อิหร่าน

อังกฤษสั่งถอนเจ้าหน้าที่สถานทูตในอิหร่าน ความตึงเครียดพุ่ง

อังกฤษสั่งถอนเจ้าหน้าที่สถานทูตในอิหร่าน ชั่วคราวแล้ว หลังจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางตึงเครียดหนัก ท่ามกลางความกังวลว่าสหรัฐฯ อาจเปิดปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน ส่งผลให้หลายประเทศเร่งอพยพบุคลากรด่วน

อังกฤษสั่งถอนเจ้าหน้าที่สถานทูตในอิหร่าน หลังความมั่นคงย่ำแย่

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงการต่างประเทศไทยอังกฤษออกคำสั่งให้ถอนเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตในกรุงเตหะรานออกจากอิหร่านชั่วคราว เนื่องจากความไม่แน่นอนด้านความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว

คำสั่งนี้เป็นมาตรการป้องกันรัดกุม หลังจากสหรัฐฯ แสดงท่าทีเตรียมพร้อมโจมตีทางทหารต่ออิหร่าน โดยมีการสะสมกำลังทหารจำนวนมหาศาลในพื้นที่ตะวันออกกลาง ซึ่งถือเป็นครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี

ผลกระทบต่อพลเมืองอังกฤษในอิหร่าน

การอังกฤษสั่งถอนเจ้าหน้าที่สถานทูตในอิหร่านครั้งนี้ ส่งผลให้บริการกงสุลด้วยตนเองหยุดชะงัก สถานทูตจะทำงานผ่านระบบออนไลน์จากระยะไกลแทน ทำให้พลเมืองอังกฤษในพื้นที่ได้รับความช่วยเหลือจำกัด สถานการณ์นี้สร้างความกังวลให้ชาวอังกฤษที่ยังติดค้างในอิหร่านเป็นอย่างมาก

นอกจากอังกฤษแล้ว ยังมีประเทศอื่นๆ ที่ออกมาตรการคล้ายกัน เช่น สหรัฐฯ อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ที่ไม่ใช่ภารกิจฉุกเฉินและครอบครัวออกจากอิสราเอล เนื่องจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัยพุ่งสูง

  • อังกฤษ: ถอนเจ้าหน้าที่สถานทูตเตหะรานชั่วคราว
  • สหรัฐฯ: อพยพครอบครัวและเจ้าหน้าที่ไม่จำเป็นจากอิสราเอล
  • ประเทศอื่นๆ: ออกคำเตือนการเดินทางระดับสูงสุด

สาเหตุหลักจากโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน

ความตึงเครียดทวีคูณหลังการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเรื่องโครงการนิวเคลียร์ที่นครเจนีวาไม่คืบหน้า ทั้งสองฝ่ายยังขัดแย้งในประเด็นสำคัญ แม้จะมีแผนเจรจารอบใหม่ แต่ความหวั่นเกรงเรื่องการปะทะทางทหารใกล้เข้ามาทุกขณะ

อิหร่านถูกกล่าวหาว่าพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงโลก สหรัฐฯ และพันธมิตรอย่างอังกฤษจึงเพิ่มมาตรการเตรียมพร้อม โครงการนิวเคลียร์นี้ยืดเยื้อมานานหลายปี สร้างความไม่สงบให้ภูมิภาค

นอกจากนี้ กองกำลังสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางถูกเสริมกำลังอย่างหนัก รวมถึงเรือบรรทุกเครื่องบินและกองเรือรบ เพื่อรับมือสถานการณ์ที่อาจลุกลาม

สถานการณ์ตะวันออกกลางรุนแรงแค่ไหน

ภูมิภาคตะวันออกกลางกำลังเผชิญวิกฤตหลายด้าน ไม่เพียงโครงการนิวเคลียร์ แต่ยังมีสงครามตัวแทนระหว่างอิหร่านกับอิสราเอล รวมถึงกลุ่มติดอาวุธอย่างฮูธีในเยเมนที่โจมตีเรือสินค้าในทะเลแดง สถานการณ์เหล่านี้เชื่อมโยงกัน สร้างความไม่แน่นอน

อังกฤษสั่งถอนเจ้าหน้าที่สถานทูตในอิหร่าน จึงเป็นสัญญาณเตือนภัยชัดเจนว่ารัฐบาลตะวันตกมองว่าความเสี่ยงสูงมาก พลเมืองทั่วโลก โดยเฉพาะนักเดินทาง ควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ดังกล่าว

จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหญ่ หากเกิดการโจมตีจริง ราคาน้ำมันโลกจะพุ่งสูง ส่งผลกระทบเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่พึ่งพาน้ำมันนำเข้า

เพื่อความปลอดภัย แนะนำให้พลเมืองไทยในตะวันออกกลางติดต่อสถานทูตไทยทันที และติดตามประกาศจากกระทรวงการต่างประเทศไทย สถานการณ์แบบนี้เตือนใจว่า ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจสามารถลุกลามได้รวดเร็ว ผู้สนใจควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือเพื่ออัปเดตล่าสุด

ที่มา – อังกฤษสั่งถอนเจ้าหน้าที่สถานทูตในอิหร่าน หลังความตึงเครียดตะวันออกกลางพุ่ง หลายประเทศสั่งอพยพด่วน

สหรัฐฯ-อิหร่าน เจรจารอบ 3 เสร็จสิ้น คืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ

สหรัฐฯ-อิหร่าน เจรจารอบ 3 เสร็จสิ้น คืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ เป็นข่าวใหญ่ที่ทั่วโลกจับตามอง โดยเฉพาะในช่วงที่ความตึงเครียดระหว่างสองมหาอำนาจนี้รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ การเจรจาครั้งนี้จัดขึ้นที่นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีโอมานเป็นตัวกลางสำคัญ

