อิสราเอล

ผู้คนทั่วโลก เดินขบวนประท้วง ต่อต้านสงครามในอิหร่าน

ผู้คนทั่วโลก เดินขบวนประท้วง ต่อต้านสงครามในอิหร่าน ที่กำลังดำเนินมาจนเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 โดยเฉพาะการกระทำของสหรัฐฯ และอิสราเอล ทำให้เกิดกระแสต่อต้านอย่างกว้างขวางทั่วโลก

ผู้คนทั่วโลก เดินขบวนประท้วง ต่อต้านสงครามในอิหร่าน

ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ประชาชนจากหลายประเทศทั่วโลกต่างออกมาแสดงพลังด้วยการเดินขบวนประท้วง เพื่อต่อต้านสงครามในอิหร่านที่ยืดเยื้อมานานกว่า 3 สัปดาห์ สงครามครั้งนี้ไม่เพียงสร้างวิกฤตพลังงาน แต่ยังเสี่ยงลุกลามเป็นวิกฤตเศรษฐกิจโลก ผู้ประท้วงเรียกร้องให้หยุดยิงและส่งเสริมสันติภาพทันที

ประชาชนออกมาเดินขบวนประท้วงต่อต้านสงครามอิหร่าน ในกรุงเทลอาวิฟ ของอิสราเอล
ประชาชนออกมาเดินขบวนประท้วงต่อต้านสงครามอิหร่าน ในกรุงเทลอาวิฟ ของอิสราเอล

การประท้วงในอิสราเอลและสหราชอาณาจักร

แม้แต่ในอิสราเอลเอง ชาวอิสราเอลจำนวนมากก็ออกมาเดินขบวนในกรุงเทลอาวีฟ พวกเขาทาสีแดงบนฝ่ามือเพื่อสื่อถึงเลือดที่ไหล ชูป้าย “หยุดสงคราม” “ระงับการส่งอาวุธเดี๋ยวนี้” และ “สหรัฐฯ และอิสราเอล = กลุ่มอักษะแห่งความชั่วร้าย” แสดงถึงความไม่พอใจภายในประเทศ

ที่สหราชอาณาจักร ประชาชนเดินขบวนในกรุงลอนดอน เมื่อวันเสาร์ที่ 21 มี.ค. ชูป้าย “หยุดสงครามของทรัมป์” และ “หยุดทิ้งระเบิดอิหร่าน” บางกลุ่มรวมตัวหน้าทำเนียบนายกฯ ถนนดาวนิงที่ 10 นอกจากนี้ ยังมีผู้ประท้วงหน้าฐานทัพอากาศแฟร์ฟอร์ด ในกลอสเตอร์เชอร์ ซึ่งใช้โดยกองทัพอากาศสหรัฐฯ พวกเขาถือป้าย “อย่าแตะต้องอิหร่าน” “หยุดฆ่าคนได้แล้ว” และ “วันนี้คุณช่วยฆ่าเด็กไปกี่คนแล้ว?”

กลุ่มผู้ชุมนุมถือป้ายประท้วงที่หน้าฐานทัพอากาศ “แฟร์ฟอร์ด”ของอังกฤษ
กลุ่มผู้ชุมนุมถือป้ายประท้วงที่หน้าฐานทัพอากาศ “แฟร์ฟอร์ด”ของอังกฤษ

กระแสประท้วงแผ่ขยายไปยังยุโรปและเอเชีย

ในเยอรมนี ฝูงชนจำนวนมากประท้วงในกรุงเบอร์ลิน ณ จุดรำลึกเหยื่อโรงเรียนประถมในอิหร่านที่ถูกโจมตี ป้ายระบุ “เด็กหญิงตัวน้อย 168 คน ถูกสังหารโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล” ผู้ประท้วงคนหนึ่งกล่าวว่า “สหรัฐฯ ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ เหมือนสงครามอิรัก สถานการณ์แย่ลงเรื่อยๆ”

ผู้คนรวมตัวในกรุงมาดริดของสเปน เพื่อประท้วงต่อต้านสงครามอิหร่าน
ผู้คนรวมตัวในกรุงมาดริดของสเปน เพื่อประท้วงต่อต้านสงครามอิหร่าน

ที่สเปน ในกรุงมาดริด ผู้ประท้วงชูแบนเนอร์ “ไม่เอาสงคราม” “สันติภาพ” และโบกธงปาเลสไตน์ ขณะที่ในอินเดีย ชาวมุสลิมชีอะห์ในแคว้นแคชเมียร์ ชุมนุม ถือภาพอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี สวมชุดดำไว้อาลัย

  • อิสราเอล: ประท้วงในเทลอาวีฟ ชูป้ายหยุดสงคราม
  • สหราชอาณาจักร: รวมตัวหน้าทำเนียบและฐานทัพ
  • เยอรมนี: รำลึกเหยื่อเด็กในเบอร์ลิน
  • สเปน: โบกธงสันติภาพในมาดริด
  • อินเดีย: ชุมนุมไว้อาลัยในแคชเมียร์

กระแสผู้คนทั่วโลก เดินขบวนประท้วง ต่อต้านสงครามในอิหร่าน แสดงให้เห็นว่าประชาคมโลกไม่ยอมรับการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ สงครามครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อทุกคน ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันพุ่งสูงหรือความเสี่ยงสงครามโลก

ในมุมมองของผู้เขียน สันติภาพคือทางออกเดียวที่ยั่งยืน โลกควรรวมพลังกดดันให้หยุดยิงทันที คุณคิดอย่างไร ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ข่าวต่างประเทศ

