อินโดนีเซีย

ฝนถล่มสุมาตรา น้ำท่วมฉับพลัน ดับ 10 ศพ

ฝนตกหนักต่อเนื่องส่งผลให้เกิดฝนถล่มสุมาตรา น้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มหลายจุดบนเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย คร่าชีวิตประชาชนอย่างน้อย 10 ราย สูญหายอย่างน้อย 6 คน สถานการณ์น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง และต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

ทีมกู้ภัยกำลังเร่งเข้าพื้นที่ประสบภัยใน 6 อำเภอของจังหวัดสุมาตราเหนือ แต่การเข้าถึงทำได้ลำบาก เนื่องจากฝนมรสุมที่ตกหนักตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้แม่น้ำหลายสายเอ่อล้น ทะลักท่วมชุมชนอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านจำนวนมากได้รับความเดือดร้อน ขาดแคลนอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็น

จนถึงวันพุธ เจ้าหน้าที่สามารถกู้ร่างผู้เสียชีวิตได้อย่างน้อย 5 ราย และช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ 3 ราย ในเขตเมืองซิโบลกา ซึ่งเป็นพื้นที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด ขณะเดียวกันยังคงค้นหาชาวบ้าน 4 คน ที่ยังสูญหาย ความหวังในการพบผู้รอดชีวิตเริ่มริบหรี่ลงทุกที

หัวหน้าตำรวจเมืองซิโบลกาเปิดเผยว่า ได้มีการตั้งศูนย์พักพิงฉุกเฉินแล้ว พร้อมเตือนประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงให้รีบอพยพทันที เพราะฝนที่ยังตกต่อเนื่องอาจทำให้เกิดดินถล่มซ้ำ หลังจากก่อนหน้านี้เกิดดินถล่มแล้วมากถึง 6 ครั้ง ทำลายบ้านเรือน 17 หลัง และร้านกาแฟ 1 แห่งจนราบเป็นหน้ากลอง ความเสียหายเป็นวงกว้างและส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่อย่างมาก

อินโดนีเซียประสบปัญหาน้ำท่วมและดินถล่มเป็นประจำในฤดูฝน ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงมีนาคม เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่เป็นหมู่เกาะกว่า 17,000 เกาะ และมีประชากรจำนวนมากอาศัยอยู่ในเขตภูเขาและพื้นที่ลุ่มน้ำ ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติ การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

ฝนถล่มสุมาตรา น้ำท่วมฉับพลัน

สถานการณ์ฝนถล่มสุมาตรา น้ำท่วมฉับพลันครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สินของผู้คน เราต้องร่วมมือกันเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างโลกที่ยั่งยืนสำหรับอนาคต

ผลกระทบจากฝนถล่มสุมาตรา

  • มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 10 ราย
  • มีผู้สูญหายอย่างน้อย 6 ราย
  • บ้านเรือนถูกทำลาย 17 หลัง
  • ร้านกาแฟถูกทำลาย 1 แห่ง
  • ประชาชนจำนวนมากได้รับความเดือดร้อน

การช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคเงิน สิ่งของ หรือการให้กำลังใจแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในครั้งนี้

สถานการณ์ฝนถล่มสุมาตรา น้ำท่วมฉับพลันยังคงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง การให้ความช่วยเหลือและการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้ เราขอส่งกำลังใจให้ผู้ประสบภัยทุกท่าน และหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นในเร็ววัน

ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักทำให้ดินอุ้มน้ำไว้ไม่อยู่ และเกิดเป็นเหตุการณ์เลวร้ายอย่างที่เราได้เห็นกัน การจัดการพื้นที่และการวางผังเมืองที่ดีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติได้ในอนาคต

ที่มา – ฝนถล่มสุมาตรา น้ำท่วมฉับพลัน-ดินถล่มหนัก ดับอย่างน้อย 10 ราย สูญหาย 6 คน

ระทึก! ทหารพลร่มอินโดฯ ร่มไม่กาง รอดตายหวุดหวิด

เมื่อเร็วๆ นี้ เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญที่อินโดนีเซีย เมื่อทหารทหารพลร่มอินโดฯ ร่มไม่กางในการแสดงโชว์กระโดดร่ม ทำให้เขาร่วงกระแทกพื้นต่อหน้าผู้บังคับบัญชาระดับสูง เคราะห์ดีที่เขายังรอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์ เหตุการณ์นี้สร้างความตกตะลึงให้กับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ และจุดประกายให้เกิดการตั้งคำถามถึงมาตรฐานความปลอดภัยในการฝึกทางทหาร

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ที่สนามบิน IMIP Private Airport ในจังหวัดสุลาเวสีกลาง ขณะที่กองทัพอินโดนีเซียกำลังจัดแสดงการฝึกกระโดดร่มต่อหน้า รัฐมนตรีกลาโหม ชาฟรี ชัมซุดดิน และผู้บัญชาการทหารสูงสุด พลเอก อากุส สุเบียนโต ทหารหลายนายกระโดดลงมาจากเครื่องบิน C-130 แต่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเมื่อร่มชูชีพของทหารรายหนึ่งไม่กางออก

จากวิดีโอที่ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์ แสดงให้เห็นภาพทหารหลายนายกระโดดออกจากเครื่องบิน และร่มชูชีพของพวกเขากางออกอย่างสมบูรณ์ ยกเว้นทหารเพียงนายเดียวที่ร่มไม่กาง ทำให้ร่างของเขาร่วงลงสู่พื้นด้วยความเร็ว ท่ามกลางสายตาของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินรีบวิ่งเข้าไปช่วยเหลือทหารนายนั้นทันที และนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อทำการรักษา

ทหารพลร่มอินโดฯ ร่มไม่กาง รอดตายปาฏิหาริย์

พลเรือโท เฟรดดี อาร์เดียนซาห์ ยืนยันว่า ทหารนายดังกล่าวได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุร่มชูชีพไม่กาง โดยขณะนี้สาเหตุของความขัดข้องยังอยู่ระหว่างการสอบสวน แต่อาการของทหารนายนั้นดีขึ้นตามลำดับหลังได้รับการดูแลจากทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด

ความเสี่ยงในการฝึกกระโดดร่ม และมาตรฐานความปลอดภัย

เหตุการณ์ ทหารพลร่มอินโดฯ ร่มไม่กาง กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในอินโดนีเซีย โดยหลายคนตั้งคำถามถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการฝึกกระโดดร่มทางทหาร และมาตรฐานความปลอดภัยของอุปกรณ์ที่ใช้ในการฝึกซ้อม นอกจากนี้ยังมีการเรียกร้องให้กองทัพทบทวนมาตรการความปลอดภัย และเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบอุปกรณ์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

การฝึกกระโดดร่มเป็นส่วนสำคัญของการฝึกทหารพลร่ม แต่ก็มีความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้นการมีมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวด และอุปกรณ์ที่ทันสมัยจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นกับทหาร

อุบัติเหตุในครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการฝึกฝนและการเตรียมพร้อมอย่างรอบคอบ แม้ว่าทหารจะได้รับการฝึกมาอย่างดี แต่ความผิดพลาดก็สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้นการมีแผนสำรอง และการตอบสนองที่รวดเร็วต่อเหตุการณ์ฉุกเฉินจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

เหตุการณ์ ทหารพลร่มอินโดฯ ร่มไม่กาง สะท้อนให้เห็นถึงความเสียสละและความกล้าหาญของทหารที่พร้อมเสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องประเทศชาติ แต่ในขณะเดียวกัน ก็เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการให้ความสำคัญกับความปลอดภัย และสวัสดิภาพของทหารทุกคน

คุณคิดว่าเหตุการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกองทัพอย่างไร? ร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณได้เลย

ที่มา – ทหารพลร่มอินโดฯ ร่มไม่กาง ร่วงกระแทกพื้นกลางโชว์กระโดดร่ม รอดตายปาฏิหาริย์

ภูเขาไฟเซเมรูปะทุ: อินโดฯ อพยพคนด่วน!

ภูเขาไฟเซเมรูปะทุ อินโดนีเซียประกาศเตือนภัยขั้นสูงสุด! สถานการณ์ล่าสุดทำให้ทางการต้องเร่งอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยอย่างเร่งด่วน มาติดตามสถานการณ์ล่าสุดของเหตุการณ์ ภูเขาไฟเซเมรูปะทุ ที่เกิดขึ้นนี้กัน

ภูเขาไฟเซเมรู ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดบนเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย ได้เกิดการปะทุขึ้น ส่งผลให้เกิดกลุ่มควันและเถ้าถ่านจำนวนมากปกคลุมหลายหมู่บ้านโดยรอบ ประชาชนในพื้นที่ต่างพากันอพยพเพื่อความปลอดภัย ขณะที่หน่วยงานภาครัฐได้ยกระดับการเตือนภัยสู่ระดับสูงสุด เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

สำนักงานธรณีวิทยาของอินโดนีเซียได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า ภูเขาไฟเซเมรูปะทุ พ่นกลุ่มควันและเถ้าถ่านร้อนจัดขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงกว่า 2 กิโลเมตร นอกจากนี้ ยังมีส่วนผสมของหิน ลาวา และก๊าซ เคลื่อนตัวลงมาตามความลาดชันของภูเขาเป็นระยะทางกว่า 7 กิโลเมตร ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียง

ทางการได้ตัดสินใจยกระดับการเตือนภัยของภูเขาไฟถึงสองครั้ง เพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจรุนแรงขึ้นได้ แม้ว่าจะยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่การอพยพผู้คนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยถือเป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อความปลอดภัยของทุกคน

นายอับดุล มูฮารี โฆษกสำนักงานบรรเทาภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวว่า ผู้อยู่อาศัยกว่า 300 คนใน 3 หมู่บ้านที่มีความเสี่ยงมากที่สุดในเขตลูมาจัง (Lumajang) ได้ถูกอพยพไปยังที่พักพิงของรัฐบาลเป็นการชั่วคราว เพื่อให้พวกเขาได้รับความช่วยเหลือและปลอดภัยจากอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจาก ภูเขาไฟเซเมรูปะทุ

สถานการณ์ ภูเขาไฟเซเมรูปะทุ ในครั้งนี้ ทำให้ทางการต้องขยายพื้นที่อันตรายออกไปเป็น 8 กิโลเมตรจากปล่องภูเขาไฟ และแนะนำให้ประชาชนอยู่ห่างจากพื้นที่ตามแนวแม่น้ำ เบซุก โคโบกัน (Besuk Kobokan) ซึ่งเป็นเส้นทางการไหลของลาวา เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่กำลังเร่งช่วยเหลือผู้คนประมาณ 178 คน ซึ่งติดอยู่ที่จุดเฝ้าระวัง รานู คุมโบโล บริเวณทางลาดด้านเหนือของภูเขาเซเมรู ผู้ที่ติดอยู่ในบริเวณดังกล่าวประกอบด้วยนักปีนเขา ลูกหาบ มัคคุเทศก์ และเจ้าหน้าที่การท่องเที่ยว ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังพยายามช่วยเหลือพวกเขาออกมาอย่างปลอดภัย

ภูเขาไฟเซเมรูปะทุ หรือที่รู้จักกันในชื่อ มาฮาเมรู มีประวัติการปะทุมาแล้วหลายครั้งในช่วง 200 ปีที่ผ่านมา แต่ถึงกระนั้น ผู้คนจำนวนมากยังคงอาศัยอยู่บนเนินเขาที่อุดมสมบูรณ์ของภูเขาไฟแห่งนี้ แม้ว่าจะมีความเสี่ยงอยู่บ้าง

การปะทุครั้งใหญ่ครั้งล่าสุดของภูเขาไฟเซเมรูเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม 2564 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 51 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการถูกไฟไหม้จำนวนมาก หมู่บ้านหลายแห่งถูกฝังอยู่ใต้ชั้นโคลน ทำให้ต้องอพยพผู้คนกว่า 10,000 คน

