อิตาลี

สเปนเผชิญคลื่นความร้อนครั้งแรกของปี 2569 อุณหภูมิแตะ 40 องศา

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนที่วางแผนเดินทางไปเที่ยวแถบยุโรปในช่วงนี้คงต้องเช็กสภาพอากาศกันให้ดีเลยครับ เพราะล่าสุดมีรายงานว่า สเปนเผชิญคลื่นความร้อนครั้งแรกของปี 2569 อุณหภูมิแตะ 40 องศา ซึ่งถือว่าร้อนจัดจนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของทั้งชาวเมืองและนักท่องเที่ยวอย่างมาก

สเปนเผชิญคลื่นความร้อนครั้งแรกของปี 2569 อุณหภูมิแตะ 40 องศา

อากาศที่ร้อนระอุนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในสเปนเท่านั้น แต่สถานการณ์ยังขยายวงกว้างไปทั่วภูมิภาคยุโรป โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของสเปน (Aemet) ได้ออกมาประกาศแจ้งเตือนภัยระดับสีแดงและสีส้มครอบคลุมหลายแคว้น โดยเฉพาะในกรุงมาดริดที่อุณหภูมิพุ่งสูงจนน่าตกใจ การทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงนี้จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดฮีตสโตรก หรือปัญหาด้านสุขภาพอื่นๆ ตามมาครับ

ผลกระทบที่เกิดขึ้นทั่วภูมิภาค

นอกจากสเปนแล้ว ประเทศข้างเคียงอย่างฝรั่งเศสก็กำลังหนักไม่แพ้กัน โดยประกาศเตือนภัยถึงระดับสูงสุดในพื้นที่กว่าครึ่งประเทศ รวมถึงกรุงปารีสด้วย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มออกมาตรการดูแลประชาชน เช่น การแนะนำให้กลุ่มเสี่ยงหลีกเลี่ยงการเดินทาง และการเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาไฟป่าที่อาจเกิดขึ้นง่ายในช่วงนี้ สาเหตุหลักมาจากมวลอากาศร้อนที่พัดมาจากทะเลทรายซาฮารา ซึ่งทำหน้าที่เหมือนเตาอบกักเก็บความร้อนไว้เหนือยุโรปตะวันตกและยุโรปตอนกลาง ส่งผลให้อิตาลีและเยอรมนีได้รับผลกระทบตามไปด้วย

  • สเปนประกาศเตือนภัยระดับสีส้มและสีแดงในหลายแคว้น
  • ฝรั่งเศสห้ามจำหน่ายแอลกอฮอล์ในบางพื้นที่เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน
  • อิตาลีมี 8 เมืองใหญ่ที่ต้องรับมือกับระดับเตือนภัยสีแดง

สถานการณ์วิกฤตที่ สเปนเผชิญคลื่นความร้อนครั้งแรกของปี 2569 อุณหภูมิแตะ 40 องศา เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อเรามากขึ้นทุกปี สำหรับใครที่ต้องเดินทางไปแถบนั้น การดื่มน้ำให้เพียงพอและอยู่ในที่ร่มคือสิ่งสำคัญที่สุดครับ สุดท้ายนี้หวังว่าเหตุการณ์จะคลี่คลายโดยเร็วและทุกคนจะปลอดภัยครับ

ที่มา – สเปนเผชิญคลื่นความร้อนครั้งแรกของปี 2569 อุณหภูมิแตะ 40 องศา

อิตาลีห้ามจัดคอนเสิร์ต คานเย เวสต์ – ทราวิส สกอตต์ หวั่นกระทบความปลอดภัย

เชื่อว่าแฟนเพลงฮิปฮอปหลายคนคงกำลังจับตามองข่าวคราวจากฝั่งยุโรปกันอย่างใกล้ชิด เมื่อล่าสุดทางการอิตาลีได้ออกมาประกาศจุดยืนชัดเจนเกี่ยวกับกรณีที่ อิตาลีห้ามจัดคอนเสิร์ต คานเย เวสต์ – ทราวิส สกอตต์ หวั่นกระทบความปลอดภัย ซึ่งถือเป็นประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงอย่างมากในวงการเพลงระดับโลกในขณะนี้

เหตุผลสำคัญที่ อิตาลีห้ามจัดคอนเสิร์ต คานเย เวสต์ – ทราวิส สกอตต์ หวั่นกระทบความปลอดภัย

ทางการเมืองเรจโจเอมีเลีย ประเทศอิตาลี ได้ตัดสินใจระงับการจัดคอนเสิร์ตของศิลปินชื่อดังระดับโลกทั้งสองท่าน โดยให้เหตุผลหลักมาจากความกังวลด้านระเบียบวินัยและความปลอดภัยสาธารณะ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวไม่สามารถรองรับกลุ่มแฟนคลับจำนวนมหาศาลที่จะแห่กันมาชมโชว์ได้ อีกทั้งยังมีกระแสกดดันจากชุมชนชาวยิวในพื้นที่ที่ไม่เห็นด้วยกับการปรากฏตัวของ คานเย เวสต์ หรือ “เย” (Ye) หลังจากเกิดประเด็นดราม่าเรื่องการแสดงความคิดเห็นที่สุ่มเสี่ยงต่อการเหยียดเชื้อชาติและต่อต้านชาวยิวในอดีต

เปิดสาเหตุ: ทำไมคอนเสิร์ตใหญ่ถึงถูกยกเลิก?