สหรัฐฯ-อิหร่าน เจรจารอบ 3 เสร็จสิ้น คืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การพูดคุยครั้งนี้ดำเนินไปอย่างเข้มข้น แต่จบลงด้วยผลลัพธ์ที่น่าพอใจ นายบาดร์ อัลบูไซดี รัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลาง ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ และวางแผนกลับมาเจรจาต่อในเร็วๆ นี้ หลังจากปรึกษาหารือในเมืองหลวงของแต่ละฝ่าย นอกจากนี้ ยังมีการหารือเชิงเทคนิคที่กรุงเวียนนาในสัปดาห์หน้า

รายละเอียดการเจรจารอบที่ 3

การเจรจารอบนี้ถือเป็นความพยายามทางการทูตแบบ “เฮือกสุดท้าย” เพื่อคลี่คลายวิกฤต โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ขู่ว่าจะโจมตีอิหร่านหากไม่บรรลุข้อตกลง ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ได้เสริมกำลังทหารในตะวันออกกลางครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่บุกอิรักปี 2546 ขณะที่อิหร่านประกาศตอบโต้เด็ดขาด ทรัมป์ยังไม่ชัดเจนว่าต้องการอะไรแน่ แต่เกิดขึ้นหลังสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดโรงงานนิวเคลียร์อิหร่านเมื่อ 8 เดือนก่อน

ทีมเจรจาทั้งสองฝ่ายยังคงเป็นหน้าเดิม ฝั่งอิหร่านนำโดยนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศ สหรัฐฯ โดยนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษ และนายจาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยทรัมป์ โอมานช่วยประสานอย่างใกล้ชิด

ประเด็นข้อเรียกร้องหลักของแต่ละฝ่าย

อิหร่านยืนกรานสิทธิ์ใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ ปฏิเสธยุติเสริมสมรรถนะยูเรเนียมและส่งคลังยูเรเนียมออกนอกประเทศ สื่ออิหร่านรายงานว่ามีข้อผ่อนปรนบางอย่าง แต่ไม่เปิดเผย ขณะที่อิหร่านต้องการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรที่ทำลายเศรษฐกิจ

สหรัฐฯ เรียกร้องให้อิหร่านจำกัดโครงการขีปนาวุธและยุติสนับสนุนกลุ่มตัวแทน เช่น ฮามาส ฮิซบอลเลาะห์ กลุ่มในอิรัก และฮูตี แต่จนถึงตอนนี้อิหร่านยังปฏิเสธ

  • คืบหน้าที่สำคัญ: ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในบางประเด็นทางเทคนิค
  • อุปสรรค: ประเด็นนิวเคลียร์และขีปนาวุธยังเป็นจุดขัดแย้ง
  • อนาคต: รอการเจรจารอบต่อไปที่เวียนนา

แม้ยังไม่มีแถลงการณ์จากทั้งสองฝ่าย แต่สัญญาณบวกนี้ให้ความหวังแก่ภูมิภาคตะวันออกกลางที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง

บริบทความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่าน

ความสัมพันธ์ทั้งคู่ย่ำแย่มาตั้งแต่สหรัฐฯ ถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA สงครามตัวแทนในซีเรีย อิรัก และเยเมนยิ่งทำให้สถานการณ์ร้อนระอุ การเจรจาครั้งนี้จึงสำคัญยิ่ง หากล้มเหลว อาจนำไปสู่สงครามเต็มรูปแบบ

นักวิเคราะห์มองว่าความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของข้อตกลงใหม่ โดยเฉพาะหากทรัมป์ยอมผ่อนปรนเรื่องคว่ำบาตรแลกกับการจำกัดนิวเคลียร์

อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาการเคลื่อนไหวทหารของทั้งสองฝ่าย สหรัฐฯ เพิ่มเรือบรรทุกเครื่องบินในอ่าวเปอร์เซีย ขณะที่อิหร่านทดสอบขีปนาวุธใหม่

ในมุมมองของผู้เขียน สหรัฐฯ-อิหร่าน เจรจารอบ 3 เสร็จสิ้น คืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ แสดงให้เห็นว่าการทูตยังมีทางออก แม้จะยากลำบาก หากทั้งสองฝ่ายยอมถอยคนละก้าว ภูมิภาคอาจสงบสุขขึ้นได้

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด คุณคิดว่าการเจรจาครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – สหรัฐฯ-อิหร่าน เจรจารอบ 3 เสร็จสิ้น คืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ

อิหร่านจวกทรัมป์ “โกหกคำโต” ยันไม่ได้พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

อิหร่านจวกทรัมป์ “โกหกคำโต” ยันไม่ได้กำลังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ เป็นประเด็นร้อนที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ในวงการการเมืองระหว่างประเทศ เมื่ออิหร่านออกมาตอบโต้คำกล่าวหาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ อย่างดุเดือด

อิหร่านจวกทรัมป์ “โกหกคำโต” ยันไม่ได้กำลังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 อิหร่านประณามคำพูดของทรัมป์ในการแถลงนโยบายประจำปีว่าเป็น “โกหกคำโต” ทรัมป์กล่าวหาว่าเตหะรานกำลังพัฒนาขีปนาวุธที่ยิงไกลถึงสหรัฐอเมริกา และพยายามรื้อฟื้นโครงการอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งอิหร่านปฏิเสธอย่างหนักแน่น

