อิหร่าน

อิหร่านเผย บรรลุ “หลักการแนวทาง” กับสหรัฐฯ หลังเจรจานิวเคลียร์

อิหร่านเผย บรรลุ “หลักการแนวทาง” กับสหรัฐฯ หลังเจรจานิวเคลียร์ ที่นครเจนีวา ถือเป็นความคืบหน้าสำคัญในข้อพิพาทยืดเยื้อเรื่องโครงการนิวเคลียร์ แม้ยังมีประเด็นอีกมากที่ต้องเคลียร์ แต่ก็นับเป็นสัญญาณบวกท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

อิหร่านเผย บรรลุ “หลักการแนวทาง” กับสหรัฐฯ หลังเจรจานิวเคลียร์

การเจรจาครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ที่นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ โดยเป็นการพูดคุยทางอ้อมระหว่างเจ้าหน้าที่อิหร่านและสหรัฐฯ นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เปิดเผยหลังเสร็จสิ้นว่า ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุความเข้าใจใน “หลักการแนวทาง” เพื่อแก้ไขข้อพิพาทนิวเคลียร์ แต่ย้ำว่ายังมีงานอีกหลายอย่างที่ต้องดำเนินการต่อ

ฝ่ายสหรัฐฯ ยังไม่แสดงท่าทีอย่างเป็นทางการ แต่จากข้อมูลที่รั่วไหล การสนทนาครั้งนี้มุ่งเน้นโครงการนิวเคลียร์ของเตหะราน และโอกาสยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ขณะที่สหรัฐฯ ต้องการขยายไปยังประเด็นขีปนาวุธด้วย

บทบาทคนกลางสำคัญจากโอมาน

นายบาดร์ อัลบูไซดี รัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลาง กล่าวว่า การเจรจา “จบลงด้วยความคืบหน้าที่ดี เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายร่วมและประเด็นเทคนิค” สถานที่ประชุมคือทำเนียบเอกอัครราชทูตโอมานในเจนีวา ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายขึ้น

  • อิหร่านยืนยันโครงการนิวเคลียร์เพื่อสันติภาพ
  • สหรัฐฯ และยุโรปสงสัยเรื่องพัฒนาอาวุธ
  • โอมานช่วยประสานทางอ้อม
  • ทรัมป์กดดันด้วยกองเรือรบในอ่าวเปอร์เซีย

แรงกดดันจากทรัมป์และเหตุการณ์ล่าสุด

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ข่มขู่อิหร่านหลายครั้ง ทั้งเรื่องปราบปรามผู้ชุมนุมและนิวเคลียร์ โดยส่งกองเรือรบไปอ่าวเปอร์เซียเพื่อกดดันก่อนเจรจา ทรัมป์บอกกับสื่อบนแอร์ฟอร์ซ วัน ว่า “อิหร่านมีแรงจูงใจเจรจา เพราะไม่อยากเจอผลที่ตามมา” เขาย้อนถึงการโจมตีทางอากาศฐานนิวเคลียร์ฤดูร้อนที่แล้ว ด้วยเครื่องบิน B-2

“เราอาจมีข้อตกลง แทนที่จะต้องส่ง B-2 ไปทำลาย” ทรัมป์กล่าว พร้อมหวังเตหะรานใช้เหตุผลมากขึ้น นี่คือครั้งแรกที่ทรัมป์เข้าร่วม “โดยอ้อม” ทำให้เจรจามีน้ำหนัก

ข้อพิพาทนิวเคลียร์อิหร่านยืดเยื้อมานาน สหรัฐฯ และพันธมิตรยุโรปมองว่าเตหะรานพัฒนาอาวุธ แต่รัฐบาลปฏิเสธ อิหร่านต้องการยกเลิกแซงชันเพื่อเศรษฐกิจ ขณะที่สหรัฐฯ เน้นไม่拡散นิวเคลียร์