ภูเขาไฟเซเมรูปะทุ: อินโดฯ เตือนภัยขั้นสูงสุด อพยพคน 3 หมู่บ้าน

ผลกระทบจากภูเขาไฟเซเมรูปะทุ

  • การอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย
  • การยกระดับการเตือนภัยสู่ระดับสูงสุด
  • ความเสียหายต่อทรัพย์สินและโครงสร้างพื้นฐาน
  • ผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

สถานการณ์ ภูเขาไฟเซเมรูปะทุ ในครั้งนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ และความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน การมีแผนฉุกเฉินและการปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงและผลกระทบจากภัยพิบัติได้

ที่มา – ภูเขาไฟเซเมรูปะทุ อินโดฯ เตือนภัยขั้นสูงสุด อพยพคน 3 หมู่บ้าน

ระทึก! เด็กถูกจระเข้กัด: รอดตายหวุดหวิด

เรื่องราวสุดระทึกขวัญเกิดขึ้นที่อินโดนีเซีย เมื่อเด็กชายวัย 10 ขวบ รอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด หลังจากถูกจระเข้ยาว 4 เมตรกัดลากลงน้ำ เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก

เหตุการณ์เกิดขึ้นที่จังหวัดกาลีมันตันตะวันออก ขณะที่เด็กชายมูฮัมหมัด ซากี รามาดานี กำลังเดินกลับบ้านกับเพื่อนๆ หลังเล่นน้ำริมแม่น้ำ จู่ๆ ก็มีจระเข้ยาว 4 เมตรกัดลากลงน้ำ

เจ้าจระเข้ร้ายพุ่งเข้ากัดที่ลำตัวของซากี ก่อนจะลากร่างของเขาลงไปในแม่น้ำ ท่ามกลางเสียงกรีดร้องตกใจของเพื่อนๆ โชคดีที่เสียงร้องขอความช่วยเหลือของเด็กๆ ดังไปถึงหูกลุ่มชาวประมงที่อยู่ใกล้เคียง

อันดี อิจูร์ ชาวประมงวัย 35 ปี ได้ยินเสียงร้องก็รีบวิ่งเข้าไปช่วยเหลือ เขากระโดดลงไปในน้ำและพยายามต่อสู้กับจระเข้เพื่อช่วยชีวิตเด็กชายซากี

คลิปวิดีโอเหตุการณ์ที่ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์ แสดงให้เห็นภาพชาวบ้านจำนวนมากที่พยายามช่วยเหลือเด็กชายอย่างสุดกำลัง บางคนถึงกับร้องไห้ด้วยความตกใจกลัว

ระหว่างการต่อสู้ จระเข้ตัวนั้นแสดงความดุร้ายออกมาอย่างเต็มที่ มันฟาดร่างของเด็กชายเข้ากับเสาไม้ของบ้านริมน้ำ และพยายามที่จะหมุนตัวเพื่อสังหารเหยื่อ แต่ในที่สุดมันก็ต้องยอมแพ้ เมื่อมีชาวบ้านจำนวนมากขึ้นกระโดดลงไปช่วยกัน

ซากีถูกนำตัวขึ้นมาจากน้ำในสภาพที่บาดเจ็บสาหัส มีรอยฟกช้ำและถลอกทั่วร่างกาย ก่อนจะถูกนำส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษา

ฮูจาเนีย แม่บ้านวัย 35 ปี ผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า เธอได้ยินเสียงเด็กร้องและเสียงน้ำกระเพื่อม เมื่อออกมาดูก็เห็นซากีอยู่ในปากของจระเข้ มันกัดเข้าที่ลำตัวด้านซ้ายของเด็กชาย

สุยัตโน ชาวประมงวัย 67 ปี ที่กระโดดลงไปช่วยเด็กชาย เล่าว่า เขาเห็นจระเข้หมุนตัวเด็กสามรอบ ก่อนที่เขาจะตัดสินใจกระโดดลงไปจับหางของมัน แต่แรงของจระเข้มหาศาลมาก จนเกือบจะหลุดมือ เขาและคนอื่นๆ พยายามงัดปากจระเข้ออก จนในที่สุดก็สามารถช่วยชีวิตเด็กชายไว้ได้

ชาวบ้านในพื้นที่เชื่อว่า ระดับน้ำในแม่น้ำที่สูงขึ้น อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้จระเข้ยาว 4 เมตรกัดลากลงน้ำ และหลงเข้ามาใกล้กับหมู่บ้านมากขึ้น ทางการได้ออกคำเตือนให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปล่อยให้เด็กๆ เล่นใกล้แม่น้ำในช่วงเวลากลางคืน

ประเทศอินโดนีเซียเป็นบ้านของจระเข้ถึง 14 สายพันธุ์ โดยเฉพาะจระเข้น้ำเค็ม ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของความดุร้าย และสามารถเติบโตได้ดีในสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศ

นักอนุรักษ์ระบุว่า การที่จระเข้เข้ามาใกล้กับชุมชนมากขึ้น เป็นผลมาจากหลายปัจจัย เช่น การทำประมงที่มากเกินไป ทำให้แหล่งอาหารตามธรรมชาติของจระเข้ลดลง นอกจากนี้ การสูญเสียพื้นที่อยู่อาศัยจากการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งเพื่อการเกษตรและเหมืองแร่ ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญ

ในหลายพื้นที่ของอินโดนีเซีย ชาวบ้านยังคงใช้แม่น้ำเป็นที่อาบน้ำและจับปลาแบบดั้งเดิม ทำให้โอกาสที่คนจะถูกจระเข้ทำร้ายเพิ่มขึ้นอย่างน่ากังวล

ระทึก! เด็กถูกจระเข้กัด: รอดตายหวุดหวิด

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้เราต้องระมัดระวังอันตรายจากสัตว์ร้ายที่อาจแฝงตัวอยู่ใกล้ตัวเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีสัตว์อันตรายอาศัยอยู่

ภัยจากจระเข้: เราจะป้องกันได้อย่างไร?