ทรัมป์ระบุว่า “พวกเขาได้พัฒนาขีปนาวุธที่สามารถคุกคามยุโรปและฐานทัพของเรา และตอนนี้กำลังเร่งสร้างขีปนาวุธที่จะยิงถึงอเมริกา พวกเขากำลังเริ่มกระบวนการนิวเคลียร์ใหม่” แต่ภาพถ่ายดาวเทียมจาก AP แสดงเพียงการฟื้นฟูฐานทัพที่ถูกโจมตี ไม่ใช่หลักฐานชัดเจนของอาวุธนิวเคลียร์

การตอบโต้จากโฆษกกระทรวงต่างประเทศอิหร่าน

นายเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม X เปรียบเทียบทรัมป์กับโจเซฟ กอบเบิลส์ รัฐมนตรีโฆษณาชวนเชื่อของฮิตเลอร์ โดยกล่าวว่า สหรัฐฯ กำลัง “บิดเบือนข้อมูล” เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ ขีปนาวุธ และผู้เสียชีวิตจากความไม่สงบในเดือนมกราคม

ทรัมป์อ้างผู้เสียชีวิต 32,000 ราย แต่ HRANA ระบุ 7,000 ราย และรัฐบาลอิหร่านรายงาน 3,117 ราย ตัวเลขเหล่านี้กลายเป็นจุดถกเถียงใหญ่

ท่าทีจากผู้นำอิหร่านและการเจรจา

นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กอลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน กล่าวว่า สหรัฐฯ มีทางเลือกสองทาง: การทูตที่เคารพศักดิ์ศรี หรือเผชิญความโกรธของอิหร่าน หากเลือกหลอกลวง จะถูกตอบโต้อย่างหนัก

  • การเจรจารอบ 3: กำหนด 26 ก.พ. ที่เจนีวา โอมานเป็นกลาง
  • แรงกดดันจากทรัมป์: ส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินไปตะวันออกกลาง ขู่ใช้กำลังหากล้มเหลว
  • บริบทประวัติศาสตร์: JCPOA ข้อตกลงนิวเคลียร์ที่สหรัฐฯ ถอนตัว สร้างความตึงเครียด

สถานการณ์นี้สะท้อนความขัดแย้งอิหร่าน-สหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อมานาน โครงการนิวเคลียร์อิหร่านถูก IAEA ตรวจสอบ แต่สหรัฐฯ มองว่าไม่โปร่งใส ขณะที่อิหร่านยืนยันเพื่อสันติภาพ

นอกจากนี้ ความไม่สงบในอิหร่านเดือนมกราคมยังเป็นปัจจัย ทำให้ทรัมป์ใช้เป็นเครื่องมือกดดัน ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า การเจรจาครั้งนี้อาจนำไปสู่ข้อตกลงใหม่ หรือยืดเยื้อความขัดแย้ง

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ การกล่าวหานี้ช่วยทรัมป์ในนโยบายภายใน แต่เสี่ยงจุดชนวนสงคราม หากอิหร่านจวกทรัมป์ “โกหกคำโต” ยันไม่ได้กำลังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ อาจเป็นจุดเริ่มของการทูตใหม่

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย!

ที่มา – อิหร่านจวกทรัมป์ “โกหกคำโต” ยันไม่ได้กำลังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

อิหร่านใกล้ปิดดีลซื้อขีปนาวุธต่อต้านเรือรบความเร็วเหนือเสียงจากจีน

อิหร่านใกล้ปิดดีลซื้อขีปนาวุธต่อต้านเรือรบความเร็วเหนือเสียงจากจีน แล้วครับ สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวที่มีข้อมูลการเจรจา 6 ราย เผยว่าการเจรจาระหว่างอิหร่านกับจีนกำลังเข้าสู่ระยะสุดท้าย แม้ยังไม่มีวันส่งมอบอย่างเป็นทางการ แต่ดีลนี้ใกล้สำเร็จแล้ว

อิหร่านใกล้ปิดดีลซื้อขีปนาวุธต่อต้านเรือรบความเร็วเหนือเสียงจากจีน

ขีปนาวุธรุ่น CM-302 ที่อิหร่านกำลังเจรจาซื้อจากจีน มีพิสัยยิงไกลถึง 290 กิโลเมตร ออกแบบให้บินต่ำและเร็วเหนือเสียง เพื่อหลบเลี่ยงระบบป้องกันของเรือรบได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากติดตั้งใช้งานจริง จะยกระดับขีดความสามารถทางทหารของอิหร่าน โดยเฉพาะในการโจมตีกองเรือสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซียและภูมิภาคใกล้เคียง

ประวัติการเจรจาและปัจจัยเร่งด่วน

การเจรจาเริ่มต้นเมื่อ 2 ปีก่อน แต่เร่งตัวขึ้นหลังสงคราม 12 วันระหว่างอิสราเอลและอิหร่านในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ในช่วงฤดูร้อนปีที่แล้ว นายมาสซูด โอราอี รัฐมนตรีช่วยกระทรวงกลาโหมอิหร่าน เดินทางเยือนปักกิ่งแบบลับๆ เพื่อผลักดันดีลนี้ แม้ยังไม่มีรายละเอียดจำนวนขีปนาวุธ มูลค่า หรือการยืนยันจากจีน แต่เจ้าหน้าที่อิหร่านยืนยันว่ามีข้อตกลงความมั่นคงกับพันธมิตร และถึงเวลาที่เหมาะสมในการนำมาใช้