การตัดสินใจครั้งนี้มาจากหลายปัจจัยประกอบกัน ซึ่งส่งผลให้การจัดงานที่วางแผนไว้ในช่วงเดือนกรกฎาคมต้องเป็นอันยุติลง:

  • ประเด็นสังคมและข้อพิพาท: กรณีคำพูดของ คานเย เวสต์ ที่สร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มคนหลายภาคส่วน ทำให้หลายประเทศเริ่มเพ่งเล็งการจัดแสดงคอนเสิร์ตของเขา
  • ความปลอดภัยและความเสี่ยง: จากประสบการณ์ของ ทราวิส สกอตต์ ในงาน Astroworld ทำให้ทางการอิตาลีต้องพิจารณาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดมากกว่าปกติ
  • การจัดการฝูงชน: การคาดการณ์จำนวนผู้เข้าชมมหาศาลในสถานที่จำกัดอาจก่อให้เกิดเหตุไม่คาดฝันได้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตัวศิลปินจะพยายามออกมาขอโทษและชี้แจงถึงปัญหาเรื่องสุขภาพจิต แต่ก็ดูเหมือนว่าจะยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนใจทางการอิตาลีหรือหน่วยงานในประเทศอื่นๆ ที่พยายามคุมเข้มการแสดงของทั้งคู่ แม้ว่าการสั่งแบนครั้งนี้จะได้รับผลกระทบจากกรณีที่ อิตาลีห้ามจัดคอนเสิร์ต คานเย เวสต์ – ทราวิส สกอตต์ หวั่นกระทบความปลอดภัย แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าในยุคปัจจุบัน ความปลอดภัยของผู้ชมและค่านิยมทางสังคมกลายเป็นเรื่องที่ผู้จัดและรัฐบาลให้ความสำคัญสูงกว่ารายได้จากการบันเทิงเป็นอันดับต้นๆ

บทเรียนในครั้งนี้ถือเป็นเครื่องเตือนใจให้แก่ศิลปินและผู้จัดงานว่า ก่อนจะนำโชว์ระดับโลกไปลงหลักปักฐานที่ใด ปัจจัยด้านความปลอดภัยและการยอมรับของชุมชนผู้อยู่อาศัยในพื้นที่นั้นเป็นหัวใจสำคัญอย่างแท้จริง คุณมีความเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? คิดว่ามาตรการนี้เข้มงวดไปหรือไม่ หรือนี่คือวิธีป้องกันที่ดีที่สุดแล้วสำหรับการจัดอีเวนต์ใหญ่ในปัจจุบัน?

ที่มา – อิตาลีห้ามจัดคอนเสิร์ต คานเย เวสต์ – ทราวิส สกอตต์ หวั่นกระทบความปลอดภัย

มิลานบูรณะ อัณฑะกระทิงนำโชค หลังนักท่องเที่ยวแห่หมุนส้นเท้า

เชื่อว่าใครที่เคยไปเที่ยวอิตาลี โดยเฉพาะที่เมืองมิลาน คงต้องเคยผ่านตาหรือไปยืนต่อคิวรอถ่ายรูปกับภาพโมเสกรูปวัวกระทิงที่พื้นของอาเขตชื่อดังอย่าง Galleria Vittorio Emanuele II กันมาบ้างใช่ไหมครับ? แต่ล่าสุดมีข่าวฮือฮาเมื่อทางการมิลานต้องเร่งลงพื้นที่เข้าซ่อมแซมและบูรณะ มิลานบูรณะ อัณฑะกระทิงนำโชค หลังนักท่องเที่ยวแห่หมุนส้นเท้า จนพื้นหินโมเสกบริเวณนั้นสึกหรอเป็นหลุมลึก

เหตุผลที่ มิลานบูรณะ อัณฑะกระทิงนำโชค จนกลายเป็นกระแส

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมคนถึงไปหมุนส้นเท้าที่จุดนั้นบ่อยจนเป็นหลุม? ความจริงแล้วนี่เป็นความเชื่อโบราณมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 ครับ มีคำเล่าขานกันว่าหากใครนำส้นเท้าไปวางบนจุดลับของวัวกระทิงแล้วหมุนตัวครบ 3 รอบ จะนำพาโชคลาภมาให้และได้กลับมาเยือนมิลานอีกครั้ง ด้วยความที่นักท่องเที่ยวนับพันคนต่อวันแห่กันมาทำแบบเดียวกันจนเป็นเทรนด์ จึงไม่แปลกใจเลยที่พื้นหินจะทนไม่ไหวจนเกิดความเสียหาย

เบื้องหลังการทำงานและปัญหาที่พบจากการที่ มิลานบูรณะ อัณฑะกระทิงนำโชค

การบูรณะในครั้งนี้ไม่ได้ใช้แค่ช่างทั่วไปนะครับ แต่เป็นช่างฝีมือดีที่ต้องสกัดหินขึ้นมาใหม่ด้วยมือทีละชิ้นเพื่อให้เหมือนกับของดั้งเดิมที่สุด และสิ่งที่น่าสนใจคือการเปลี่ยนมาใช้อีพ็อกซีเรซินแทนปูนปลาสเตอร์แบบเก่า เพื่อเพิ่มความทนทานต่อแรงตะกุยของส้นเท้านักท่องเที่ยวที่มุ่งหวังโชคลาภในอนาคต

หากเราสรุปสถานการณ์นี้ จะเห็นผลกระทบที่น่าสนใจหลายอย่าง:

  • ผลกระทบต่อโบราณสถาน: ศิลปะในอาเขตแห่งนี้ไม่ใช่แค่ของโชว์ แต่เป็นมรดกที่มีชีวิตที่ต้องได้รับการดูแล
  • พฤติกรรมนักท่องเที่ยว: แม้จุดหลักจะปิดซ่อม แต่ก็ยังมีนักท่องเที่ยวเปลี่ยนไปหมุนส้นเท้าที่ภาพโมเสกหมาป่าใกล้ๆ แทน บอกเลยว่าความเชื่อของมนุษย์เรานั้นหยุดยากจริงๆ
  • โอกาสของอาชีพช่างศิลป์: ยานลูกา กัลลี ช่างผู้รับผิดชอบงานนี้ ได้ออกมาเชิญชวนให้คนรุ่นใหม่หันมาสู่งานบูรณะศิลปะ เพราะนี่คืออาชีพที่มีเกียรติและสำคัญมากต่อการรักษาประวัติศาสตร์อิตาลี