  • หลีกเลี่ยงการลงเล่นน้ำในแม่น้ำในช่วงเวลากลางคืน
  • อย่าทิ้งเศษอาหารลงในแม่น้ำ เพราะอาจดึงดูดจระเข้
  • หากพบเห็นจระเข้ อย่าเข้าใกล้ และแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

เรื่องราวของเด็กชายซากี ที่รอดชีวิตจากการถูกจระเข้ยาว 4 เมตรกัดลากลงน้ำ เป็นเรื่องราวที่แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญของชาวบ้านที่พร้อมจะช่วยเหลือผู้อื่นอย่างไม่ลังเล แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ การป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

เหตุการณ์ จระเข้ยาว 4 เมตรกัดลากลงน้ำ ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์เเละสัตว์ป่าอย่างระมัดระวังเเละตระหนักอยู่เสมอ

ที่มา – ระทึก! เด็กอินโดฯ วัย 10 ปี รอดหวุดหวิด หลังถูกจระเข้ยาว 4 เมตรกัดลากลงน้ำ

ต้าน! เสนอชื่อ “ซูฮาร์โต” เป็นวีรบุรุษแห่งชาติ

นักเคลื่อนไหวชาวอินโดนีเซียกว่า 100 คนรวมตัวประท้วงในกรุงจาการ์ตา คัดค้านแผนการเสนอชื่อ ซูฮาร์โต อดีตผู้นำเผด็จการ ให้เป็นวีรบุรุษแห่งชาติ สะท้อนความกังวลต่อการฟอกขาวประวัติศาสตร์

กระทรวงกิจการสังคมและกระทรวงวัฒนธรรมเสนอชื่อซูฮาร์โต พร้อมกับบุคคลอื่นๆ อีก 48 คน ให้ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต พิจารณา เพื่อรับการยกย่องเป็นวีรบุรุษแห่งชาติ ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้ในวันที่ 10 พฤศจิกายน ของทุกปี แก่ผู้ที่สร้างคุณูปการสำคัญต่อประเทศ

อินโดนีเซียอยู่ภายใต้การปกครองแบบเผด็จการทหารของซูฮาร์โตนานถึง 32 ปี ภายใต้ระบอบที่เรียกว่า “ระเบียบใหม่” ก่อนที่เขาจะถูกขับออกจากตำแหน่งในปี 2541 ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ การประท้วง และเหตุจลาจลนองเลือดในกรุงจาการ์ตา

ผู้ประท้วงรวมตัวกันใกล้กับทำเนียบประธานาธิบดี โดยให้เหตุผลว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการทุจริตที่เกิดขึ้นในยุคซูฮาร์โต ทำให้เขาไม่สมควรได้รับตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ บางคนชูป้ายข้อความว่า “หยุดการฟอกขาวนายพลนักฆ่า” และ “ผู้คนนับพันตาย แต่ประเทศเลือกที่จะลืม”

ประธานาธิบดีปราโบโว ซึ่งได้รับเลือกเมื่อปีที่แล้ว เคยกล่าวชื่นชม ซูฮาร์โต ซึ่งเป็นอดีตพ่อตาของเขาอย่างเปิดเผย และยังหันไปพึ่งพากองทัพในการดำเนินนโยบายของรัฐบาลมากขึ้น

กลุ่มสิทธิมนุษยชนที่เข้าร่วมการประท้วงครั้งนี้ ได้แก่ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล อินโดนีเซีย และคณะกรรมการผู้สูญหายและเหยื่อความรุนแรง (KontraS)

วิร์ดินดา ลา โอด อาหมัด ตัวแทนจาก KontraS กล่าวว่า “ถ้าเขาสมควรเป็นวีรบุรุษ ทำไมเขาถึงต้องลงจากตำแหน่ง และทำไมระบอบระเบียบใหม่ถึงต้องถูกโค่นล้ม?”

กลุ่มสิทธิมนุษยชนหลายกลุ่มยังได้ส่งจดหมายถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และประธานาธิบดีปราโบโว เพื่อคัดค้านแผนการดังกล่าว

ฟัดลี ซอน รัฐมนตรีวัฒนธรรม กล่าวว่า การเสนอชื่อผู้สมัครวีรบุรุษแห่งชาติได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นของสาธารณชนแล้ว และยืนยันว่า “เราได้ทำการศึกษาแล้ว ทุกคนมีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนด”

นักประวัติศาสตร์และนักเคลื่อนไหวกล่าวว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 500,000 คน นับตั้งแต่ปลายปี 2508 หลังจากที่นายพลซูฮาร์โตในขณะนั้น ขึ้นสู่อำนาจหลังจากการรัฐประหารของคอมมิวนิสต์ที่ประสบความล้มเหลว โดยซูฮาร์โตเป็นผู้บัญชาการทหารคนสำคัญในขณะนั้น

ทำไมนักเคลื่อนไหวถึงค้านการเสนอชื่อ “ซูฮาร์โต” เป็นวีรบุรุษแห่งชาติ

การคัดค้านการเสนอชื่อ ซูฮาร์โต เป็นวีรบุรุษแห่งชาติไม่ได้เกิดขึ้นโดยปราศจากเหตุผล นักเคลื่อนไหวและกลุ่มสิทธิมนุษยชนต่างชี้ให้เห็นถึงประวัติที่มัวหมองของซูฮาร์โตในช่วงที่เขาปกครองประเทศ ซึ่งเต็มไปด้วยการละเมิดสิทธิมนุษยชน การทุจริต และการปราบปรามทางการเมืองอย่างกว้างขวาง การยกย่องให้บุคคลเช่นนี้เป็นวีรบุรุษ จึงเป็นการบิดเบือนประวัติศาสตร์และเป็นการดูถูกเหยื่อของความรุนแรงและการกดขี่ในยุคของเขา

การฟอกขาวประวัติศาสตร์: ข้อกังวลหลัก

ข้อกังวลที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งคือการที่การเสนอชื่อซูฮาร์โตเป็นวีรบุรุษแห่งชาติ อาจนำไปสู่การฟอกขาวประวัติศาสตร์ ซึ่งหมายถึงการพยายามลดทอนหรือบิดเบือนความผิดที่เกิดขึ้นในอดีต เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับบุคคลหรือเหตุการณ์นั้นๆ การทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นการละเลยความจริงเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำลายความพยายามในการสร้างความยุติธรรมและความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตอีกด้วย