ความคืบหน้าครั้งนี้อาจนำไปสู่ JCPOA ใหม่ หรือข้อตกลงนิวเคลียร์ที่ทรัมป์ถอนตัวไปแล้ว หากสำเร็จ จะลดความเสี่ยงสงครามในภูมิภาค ช่วยเศรษฐกิจอิหร่าน และคลายแรงกดดันสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือน ยังมีช่องว่างมาก โดยเฉพาะขีปนาวุธและพฤติกรรมภูมิภาคของอิหร่าน การเจรจาครั้งหน้าจะเป็นตัวชี้วัด

ติดตามพัฒนาการอิหร่านเผย บรรลุ “หลักการแนวทาง” กับสหรัฐฯ หลังเจรจานิวเคลียร์ ต่อไป เพราะอาจเปลี่ยนโฉมตะวันออกกลาง คุณคิดว่าข้อตกลงนี้จะยั่งยืนไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย!

ที่มา – อิหร่านเผย บรรลุ “หลักการแนวทาง” กับสหรัฐฯ หลังเจรจานิวเคลียร์

สหรัฐฯ-อิหร่าน เริ่มเจรจานิวเคลียร์ที่เจนีวา ทรัมป์เชื่อบรรลุข้อตกลง

สหรัฐฯ-อิหร่าน เริ่มเจรจานิวเคลียร์ที่เจนีวา ทรัมป์เชื่อบรรลุข้อตกลง เป็นข่าวใหญ่ที่ทั่วโลกจับตามองในช่วงนี้ เมื่อเจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายเริ่มการพูดคุยทางอ้อมที่นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อหาทางออกให้กับข้อพิพาทโครงการนิวเคลียร์ที่ยืดเยื้อมานานหลายปี สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างมหาอำนาจสองฝ่ายนี้ ทำให้หลายคนหวังว่าการเจรจาครั้งนี้จะนำไปสู่สันติภาพในตะวันออกกลาง

สหรัฐฯ-อิหร่าน เริ่มเจรจานิวเคลียร์ที่เจนีวา ทรัมป์เชื่อบรรลุข้อตกลง

การเจรจาเริ่มขึ้นเมื่อวันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีโอมานเป็นตัวกลางสำคัญ นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ และนายจาเรด คุชเนอร์ จากฝั่งสหรัฐฯ เข้าร่วมพูดคุยกับนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความมั่นใจว่าอิหร่านไม่อยากเผชิญผลที่ตามมา หากไม่ยอมทำข้อตกลง เขากล่าวกับสื่อบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซ วันว่า “ผมไม่คิดว่าพวกเขาต้องการผลที่ตามมาจากการไม่ทำข้อตกลง เราอาจจะมีข้อตกลงได้ แทนที่จะต้องส่งเครื่องบิน B-2 ไปทำลายศักยภาพนิวเคลียร์ของพวกเขา”

背景ตึงเครียดก่อนสหรัฐฯ-อิหร่าน เริ่มเจรจานิวเคลียร์ที่เจนีวา

ก่อนหน้านี้ สถานการณ์รุนแรงขึ้นเมื่อสหรัฐฯ ร่วมกับอิสราเอลโจมตีทางอากาศโรงงานนิวเคลียร์อิหร่านเมื่อเดือนมิถุนายนปีก่อน ส่งกองเรือรบไปยังอ่าวเปอร์เซียเพื่อกดดัน ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการซ้อมรบในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก และเคยขู่ว่าจะปิดช่องแคบหากถูกโจมตี

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ออกมาเตือนกร้าวว่า สหรัฐฯ จะล้มเหลวในการโค่นล้มรัฐบาลของเขา “ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกว่ากองทัพของพวกเขาแข็งแกร่งที่สุดในโลก แต่กองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกบางครั้งก็อาจถูกตบหน้าแรงจนลุกไม่ขึ้น” สื่ออิหร่านรายงานหลังการเจรจาเริ่มต้น

  • จุดยืนสหรัฐฯ: ต้องการข้อจำกัดโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของอิหร่าน รวมถึงยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรอย่างจริงจัง
  • จุดยืนอิหร่าน: ยินดีคุยเรื่องนิวเคลียร์เท่านั้น ไม่ยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมโดยสิ้นเชิง และไม่พูดถึงขีปนาวุธ
  • บทบาทตัวกลาง: โอมานช่วยประสาน สร้างโอกาสให้ทั้งสองฝ่าย