สถานการณ์ตึงเครียดยิ่งขึ้นเมื่อสหรัฐฯ รวบรวมกำลังทางทะเลขนาดใหญ่ใกล้อิหร่าน เช่น เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln และกองเรือโจมตี USS Gerald R. Ford ที่กำลังมุ่งหน้ามา พร้อมกำลังพลกว่า 5,000 นาย และเครื่องบินรบ 150 ลำ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้เวลาอิหร่าน 10 วันในการเจรจาโครงการนิวเคลียร์ มิฉะนั้นอาจโดนโจมตีทางทหาร

ความสัมพันธ์จีน-อิหร่านและการซ้อมรบร่วม

ดีลนี้สะท้อนความสัมพันธ์ทหารที่แน่นแฟ้นระหว่างจีน อิหร่าน และรัสเซีย ซึ่งซ้อมรบทางทะเลร่วมกันทุกปี เมื่อเดือนกันยายน ประธานาธิบดีอิหร่านเยือนปักกิ่ง จีนยืนยันสนับสนุนอธิปไตยอิหร่าน ขณะที่จีน-รัสเซียคัดค้านมาตรการคว่ำบาตร UN แม้สหรัฐฯ จะคว่ำบาตรหน่วยงานจีนที่ขายสารเคมีให้อิหร่าน แต่จีนยืนยันควบคุมการส่งออกอย่างเคร่งครัด

ขีปนาวุธ CM-302 ผลิตโดย China Aerospace Science and Industry Corporation (CASIC) สามารถติดตั้งบนเรือ เครื่องบิน หรือแท่นยิงภาคพื้นดิน โจมตีทั้งเรือรบและเป้าหมายบก นอกจากนี้ อิหร่านยังเจรจาซื้อ MANPADS ระบบต่อต้านขีปนาวุธ และอาวุธต่อต้านดาวเทียมจากจีน

  • พิสัยยิง: 290 กม.
  • ความเร็ว: เหนือเสียง (Supersonic)
  • การใช้งาน: หลบระบบป้องกันเรือรบ
  • ผู้ผลิต: CASIC จีน

ดีล อิหร่านใกล้ปิดดีลซื้อขีปนาวุธต่อต้านเรือรบความเร็วเหนือเสียงจากจีน นี้จะเปลี่ยนสมดุลอำนาจในตะวันออกกลาง หากสำเร็จ อิหร่านจะมีอาวุธที่ท้าทายกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ดีขึ้น ผู้เชี่ยวชาญมองว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขัน大国ระหว่างจีน-สหรัฐฯ

ในมุมมองของผม การซื้อขายอาวุธแบบนี้ยิ่งทำให้ภูมิภาคตึงเครียด แต่ก็แสดงให้เห็นว่าอิหร่านกำลังเสริมแกร่งตัวเองท่ามกลางแรงกดดัน หากคุณสนใจข่าวการทหารและภูมิรัฐศาสตร์ ติดตามบล็อกนี้เพื่ออัปเดตล่าสุด และแสดงความเห็นในคอมเมนต์ว่าคุณคิดอย่างไรกับดีลนี้!

ที่มา – อิหร่านใกล้ปิดดีลซื้อขีปนาวุธต่อต้านเรือรบความเร็วเหนือเสียงจากจีน

ทรัมป์ปัดข่าวผู้นำทหารเตือนโจมตีอิหร่าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาทรัมป์ปัดข่าวผู้นำทหารเตือนความเสี่ยงโจมตีอิหร่านอย่างชัดเจน หลังมีรายงานจากสื่อหลายแห่งว่า พลเอกแดน เคน ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของสหรัฐฯ แสดงความกังวลต่อความเสี่ยงจากการโจมตีอิหร่าน ทรัมป์ยืนยันผ่าน Truth Social ว่าข่าวนี้ผิด 100% และหากเกิดสงคราม สหรัฐฯ จะชนะได้อย่างง่ายดาย

ทรัมป์ปัดข่าวผู้นำทหารเตือนความเสี่ยงโจมตีอิหร่าน

สถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงตึงเครียด ท่ามกลางการเจรจานิวเคลียร์ที่ไร้ผลลัพธ์ ทรัมป์ปฏิเสธรายงานที่ระบุว่าพลเอกเคนเตือนถึงปัญหาต่างๆ เช่น สงครามยืดเยื้อ ขาดแคลนอาวุธ และความเสี่ยงต่อทหารสหรัฐฯ และพันธมิตร ทรัมป์ระบุว่า “พลเอกเคนเชื่อว่าเราจะชนะง่ายดาย เขาไม่เคยคัดค้านการโจมตี”

ท่าทีแข็งกร้าวนี้เกิดขึ้นขณะที่ทรัมป์เผชิญแรงกดดันจากภายในและนอกประเทศ โดยเฉพาะหลังจากถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA ในปี 2018 และสั่งโจมตี施設นิวเคลียร์อิหร่านเมื่อปีที่แล้ว ล่าสุด ทรัมป์ขู่ว่าจะใช้มาตรการทหารหากเจรจาไม่สำเร็จ

รายงานจากสื่อชั้นนำเกี่ยวกับความเสี่ยงโจมตีอิหร่าน

  • The Washington Post: พลเอกเคนเตือนทำเนียบขาวและเพนตากอนถึงการขาดแคลนอาวุธและการขาดการสนับสนุนจากพันธมิตร ซึ่งอาจคุกคามทหารอเมริกัน
  • The Wall Street Journal: เจ้าหน้าที่เพนตากอนกังวลว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศจะถูกใช้จนหมด หากโจมตีเต็มรูปแบบ
  • Axios: เตือนถึงความเสี่ยงติดหล่มสงครามยืดเยื้อในตะวันออกกลางอีกครั้ง คล้ายอิรักหรืออัฟกานิสถาน