ที่มา – ผู้คนทั่วโลก เดินขบวนประท้วง ต่อต้านสงครามในอิหร่าน

อิหร่านลั่นทำลายโครงสร้างพื้นฐาน หากทรัมป์ทำตามคำขู่

อิหร่านลั่น จะทำลายโครงสร้างพื้นฐาน “อย่างไม่อาจฟื้นคืน” หากทรัมป์ทำตามคำขู่ สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังตึงเครียดหนัก เมื่ออิหร่านออกมาประกาศกร้าวตอบโต้สหรัฐฯ หากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทำตามคำขู่โจมตีโรงไฟฟ้าของพวกเขา เรื่องนี้เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกปิดกั้น ทำให้การขนส่งน้ำมันทั่วโลกสะดุด

อิหร่านลั่น จะทำลายโครงสร้างพื้นฐาน “อย่างไม่อาจฟื้นคืน” หากทรัมป์ทำตามคำขู่

เมื่อวันที่ 22 มี.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ระดับสูงและสื่อรัฐของอิหร่านออกมาเตือนอย่างดุเดือด โดยเฉพาะนายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ที่โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม X ว่าหากโรงไฟฟ้าอิหร่านถูกโจมตี โครงสร้างพื้นฐานสำคัญในตะวันออกกลางทั้งหมดจะถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง ไม่สามารถฟื้นคืนได้ และจะกลายเป็น “เป้าหมายที่ชอบธรรม” ทันที นอกจากนี้ยังคาดว่าราคาน้ำมันจะพุ่งสูงยาวนาน ส่งผลกระทบเศรษฐกิจโลกอย่างหนัก

สำนักข่าวเมห์ร สื่อกึ่งทางการ เผยแพร่แผนที่โรงไฟฟ้าตามแนวอ่าวเปอร์เซีย พร้อมคำเตือนชัดเจนว่า “เตรียมบอกลาไฟฟ้าได้เลย” เพราะโรงไฟฟ้าหลัก 70-80% ตั้งอยู่ใกล้ชายฝั่ง ซึ่งอยู่ในระยะยิงของอิหร่าน หากเกิดการโจมตีแม้เพียงเล็กน้อย ภูมิภาคทั้งหมดจะมืดมิดทันที

คำขู่ของทรัมป์ที่จุดชนวนความขัดแย้ง

ทุกอย่างเริ่มจากคำขู่ของทรัมป์เมื่อวันเสาร์ที่ 21 มี.ค. 2569 ที่ยื่นคำขาด 48 ชั่วโมงให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ มิเช่นนั้นจะสั่งกองทัพทิ้งระเบิดโรงไฟฟ้า แม้ก่อนหน้านี้ทรัมป์จะบอกว่าปฏิบัติการทางทหารลดระดับลงแล้ว แต่คำพูดนี้กลับยิ่งทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น สิ่งอำนวยความสะดวกพลเรือนทั่วตะวันออกกลางจึงเสี่ยงถูกดึงเข้าสู่สงคราม

สำนักข่าว Nour News ที่ใกล้ชิดสภาความมั่นคงอิหร่าน มองว่าคำขู่ของทรัมป์เป็นจุดอ่อนของสหรัฐฯ แม้จะอ้างอิสระพลังงาน แต่การยกระดับจะเจอการตอบโต้หลายชั้น สร้างวิกฤตเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากอิหร่านลั่นทำลายโครงสร้างพื้นฐาน

หากอิหร่านลงมือจริง ผลกระทบจะมหาศาล น้ำมันโลกจะขาดแคลนทันที ราคาพุ่งทะลุฟ้า ส่งผลให้ค่าครองชีพทั่วโลกสูงขึ้น โดยเฉพาะประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างไทยที่อาจเจอราคาน้ำมันแพงขึ้น 20-30% ในระยะสั้น โครงสร้างพื้นฐานพลังงานในซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และประเทศอื่นๆ ในอ่าวเปอร์เซีย จะกลายเป็นเป้าหมายหลัก

  • โรงไฟฟ้าอ่าวเปอร์เซีย 70-80% เสี่ยงถูกทำลาย
  • ราคาน้ำมันพุ่งยาวนานหลายเดือน
  • วิกฤตไฟฟ้าทั่วตะวันออกกลาง
  • กระทบการขนส่งสินค้าทั่วโลกผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
  • ความเสี่ยงสงครามขยายวงกว้าง

ผู้บัญชาการกองทัพอิหร่านยังท้าทายว่ากลยุทธ์เปลี่ยนเป็น “เชิงรุก” แล้ว และมีเซอร์ไพรส์ใหม่รออยู่ สถานการณ์นี้คล้ายวิกฤตปี 2019 ที่อิหร่านโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน แต่คราวนี้รุนแรงกว่าเพราะเกี่ยวข้องทรัมป์โดยตรง

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ ความขัดแย้งนี้อาจไม่ใช่แค่คำขู่ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของสงครามตัวแทนที่ยืดเยื้อ โดยอิหร่านมีพันธมิตรอย่างฮูธีและกลุ่มอื่นๆ ในภูมิภาค ทางที่ดีคือการเจรจาผ่าน UN เพื่อหลีกเลี่ยงหายนะ

ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด และเตรียมรับมือราคาน้ำมันที่อาจปรับขึ้น หากคุณเป็นนักลงทุน ตอนนี้คือเวลาที่ต้องพิจารณาพอร์ตการลงทุนด้านพลังงานทางเลือกครับ

ที่มา – อิหร่านลั่น จะทำลายโครงสร้างพื้นฐาน “อย่างไม่อาจฟื้นคืน” หากทรัมป์ทำตามคำขู่

“ทรัมป์” ยื่นคำขาดอิหร่าน 48 ชม. ขู่ถล่มพลังงาน

“ทรัมป์” ยื่นคำขาดอิหร่าน 48 ชั่วโมงเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขู่ทำลายโครงสร้างพลังงาน สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางร้อนระอุยิ่งขึ้น เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกคำขาดสุดท้ายให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซทันที มิเช่นนั้นจะถล่มโครงสร้างพื้นฐานพลังงานทั้งหมดของเตหะรานให้ราบเป็นหน้ากลอง