ท้ายที่สุดนี้ แม้ความขลังของวัวกระทิงจะทำให้เกิดหลุม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตำนานบทนี้ได้กลายเป็นสีสันและสัญลักษณ์ที่ขาดไม่ได้ไปแล้ว ใครที่มีแพลนไปมิลาน อย่าลืมแวะไปชมความสวยงามที่ได้รับการบูรณะใหม่ด้วยความระมัดระวัง เพื่อให้ประวัติศาสตร์ที่สวยงามอยู่คู่กับเราไปนานๆ นะครับ ส่วนสายมูคนไหนอยากได้โชคแนะนำให้ลองขอพรแบบเบาๆ แทนการใช้ส้นเท้ากดหนักๆ จะดีที่สุดครับ!

ที่มา – มิลานบูรณะ “อัณฑะกระทิงนำโชค” หลังนักท่องเที่ยวแห่ “หมุนส้นเท้า” เสริมโชค จนสึกเป็นหลุม

ทรัมป์เผยกำลังพิจารณาลดจำนวนทหารสหรัฐฯ ในสเปนและอิตาลี

ทรัมป์เผยกำลังพิจารณาลดจำนวนทหารสหรัฐฯ ในสเปนและอิตาลี หลังจากเกิดความขัดแย้งรุนแรงกับพันธมิตรยุโรปเรื่องสงครามอิหร่าน นโยบายนี้สะท้อนถึงสไตล์การนำของทรัมป์ที่เน้น ‘อเมริกาตัวเองก่อน’ ทำให้หลายประเทศในยุโรปเริ่มกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ

ทรัมป์เผยกำลังพิจารณาลดจำนวนทหารสหรัฐฯ ในสเปนและอิตาลี

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ได้เปิดเผยว่ากำลังพิจารณาที่จะลดจำนวนทหารสหรัฐฯ ที่ประจำการอยู่ในสเปนและอิตาลี สาเหตุหลักมาจากความขัดแย้งกับกลุ่มพันธมิตรนาโต้เรื่องการสนับสนุนสงครามกับอิหร่าน ทรัมป์ระบุว่า “พวกเขาไม่ได้ให้ความร่วมมืออย่างที่ควรจะเป็น” ซึ่งเป็นคำพูดที่เขาใช้ตำหนิผู้นำยุโรปหลายครั้ง

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เพิ่งประกาศแผนลดทหารในเยอรมนีด้วยเหตุผลเดียวกัน โดยบอกว่าประเทศเหล่านี้ไม่ช่วยเหลือสหรัฐฯ ในสงครามอิหร่านอย่างที่คาดหวัง โดยเฉพาะสเปนที่ผู้นำของประเทศปฏิเสธที่จะให้ความช่วยเหลือมาตลอด และอิตาลีที่ทรัมป์มองว่า “ไม่ได้ช่วยอะไรเลย” ส่วนเยอรมนีก็ถูกวิจารณ์หนักจากนายกรัฐมนตรีฟรีดริช แมร์ซ ที่ทรัมป์บอกว่า “ทำหน้าที่ได้แย่มาก”

พื้นหลังความขัดแย้งระหว่างทรัมป์กับยุโรป

ความตึงเครียดนี้เริ่มต้นจากสงครามอิหร่านที่สหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการเดี่ยวโดยไม่ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตร ทรัมป์คาดหวังให้ยุโรปช่วยเหลือทั้งด้านการเงินและกำลังทหาร แต่ประเทศอย่างสเปน อิตาลี และเยอรมนี ต่างแสดงท่าทีคัดค้าน เพราะกลัวผลกระทบทางเศรษฐกิจและการย้ายถิ่นของผู้อพยพ นอกจากนี้ ทรัมป์ยังตำหนิในห้องทำงานรูปไข่ (Oval Office) ว่าพวกเขาควรพูดว่า “เรายินดีอย่างยิ่งที่จะช่วยคุณ” แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น

แมร์ซจากเยอรมนียังเคยกล่าวว่าสหรัฐฯ กำลังถูกอิหร่านทำให้อับอาย แต่ยืนยันว่าความสัมพันธ์กับทรัมป์ยังดีอยู่ การประกาศของทรัมป์ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก เขาเคยขู่ว่าจะถอนตัวจากนาโต้หากสมาชิกไม่จ่ายเงินสมทบมากพอ สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามใหญ่เกี่ยวกับอนาคตของการวางกำลังทหารสหรัฐฯ ในยุโรป

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากทรัมป์ลดทหารจริง

  • ด้านความมั่นคง: สเปนและอิตาลีมีฐานทัพสำคัญของสหรัฐฯ เช่น Rota ในสเปนและ Sigonella ในอิตาลี การลดทหารอาจทำให้ช่องโหว่ด้านการป้องกันขยายตัว โดยเฉพาะกับภัยจากรัสเซียและตะวันออกกลาง
  • เศรษฐกิจท้องถิ่น: ฐานทัพเหล่านี้สร้างงานและรายได้มหาศาลให้ชุมชนรอบข้าง การลดกำลังอาจกระทบ GDP ของประเทศเหล่านั้น
  • การเมืองนานาชาติ: อาจนำไปสู่การแตกแยกในนาโต้ ยุโรปอาจต้องเพิ่มงบประมาณกลาโหมเอง ซึ่งหลายประเทศยังไม่พร้อม