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกย่องซูฮาร์โต โดยไม่คำนึงถึงเสียงคัดค้านจากประชาชนและกลุ่มสิทธิมนุษยชน ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับเจตนาที่แท้จริงเบื้องหลังการตัดสินใจนี้ นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการสร้างความชอบธรรมให้กับระบอบอำนาจนิยม และเพื่อส่งเสริมวาระทางการเมืองของกลุ่มต่างๆ ที่ยังคงให้การสนับสนุนซูฮาร์โต

การคัดค้านแผนการเสนอชื่อ ซูฮาร์โต เป็นวีรบุรุษแห่งชาติเป็นมากกว่าการประท้วงธรรมดา มันคือการยืนหยัดเพื่อความจริง ความยุติธรรม และความทรงจำ การยกย่องบุคคลที่มีประวัติที่เต็มไปด้วยการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการทุจริต จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งและความแตกแยกในสังคมมากขึ้น ความกล้าหาญของนักเคลื่อนไหวเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่น่ายกย่องและควรได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่

ที่มา – นักเคลื่อนไหวอินโดนีเซียค้านแผนเสนอชื่อ “ซูฮาร์โต” เป็นวีรบุรุษแห่งชาติ หวั่นฟอกขาวประวัติศาสตร์

สส. อินโดฯ รับเบี้ยเลี้ยงเพิ่มเกือบ 2 เท่า จริงหรือ?

เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังการประท้วงใหญ่ทั่วประเทศเพื่อเรียกร้องให้ลดสวัสดิการของ สส. ล่าสุดรองประธานสภาฯ อินโดนีเซียประกาศขึ้นเบี้ยเลี้ยงพักการประชุมเกือบ 2 เท่า โดยอ้างว่าเพื่อให้สอดคล้องกับกิจกรรมที่เพิ่มขึ้นและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ขณะที่นักวิจารณ์ระบุ “เหมือนโดนตลกหลอก” หลังเพิ่งตัดเบี้ยเลี้ยงค่าที่พักไป

ความไม่พอใจของสาธารณชนในอินโดนีเซียกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง หลังมีรายงานว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้รับการเพิ่มเบี้ยเลี้ยงพิเศษ ทั้งที่เพิ่งเกิดการประท้วงครั้งใหญ่ทั่วประเทศเกี่ยวกับเงินเดือนและสวัสดิการที่มากเกินไปเมื่อเดือนสิงหาคม เรื่องราวของ สส. อินโดฯ รับเบี้ยเลี้ยงเพิ่มเกือบ 2 เท่า นี้ กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคม

นายซูฟมี ดาสโก อาห์หมัด รองประธานสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า สส. จะได้รับ “เบี้ยเลี้ยงปิดสมัยประชุม” เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า เป็น 702 ล้านรูเปียห์ (ประมาณ 1.38 ล้านบาท) จากเดิมที่เคยได้รับ 400 ล้านรูเปียห์

เบี้ยเลี้ยงปิดสมัยประชุมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุน สส. ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ เช่น การเยี่ยมเยียนและรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในช่วงที่รัฐสภาไม่ได้เปิดประชุม ซึ่งปกติแล้ว ส.ส. อินโดนีเซียจะมีการปิดสมัยประชุมราว 5 ครั้งต่อปี

การเพิ่มขึ้นของเบี้ยเลี้ยงครั้งล่าสุด ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม ทำให้เกิดข้อถกเถียงและเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักอีกครั้ง หลายคนตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการที่ สส. อินโดฯ รับเบี้ยเลี้ยงเพิ่มเกือบ 2 เท่า ในสถานการณ์ที่ประชาชนยังคงเผชิญกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจ

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา อินโดนีเซียเพิ่งเผชิญกับการประท้วงทั่วประเทศ ซึ่งจุดชนวนหลักมาจากเบี้ยเลี้ยงค่าที่พักอาศัย เดือนละ 3,000 ดอลลาร์ (ราว 110,000 บาท) ซึ่งสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำในกรุงจาการ์ตาเกือบ 10 เท่า ก่อนที่เบี้ยเลี้ยงดังกล่าวจะถูกปรับลดลงเพื่อระงับความไม่พอใจของสาธารณชน

นายอาห์หมัด ชี้แจงว่า การขึ้นเบี้ยเลี้ยงดังกล่าวเป็นไปเพื่อให้สอดคล้องกับกิจกรรมที่เพิ่มขึ้น ของ สส. ในช่วงปิดสมัยประชุม และเบี้ยเลี้ยงเดิมไม่ได้คำนึงถึง การเพิ่มขึ้นของราคาอาหารและค่าขนส่ง

อย่างไรก็ตาม นายลูเซียส คารุส จาก Formappi ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรด้านการตรวจสอบรัฐสภา ให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นว่า “เหมือนคนอินโดนีเซีย ถูกตลกหลอก เราเพิ่งพอใจกับการยกเลิกเบี้ยเลี้ยงค่าที่พัก แต่ในความเป็นจริง กลับมีเบี้ยเลี้ยงที่น่าอัศจรรย์อื่นโผล่ขึ้นมาอีก”

ความไม่พอใจดังกล่าวตอกย้ำถึงความรู้สึกของผู้คนจำนวนมากในอินโดนีเซีย ที่มองว่าชนชั้นนำทางการเมืองของประเทศสามารถทำผิดได้อย่างลอยนวล โดยมีการเสนอให้ สส. ควรจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงให้ประชาชนตรวจสอบได้ง่ายขึ้นผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อความโปร่งใส.

สส. อินโดฯ รับเบี้ยเลี้ยงเพิ่มเกือบ 2 เท่า : เรื่องอื้อฉาวล่าสุด?

ประเด็นที่ สส. อินโดฯ รับเบี้ยเลี้ยงเพิ่มเกือบ 2 เท่า นี้ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความโปร่งใสและความรับผิดชอบของนักการเมืองในหลายประเทศทั่วโลก การที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้รับสวัสดิการที่สูงเกินไป ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงเผชิญกับความยากลำบาก ถือเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรมและขาดความเห็นอกเห็นใจ

ทำไมเรื่อง สส. อินโดฯ รับเบี้ยเลี้ยงเพิ่มเกือบ 2 เท่า ถึงสำคัญ?