นอกจากนี้ สตีฟ วิทคอฟฟ์ และจาเร็ด คุชเนอร์ ผลักดันให้ชะลอการโจมตีเพื่อเปิดทางเจรจา แต่ทรัมป์ยืนกรานว่าตัวเขาเป็นผู้ตัดสินใจสุดท้าย และอยากได้ข้อตกลง แต่หากไม่ได้ จะเป็นวันเลวร้ายสำหรับอิหร่าน

การเคลื่อนไหวทางทหารของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง

เพื่อเตรียมพร้อม สหรัฐฯ ส่งกำลังทหารขนาดใหญ่เข้าพื้นที่ รวมเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 ลำ เรือรบกว่า 10 ลำ เครื่องบินรบ และยุทโธปกรณ์อื่นๆ การเคลื่อนไหวนี้ยิ่งทำให้โลกจับตา โดยเฉพาะผลกระทบต่อราคาน้ำมันและเสถียรภาพพลังงานโลก หากเกิดความขัดแย้ง อาจกระทบเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างหนัก

ย้อนประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-อิหร่านตึงเครียดมานาน ตั้งแต่ปฏิวัติอิสลามปี 1979 การลอบสังหารนายพลโซไลมานีในปี 2020 และการตอบโต้ด้วยขีปนาวุธของอิหร่าน สถานการณ์ปัจจุบันจึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

ทรัมป์ยังโจมตีสื่อว่าเป็น “ข่าวปลอม” ที่บิดเบือน โดยย้ำว่าผู้นำคือผู้ตัดสินใจ การเจรจารอบต่อไปกำหนดวันพฤหัสบดีนี้ ซึ่งอาจเป็นโอกาสสุดท้ายก่อนมาตรการรุนแรง

จากมุมมองของเรา สถานการณ์นี้สะท้อนความซับซ้อนของนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ทรัมป์มุ่งแสดงจุดยืนแข็งแกร่งเพื่อต่อรอง แต่ความเสี่ยงสงครามอาจนำภัยคุกคามใหญ่หลวง คุณคิดว่าสหรัฐฯ ควรเจรจาหรือใช้กำลัง? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวสารสำคัญ!

ที่มา – ทรัมป์ปัดข่าวผู้นำทหารเตือนความเสี่ยงโจมตีอิหร่าน ย้ำผู้นำเป็นผู้ตัดสินใจสุดท้าย

ทรัมป์งง ทำไมอิหร่านไม่ยอมจำนน แม้ส่งกองทัพเรือไปขู่

ทรัมป์งง ทำไมอิหร่านไม่ยอมจำนน แม้ส่งกองทัพเรือไปขู่ เป็นประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่พูดถึงในวงการข่าวต่างประเทศช่วงนี้ ด้วยสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่สหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังกดดันอิหร่านเรื่องโครงการนิวเคลียร์อย่างหนักหน่วง

ทรัมป์งง ทำไมอิหร่านไม่ยอมจำนน แม้ส่งกองทัพเรือไปขู่

นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของทรัมป์ เผยในการให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์นิวส์ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ว่าประธานาธิบดีทรัมป์กำลังตั้งข้อสงสัยว่าทำไมอิหร่านถึงยังไม่ยอมจำนน แม้สหรัฐฯ จะส่งกำลังทหารไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง และเตือนเรื่องการโจมตีทางทหารหากไม่บรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์

“ผมไม่อยากใช้คำว่า ‘หงุดหงิด’ เพราะทรัมป์เข้าใจดีว่าเขายังมีทางเลือกอื่น แต่เขาสงสัยว่าทำไมอิหร่านถึงยังไม่ยอมจำนน” วิตคอฟฟ์กล่าว พร้อมตั้งคำถามว่า “ทำไมภายใต้ความกดดันจากกองทัพเรือและแสนยานุภาพมหาศาล พวกเขาถึงไม่มาพูดว่า ‘เราขอยืนยันว่าไม่ต้องการอาวุธนิวเคลียร์ และนี่คือสิ่งที่เราจะทำเพื่อพิสูจน์'”

กำลังทหารสหรัฐฯ ที่ถูกส่งไปขู่

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ เสริมกำลังอย่างหนัก โดยส่งเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง USS Gerald R. Ford ไปยังตะวันออกกลาง ร่วมกับ USS Abraham Lincoln เรือพิฆาต ฝูงบินขับไล่ และกำลังพลจำนวนมาก สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์กดดันให้อิหร่านยอมจำนนในประเด็นนิวเคลียร์

อย่างไรก็ตาม อิหร่านยังคงยืนกราน โดยนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ระบุกับ CBS News ว่ายังมีโอกาสแก้ไขด้วยการทูตที่ win-win และกำลังเตรียมร่างข้อตกลงเพื่อส่งให้วิตคอฟฟ์ในไม่กี่วัน

ความคืบหน้าในการเจรจา

การเจรจาทางอ้อมที่เจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อ 17 ก.พ. มีความคืบหน้า โดยโอมานเป็นตัวกลาง รอบต่อไปกำหนด 26 ก.พ. แต่ทรัมป์ประกาศเมื่อ 19 ก.พ. ว่าโลกจะรู้ภายใน 10 วันว่าจะข้อตกลงหรือใช้กำลังทหาร

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความซับซ้อนของความขัดแย้ง ทรัมป์งง ทำไมอิหร่านไม่ยอมจำนน แม้ส่งกองทัพเรือไปขู่ เพราะอิหร่านมองว่าการยอมจำนนคือการสูญเสียอธิปไตย และมีพันธมิตรอย่างรัสเซีย จีนหนุนหลัง ทำให้ไม่หวั่นเกรง