นอกจากนี้ การตัดสินใจประเมินการวางกำลังทหารใหม่ทั้งยุโรปของทรัมป์ ยังรวมถึงการย้ายกำลังไปยังโปแลนด์ที่เป็นมิตรกับสหรัฐฯ มากกว่า ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่านี่เป็นกลยุทธ์กดดันให้พันธมิตรจ่ายเงินมากขึ้นและสนับสนุนนโยบายอเมริกา

ท่าทีของทรัมป์นี้สอดคล้องกับปรัชญา ‘America First’ ที่เขาเคยหาเสียงมา การลดทหารในสเปนและอิตาลีจึงไม่ใช่แค่เรื่องสงครามอิหร่าน แต่เป็นการส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในพันธมิตรตะวันตก

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่ยุโรปต้องพึ่งพาตัวเองมากขึ้น หากทรัมป์ชนะการเลือกตั้งครั้งหน้า สถานการณ์นี้อาจรุนแรงยิ่งกว่านี้ คุณคิดอย่างไรกับนโยบายนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างและติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – ทรัมป์เผยกำลังพิจารณาลดจำนวนทหารสหรัฐฯ ในสเปนและอิตาลี

อุกอาจ! ปล้นแบงก์เนเปิลส์ จับตัวประกัน 25 คน

อุกอาจสุดๆ กลางวันแสกๆ เลยนะ! เกิดเหตุ ปล้นแบงก์เนเปิลส์ จับตัวประกัน 25 คน ในเมืองเนเปิลส์ ประเทศอิตาลี กลุ่มคนร้ายติดอาวุธบุกธนาคาร Crédit Agricole สาขาหนึ่ง จับลูกค้าทั้งหมดเป็นตัวประกันนานกว่า 2 ชั่วโมง ก่อนจะปล่อยตัวทุกคนโดยไม่มีใครบาดเจ็บสาหัส แต่ที่ช็อกคือคนร้ายหลบหนีไปได้อย่างลอยนวลผ่านอุโมงค์ลับ คาดว่าเชื่อมกับท่อระบายน้ำใต้ดิน สุดยอดการวางแผนจริงๆ!

ปล้นแบงก์เนเปิลส์ จับตัวประกัน 25 คน

เหตุการณ์สุดระทึกนี้เกิดขึ้นในช่วงบ่ายของวันธรรมดาในเมืองเนเปิลส์ ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวชื่อดังของอิตาลี แต่ก็มีชื่อเสียงเรื่องอาชญากรรมจากมาเฟียคามอร่า (Camorra) มาด้วย กลุ่มคนร้ายประมาณ 5-6 คน ติดปืนและระเบิด บุกเข้าไปในธนาคารทันทีที่เปิดทำการ พวกเขาจับตัวประกันทั้งลูกค้าและพนักงาน รวม 25 คน ขังไว้ในห้องหนึ่ง ลูกค้าบางคนเล่าว่าคนร้ายไม่ได้ใช้ความรุนแรงมาก แต่บรรยากาศตึงเครียดสุดๆ ทุกคนนั่งนิ่งๆ รอเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือ

ตำรวจอิตาลีตอบสนองรวดเร็ว ปิดล้อมพื้นที่รอบธนาคารทันที ส่งหน่วยพิเศษคาราบิเนียรี (Carabinieri) จากแคว้นทัสกานีมาสนับสนุนด้วย มีการเจรจานาน 2 ชั่วโมง จนในที่สุดคนร้ายยอมปล่อยตัวประกันทั้งหมดหลัง 13:30 น. ภาพจากโซเชียลเผยให้เห็นผู้คนปีนออกจากหน้าต่างด้วยความช่วยเหลือจาก消防隊 (ดับเพลิง) ที่ใช้เครื่องตัดกระจก บางคนช็อก ร้องไห้ สวมกอดญาติตอนออกมา มีผู้ต้องปฐมพยาบาล 6 คนจากอาการช็อก แต่โชคดีไม่มีใครเจ็บหนัก

หนีผ่านอุโมงค์ล่องหนอย่างไร?

ส่วนที่ทำให้ทุกคนอึ้งคือ ปล้นแบงก์เนเปิลส์ จับตัวประกัน 25 คน แล้วคนร้ายหายตัวไปไหน? หลังเจ้าหน้าที่บุกเข้าไปพร้อมเสียงปืนและแฟลชแบง (flashbang) พวกเขาพบว่าคนร้ายหลบหนีแล้ว! การตรวจสอบพบฝาท่อระบายน้ำใกล้ธนาคารถูกเปิด มีร่องรอยการขุดเจาะ คาดว่าอุโมงค์นี้เชื่อมต่อกับระบบท่อใต้ดินของเมือง ซึ่งเนเปิลส์มีโครงสร้างใต้ดินซับซ้อนจากยุคโรมันและมาเฟียที่เคยใช้หลบตำรวจ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีข่าวแบบนี้ มาเฟียท้องถิ่นมักใช้ทางลับพวกนี้

ที่น่าสนใจ คนร้ายไม่ได้คว้าตังค์กองโตจากเคาน์เตอร์ แต่เจาะเข้าไปยังตู้เซฟส่วนบุคคลของลูกค้า ทำให้ยังประเมินมูลค่าทรัพย์สินที่หายไปไม่ได้ อาจเป็นเพชร ทอง หรือเอกสารสำคัญ สื่ออิตาลีรายงานว่าคนร้ายน่าจะวางแผนมาดี ศึกษาสถานที่ล่วงหน้า และอาจมีคนในช่วยเหลือ