เรื่องนี้สำคัญเพราะมันแสดงให้เห็นถึงช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างชนชั้นปกครองและประชาชนทั่วไป ยิ่งไปกว่านั้น มันยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบการเมืองและความโปร่งใสของรัฐบาล

  • ความโปร่งใสในการใช้งบประมาณ: การเปิดเผยข้อมูลการใช้จ่ายเงินของ สส. ให้ประชาชนตรวจสอบได้
  • การมีส่วนร่วมของประชาชน: การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับสวัสดิการของนักการเมือง
  • การตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ: การมีองค์กรอิสระที่สามารถตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจของรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การแก้ไขปัญหาความไม่โปร่งใสและสวัสดิการที่มากเกินไปของนักการเมือง จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ สส. อินโดฯ รับเบี้ยเลี้ยงเพิ่มเกือบ 2 เท่า เป็นเครื่องเตือนใจว่า เราต้องให้ความสำคัญกับการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ รวมถึงส่งเสริมความโปร่งใสและความรับผิดชอบในระบบการเมือง หากเราต้องการสร้างสังคมที่เป็นธรรมและยั่งยืนสำหรับทุกคน

ที่มา – สส. อินโดฯ รับเบี้ยเลี้ยงเพิ่มเกือบ 2 เท่า หลังเพิ่งเจอประท้วงใหญ่เรื่องเบี้ยเลี้ยงนักการเมือง

ด่วน! แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ 7.4 เตือนสึนามิ

เกิดเหตุการณ์ แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ ขนาด 7.4 แมกนิจูด ส่งผลให้มีการประกาศเตือนภัยสึนามิครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของอินโดนีเซีย โดยคาดการณ์ว่าคลื่นอาจสูงถึง 3 เมตร สถานการณ์เช่นนี้สร้างความกังวลและความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยเป็นอย่างมาก

แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์: ประกาศเตือนภัยสึนามิ

ทางการฟิลิปปินส์ได้ออกประกาศเตือนภัยสึนามิอย่างเร่งด่วนในช่วงเช้าวันศุกร์ (ตามเวลาท้องถิ่น) หลังจากเกิดเหตุ แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ ขนาด 7.4 แมกนิจูด บริเวณภูมิภาคมินดาเนาทางตอนใต้ของประเทศ การตัดสินใจประกาศเตือนภัยในครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ขณะเดียวกัน ประเทศอินโดนีเซียก็ได้ประกาศเตือนภัยสึนามิเช่นกัน ครอบคลุมพื้นที่ซูลาเวซีตอนเหนือและภูมิภาคปาปัว ซึ่งอยู่ห่างจากจุดศูนย์กลาง แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ กว่า 300 กิโลเมตร สำนักงานธรณีฟิสิกส์ของอินโดนีเซียระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากคลื่นสึนามิ

หน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยาและป้องกันภัยของทั้งสองประเทศได้ขอความร่วมมือประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายฝั่งให้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมสำหรับการอพยพหากจำเป็น สถานการณ์ปัจจุบันยังคงอยู่ภายใต้การเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ศูนย์เตือนภัยสึนามิแปซิฟิก ได้ออกประกาศแจ้งเตือนเมื่อเวลา 09:32 น. โดยระบุว่าคลื่นสึนามิอาจมีความสูงถึง 3 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปกติ บริเวณชายฝั่งบางส่วนของประเทศฟิลิปปินส์ นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่าคลื่นอาจสูงราว 1 เมตรเหนือระดับน้ำขึ้นปกติ บริเวณชายฝั่งของประเทศอินโดนีเซียและปาเลา หน่วยงานเฝ้าระวังได้แจ้งเตือนให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ผลกระทบและความเสียหายจากแผ่นดินไหวฟิลิปปินส์

แม้ว่าขณะนี้ยังไม่มีรายงานความเสียหายที่ชัดเจน แต่ทางการกำลังเร่งสำรวจและประเมินผลกระทบจากเหตุการณ์ แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ ในครั้งนี้ ทีมกู้ภัยและหน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยกำลังเตรียมพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบ

สถานการณ์ แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ ในครั้งนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ การมีแผนฉุกเฉิน การฝึกซ้อมอพยพ และการติดตามข่าวสารอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้

ข้อควรปฏิบัติเมื่อเกิดแผ่นดินไหวและสึนามิ:

  • หากรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ให้หมอบลงกับพื้น หาที่กำบังที่แข็งแรง หรือหลบใต้โต๊ะ
  • หากอยู่ในพื้นที่ชายฝั่ง ให้อพยพไปยังที่สูงโดยเร็วที่สุด
  • ติดตามข่าวสารและประกาศเตือนภัยจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด
  • เตรียมพร้อมชุดยังชีพฉุกเฉิน เช่น น้ำดื่ม อาหารแห้ง ยา และไฟฉาย

เหตุการณ์ แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ ครั้งนี้ เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราต้องใส่ใจกับการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติมากยิ่งขึ้น การเรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับภัยธรรมชาติ จะช่วยให้เรารับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้

ที่มา – ด่วน แผ่นดินไหว 7.4 เขย่าฟิลิปปินส์ ประกาศเตือนภัยสึนามิ

อินโดนีเซียไร้ปาฏิหาริย์ ไม่พบสัญญาณชีวิต

อินโดนีเซียไร้ปาฏิหาริย์ ไม่พบสัญญาณชีวิต

ข่าวร้ายมาจากอินโดนีเซีย เมื่อปฏิบัติการค้นหาผู้รอดชีวิตใต้ซากอาคารโรงเรียนประจำอิสลาม 2 ชั้น ในเมืองซีโดอาร์โจ ต้องหยุดชะงักด้วยความสิ้นหวัง เจ้าหน้าที่กู้ภัยยืนยันว่าไม่พบสัญญาณชีพใดๆ อีกต่อไป แม้ก่อนหน้านี้จะมีเสียงร้องขอความช่วยเหลือดังขึ้นจากใต้ซากปรักหักพังก็ตาม เหตุการณ์นี้ทำให้หัวใจของครอบครัวนักเรียนที่เฝ้ารอแตกสลาย โดยยังมีนักเรียนสูญหายอีก 59 คน