นอกจากนี้ ประวัติศาสตร์ JCPOA (ข้อตกลงนิวเคลียร์ 2015) ที่ทรัมป์ถอนตัว ทำให้อิหร่านไม่เชื่อถือสหรัฐฯ อีกต่อไป สหรัฐฯ ใช้ ‘maximum pressure’ คว่ำบาตรและกำลังทหาร แต่ผลลัพธ์ยังไม่เป็นรูปธรรม

  • กำลังทหารสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น 20%
  • อิหร่านเสริมขีดความสามารถขีปนาวุธ
  • เจรจารอบใหม่ใกล้เข้ามา

จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่ข้อตกลงใหม่ หากทั้งสองฝ่ายยอมถอย แต่หากล้มเหลว อาจจุดชนวนสงครามใหญ่ในภูมิภาค

ทรัมป์งง ทำไมอิหร่านไม่ยอมจำนน แม้ส่งกองทัพเรือไปขู่ ชี้ให้เห็นว่าการทูตสมัยใหม่ต้องอาศัยมากกว่าแค่กำลังทหาร ควรผสมผสานการเจรจาและแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ

ติดตามสถานการณ์ข่าวต่างประเทศแบบเรียลไทม์เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ คุณคิดว่าอิหร่านจะยอมจำนนหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – ทรัมป์งง ทำไมอิหร่านไม่ยอมจำนน แม้ส่งกองทัพเรือไปขู่

นศ.อิหร่านกลับมาชุมนุมต้านรัฐบาลอีกครั้ง หลังเหตุปราบปรามนองเลือด

นศ.อิหร่านกลับมาชุมนุมต้านรัฐบาลอีกครั้ง หลังเหตุปราบปรามนองเลือด สร้างความตึงเครียดให้กับสถานการณ์ในประเทศอีกครั้ง นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วอิหร่านลุกฮือประท้วงครั้งใหญ่ ถือเป็นการชุมนุมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เหตุการณ์นองเลือดเมื่อเดือนที่แล้ว ขณะที่ความขัดแย้งกับสหรัฐฯ ยังคงรุนแรง โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ใช้กำลังทหารภายใน 10 วัน

นศ.อิหร่านกลับมาชุมนุมต้านรัฐบาลอีกครั้ง หลังเหตุปราบปรามนองเลือด

สำนักข่าวบีบีซียืนยันคลิปวิดีโอเหตุการณ์วันเสาร์ที่ 21 ก.พ. พบนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีชารีฟ ในกรุงเตหะราน ออกมาเดินขบวนประท้วงเนื่องในวันเปิดเทอมใหม่ ผู้ประท้วงชูธงชาติ ตะโกนขวัญ “เผด็จการจงพินาศ” หมายถึงอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุด มีรายงานปะทะกับกลุ่มสนับสนุนรัฐบาลใกล้เคียง

สถานที่ชุมนุมหลักในนศ.อิหร่านกลับมาชุมนุมต้านรัฐบาลอีกครั้ง

  • มหาวิทยาลัยชารีฟ: เดินขบวนใหญ่ ชูธงชาติและตะโกนขวัญต่อต้านผู้นำ
  • มหาวิทยาลัยชาฮิด เบเฮชตี: นั่งประท้วงอย่างสงบเพื่อเรียกร้องสิทธิ
  • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีอามีร์ กาบีร์: ตะโกนขับไล่รัฐบาลอย่างดุเดือด
  • เมืองมัชฮัด: นักศึกษารวมตัวเรียกร้องเสรีภาพและสิทธิชอบธรรม

การชุมนุมครั้งนี้เพื่อไว้อาลัยเหยื่อจากการประท้วงเดือนมกราคม ที่เริ่มจากปัญหาเศรษฐกิจแต่กลายเป็นการขับไล่รัฐบาล ข้อมูลจาก Hrana หน่วยสิทธิมนุษยชนในสหรัฐฯ ยืนยันผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6,159 ราย รวมเด็ก 92 ราย และเจ้าหน้าที่ 214 ราย กำลังตรวจสอบอีก 17,000 ราย ขณะที่ทางการอิหร่านอ้าง 3,100 ราย ส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ที่ถูกผู้ก่อจลาจลทำร้าย

บริบทระหว่างประเทศท่ามกลางนศ.อิหร่านกลับมาชุมนุมต้านรัฐบาลอีกครั้ง

สถานการณ์เกิดท่ามกลางวิกฤตนิวเคลียร์ สหรัฐฯ และยุโรปสงสัยอิหร่านพัฒนาอาวุธ แม้เจรจาที่สวิตเซอร์แลนด์มีความคืบหน้า แต่ทรัมป์ขู่ “โลกจะรู้ภายใน 10 วันว่าจะตกลงหรือใช้กำลังทหาร” สหรัฐฯ เสริมกำลังทหารใกล้อิหร่าน กลุ่มฝ่ายค้านต่างประเทศสนับสนุนการล้มรัฐบาล

ผู้ประท้วงเรียกร้องชุมนุมต่อเนื่องวันนี้ 22 ก.พ. ขณะสงครามข้อมูลบนโซเชียลรุนแรง ต่างฝ่ายนำเสนอภาพลักษณ์ต่างกัน ท่ามกลางความหวาดกลัวสงครามกับตะวันตก

นอกจากนี้ การชุมนุมของนักศึกษายังสะท้อนปัญหาเศรษฐกิจและการกดขี่ที่สะสมมานาน รัฐบาลอิหร่านเผชิญแรงกดดันทั้งภายในและภายนอก ทำให้สถานการณ์ยิ่งซับซ้อน นักศึกษากลายเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ หากรัฐบาลไม่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน โดยเฉพาะเยาวชนที่เป็นอนาคตของชาติ