  • ไทม์ไลน์เหตุการณ์: บุกธนาคารช่วงเที่ยง, จับตัวประกัน 25 คน, เจรจา 2 ชม., ปล่อยตัวประกัน, หลบหนีทางอุโมงค์
  • อาวุธที่ใช้: ปืนกล, ระเบิดแฟลช, หน้ากาก
  • ผลกระทบ: ไม่มีผู้เสียชีวิต, ทรัพย์สินสูญหายไม่ทราบมูลค่า
  • การสืบสวน: ตำรวจตรวจ DNA ในอุโมงค์, กล้องวงจรปิดรอบๆ

เหตุการณ์ ปล้นแบงก์เนเปิลส์ จับตัวประกัน 25 คน นี้ สะท้อนปัญหาอาชญากรรมในอิตาลีใต้ที่ยังรุนแรง แม้รัฐบาลจะปราบปรามมาเฟีย แต่พวกมันยังปรับตัวเก่ง เนเปิลส์เป็นเมืองสวยงามแต่ก็อันตรายสำหรับนักท่องเที่ยว ควรระวังตัวดีๆ

คุณล่ะ คิดว่าคนร้ายจะถูกจับได้ไหม? หรือนี่คือฝีมือมาเฟียใหญ่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะ แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รู้ด้วย!

ที่มา – อุกอาจกลางวันแสกๆ! ปล้นแบงก์เนเปิลส์ จับตัวประกัน 25 คน ก่อนหนีผ่านอุโมงค์ล่องหน

“ทรัมป์” จวก “จอร์เจีย เมโลนี” ไร้กล้า-ผิดหวังอเมริกา

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมือง! วันนี้เรามีดราม่าระดับโลกมาอัปเดตกันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ ทรัมป์ จวก จอร์เจีย เมโลนี อย่างจัง เรียกนายกฯ อิตาลีว่าคนไร้ความกล้าหาญ แถมยังบอกว่าทำให้อเมริกาผิดหวังสุดๆ เรื่องนี้กำลังเป็นข่าวใหญ่โตในวงการการเมืองยุโรปและสหรัฐฯ เลยล่ะครับ มาดูกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง

ทรัมป์ จวก จอร์เจีย เมโลนี ฉะยับผู้นำอิตาลี

ทุกอย่างเริ่มจากสัมภาษณ์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับหนังสือพิมพ์ Corriere della Sera ของอิตาลีครับ ทรัมป์ไม่เกรงใจเลย โจมตีตรงๆ ว่าจอร์เจีย เมโลนี “ไร้ความกล้าหาญ” และทำให้ทีมอเมริกาต้องผิดหวัง เพราะเมโลนีเริ่มห่างเหินจากทรัมป์หลังสหรัฐฯ เปิดสงครามกับอิหร่านเมื่อกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แถมเธอยังวิจารณ์ทรัมป์แรงๆ เรื่องที่เขาใช้คำรุนแรงด่าถึงสมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 14 ด้วยนะครับ เมโลนีบอกว่ามัน “รับไม่ได้” เลย

สาเหตุหลักที่ทรัมป์ จวก จอร์เจีย เมโลนี

ทรัมป์ตอบโต้แบบเดือดๆ เลยครับ “ผมช็อกในตัวเธอ ผมเคยคิดว่าเธอมีกล้า แต่ผมคิดผิด” เขาประณามอิตาลีที่ไม่ส่งกำลังทหารมาช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซที่อิหร่านปิดล้อม ทั้งที่อิตาลีเป็นประเทศที่จ่ายค่าพลังงานแพงที่สุดในโลก แต่กลับไม่สู้เพื่อปกป้องเส้นทางพลังงาน รอแต่ให้อเมริกาช่วยอย่างเดียว ฟังแล้วก็เซ็งแทนทรัมป์จริงๆ

  • เมโลนีตีตัวออกห่างหลังสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน
  • วิจารณ์ทรัมป์เรื่องสมเด็จพระสันตะปาปา
  • ปฏิเสธส่งทหารช่วยฮอร์มุซ
  • ไม่อนุญาตฐานทัพซิซิลีให้สหรัฐฯ ใช้
  • ระงับข้อตกลงทหารกับอิสราเอล

ทางทำเนียบขาวและสำนักนายกฯ อิตาลีเงียบกริบ ไม่ให้ความเห็น แต่ฝั่งอิตาลีมีคนออกปกป้องเมโลนีเพียบครับ เช่น อันโตนิโอ ทายานี รัฐมนตรีต่างประเทศ บอกว่า “เอกภาพตะวันตกต้องสร้างบนความภักดี ความเคารพ และจริงใจ” สนับสนุนจุดยืนปกป้องพระสันตะปาปาเต็มที่

สถานการณ์ยิ่งแย่สำหรับเมโลนีเพราะเดือนที่ผ่านมาเธอเจอวิกฤตเพียบ แพ้ประชามติปฏิรูปยุติธรรม พันธมิตรอย่างวิกเตอร์ ออร์บัน แพ้เลือกตั้งฮังการี แถมสงครามอ่าวเปอร์เซียทำให้ราคาพลังงานพุ่ง อิตาลีเจ็บหนัก เศรษฐกิจสะดุดเลยครับ

การเปลี่ยนท่าทีของทรัมป์ ทำไมถึงจวกจอร์เจีย เมโลนี?