อินโดนีเซียไร้ปาฏิหาริย์ ไม่พบสัญญาณชีวิต

สำนักงานบรรเทาภัยพิบัติแห่งชาติ (BNBP) ของอินโดนีเซีย เปิดเผยข้อมูลล่าสุดเมื่อวันพฤหัสบดีว่า การค้นหาผู้สูญหายใต้ซากอาคารโรงเรียนประจำอิสลามในเมืองซีโดอาร์โจ ไม่พบสัญญาณของชีวิตอีกแล้ว โรงเรียนแห่งนี้เป็นสถานศึกษาสำหรับนักเรียนชายวัยรุ่นหลายร้อยคน ซึ่งเกิดถล่มลงมาเมื่อวันจันทร์ที่ 29 กันยายน ขณะที่กำลังก่อสร้างเพิ่มเติม

จากรายงานเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ยืนยันว่ามีนักเรียนเสียชีวิตอย่างน้อย 5 คน และบาดเจ็บราว 100 คน การถล่มเกิดจากฐานรากอาคารที่ไม่มั่นคง ไม่สามารถรองรับน้ำหนักจากการต่อเติมเพิ่มอีก 2 ชั้น นอกจากนี้ ผู้ว่าการเมืองซีโดอาร์โจ ยังระบุว่าฝ่ายบริหารโรงเรียนไม่ได้ขออนุญาตในการก่อสร้างดังกล่าว ทำให้เกิดคำถามถึงมาตรฐานความปลอดภัยในการก่อสร้างโรงเรียน

การปฏิบัติการกู้ภัยที่ยากลำบาก

พลโท ซูฮาร์ยันโต ผู้อำนวยการ BNBP ได้แถลงข่าวเมื่อบ่ายวันที่ 2 ตุลาคม ว่า เจ้าหน้าที่ได้นำโดรนตรวจจับความร้อนมาใช้ในการสำรวจพื้นที่ แต่ผลลัพธ์กลับน่าผิดหวัง ไม่พบความร้อนจากร่างกายมนุษย์ใต้ซากปรักหักพังเลย “เราพยายามเคลียร์พื้นที่ให้เงียบสงบเมื่อคืน เพื่อใช้เครื่องมือขั้นสูงฟังเสียง แต่ในทางวิทยาศาสตร์ เรายืนยันว่าไม่มีสัญญาณชีวิตแล้ว” พลโท ซูฮาร์ยันโต กล่าว

ก่อนหน้านี้ ในวันพุธ ทางการเคยรายงานว่ายังได้ยินเสียงร้องไห้และตะโกนเรียกจากใต้ซาก ทำให้เกิดความหวังใหม่ แต่การกู้ภัยเผชิญอุปสรรคมากมาย เนื่องจากโครงสร้างอาคารที่เหลือไม่มั่นคง เสี่ยงต่อการถล่มซ้ำ เพื่อความปลอดภัย ทีมกู้ภัยจึงปรับแผนเข้าสู่ขั้นตอนถัดไป โดยใช้เครื่องจักรหนัก เครนยกแผ่นคอนกรีตขนาดใหญ่ หรือตัดคอนกรีตให้เล็กลง เพื่อเคลียร์พื้นที่โดยเร็ว

ผลกระทบต่อครอบครัวและชุมชน

ปัจจุบัน ยังมีผู้ติดค้างใต้ซากอาคารถึง 59 คน โดยตัวเลขอาจเปลี่ยนแปลงตามการตรวจนับ ครอบครัวของนักเรียนต่างรวมตัวกันที่โรงเรียน บางคนร้องไห้สะอึกสะอื้น แต่หลายคนยังยึดมั่นในความหวังริบหรี่ เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสร้างความสูญเสียทางกายภาพ แต่ยังกระทบจิตใจของชุมชนมุสลิมในพื้นที่อย่างหนัก โรงเรียนประจำแห่งนี้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ศาสนาและวิชาการสำหรับเยาวชน ทำให้การสูญเสียครั้งนี้ยิ่งเจ็บปวด

นอกจากนี้ BNBP ยังชี้ให้เห็นถึงสาเหตุหลักคือการก่อสร้างที่ไม่มีใบอนุญาตและฐานรากอ่อนแอ ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในประเทศกำลังพัฒนาอย่างอินโดนีเซีย ที่มีการขยายตัวของโรงเรียนและอาคารสาธารณะอย่างรวดเร็ว หากไม่มีการตรวจสอบที่เข้มงวด อาจเกิดเหตุซ้ำรอยได้ในอนาคต

เพื่อป้องกันเหตุการณ์คล้ายกัน ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้โรงเรียนและหน่วยงานรัฐเพิ่มมาตรการตรวจสอบโครงสร้างอาคารก่อนก่อสร้างเพิ่มเติม รวมถึงฝึกอบรมด้านความปลอดภัยให้บุคลากร นอกจากนี้ การใช้เทคโนโลยีทันสมัยอย่างโดรนและเซ็นเซอร์ตรวจจับชีวิตในปฏิบัติการกู้ภัย ก็เป็นบทเรียนสำคัญที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในประเทศไทยได้ หากเกิดภัยพิบัติคล้ายกัน

  • ตรวจสอบฐานรากอาคารก่อนต่อเติมเสมอ
  • ขอใบอนุญาตก่อสร้างจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • ใช้เครื่องมือเทคโนโลยีช่วยในการกู้ภัย
  • สนับสนุนครอบครัวผู้สูญหายด้วยการให้ความช่วยเหลือทางจิตใจ