“ทรัมป์” ยื่นคำขาดอิหร่าน 48 ชั่วโมงเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขู่ทำลายโครงสร้างพลังงาน

ทรัมป์ประกาศผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียล โดยกำหนดเส้นตาย 48 ชั่วโมง นับจากเวลา 23:44 น. วันจันทร์ที่ 23 มี.ค. ตามเวลามาตรฐานสากล หากอิหร่านไม่ยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบสำคัญถึง 1 ใน 5 ของโลก สหรัฐฯ จะเริ่มปฏิบัติการโจมตีโรงไฟฟ้าและโครงสร้างพลังงานใหญ่ที่สุดของอิหร่านก่อน

การปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยอิหร่าน ส่งผลกระทบรุนแรงต่อตลาดพลังงานโลกทันที ราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งทะลุ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้ประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างไทยต้องเผชิญความเสี่ยงราคาน้ำมันแพงขึ้น คำขาดของทรัมป์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางสงครามที่ล่วงเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 แล้ว

อิหร่านโต้กลับโจมตีอิสราเอลรุนแรง

ก่อนหน้าคำขู่ไม่นาน อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธจำนวนมากโจมตีทางตอนใต้ของอิสราเอล โดยเฉพาะเมืองอาราดและดิมอนา ซึ่งเป็นที่ตั้งศูนย์นิวเคลียร์สำคัญ ขีปนาวุธฝ่าระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิสราเอลได้สำเร็จ ทำให้มีผู้บาดเจ็บกว่า 100 ราย นายกฯ เบนจามิน เนทันยาฮู ประกาศตอบโต้ทันที ส่งฝูงบินถล่มกรุงเตหะราน

กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่าน ยืนยันว่าเป็นการแก้แค้นจากการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์นาทานซ์โดยอิสราเอลเมื่อกลางปี 2025 พร้อมขู่สหรัฐฯ ว่าหากลงมือ จะโจมตีโครงสร้างพลังงานของสหรัฐฯ และพันธมิตรในภูมิภาคทันที

ผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

  • ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง: ทะลุ 105 ดอลลาร์ ส่งผลให้ค่าครองชีพทั่วโลกเพิ่มขึ้น
  • การโจมตีข้ามทวีป: อิหร่านยิงขีปนาวุธไปยังเกาะดิเอโกการ์เซียของสหรัฐฯ-อังกฤษ ห่างกว่า 4,000 กม. แม้ไม่สำเร็จแต่แสดงศักยภาพ
  • โจมตี UAE: สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ถูกโจมตีทางอากาศ หลังอิหร่านเตือนไม่ให้เป็นฐานทัพ
  • ความเสี่ยงนิวเคลียร์: IAEA เรียกร้องยับยั้งชั่งใจ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุร้ายแรง

ผู้นำโลกอย่างอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี และเกาหลีใต้ ประณามการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ โมจตาบา คาเมเนอี ยังเงียบ แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าอิหร่านมีศักยภาพตอบโต้สูงกว่าที่คาด

ช่องแคบฮอร์มุซมีความยาว 33 กม. กว้างสุด 96 กม. เป็นจุดคอขวดน้ำมันสำคัญจากอ่าวเปอร์เซียสู่ทะเลอาหรับ หากปิดนาน เศรษฐกิจโลกจะชะงักงัน โดยเฉพาะประเทศในเอเชียที่พึ่งพาน้ำมันจากที่นั่น

สถานการณ์นี้ทำให้โลกจับตาอย่างใกล้ชิด หากครบ 48 ชั่วโมงโดยไม่เปิด อาจลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบ ขณะที่ไทยควรเตรียมรับมือราคาน้ำมันผันผวน

ความเห็นส่วนตัว: คำขาดของทรัมป์ดูเด็ดขาด แต่เสี่ยงจุดชนวนสงครามใหญ่ โลกควรหาทางเจรจาเพื่อหลีกเลี่ยงหายนะทางเศรษฐกิจและมนุษยธรรม คุณคิดอย่างไร? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตจากเรา!

ที่มา – “ทรัมป์” ยื่นคำขาดอิหร่าน 48 ชั่วโมงเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขู่ทำลายโครงสร้างพลังงาน

เจ็บกว่า 80 ราย อิหร่านถล่มอิสราเอล 2 จุด เล็งโจมตีศูนย์นิวเคลียร์

เจ็บกว่า 80 ราย อิหร่านถล่มอิสราเอล 2 จุด เล็งโจมตีศูนย์นิวเคลียร์ สร้างความตึงเครียดในตะวันออกกลางอีกครั้ง เมื่ออิหร่านยิงมิสไซล์โจมตีสองเมืองสำคัญของอิสราเอล ทำให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก นักวิเคราะห์ชี้ว่าเป้าหมายหลักคือศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ

เจ็บกว่า 80 ราย อิหร่านถล่มอิสราเอล 2 จุด เล็งโจมตีศูนย์นิวเคลียร์

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 หน่วยบริการฉุกเฉินมาเกน ดาวิด อาดอม (MDA) ของอิสราเอลรายงานว่า มิสไซล์อิหร่านตกในเมืองดิโมนา ทางตอนใต้ ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 47 ราย ส่วนใหญ่มาจากสะเก็ดระเบิด รวมถึงเด็กชายวัย 10 ขวบอยู่ในอาการสาหัส และหญิงวัย 30 ปีบาดเจ็บจากเศษกระจก ทางการอิสราเอลกำลังสอบสวนว่ามิสไซล์เล็ดลอดระบบป้องกันภัยทางอากาศได้อย่างไร