น่าสนใจคือก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยชมเมโลนีว่าเป็น “ผู้นำยิ่งใหญ่” เธอเป็นผู้นำยุโรปคนเดียวที่ไปพิธีสาบานของเขาในปี 2025 แต่ตอนนี้เปลี่ยน 180 องศา เพราะเมโลนีพยายามรักษาระยะห่างจากความขัดแย้ง ล่าสุดสั่งระงับข้อตกลงทหารกับอิสราเอลวันอังคารที่แล้วด้วย

เรื่องนี้สะท้อนความสัมพันธ์สหรัฐฯ-อิตาลีที่เคยแน่นแฟ้นกำลังสั่นคลอนครับ พันธมิตร NATO ใกล้ชิดที่สุดในยุโรป กลายเป็นจุดแตกหักจากประเด็นพลังงาน สงคราม และศาสนา ถ้าอิตาลีไม่ช่วย สหรัฐฯ คงรู้สึกโดดเดี่ยวในตะวันออกกลางมากขึ้น

มาดูผลกระทบกันหน่อยนะครับ สำหรับอิตาลี ราคาน้ำมันแพงขึ้นจากสงคราม ส่งผลให้ GDP ชะลอตัว ค่าไฟ ค่าน้ำมันแพง ประชาชนเดือดร้อน เมโลนีต้องบริหารทั้งภายในและภายนอกยากขึ้น ส่วนทรัมป์ กำลังเสริมภาพลักษณ์ “อเมริกาฟรสต์” ไม่ยอมให้ใครหักหลัง

จากมุมมองผมนะครับ ทรัมป์ จวก จอร์เจีย เมโลนี ครั้งนี้เป็นสัญญาณว่าการเมืองโลกกำลังแบ่งขั้วชัดเจนขึ้น พันธมิตรเก่าอาจไม่ใช่เพื่อนแท้เสมอไป โดยเฉพาะเรื่องผลประโยชน์พลังงานและความมั่นคง คุณคิดว่าอิตาลีควรช่วยสหรัฐฯ ไหม? หรือเมโลนีตัดสินใจถูกแล้ว? คอมเมนต์บอกผมหน่อยสิครับ! และอย่าลืมแชร์โพสต์นี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วยนะ ติดตามบล็อกเราเพื่ออัปเดตข่าวการเมืองร้อนๆ ต่อไป!

ที่มา – “ทรัมป์” จวก “จอร์เจีย เมโลนี” ฉะยับผู้อิตาลีไร้ความกล้าหาญ-ทำอเมริกาผิดหวัง

ด่วน! รถรางตกรางพุ่งชนอาคารกลางเมืองมิลาน ดับ 1

ด่วน! เกิดเหตุรถรางตกรางพุ่งชนอาคารกลางเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี สร้างความสะเทือนใจให้ชาวเมืองและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่มิลานกำลังคึกคักด้วยงานแฟชั่นวีคชื่อดังของโลก ทำให้ย่านใจกลางเมืองพลุกพล่านไปด้วยผู้คน

รถรางตกรางพุ่งชนอาคารกลางเมืองมิลาน: รายละเอียดเหตุการณ์

ตามรายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 รถรางเส้นทางหลักในเมืองมิลานซึ่งเป็นเมืองหลวงแฟชั่นของยุโรป ได้ตกรางอย่างกะทันหันก่อนจะพุ่งชนอาคารพาณิชย์ใกล้ย่านธุรกิจสำคัญ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย และผู้บาดเจ็บกว่า 20 ราย บางรายสาหัสต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที

เจ้าหน้าที่กู้ภัยและตำรวจรีบเข้าควบคุมสถานการณ์ รถพยาบาลหลายคันจอดเรียงราย ขณะที่ไฟฟ้าถูกตัดเพื่อความปลอดภัย พื้นที่เกิดเหตุถูกปิดกั้นอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันอันตรายเพิ่มเติม ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า เสียงดังสนั่นหวั่นไหว รถรางที่บรรทุกผู้โดยสารเต็มคันลอดรางแล้วพุ่งทะลุไปชนกำแพงอาคาร ทำให้เศษกระจกและโครงสร้างกระจายเกลื่อน

สาเหตุเบื้องต้นของรถรางตกรางพุ่งชนอาคารกลางเมืองมิลาน

จนถึงตอนนี้ ตำรวจและหน่วยงานขนส่งยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่ชัดเจนได้ แต่เบื้องต้นคาดว่า อาจเกิดจากปัญหาทางเทคนิคของรางรถรางที่เก่าแก่ หรือความผิดพลาดของระบบเบรก ระบบรถรางในมิลานเป็นหนึ่งในเครือข่ายขนส่งสาธารณะที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรป บางสายใช้งานมานานกว่า 100 ปี ทำให้เกิดคำถามถึงการบำรุงรักษา

นอกจากนี้ ช่วงเวลาที่เกิดเหตุตรงกับงาน Milan Fashion Week ซึ่งดึงดูดนักออกแบบ นางแบบ และเซเลบจากทั่วโลก ทำให้จำนวนผู้โดยสารรถรางเพิ่มขึ้นอย่างมาก ย่านลา สกาลา (La Scala) และดูโอโม่ (Duomo) ที่อยู่ใกล้เคียงต่างเต็มไปด้วยผู้คน สถานการณ์นี้ยิ่งทำให้เกิดความโกลาหล

ผลกระทบจากเหตุรถรางตกรางพุ่งชนอาคารกลางเมืองมิลาน

  • ด้านมนุษย์: ผู้เสียชีวิต 1 รายยังไม่เปิดเผยชื่อ และผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวและคนงานท้องถิ่น
  • ด้านการจราจร: ถนนสายหลักหลายสายถูกปิด ส่งผลให้รถติดยาวเป็นกิโลเมตร
  • ด้านเศรษฐกิจ: งานแฟชั่นวีคอาจได้รับผลกระทบ ห้างร้านและโรงแรมใกล้เคียงต้องหยุดชะงัก
  • ด้านภาพลักษณ์: มิลานที่ขึ้นชื่อเรื่องความหรูหราอาจเสียภาพลักษณ์จากอุบัติเหตุครั้งนี้

ทางการอิตาลีได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทันที โดยนายกเทศมนตรีมิลานออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจและสัญญาจะเร่งฟื้นฟูระบบขนส่ง คาดว่าจะมีข้อมูลอัปเดตเพิ่มเติมในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