ติดตามสถานการณ์ นศ.อิหร่านกลับมาชุมนุมต้านรัฐบาลอีกครั้ง หลังเหตุปราบปรามนองเลือด ต่อไป เพราะอาจส่งผลกระทบระดับโลก คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – นศ.อิหร่านกลับมาชุมนุมต้านรัฐบาลอีกครั้ง หลังเหตุปราบปรามนองเลือด

ทรัมป์ลั่น โลกจะได้รู้ใน 10 วันว่า จะปิดดีลกับอิหร่านได้หรือไม่

ทรัมป์ลั่น โลกจะได้รู้ใน 10 วันว่า จะปิดดีลกับอิหร่านได้หรือไม่ คำประกาศสุดสะเทือนจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำให้สถานการณ์ตะวันออกกลางร้อนระอุยิ่งขึ้น ท่ามกลางการเจรจานิวเคลียร์ที่กำลังเข้มข้นและคำขู่ใช้กำลังทหาร

ทรัมป์ลั่น โลกจะได้รู้ใน 10 วันว่า จะปิดดีลกับอิหร่านได้หรือไม่

ในการประชุมคณะกรรมการสันติภาพครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า ภายใน 10 วันข้างหน้า โลกทั้งใบจะทราบผลว่าสหรัฐฯ สามารถบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่านได้หรือไม่ หากไม่สำเร็จ ทางเลือกคือมาตรการทางทหารที่รุนแรงกว่าเดิม

ทรัมป์ย้ำว่า “เรายังมีงานต้องทำอีกมาก” ในการเจรจากับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ และเตือนว่า “เราอาจต้องยกระดับการดำเนินการ” ซึ่งฟังดูเป็นสัญญาณอันตราย

ความคืบหน้าการเจรจาและบทบาทสำคัญของทีมทรัมป์

ผู้แทนพิเศษอย่างสตีฟ วิตคอฟฟ์ และจาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของทรัมป์ ได้ประชุมกับฝั่งอิหร่านหลายครั้งในสวิตเซอร์แลนด์ โดยทรัมป์ชื่นชมว่าการหารือ “ดีมาก” แต่ยอมรับว่าการทำข้อตกลงที่มีน้ำหนักกับอิหร่านไม่ใช่เรื่องง่าย จากประสบการณ์หลายปีที่ผ่านมา หากล้มเหลว “สิ่งเลวร้ายจะเกิดขึ้น”

  • การเสริมกำลังทหารสหรัฐฯ เข้าตะวันออกกลางอย่างรวดเร็ว
  • ส่งกองเรือรบสู่อ่าวเปอร์เซียเพื่อกดดันเตหะราน
  • ขู่ตอบโต้เรื่องปราบปรามผู้ชุมนุมและกิจกรรมนิวเคลียร์

นอกจากนี้ สหรัฐฯ เพิ่งบุกจับกุมนิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาเมื่อต้นปี ทำให้อิหร่านยิ่งตื่นตัว

กระแสต่อต้านจากสภาคองเกรส

สมาชิกสภาจากทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันบางส่วนคัดค้าน ไม่เห็นด้วยกับปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านโดยไม่ได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรสก่อน พวกเขาย้ำว่าต้องยึดหลักรัฐธรรมนูญ

ก่อนหน้านี้หนึ่งวัน แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว เตือนอิหร่านว่าการทำข้อตกลงจะ “ฉลาดกว่า” และทรัมป์ยังคงเน้นแนวทางการทูตเป็นหลัก

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากดีลล้มเหลว

หาก ทรัมป์ลั่น โลกจะได้รู้ใน 10 วันว่า จะปิดดีลกับอิหร่านได้หรือไม่ แล้วไม่สำเร็จ สถานการณ์อาจลุกลามเป็นสงครามใหญ่ในตะวันออกกลาง น้ำมันพุ่ง ราคาพลังงานทั่วโลกแพงขึ้น เศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาน้ำมันนำเข้าอาจสะเทือนได้

นอกจากนี้ การเจรจาครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “อเมริกาฟื้นแกร่ง” ของทรัมป์ ที่มุ่งลดอิทธิพลอิหร่านในภูมิภาค ลดการสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย และป้องกันการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า อิหร่านอาจยอมถอยเพื่อหลีกเลี่ยงสงคราม แต่ก็มีโอกาสยืดเยื้อเพื่อต่อรองสิทธิ์นิวเคลียร์พลเรือน

  • ประโยชน์หากสำเร็จ: ความมั่นคงโลกดีขึ้น ลดความเสี่ยงนิวเคลียร์
  • ความเสี่ยงหากล้ม: สงครามตัวแทนรุนแรงขึ้น สหรัฐฯ อาจโดนโจมตีฐานทัพ
  • บทบาทชาติอื่น: อิสราเอลสนับสนุนทรัมป์ จีน-รัสเซียหนุนอิหร่าน

สถานการณ์นี้ชวนให้คิดถึง JCPOA ข้อตกลงนิวเคลียร์เก่าที่ทรัมป์เคยถอนตัว สุดท้ายแล้ว การทูตหรือกำลังทหารทางไหนจะชนะ?

ติดตามพัฒนาการต่อไป เพราะ 10 วันนี้จะกำหนดอนาคตตะวันออกกลาง คุณคิดว่าดีลจะสำเร็จไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อัปเดตข่าวสำคัญ!