ภาพความเสียหายจากการโจมตีของอิหร่านที่เมืองดิโมนา ของอิสราเอล
ภาพความเสียหายจากการโจมตีของอิหร่านที่เมืองดิโมนา ของอิสราเอล

นักวิเคราะห์เชื่อว่าเป้าหมายคือศูนย์วิจัยนิวเคลียร์เนเกฟ (Negev Nuclear Research Center) ห่างจากดิโมนาเพียง 13 กิโลเมตร ซึ่งเป็นสถานที่ลับที่เชื่อว่าอิสราเอลเก็บอาวุธนิวเคลียร์ อิหร่านยืนยันการโจมตีเพื่อตอบโต้การโจมตีโรงงานนิวเคลียร์นาตานซ์ (Natanz) ของตนโดยสหรัฐฯ และอิสราเอลก่อนหน้า

รายละเอียดผู้บาดเจ็บในเมืองอารัด

นอกจากดิโมนา อิหร่านยังถล่มเมืองอารัด ทำให้ MDA นำส่งผู้บาดเจ็บ 33 ราย ประกอบด้วย

  • บาดเจ็บสาหัส 4 ราย
  • บาดเจ็บปานกลาง 12 ราย
  • บาดเจ็บเล็กน้อย 17 ราย

ทีมกู้ภัยยังคงค้นหาผู้บาดเจ็บเพิ่มเติม สถานการณ์ตึงเครียดเมื่อทั้งสองฝ่ายตอบโต้กันไม่ยั้ง สงครามเงาเรื่องนิวเคลียร์ยืดเยื้อมานาน

เหตุการณ์เจ็บกว่า 80 ราย อิหร่านถล่มอิสราเอล 2 จุด เล็งโจมตีศูนย์นิวเคลียร์ นี้ สะท้อนความเสี่ยงจากโครงการนิวเคลียร์ลับของอิสราเอลที่ไม่เคยประกาศอย่างเป็นทางการ ขณะที่อิหร่านอ้างสิทธิป้องกันตัว สถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจลุกลามหากไม่มีการเจรจา

ประวัติศาสตร์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอลย้อนไปไกล โดยเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์ อิสราเอลเคยโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านหลายครั้ง ล่าสุดคือที่นาตานซ์ ทำให้อิหร่านตอบโต้ด้วยขีปนาวุธขั้นสูงที่เล็ดลอดระบบ Iron Dome ได้บางส่วน

ผลกระทบทางเศรษฐกิจ: ตลาดหุ้นอิสราเอลร่วง น้ำมันพุ่งสูง ประชาชนในพื้นที่ใต้ต้องหลบภัยในที่กำบัง สหประชาชาติเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายยับยั้งชั่งใจ

ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์นี้เสี่ยงนำไปสู่สงครามใหญ่ หากอิสราเอลตอบโต้ศูนย์นิวเคลียร์ของอิหร่านต่อ เราควรติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิดเพื่อเข้าใจทิศทางภูมิรัฐศาสตร์

อย่าพลาดข่าวต่างประเทศล่าสุด! สมัครรับแจ้งเตือนเพื่ออัปเดตเหตุการณ์สำคัญทั่วโลก

ที่มา – เจ็บกว่า 80 ราย อิหร่านถล่มอิสราเอล 2 จุด เล็งโจมตีศูนย์นิวเคลียร์

ดับพุ่ง 4,300 ศพ สงครามตะวันออกกลาง ความรุนแรงลามไปทั่ว

ดับพุ่ง 4,300 ศพ สงครามตะวันออกกลาง ความรุนแรงลามไปทั่ว หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2569 สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางยิ่งรุนแรงขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง นับเป็นเวลากว่า 3 สัปดาห์แล้วที่ความขัดแย้งขยายวงกว้าง คร่าชีวิตผู้คนนับพันราย ตามข้อมูลจากสำนักข่าว CNN ที่รวบรวมตัวเลขล่าสุดเมื่อวันที่ 21 มี.ค. 2569

ดับพุ่ง 4,300 ศพ สงครามตะวันออกกลาง ความรุนแรงลามไปทั่ว

สงครามครั้งนี้เริ่มต้นจากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน ส่งผลให้เกิดการตอบโต้และการโจมตีตอบโต้ ลุกลามไปยังประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่ง ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นพลเรือนและเด็ก ซึ่งสร้างความสะเทือนใจให้กับนานาชาติ หน่วยงานสิทธิมนุษยชนอย่าง HRANA และกระทรวงสาธารณสุขในเลบานอนรายงานตัวเลขที่น่าเศร้าใจ โดยเด็กหลายร้อยคนตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง

ผู้เสียชีวิตในอิหร่าน

ทางการอิหร่านหยุดเปิดเผยตัวเลขรวม แต่รัฐมนตรีต่างประเทศยอมรับว่าพลเรือนเสียชีวิตหลายร้อยคน รวมเด็กกว่า 200 ราย HRANA ระบุชัดเจนว่าพลเรือนตาย 1,398 ศพ (เด็ก 210 คน) ทหาร 1,165 ศพ และไม่ระบุกลุ่มอีก 657 ศพ ความสูญเสียครั้งใหญ่ในดินแดนเปอร์เซียนี้ สะท้อนถึงความโหดร้ายของสงครามที่ไม่มีผู้ชนะ

สถานการณ์ในเลบานอนและอิรัก

ที่เลบานอน การโจมตีของอิสราเอลตั้งแต่ 2 มี.ค. ทำให้มีผู้ตาย 1,021 ศพ รวมเด็ก 118 คน กระทรวงสาธารณสุขยืนยันตัวเลขนี้เมื่อวานนี้ ขณะที่อิรัก กองกำลัง PMF เสียชีวิต 61 ราย ในแคว้นเคอร์ดิสถานมีชาวเคิร์ดอิหร่าน 5 ราย เจ้าหน้าที่เคิร์ด 1 ราย และทหารฝรั่งเศส 1 นาย สังเวยชีวิตจากเหตุการณ์รุนแรง