เหตุการณ์รถรางตกรางพุ่งชนอาคารกลางเมืองมิลานนี้ นำมาซึ่งบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับความปลอดภัยในการขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวใหญ่ๆ ที่มีผู้คนหนาแน่น ในอดีตอิตาลีเคยเกิดอุบัติเหตุคล้ายกัน เช่น เหตุรถไฟตกรางในปี 2018 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ทำให้ทางการต้องปรับปรุงมาตรฐาน

สำหรับคนไทยที่กำลังวางแผนเดินทางไปมิลาน แนะนำให้ติดตามข่าวสารล่าสุดและใช้บริการขนส่งที่เชื่อถือได้ เช่น รถไฟฟ้าใต้ดินแทน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง

ในมุมมองของผู้เขียน อุบัติเหตุครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้เมืองใหญ่จะเจริญ แต่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการบำรุงรักษาต้องเร่งด่วน คุณคิดว่าสาเหตุหลักคืออะไร? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมกดไลค์ แชร์ เพื่อติดตามข่าวด่วนต่างประเทศจากเรา!

เด็กอิตาลีดับสลด หลังปลูกถ่ายหัวใจแผลน้ำแข็งกัด

เด็กอิตาลีดับสลด หลังได้รับการปลูกถ่าย หัวใจที่เป็นแผลน้ำแข็งกัด กลายเป็นข่าวเศร้าที่สะเทือนใจคนทั้งโลก เมื่อเด็กชายวัยเพียง 2 ขวบเสียชีวิตหลังจากหัวใจที่ปลูกถ่ายให้เขาเสียหายรุนแรงจากกระบวนการขนส่งที่ผิดพลาด

เด็กอิตาลีดับสลด หลังได้รับการปลูกถ่าย หัวใจที่เป็นแผลน้ำแข็งกัด

เหตุการณ์悲剧นี้เกิดขึ้นกับ ด.ช.โดเมนิโก เด็กชายวัย 2 ขวบจากอิตาลี ที่เสียชีวิตเมื่อวันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 หลังจากต่อสู้กับอาการทรุดหนักเกือบ 2 เดือน โรงพยาบาลโมนัลดีในเมืองเนเปิลส์ยืนยันว่า เด็กน้อยเผชิญภาวะทางคลินิกที่รุนแรงกะทันหันและไม่สามารถย้อนกลับได้

สาเหตุหลักจากความผิดพลาดในการขนส่งหัวใจ

หัวใจที่นำมาปลูกถ่ายปลายเดือนธันวาคม 2568 ถูกขนส่งจากเมืองโบลซาโน ห่างกว่า 800 กิโลเมตร มาถึงเนเปิลส์ โดยวางสัมผัสน้ำแข็งแห้ง (Dry Ice) โดยตรง ส่งผลให้เนื้อเยื่อหัวใจถูกน้ำแข็งกัดจนเสียหายอย่างหนัก ทนายความของครอบครัว ฟรานเชสโก เปตรุซซี เผยว่าภาชนะขนส่งไม่เหมาะสมและขาดเครื่องวัดอุณหภูมิแจ้งเตือน

การขนส่งอวัยวะเป็นกระบวนการที่ละเอียดอ่อนมาก โดยปกติหัวใจต้องรักษาอุณหภูมิ 4-8 องศาเซลเซียส ไม่ควรสัมผัสน้ำแข็งแห้งที่เย็นจัดถึง -78 องศาเซลเซียส ซึ่งอาจทำลายเซลล์เนื้อเยื่อได้ทันที เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่ในระบบ

การตอบสนองจากทางการและสังคม

อัยการอิตาลีเริ่มสอบสวนทันที โดยบุคลากรทางการแพทย์ 6 รายตกเป็นผู้ต้องหา กระแสประชาชนโกรธแค้นทั่วประเทศ นายกรัฐมนตรีจอร์เจีย เมโลนี โพสต์แสดงความเสียใจบน X ว่า “ชาวอิตาลีทั้งประเทศโศกเศร้ากับการจากไปของโดเมนิโก นักสู้ตัวน้อยที่จะอยู่ในใจตลอดไป” และมั่นใจว่ารัฐจะตรวจสอบให้กระจ่าง

รัฐมนตรีสาธารณสุข ออราซิโอ สกิลลาชี ย้ำว่า ระบบสาธารณสุขอิตาลียอดเยี่ยม แต่เหตุการณ์นี้ต้องชี้แจงให้ชัด เพื่อไม่ให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่น

  • ไทม์ไลน์เหตุการณ์:
  • ปลายธ.ค. 2568: ปลูกถ่ายหัวใจที่เสียหาย
  • ม.ค.-ก.พ. 2569: ใช้เครื่องช่วยชีวิตนานเกือบ 2 เดือน มารดาวิงวอนพระสันตะปาปา
  • กลางก.พ.: ผู้เชี่ยวชาญยืนยันไม่สามารถปลูกถ่ายใหม่ได้
  • 21 ก.พ. 2569: เด็กเสียชีวิต
  • ปัจจุบัน: สอบสวนดำเนินต่อ

บทเรียนจากโศกนาฏกรรม

กรณีเด็กอิตาลีดับสลดนี้เน้นย้ำความสำคัญของมาตรฐานการขนส่งอวัยวะทั่วโลก ในไทยเอง เราก็มีระบบปลูกถ่ายอวัยวะที่พัฒนาขึ้น แต่ต้องระวังปัญหาคล้ายกัน เช่น การควบคุมอุณหภูมิและการฝึกอบรมบุคลากร ครอบครัวโดเมนิโกเรียกร้องบันทึกทางการแพทย์ทั้งหมด เพื่อความรับผิดชอบ