เหตุการณ์อินโดนีเซียไร้ปาฏิหาริย์ ไม่พบสัญญาณชีวิตครั้งนี้ เตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยในสถานศึกษา ในฐานะผู้อ่าน ขอให้เราช่วยกันแบ่งปันข่าวสารเพื่อสร้างความตระหนัก และสนับสนุนการช่วยเหลือจากองค์กรระหว่างประเทศ หากคุณมีประสบการณ์หรือมุมมองเกี่ยวกับภัยพิบัติ โปรดแสดงความคิดเห็นด้านล่าง เพื่อแลกเปลี่ยนกันครับ

ที่มา – อินโดนีเซียไร้ปาฏิหาริย์ ไม่พบ “สัญญาณชีวิต” ใต้ซากอาคารโรงเรียนถล่ม

ยังไม่หมดหวัง อินโดนีเซียช่วยผู้รอดชีวิตโรงเรียนถล่มอีก 5 คน

ยังไม่หมดหวัง อินโดนีเซียช่วยผู้รอดชีวิต เหตุโรงเรียนถล่มได้อีก 5 คน เป็นข่าวดีท่ามกลางสถานการณ์ที่น่าเศร้าใจในเมืองซิโดอาร์โจ ประเทศอินโดนีเซีย หลังจากอาคารโรงเรียนพังถล่มลงอย่างกะทันหันเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทีมกู้ภัยไม่ยอมแพ้และยังคงปฏิบัติการค้นหาอย่างเข้มข้น

ยังไม่หมดหวัง อินโดนีเซียช่วยผู้รอดชีวิต เหตุโรงเรียนถล่มได้อีก 5 คน

เหตุการณ์โรงเรียนถล่มในเมืองซิโดอาร์โจ บนเกาะชวา เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ขณะที่นักเรียนกำลังรวมตัวประกอบพิธีละหมาดในช่วงบ่าย อาคารหลายชั้นที่เป็นโรงเรียนประจำนี้พังทลายลงกะทันหัน ทำให้มีผู้ประสบภัยจำนวนมากติดค้างใต้ซากปรักหักพัง ท่ามกลางความกังวลของผู้ปกครองที่รอคอยข่าวคราวบุตรหลานอย่างใจจดใจจ่อ

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 เจ้าหน้าที่กู้ภัยอินโดนีเซียสามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิตออกมาได้เพิ่มอีก 5 ราย โดยทั้งหมดสามารถสื่อสารได้ แสดงถึงความหวังที่ยังไม่หมดสิ้น นอกจากนี้ยังพบศพอีก 2 ราย ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมอยู่ที่ 5 ราย แต่ทีมกู้ภัยยังคงมุ่งมั่นแข่งขันกับเวลาเพื่อช่วยเหลือผู้ที่เหลืออีกหลายสิบคน

ความท้าทายในการปฏิบัติการกู้ภัย

ปฏิบัติการนี้เต็มไปด้วยความซับซ้อน เนื่องจากโครงสร้างอาคารที่พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง นายยุธิ บรามันติโย ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการของหน่วยค้นหาและกู้ภัย เปิดเผยในการแถลงข่าวว่า พวกเขาต้องขุดอุโมงค์ใต้ดินเพื่อเข้าถึงผู้ประสบภัย เพราะหากเกิดการสั่นสะเทือน อาจทำให้เกิดดินถล่มเพิ่มเติม อุโมงค์เหล่านี้มีขนาดแคบ เพียง 60 เซนติเมตร เนื่องจากข้อจำกัดจากเสาคอนกรีตที่เหลืออยู่

  • การใช้เทคโนโลยีโดรนตรวจจับความร้อนเพื่อค้นหาสัญญาณชีพ
  • การส่งน้ำและอาหารเข้าไปในจุดที่ตรวจพบสัญญาณ แต่ทำได้เพียงจุดเดียวเนื่องจากโครงสร้างที่พังทลาย
  • การหยุดชะงักชั่วคราวจากแผ่นดินไหวขนาดเล็กนอกชายฝั่งเมื่อคืนวันอังคาร

จากบันทึกของโรงเรียน คาดว่ามีผู้ถูกฝังอยู่ใต้ซากอาคารถึง 91 คน นายอับดุล มูฮาริ โฆษกสำนักงานบรรเทาภัยพิบัติแห่งชาติ ระบุว่ารัฐบาลกำลังเร่งทุ่มเททรัพยากรทั้งหมดเพื่อช่วยเหลือ นายโมฮัมหมัด ซยาฟี หัวหน้าสำนักงานค้นหาและกู้ภัยแห่งชาติ เน้นย้ำถึงความเสี่ยงที่สูง แต่ทีมงานยังคงทำงานอย่างไม่ลดละ

นอกจากนี้ ผู้ปกครองหลายรายได้รวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้หน่วยกู้ภัยเร่งดำเนินการ โดยบางคนรอคอยมาตั้งแต่วันแรกของเหตุการณ์ สถานการณ์นี้ไม่เพียงแต่สร้างความสูญเสียทางกายภาพ แต่ยังกระทบจิตใจของชุมชนทั้งหมดในพื้นที่

บทเรียนจากเหตุการณ์โรงเรียนถล่ม

เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบโครงสร้างอาคารโรงเรียน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างอินโดนีเซีย ซึ่งตั้งอยู่บนแนววงแหวนแห่งไฟ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเพิ่มมาตรฐานความปลอดภัยเพื่อป้องกันเหตุการณ์คล้ายกันในอนาคต

จนถึงขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตรวจพบสัญญาณชีพใน 7 จุดแล้ว และกำลังขยายการค้นหาอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีอุปสรรคมากมาย แต่ความพยายามของทีมกู้ภัยยังคงจุดประกายความหวังให้กับครอบครัวผู้ประสบภัย

ในฐานะที่เราติดตามข่าวต่างประเทศ สถานการณ์นี้เตือนใจให้เราคิดถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ หากคุณสนใจข่าวสารล่าสุด อย่าลืมติดตามเว็บไซต์ของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลเพิ่มเติม และแบ่งปันเพื่อสร้างความตระหนักรู้ในสังคม

ที่มา – ยังไม่หมดหวัง อินโดนีเซียช่วยผู้รอดชีวิต เหตุโรงเรียนถล่มได้อีก 5 คน

Scroll to top