  • เลบานอน: 1,021 ศพ (เด็ก 118 คน)
  • อิรัก: PMF 61 ราย + อื่นๆ
  • อิหร่าน: พลเรือนและทหารรวมกว่า 3,000 ราย

ผลกระทบในอิสราเอล สหรัฐฯ และประเทศใกล้เคียง

ในอิสราเอล การโจมตีจากอิหร่านคร่าชีวิต 15 ศพ รวม 9 รายจากขีปนาวุธใส่อาคารพักอาศัย และทหาร 2 นายในเลบานอน สหรัฐอเมริกา สูญเสียทหาร 13 นาย จากเครื่องบินตกในอิรัก โจมตีในคูเวต และบาดเจ็บในซาอุดีอาระเบีย

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ทหาร 2 นายและชาวต่างชาติ 6 รายเสียชีวิต คูเวต 6 ศพ รวมเด็กหญิง 11 ปีจากสะเก็ดระเบิด เวสต์แบงก์ หญิงปาเลสไตน์ 4 ราย รวมหญิงตั้งครรภ์ โอมาน ชาวต่างชาติ 3 ราย บาห์เรน 2 ราย และซาอุดีอาระเบีย ชาวอินเดีย-บังกลาเทศ 2 ราย

ดับพุ่ง 4,300 ศพ สงครามตะวันออกกลาง ความรุนแรงลามไปทั่วภูมิภาค สร้างความเสียหายทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และเสถียรภาพ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกจากราคาน้ำมันพุ่งสูง ประชาชนในพื้นที่เผชิญความหวาดกลัวและขาดแคลนอาหาร ยา

สถานการณ์ยังคงตึงเครียด โดยไม่มีสัญญาณว่าจะหยุดยั้งในเร็ววัน นานาชาติเรียกร้องให้เจรจาสันติภาพเพื่อยุติวงจรความรุนแรง เราในฐานะผู้ติดตามข่าวสาร ควรตระหนักถึงคุณค่าของสันติภาพและสนับสนุนความพยายามทางการทูต ชวนคุณติดตามอัปเดตล่าสุดเพื่อไม่พลาดความเคลื่อนไหวสำคัญ

ที่มา – ดับพุ่ง 4,300 ศพ สงครามตะวันออกกลาง ความรุนแรงลามไปทั่ว

UAE-ออสเตรเลีย ประกาศสนับสนุน คุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ

UAE-ออสเตรเลีย ประกาศสนับสนุน คุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ กลายเป็นข่าวใหญ่ในแวดวงการเมืองโลก เมื่อสองประเทศนี้เข้าร่วมแถลงการณ์ร่วมกับชาติอื่นๆ เพื่อรับประกันความปลอดภัยเส้นทางเดินเรือสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลกผ่านไปมา หากเกิดปัญหาจะส่งผลกระทบหนักต่อราคาน้ำมันและเศรษฐกิจทั่วโลก

UAE-ออสเตรเลีย ประกาศสนับสนุน คุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ

เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และออสเตรเลีย ได้กลายเป็นสองประเทศล่าสุดที่แสดงเจตจำนงชัดเจนในการสนับสนุนความพยายามเพื่อคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ แม้ว่าลักษณะของการรักษาความปลอดภัยยังไม่แน่นอน แต่แถลงการณ์ร่วมนี้มีผู้เข้าร่วมแล้วถึง 22 ประเทศ สะท้อนถึงความกังวลร่วมกันต่อความตึงเครียดในภูมิภาค

ก่อนหน้านั้น ในวันที่ 19 มีนาคม สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ และญี่ปุ่น ได้ออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีเรือพาณิชย์โดยอิหร่าน พร้อมยืนยันความพร้อมในการสนับสนุน “ความพยายามที่เหมาะสม” เพื่อให้การเดินเรือผ่านช่องแคบปลอดภัย

ประเทศอื่นๆ ที่เข้าร่วมแถลงการณ์

  • เกาหลีใต้: ยืนยันเข้าร่วมในเช้าวันที่ 21 มีนาคม
  • บาห์เรน: ประเทศในอ่าวเปอร์เซียแรกที่ลงนามเมื่อ 20 มีนาคม
  • ยุโรปหลัก: สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์
  • ญี่ปุ่น: ผู้พึ่งพาน้ำมันสูงจากช่องแคบนี้

ที่น่าสนใจคือ สหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งเป็นมหาอำนาจสองฝั่ง ยังไม่ได้ให้การสนับสนุนอย่างเป็นทางการ สร้างคำถามถึงทิศทางในอนาคต

ความสำคัญของช่องแคบฮอร์มุซต่อเศรษฐกิจโลก

ช่องแคบฮอร์มุซกว้างเพียง 33 กิโลเมตร แต่เป็นประตูสู่ทะเลอาหรับและอ่าวเปอร์เซีย โดยมีน้ำมันดิบราว 21 ล้านบาร์เรลต่อวันผ่านไปมา คิดเป็น 1 ใน 5 ของการบริโภคน้ำมันโลก หากเกิดการปิดกั้นหรือโจมตี ราคาน้ำมันอาจพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วโลกรุนแรง โดยเฉพาะประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างไทยที่ต้องจ่ายแพงขึ้น