นอกจากนี้ คณะผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการใช้เครื่องช่วยชีวิตนานเกินไปอาจกระทบปอด ตับ ไต ทำให้สถานการณ์ซับซ้อนยิ่งขึ้น

เหตุการณ์นี้สะท้อนว่าชีวิตมนุษย์เปราะบางเพียงใด โดยเฉพาะเด็กน้อยที่รอคอยโอกาส第二生 ความสูญเสียครั้งนี้ควรเป็นจุดเปลี่ยนให้ระบบที่ดีขึ้น

คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวสุขภาพเพิ่มเติมเพื่อสร้างความตระหนักในการบริจาคอวัยวะที่ปลอดภัย

ที่มา – เด็กอิตาลีดับสลด หลังได้รับการปลูกถ่าย หัวใจที่เป็นแผลน้ำแข็งกัด

อินโดนีเซียจ่อมีเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรก อิตาลีเตรียมยกให้ในปีนี้

อินโดนีเซียจ่อมีเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรก อิตาลีเตรียมยกให้ในปีนี้ ถือเป็นข่าวใหญ่ในวงการทหารที่กำลังสร้างความฮือฮาให้กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลยทีเดียว รัฐบาลอิตาลีเตรียมมอบเรือรบลำเก่าแต่ทรงพลังให้อินโดนีเซียแบบฟรีๆ โดยไม่มีภาระหนี้สินใดๆ คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในปี 2569 นี้ ก่อนที่อินโดนีเซียจะนำไปปรับปรุงให้เข้ากับความต้องการของกองทัพเรือตัวเอง

อินโดนีเซียจ่อมีเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรก อิตาลีเตรียมยกให้ในปีนี้

จากรายงานของสำนักข่าว Channel News Asia เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 อ้างอิงจากสื่ออันตาราของอินโดนีเซีย พลจัตวา ริโก ริคาร์โด ซีไรต์ หัวหน้าสำนักประชาสัมพันธ์กระทรวงกลาโหมอินโดนีเซีย เผยว่า เรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้ชื่อ จูเซปเป การิบัลดี ซึ่งอิตาลีจะโอนให้โดยสมบูรณ์ ไม่มีค่าใช้จ่ายตอบแทน รัฐบาลอินโดนีเซียจะใช้งบประมาณในการดัดแปลงเพื่อให้เหมาะสมกับการรบในทะเลของกองทัพเรือ

“เรือ จูเซปเป การิบัลดี เป็นของขวัญจากรัฐบาลอิตาลี รัฐบาลอินโดนีเซียจะจัดสรรงบประมาณสำหรับการปรับปรุงหรือดัดแปลงเพื่อให้ตรงกับความต้องการด้านปฏิบัติการของกองทัพเรืออินโดนีเซีย” นี่คือคำพูดของนายพลซีไรต์ที่ถูกอ้างถึง โดยตอนนี้การเจรจาทางธุรการกำลังดำเนินการอยู่

ประวัติและสเปกของเรือ จูเซปเป การิบัลดี

เรือลำนี้สร้างโดยอู่ต่อเรือชื่อดัง Fincantieri ของอิตาลี เริ่มเข้าประจำการตั้งแต่ปี 2528 และใช้งานในกองทัพเรืออิตาลีมาจนถึงปี 2567 จูเซปเป การิบัลดี เป็นเรือบรรทุกเครื่องบินแบบรันเวย์สั้นและลงจอดแนวตั้ง (STOVL) ออกแบบมาสำหรับเครื่องบินปีกคงที่และเฮลิคอปเตอร์

  • ขนาด: ยาว 180.2 เมตร
  • ความเร็ว: สูงสุด 30 นอต
  • ระยะทาง: เดินทางไกล 7,000 ไมล์ทะเล
  • อาวุธ: เครื่องรบกวนเรดาร์, ขีปนาวุธต่ออากาศยาน, ขีปนาวุธพื้นสู่พื้น, ตอร์ปิโด

ด้วยสเปกแบบนี้ ทำให้เรือลำนี้ยังคงทรงพลังแม้จะเก่าแก่ อินโดนีเซียคาดว่าจะได้รับเรือก่อนวันครบรอบกองทัพแห่งชาติ 5 ตุลาคม โดยพลเรือเอก มูฮัมหมัด อาลี เสนาธิการกองทัพเรือ ยืนยันว่าการเจรจากับ Fincantieri และกองทัพเรืออิตาลียังดำเนินต่อไป

ความสำคัญต่ออินโดนีเซียและภูมิภาค

อินโดนีเซียซึ่งมีเกาะมากมายและเส้นทางทะเลยุทธศาสตร์ การมีเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกจะยกระดับขีดความสามารถทางทหารอย่างมาก โดยเฉพาะในการลาดตระเวนและป้องกันน่านน้ำ นอกจากนี้ อินโดนีเซียยังมีเรือรบใหม่ 2 ลำที่สร้างโดย Fincantieri เช่น KRI Brawijaya และ KRI Prabu Siliwangi ซึ่งแสดงถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ

ข่าว อินโดนีเซียจ่อมีเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรก อิตาลีเตรียมยกให้ในปีนี้ ไม่เพียงแต่เสริมแกร่งกองทัพเรือ แต่ยังเป็นสัญญาณของการขยายอิทธิพลในอินโด-แปซิฟิก ท่ามกลางความตึงเครียดในทะเลจีนใต้

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ นี่คือก้าวสำคัญที่ทำให้อินโดนีเซียก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจทางทะเลในภูมิภาค หากปรับปรุงเสร็จสมบูรณ์ เรือลำนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการตอบโต้ภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คุณคิดอย่างไรกับข่าวนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวทหารโลกเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – อินโดนีเซียจ่อมีเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรก อิตาลีเตรียมยกให้ในปีนี้

Scroll to top