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวที่บูดาเปสต์ว่า “เป็นเรื่องยากที่จะทำข้อตกลงกับอิหร่าน แต่สหรัฐฯ ยินดีที่จะพยายาม” วอชิงตันหวังขยายขอบเขตเจรจาให้ครอบคลุมมากขึ้น แต่เตหะรานยืนกรานเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์

โอกาสสำเร็จและความเสี่ยง

เจ้าหน้าที่อิหร่านระบุว่า ความสำเร็จขึ้นอยู่กับข้อเรียกร้องที่สมเหตุสมผลจากสหรัฐฯ และการยกเลิก санкцииเศรษฐกิจที่กระทบหนัก หากสำเร็จ จะช่วยลดความตึงเครียด ลดราคาน้ำมันโลก และเปิดทางสันติภาพ แต่หากล้มเหลว อาจนำไปสู่การเผชิญหน้าทางทหารที่ไม่มีใครต้องการ

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวถึงการเปลี่ยนระบอบการปกครองในอิหร่านว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่การเจรจาครั้งนี้โฟกัสที่นิวเคลียร์เป็นหลัก สหรัฐฯ-อิหร่าน เริ่มเจรจานิวเคลียร์ที่เจนีวา ทรัมป์เชื่อบรรลุข้อตกลง จึงเป็นก้าวสำคัญที่โลกต้องจับตา

ในมุมมองของผู้เขียน การเจรจาครั้งนี้มีโอกาสสูงเพราะทั้งสองฝ่ายต่างหลีกเลี่ยงสงครามใหญ่ ทรัมป์ที่เน้นดีลเมกเกอร์น่าจะผลักดันให้สำเร็จ คุณคิดอย่างไร? คิดว่าสหรัฐฯ-อิหร่านจะตกลงกันได้ไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตจากเรา!

ที่มา – สหรัฐฯ-อิหร่าน เริ่มเจรจานิวเคลียร์ที่เจนีวา ทรัมป์เชื่อบรรลุข้อตกลง

ทรัมป์เตือนอิหร่านคิดให้ดีก่อนเจรจานิวเคลียร์

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาพูดถึงข่าวร้อนในแวดวงการเมืองโลกกันหน่อยนะครับ ล่าสุด ทรัมป์เตือนอิหร่านคิดให้ดีก่อนเจรจานิวเคลียร์ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนระหว่างให้สัมภาษณ์บนเครื่องบิน Air Force One ก่อนการเจรจาครั้งสำคัญที่เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในวันอังคารนี้ ทรัมป์บอกว่าตัวเขาเองจะมีส่วนร่วมทางอ้อมในการพูดคุยเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และย้ำว่าถ้าการเจรจาล่ม ก็ต้องเตรียมรับมือกับผลที่ตามมาแบบไม่ยั้ง!

ทรัมป์เตือนอิหร่านคิดให้ดีก่อนเจรจานิวเคลียร์

บรรยากาศก่อนการเจรจานี้ตึงเครียดสุดๆ เลยครับ สหรัฐฯ เพิ่งตัดสินใจส่งเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่สองเข้าไปในพื้นที่ตะวันออกกลาง เพื่อเพิ่มกำลังทหารให้พร้อมรบ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยังเล็ดลอดข้อมูลให้รอยเตอร์ฟังด้วยว่ากองทัพกำลังเตรียมแผนปฏิบัติการทางทหารต่อเนื่อง หากอิหร่านไม่ยอมตามน้ำ สาเหตุหลักมาจากข้อเรียกร้องของวอชิงตันที่อยากให้เตหะรานหยุดการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในประเทศทันที เพราะมองว่าเป็นก้าวสู่การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ แต่ฝั่งอิหร่านก็ยืนกรานปฏิเสธมาตลอด ไม่ยอมถอยแม้แต่น้อย