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ เคยเรียกร้องให้พันธมิตรส่งเรือรบและเรือกวาดระเบิดมาช่วย แต่ยังไม่มีใครให้คำมั่นอย่างเป็นทางการ ล่าสุดเขาตำหนิ NATO ว่าขี้ขลาด ไม่ช่วยรักษาความปลอดภัยช่องแคบนี้ สถานการณ์ตึงเครียดจากอิหร่านที่โจมตีเรือพาณิชย์ ทำให้ทุกฝ่ายต้องเคลื่อนไหว

การที่ UAE-ออสเตรเลีย ประกาศสนับสนุน คุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ ถือเป็นสัญญาณบวก แสดงให้เห็นว่าชาติพันธมิตรเริ่มรวมตัวกัน แม้รูปแบบจะยังคลุมเครือ อาจเป็นการลาดตระเวนร่วม ส่งเรือรบ หรือใช้เทคโนโลยีดาวเทียมติดตาม แต่สิ่งสำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดน้ำมัน

ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ การเคลื่อนไหวนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากกลุ่มก่อการร้ายหรืออิหร่านที่ขู่อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาว่าสหรัฐและจีนจะเคลื่อนไหวอย่างไร เพราะทั้งสองชาติมีผลกระทบสูงสุดต่อสมดุลอำนาจในตะวันออกกลาง

นอกจากนี้ ช่องแคบฮอร์มุซยังเชื่อมโยงกับโครงการ Belt and Road ของจีน ทำให้จีนอาจลังเลเพื่อไม่ให้ขัดแย้งกับอิหร่าน ส่วนสหรัฐภายใต้ทรัมป์เน้น America First แต่ต้องการพันธมิตรแบ่งภาระ

สำหรับไทยและอาเซียน เราควรติดตามใกล้ชิด เพราะราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะกระทบค่าครองชีพ การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรม สุดท้ายแล้ว UAE-ออสเตรเลีย ประกาศสนับสนุน คุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างประเทศที่กว้างขึ้น

คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – UAE-ออสเตรเลีย ประกาศสนับสนุน คุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ

อิหร่านโวย สหรัฐฯ-อิสราเอลโจมตี โรงงานนิวเคลียร์รอบใหม่

อิหร่านโวย สหรัฐฯ-อิสราเอลโจมตี โรงงานนิวเคลียร์รอบใหม่ สร้างความตึงเครียดในตะวันออกกลางอีกครั้ง ทางการอิหร่านกล่าวหาว่าสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์นาตานซ์ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำรอยในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

อิหร่านโวย สหรัฐฯ-อิสราเอลโจมตี โรงงานนิวเคลียร์รอบใหม่

เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 องค์การพลังงานปรมาณูแห่งอิหร่าน (AEOI) ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ระบุว่าโรงงานนิวเคลียร์นาตานซ์ ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนกลางของประเทศ ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีอีกครั้งในช่วงเช้าที่ผ่านมา AEOI ยืนยันว่าได้ตรวจสอบการปนเปื้อนของกัมมันตภาพรังสีทั้งในเชิงเทคนิคและโดยผู้เชี่ยวชาญแล้ว ไม่พบการรั่วไหลใดๆ และไม่มีอันตรายต่อประชาชนในพื้นที่โดยรอบ

การโจมตีครั้งนี้ถูกประณามอย่างรุนแรงจากอิหร่าน โดยชี้ว่าเป็นการละเมิดสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT) และกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยนิวเคลียร์ นอกจากนี้ AEOI ยังระบุว่าโรงงานนาตานซ์เคยถูกโจมตีมาแล้วเมื่อวันที่ 1 มีนาคม และผลการตรวจสอบครั้งก่อนก็ไม่พบปัญหาด้านรังสีเช่นกัน

ปฏิกิริยาจากฝ่ายอิสราเอลและ IAEA

กองกำลังป้องกันตนเองของอิสราเอล (IDF) ได้ให้สัมภาษณ์กับ CNN ว่าไม่ทราบเรื่องการโจมตีดังกล่าว ขณะที่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ออกแถลงการณ์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ว่ากำลังตรวจสอบรายงานนี้อย่างเร่งด่วน และยืนยันว่าไม่พบระดับรังสีที่เพิ่มขึ้นนอกโรงงาน นายราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการใหญ่ IAEA เรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความยับยั้งชั่งใจ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุนิวเคลียร์ที่อาจเกิดขึ้น

ประวัติศาสตร์การโจมตีโรงงานนิวเคลียร์อิหร่าน

โรงงานนาตานซ์เป็นหนึ่งในโรงงานสำคัญของอิหร่าน เคยถูกโจมตีระหว่างสงคราม 12 วันในเดือนมิถุนายน 2568 ร่วมกับโรงงานฟอร์โดและอิสฟาฮาน โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่าทำลายโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านจนสิ้นซาก

  • มีนาคม 2568: โจมตีครั้งแรก ไม่พบรังสีรั่ว
  • 1 มีนาคม 2569: โจมตีรอบสอง ปลอดภัย
  • 21 มีนาคม 2569: อิหร่านโวย สหรัฐฯ-อิสราเอลโจมตี โรงงานนิวเคลียร์รอบใหม่

เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้สถานการณ์ในภูมิภาคตึงเครียดยิ่งขึ้น โดยอิหร่านมองว่าเป็นการแทรกแซงที่ไม่ชอบธรรม ขณะที่สหรัฐฯ และอิสราเอลมองโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคง

ผลกระทบจากการโจมตีอาจส่งผลต่อการเจรจานิวเคลียร์ระหว่างอิหร่านกับชาติตะวันตก ซึ่งหยุดชะงักมานาน นอกจากนี้ ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อความขัดแย้งกว้างขวางในตะวันออกกลาง ผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์เตือนว่าการโจมตีซ้ำๆ อาจนำไปสู่การตอบโต้ที่รุนแรงจากอิหร่าน