ที่มา – ทรัมป์ลั่น โลกจะได้รู้ใน 10 วันว่า จะปิดดีลกับอิหร่านได้หรือไม่

ทรัมป์เปิดฉากประชุม คกก.สันติภาพ มอบเงิน 7 พันล้านช่วยกาซา

ทรัมป์เปิดฉาก ประชุม “คกก.สันติภาพ” สัญญามอบเงิน 7 พันล้านช่วยกาซา นี่คือข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในวงการการเมืองโลกเลยนะครับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่รอช้า รีบเปิดการประชุมคณะกรรมการสันติภาพครั้งแรกที่วอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 ก.พ. 2569 เพื่อคุยเรื่องฉนวนกาซาและความมั่นคงทั่วโลก โดยประกาศเพิ่มเงินช่วยเหลือเป็น 7 พันล้านดอลลาร์ จากเดิม 5 พันล้าน! มาดูกันว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง

ทรัมป์เปิดฉาก ประชุม “คกก.สันติภาพ” สัญญามอบเงิน 7 พันล้านช่วยกาซา

การประชุมครั้งนี้ ทรัมป์ต้อนรับผู้นำโลกหลายสิบคนที่กลายมาเป็น “เพื่อนแสนวิเศษ” ของเขา บอกว่าคณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace) คือสิ่งที่สำคัญที่สุดเท่าที่เคยทำมา ประกาศชื่อ 9 ประเทศที่สัญญาจะบริจาคเงินรวม 7 พันล้านดอลลาร์เพื่อฟื้นฟูฉนวนกาซา ประเทศเหล่านั้นได้แก่ คาซัคสถาน, อาเซอร์ไบจาน, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, โมร็อกโก, บาห์เรน, กาตาร์, ซาอุดีอาระเบีย, อุซเบกิสถาน และคูเวต ทรัมป์บอกว่า “ทุกดอลลาร์คือการลงทุนเพื่อเสถียรภาพและความหวัง” สุดยอดเลยครับ!

นอกจากนี้ยังระดมทุนอีก 1 หมื่นล้านดอลลาร์ให้คณะกรรมการ แต่ยังไม่บอกว่าจะเอาไปทำอะไร ทรัมป์ย้ำว่าที่นี่คือจุดเริ่มต้นของอนาคตที่ดีกว่า ยังพูดถึงสหประชาชาติ (UN) ว่าควรมีบทบาทมากกว่านี้ สหรัฐฯ จะร่วมมือใกล้ชิด และคณะกรรมการนี้จะคอย “เฝ้าดู” UN ให้ทำงานดีขึ้นด้วย

ทรัมป์เปิดฉาก ประชุม “คกก.สันติภาพ” สัญญามอบเงิน 7 พันล้านช่วยกาซา: รายละเอียดผู้เข้าร่วม

มีผู้นำและเจ้าหน้าที่ระดับสูงกว่า 20 คนมาร่วม เช่น วิกตอร์ ออร์บาน นายกฯ ฮังการีที่กำลังเจ้าเลือกตั้งยากๆ, ฮาเวียร์ มิเล ประธานาธิบดีอาร์เจนตินา, และเชห์บาซ ชารีฟ นายกฯ ปากีสถานที่อยากสานสัมพันธ์กับทรัมป์เพื่อปัญหากับอินเดีย แต่พันธมิตรเก่าของสหรัฐฯ อย่างยุโรปไม่ได้มา ญี่ปุ่นยังลังเล ส่งแค่ผู้แทนเรื่องกาซา

ทรัมป์ยังพูดถึงความขัดแย้งที่เขาแก้ได้แล้ว และชี้ว่าอิหร่านคือจุดวิกฤตใหญ่ การเจรจากับอิหร่านกำลัง “น่าสนใจ” แต่ต้องทำข้อตกลงให้ได้ มิฉะนั้นจะเลวร้าย! ข่าวนี้แสดงให้เห็นว่าทรัมป์ยังคงสไตล์เดิม ชอบสร้างพันธมิตรใหม่ๆ และผลักดันนโยบายใหญ่ๆ แบบรวดเร็ว

มาดูกันว่าทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ การช่วยกาซา 7 พันล้านนี่ไม่ใช่เรื่องเล็กนะครับ มันจะช่วยฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน สร้างงาน สร้างความสงบในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อราคาน้ำมันทั่วโลกและความมั่นคงของเราในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย ทรัมป์กำลังสร้าง “คณะกรรมการสันติภาพ” ให้เป็นคู่แข่ง UN ชัดๆ เพื่อให้สหรัฐฯ มีอิทธิพลมากขึ้น

  • เงินช่วยเหลือเพิ่มเป็น 7 พันล้านดอลลาร์
  • 9 ประเทศมุสลิมและเอเชียกลางร่วมบริจาค
  • ทรัมป์วิจารณ์ UN แต่สัญญาร่วมมือ
  • เน้นปัญหาอิหร่านเป็นหลัก

ในมุมมองผม การประชุมนี้เป็นกลยุทธ์เจ๋งของทรัมป์ที่รวมพันธมิตรใหม่ๆ เข้ามา หลีกเลี่ยงยุโรปที่อาจขัดแย้ง และโฟกัสตะวันออกกลางที่เป็นแหล่งน้ำมัน ถ้าสำเร็จ กาซาอาจสงบลงจริงๆ แต่ต้องดูว่าประเทศเหล่านี้จะโอนเงินจริงไหม คุณคิดยังไงกับทรัมป์เปิดฉาก ประชุม “คกก.สันติภาพ” สัญญามอบเงิน 7 พันล้านช่วยกาซา ลองคอมเมนต์ด้านล่างและแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ! ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดต

ที่มา – ทรัมป์เปิดฉาก ประชุม “คกก.สันติภาพ” สัญญามอบเงิน 7 พันล้านช่วยกาซา

Scroll to top