนาสื่อ: สร้างแคมเปญออนไลน์ชี้แจงข้อเท็จจริง
  • สนับสนุนชุมชน: งบประมาณช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการปิดด่าน
  • เพิ่มความมั่นคง: ฝึกอบรมทหารและลงทุนเทคโนโลยีชายแดน

โดยสรุป การ ปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงความเด็ดขาดของรัฐบาลไทยในการปกป้องผลประโยชน์ชาติ มันไม่ใช่แค่การตัดเสบียง แต่เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าประเทศไทยจะไม่ยอมให้ธุรกิจผิดกฎหมายคุกคามความมั่นคงอีกต่อไป

insights: มาตรการนี้อาจนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน หากทุกฝ่ายแสดงความจริงใจ คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์ชายแดนนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้

ที่มา – รมช.กลาโหม มั่นใจปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ตัดท่อน้ำเลี้ยงธุรกิจสีดำที่เลี้ยงดูกองทัพกัมพูชาได้

พปชร. ถาม รัฐบาลทำอะไรเร่งด่วนบ้าง?

พล.ต.ท.ปิยะ ซัดฝ่ายการเมืองไม่เข้าใจคำว่า “ความเร่งด่วน” ทางการทหาร เพราะแต่ละวินาทีหมายถึงชีวิต ชี้ของบฯ ซื้อรั้วลวดหนามหีบเพลงใช้เวลา 3-5 วัน หรือเป็นสัปดาห์ แต่ขอบริจาครวบรวมได้ภายในวันเดียว อัดรัฐบาลยังนิ่งเฉยไม่ออกหมายจับ “ฮุนเซน”

วันที่ 14 ส.ค. 2568 พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ร่วมกันบริจาครั้วลวดหนามให้กับกองทัพภาค 2 และพี่น้องประชาชนสามารถรวบรวมเงินบริจาคและรั้วลวดหนามได้ในวันเดียว กรณีนี้ต้องขอขอบคุณพี่น้องประชาชนคนไทยที่รักชาติและร่วมกันบริจาคลวดหนามให้กับกองทัพภาค 2 และพี่น้องประชาชนสามารถรวบรวมเงินบริจาคและรั้วลวดหนามได้ในวันเดียว ทางกองทัพภาค 2 ได้ย้ำความสำคัญของลวดหนามหีบเพลงในการลดความเสี่ยงต่อชีวิต-ความปลอดภัยของกำลังพลที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนและประชาชน รวมทั้งการป้องกันอธิปไตยของชาติและความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดหาในเวลาจำกัดและในจำนวนมาก ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันลวดหนามฯ ดังกล่าวในท้องถิ่นเริ่มหายาก ซึ่งนับแต่ ส.อ.ธีรพล เพียขันที เป็นเหยื่อกับระเบิดรายที่ 5 ในรอบไม่กี่วัน จึงมีความจำเป็นต้องใช้รั้วลวดหนามอย่างเร่งด่วน ทางกองทัพและทหารคงเห็นว่าการขอจากงบประมาณจากทางรัฐบาลอาจจะมีความล่าช้า อาจใช้เวลา 3-5 วัน หรือเป็นสัปดาห์ และหากใช้กระบวนการปกติกว่าจะได้งบประมาณมาก็ใช้เวลาเป็นเดือน กว่าจะใช้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบฯ ก็จะใช้เวลานานกว่า 1 เดือนหรือใช้เวลากว่านั้น ฝ่ายการเมืองไม่เข้าใจคำว่า “ความเร่งด่วน” ทางการทหาร เพราะแต่ละวินาทีหมายถึงชีวิตของทหารภายใต้บังคับบัญชาของเขา ซึ่งกรณีนี้ กองทัพภาค 2 สามารถรับบริจาคและรวบรวมลวดหนามหีบเพลงได้ภายในวันเดียว

กรณีดังกล่าว รัฐบาลต้องให้ความสำคัญและเข้าใจกระบวนการปฏิบัติเพราะสามารถจัดงบประมาณลงไปให้กองทัพภาค 2 ก่อนได้เลย โดยไม่จำเป็นให้กองทัพภาค 2 ร้องขอขึ้นมาให้เสียเวลา ไม่ว่าจะเป็นงบฉุกเฉินหรืองบลับตามความจำเป็นของสถานการณ์ เพราะบางกรณีการใช้กระบวนการงบประมาณตามวิธีการปกติจะมีความล่าช้าและไม่สามารถป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ทันเวลา รัฐบาลนี้ทำอะไรที่เร่งด่วนบ้าง นับตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม ที่มีการปะทะกันครั้งแรก เราสูญเสียพี่น้องประชาชนและทหารในวันแรก จนถึงวันนี้รวมเวลาแล้วนานกว่า 20 วัน เท่าที่ทราบ รัฐบาลมีแค่คำให้สัมภาษณ์หลังจากที่ฝ่ายค้านและสังคมกดดันว่าจะมีการดำเนินคดีนายฮุนเซนฯ ตามกฎหมายไทย ในประเทศตามกฎหมายไทยนั้น ยังไม่มีปรากฏหลักฐานการร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับนายฮุนเซนฯ แต่อย่างใด

”เรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องยากครับ สำคัญว่าจะทำหรือไม่ทำ หรือทำเป็นหรือทำไม่เป็นเท่านั้น เรื่องนี้ ทางพรรคพลังประชารัฐได้แนะนำวิธีและข้อกฎหมายไว้ให้หมดแล้ว สามารถเอาไปดำเนินการเพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์และขวัญกำลังใจของพี่น้องประชาชนชาวไทย การสั่งการให้ใช้กำลังทหารและมีผลต่อพลเรือนไทยของนายฮุนเซนฯ ที่ผ่านมาเป็นความผิดฐานสนับสนุนหรือจ้างวานใช้หรือร่วมกันฆ่าผู้อื่น และความผิดความมั่นคงภายนอกอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา (ป.อาญา) มาตรา 83, 84, 86, 288 และมาตรา 289 และยังเป็นการกระทำผิดเกี่ยวกับความมั่นคงนอกราชอาณาจักร ตาม ป.อาญา มาตรา 119, 120, 127, 128 และ 129 อย่างชัดเจน อัยการสูงสุดเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน เมื่อสอบปากคำญาติผู้ตายผู้เสียหาย สอบพยานเกี่ยวข้อง คดีนี้ อัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินกว่าสามปี สามารถขอศาลอาญาหรือศาลจังหวัดแล้วแต่กรณี ออกหมายจับได้เลย โดยไม่ต้องออกหมายเรียกก่อน ซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อาญา) มาตรา 66”

พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวอีกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน แม้จะมีการชดเชยบางส่วนแล้ว แต่ก็ไม่เทียบเท่ากับความสูญเสียที่เกิดขึ้น รัฐบาลต้องใส่ใจให้มากกว่านี้ อย่าปล่อยล่าช้าเหมือนซ้ำรอย 4 ลูกเรือประมงที่ถูกทางการพม่าจับไปควบคุมนานกว่า 120 วัน กว่าจะได้รับการปล่อยตัวกลับมา ในที่สุด พี่น้องประชาชนจะเห็นได้เองว่าในสถานการณ์เช่นนี้เราต้องการมืออาชีพอย่างแท้จริงที่มาแก้ปัญหาของประเทศชาติ ไม่ใช่เอามือใหม่มาเอาประเทศเป็นหนูทดลอง

พปชร. ถามรัฐบาลทำอะไรเร่งด่วนบ้าง

พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้ออกมาตั้งคำถามถึงรัฐบาลว่ามีมาตรการเร่งด่วนอะไรบ้างในการจัดการสถานการณ์ชายแดนที่ยังคงมีการปะทะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่ยังไม่มีการออกหมายจับนายฮุนเซน ท่ามกลางความสูญเสียที่เกิดขึ้น

รัฐบาลทำอะไรเร่งด่วนบ้าง ในสถานการณ์ชายแดน?

พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของ “ความเร่งด่วน” ในสถานการณ์ทางการทหาร โดยกล่าวว่าทุกวินาทีมีความหมายถึงชีวิต และการดำเนินการใด ๆ ที่ล่าช้าอาจนำมาซึ่งความสูญเสียที่ไม่สามารถประเมินค่าได้ พปชร. จึงตั้งคำถามว่า พปชร. ถามรัฐบาลทำอะไรเร่งด่วนบ้าง เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

พรรคพลังประชารัฐยังได้เสนอแนะแนวทางและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้รัฐบาลสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพในการคุ้มครองสิทธิประโยชน์และขวัญกำลังใจของประชาชนชาวไทย ซึ่งรวมถึงการดำเนินคดีกับนายฮุนเซน ตามกฎหมายไทยในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการสั่งการให้ใช้กำลังทหารที่มีผลกระทบต่อพลเรือนไทย

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน รัฐบาลควรพิจารณาถึงมาตรการที่สามารถดำเนินการได้ทันที เพื่อลดความสูญเสียและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน พปชร. ถามรัฐบาลทำอะไรเร่งด่วนบ้าง และพร้อมที่จะสนับสนุนแนวทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน

พล.ต.ท.ปิยะ ทิ้งท้ายว่า ประชาชนจะเห็นเองว่าสถานการณ์เช่นนี้ต้องการมืออาชีพมาแก้ปัญหา ไม่ใช่มือใหม่มาลองของ โดย พปชร. ถามรัฐบาลทำอะไรเร่งด่วนบ้าง นั้น เป็นคำถามที่ต้องการคำตอบและการลงมือทำอย่างจริงจัง

ที่มา – พปชร. ถามรัฐบาลทำอะไรเร่งด่วนบ้าง ชายแดนปะทะมา 20 วัน ยังไม่ออกหมายจับ “ฮุนเซน”

Scroll to top