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของความมั่นคงโลก หากทุกฝ่ายไม่หันหน้ามาคุยกัน อาจนำไปสู่วิกฤตนิวเคลียร์ที่ไม่มีใครคาดคิด ติดตามข่าวสารล่าสุดและวิเคราะห์เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ที่มา – อิหร่านโวย สหรัฐฯ-อิสราเอลโจมตี โรงงานนิวเคลียร์รอบใหม่

อิหร่านยิงมิสไซล์ 2 ลูก ใส่ฐานทัพเกาะดิเอโกการ์เซีย แต่ถูกสกัดได้

อิหร่านยิงมิสไซล์ 2 ลูก ใส่ฐานทัพบนเกาะดิเอโกการ์เซีย แต่ถูกสกัดได้ สร้างความตกตะลึงให้กับวงการข่าวกรองและการทูตทั่วโลก สื่อชั้นนำอย่างวอลล์สตรีทเจอร์นัลและบีบีซีรายงานอ้างแหล่งข่าวหลายรายว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนที่สหราชอาณาจักรจะอนุญาตให้สหรัฐฯใช้ฐานทัพดังกล่าวในการโจมตีเป้าหมายในอิหร่าน เกาะดิเอโกการ์เซียซึ่งตั้งอยู่ในมหาสมุทรอินเดีย ห่างจากชายฝั่งอิหร่านกว่า 3,800 กิโลเมตร ถือเป็นฐานทัพยุทธศาสตร์สำคัญของสหรัฐฯและอังกฤษ โดยเฉพาะสำหรับฝูงบินทิ้งระเบิด B-52

อิหร่านยิงมิสไซล์ 2 ลูก ใส่ฐานทัพบนเกาะดิเอโกการ์เซีย แต่ถูกสกัดได้

ตามรายงาน ขีปนาวุธลูกแรกถูกเรือรบสหรัฐฯยิงสกัดได้สำเร็จ ขณะที่ลูกที่สองเกิดความขัดข้องระหว่างการบิน ทำให้ไม่ถึงเป้าหมาย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก คิดเป็น 1 ใน 5 ของปริมาณน้ำมันทั้งหมด อังกฤษเพิ่งตัดสินใจเมื่อวันศุกร์ที่ 20 มี.ค. อนุญาตให้สหรัฐฯใช้ฐานทัพเพื่อโจมตีเฉพาะฐานยิงมิสไซล์ที่คุกคามผลประโยชน์ของตน

ความสามารถขีปนาวุธของอิหร่านเกินคาด

ที่สร้างความประหลาดใจคือ ระยะทางกว่า 3,814 กม. เกินขีดความสามารถเดิมของอิหร่านที่เชื่อกันว่ายิงได้ไกลสุด 2,000 กม. ศูนย์วิจัยอัลมา (Alma) ประเมินว่ามิสไซล์คอร์รัมชาห์ร (Khorramshahr) อาจยิงได้ถึง 3,000 กม. แต่การโจมตีครั้งนี้แสดงให้เห็นพัฒนาการอาวุธที่ก้าวหน้ากว่า นักข่าวบีบีซี โจนาทาน เบล วิเคราะห์ว่า แม้ยิงได้ไกล แต่ไม่รับประกันว่าจะถึงเป้าหมายเสมอไป เนื่องจากระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯที่แข็งแกร่ง

ฐานทัพเกาะดิเอโกการ์เซียเป็นดินแดนในความปกครองของอังกฤษ ตั้งแต่ปี 1966 สหรัฐฯเช่าพื้นที่เพื่อใช้เป็นฐานทัพทางทะเลและอากาศ มีรันเวย์ยาว 3,659 เมตร รองรับเครื่องบินขนาดใหญ่ เคยใช้ในสงครามอิรัก อัฟกานิสถาน และล่าสุดในปฏิบัติการต่อต้านกลุ่มฮูธีในเยเมน

  • ระยะทางจากอิหร่าน: 3,814 กม.
  • สถานะการโจมตี: ลูกแรกถูกสกัด ลูกที่สองตกระหว่างทาง
  • บริบท: ก่อนอังกฤษอนุญาตใช้ฐานทัพโจมตีช่องแคบฮอร์มุซ
  • ปฏิกิริยา MoD อังกฤษ: ยังไม่ยืนยัน แต่ประณามการกระทำของอิหร่าน

ผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์

กระทรวงกลาโหมอังกฤษแถลงเมื่อ 21 มี.ค. ว่า “การโจมตีอย่างไม่ยั้งคิดของอิหร่านเป็นภัยคุกคามต่อพันธมิตร” และยืนยันการใช้ฐานทัพเพื่อป้องกันตัวเท่านั้น เหตุการณ์ อิหร่านยิงมิสไซล์ 2 ลูก ใส่ฐานทัพบนเกาะดิเอโกการ์เซีย แต่ถูกสกัดได้ อาจจุดชนวนสงครามใหญ่ หากสหรัฐฯตอบโต้ ช่องแคบฮอร์มุซถูกยึดครองบางส่วน ส่งผลต่อราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้นแล้ว

นอกจากนี้ อิหร่านยังถูกกล่าวหาว่าสนับสนุนกลุ่มตัวแทนอย่างฮูธีและฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งโจมตีเรือสินค้าในทะเลแดง สถานการณ์นี้ทำให้ชาติอาหรับและอิสราเอลจับตาใกล้ชิด สหรัฐฯเพิ่มกำลังทหารในภูมิภาค รวมถึงเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Eisenhower

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า การพัฒนาขีปนาวุธของอิหร่านมาจากโครงการนิวเคลียร์และความร่วมมือกับรัสเซีย-เกาหลีเหนือ ซึ่งละเมิดมติสหประชาชาติ สิ่งนี้ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์อิหร่าน-ตะวันตกย่ำแย่

สรุปแล้ว เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความเปราะบางของความมั่นคงพลังงานโลก หากไม่มีการเจรจาทางการทูต อาจลุกลามเป็นวิกฤตใหญ่

ติดตามพัฒนาการข่าวต่างประเทศและวิเคราะห์เชิงลึกเพิ่มเติมได้ที่นี่ เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – อิหร่านยิงมิสไซล์ 2 ลูก ใส่ฐานทัพบนเกาะดิเอโกการ์เซีย แต่ถูกสกัดได้

อิหร่านเดือด ขู่โจมตีแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลก ขณะที่สงครามยืดสัปดาห์ที่ 3

อิหร่านเดือด ขู่โจมตีแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลก ขณะที่สงครามยืดสัปดาห์ที่ 3 สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางยิ่งรุนแรงขึ้น เมื่ออิหร่านประกาศยกระดับการตอบโต้ศัตรูอย่างสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยขู่ว่าจะโจมตีสวนสาธารณะ พื้นที่พักผ่อน และแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลก ทำให้ประชาชนทั่วไปเริ่มหวาดกลัวกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

อิหร่านเดือด ขู่โจมตีแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลก ขณะที่สงครามยืดสัปดาห์ที่ 3

จากรายงานล่าสุดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 นายอโบลฟาซล์ เชคาร์ชี โฆษกกองทัพอิหร่านระดับสูง ได้ออกมาประกาศอย่างชัดเจนว่า อิหร่านจะขยายขอบเขตการโจมตีไปยังเป้าหมายพลเรือนทั่วโลก โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่พักผ่อน เพื่อตอบโต้การกระทำของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอิหร่าน เช่น แหล่งก๊าซธรรมชาติเซาท์พาร์ส

ท่าทีแข็งกร้าวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสงครามที่ยืดเยื้อเข้าสัปดาห์ที่ 3 โดยอิหร่านได้เพิ่มความเข้มข้นในการโจมตีเป้าหมายด้านพลังงานในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย ล่าสุดมีรายงานโดรนอิหร่านบุกโจมตีโรงกลั่นน้ำมันมีนา อัล-อาห์มาดี ในคูเวตถึง 2 ระลอกในช่วงเช้าวันศุกร์ ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้รุนแรง โรงกลั่นแห่งนี้มีความสำคัญยิ่งเพราะเป็นหนึ่งในโรงกลั่นน้ำมันใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง มีกำลังการผลิตสูงถึง 730,000 บาร์เรลต่อวัน การโจมตีครั้งนี้ไม่เพียงกระทบอุปทานน้ำมันโลก แต่ยังเป็นสัญญาณว่าอิหร่านพร้อมขยายสงครามไปยังเพื่อนบ้าน

ผลกระทบจากการขู่โจมตีแหล่งท่องเที่ยวของอิหร่าน

คำขู่ของอิหร่านส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลก นักเดินทางเริ่มเลื่อนหรือยกเลิกทริป โดยเฉพาะในพื้นที่ยุโรป อเมริกา และเอเชียที่อาจถูกมองเป็นเป้าหมาย รัฐบาลหลายประเทศออกคำเตือนให้พลเมืองหลีกเลี่ยงแหล่งท่องเที่ยวที่มีฝูงชนหนาแน่น เช่น สวนสาธารณะในนิวยอร์ก พื้นที่ชายหาดในยุโรป หรือแม้แต่ตลาดนัดในกรุงเทพฯ

  • ความเสี่ยงต่อพลเรือน: สวนสาธารณะและแหล่งท่องเที่ยวกลายเป็นเป้าหมายใหม่ ทำให้ประชาชนทั่วไปตกเป็นเครื่องมือในสงคราม
  • ผลกระทบเศรษฐกิจ: ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก ส่งผลให้ค่าครองชีพแพงขึ้น โดยเฉพาะในประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างไทย
  • การตอบโต้จากชาติตะวันตก: สหรัฐฯ และอิสราเอลเตรียมเสริมมาตรการป้องกัน แต่สถานการณ์ยังคงคาดเดาไม่ได้
  • บทบาทของกลุ่มพันธมิตร: กลุ่มฮูธีในเยเมนและฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนอาจเข้าร่วมโจมตี เพิ่มความซับซ้อน

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าการขยายเป้าหมายไปยังแหล่งท่องเที่ยวเป็นกลยุทธ์จิตวิทยา เพื่อสร้างความหวาด恐惧ในหมู่ประชาชนฝ่ายตรงข้าม สงครามครั้งนี้เริ่มต้นจากความขัดแย้งเรื่องนิวเคลียร์และการโจมตีของอิสราเอล แต่ตอนนี้ลุกลามเป็นวิกฤตพลังงานระดับโลก ราคาน้ำมัน Brent พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้ว ส่งผลให้สายการบินและโรงแรมทั่วโลกปรับราคาขึ้น

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ สถานการณ์อิหร่านเดือด ขู่โจมตีแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลก ขณะที่สงครามยืดสัปดาห์ที่ 3 อาจนำไปสู่การเจรจาสันติภาพ หากชาติมหาอำนาจอย่างจีนและรัสเซียเข้าแทรกแซง แต่หากอิหร่านลงมือจริง ผลกระทบจะรุนแรงยิ่งขึ้น

สำหรับนักท่องเที่ยวไทย แนะนำให้ติดตามข่าวสารจากกระทรวงการต่างประเทศไทยอย่างใกล้ชิด และพิจารณาประกันการเดินทางที่ครอบคลุมความเสี่ยงจากสงคราม คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และกดติดตามเพื่ออัปเดตข่าวล่าสุด

ที่มา – อิหร่านเดือด ขู่โจมตีแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลก ขณะที่สงครามยืดสัปดาห์ที่ 3

Scroll to top