เพื่อนๆ ลองนึกภาพดูสิครับ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านไม่ได้เพิ่งเกิด มันยืดเยื้อมานาน ตั้งแต่สมัยทรัมป์ถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA ที่โอบามาเซ็นไว้ในปี 2015 แล้วใช้นโยบาย ‘แรงกดดันสูงสุด’ ทุบแซงก์ชันหนักใส่อิหร่าน จนเศรษฐกิจเตหะรานแย่ลงเรื่อยๆ ล่าสุดอิหร่านก็ตอบโต้ด้วยการเพิ่มระดับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเกินขีดจำกัด ยังมีเหตุการณ์เรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตีในอ่าวโอมาน สหรัฐฯ โทษอิหร่าน Drone โดนยิงตกใกล้เรือรบ USS Boxer อีก ทำให้สถานการณ์เดือดพล่าน

ทรัมป์เตือนอิหร่านคิดให้ดีก่อนเจรจานิวเคลียร์ เกิดอะไรขึ้นบ้าง

ในวันเดียวกันนั้น อิหร่านยังจัดการฝึกซ้อมป้องกันภัยทางเคมีในเขตเศรษฐกิจพิเศษพาร์ส ทางตอนใต้ของประเทศ ซึ่งเป็นศูนย์กลางพลังงานสำคัญ เพื่อยกระดับความพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน ท่ามกลางความกดดันที่เพิ่มขึ้นแบบนี้ การเจรจาที่เจนีวาครั้งนี้เป็นแบบทางอ้อม (indirect talks) โดยมีตัวกลางช่วยประสาน สหรัฐฯ หวังลดความเสี่ยงสงคราม แต่ทรัมป์เองก็ดูจะไม่ยอมอ่อนข้อง่ายๆ

  • สหรัฐฯ ส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln และกำลังเสริมอื่นๆ เข้าตะวันออกกลาง
  • อิหร่านปฏิเสธหยุดเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ถือเป็น ‘เส้นแดง’
  • ฝึกซ้อมป้องกันเคมีของอิหร่าน สัญญาณพร้อมรบ
  • ทรัมป์ยืนยันมีส่วนร่วมทางอ้อม ย้ำ ‘ผลตามมา’ ถ้าล้มเหลว
  • ประวัติ JCPOA ถอนตัวโดยทรัมป์ สร้างความไม่ไว้ใจ

มาดูกันว่าการเจรจานี้จะไปทางไหน หากสำเร็จอาจคลี่คลายวิกฤตนิวเคลียร์ได้ แต่ถ้าล่ม อาจนำไปสู่การเผชิญหน้าทางทหารจริงจัง ส่งผลกระทบราคาน้ำมันโลก พุ่งสูงแน่นอน ตะวันออกกลางเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ใครครองได้ครองพลังงานโลก

ผลกระทบจากทรัมป์เตือนอิหร่านคิดให้ดีก่อนเจรจานิวเคลียร์

ไม่ใช่แค่สองชาติหรอกครับ ผล波及ไปทั่ว ประเทศเพื่อนบ้านอย่างซาอุฯ อิสราเอล กังวลอิหร่านมีนิวเคลียร์ จีน รัสเซีย ที่หนุนอิหร่านก็อาจเข้าแทรก ชาวโลกเฝ้าดู นักวิเคราะห์บางคนบอกว่านี่เป็นกลยุทธ์ ‘ดีลหรือตาย’ ของทรัมป์ สไตล์ businessman ของเขาเลย

ในมุมมองของผมนะครับ การเจรจาครั้งนี้เป็นโอกาสทองสำหรับสันติภาพ แต่คำเตือนจากทรัมป์แสดงให้เห็นว่าสหรัฐจริงจังมาก ถ้าอิหร่านยอมลดระดับนิวเคลียร์แลกกับยกเลิกแซงก์ชัน ทุกอย่างอาจดีขึ้น คุณคิดเห็นยังไงบ้าง? การเจรจาจะสำเร็จหรือนำไปสู่สงคราม? มาคอมเมนต์แลกเปลี่ยนกันด้านล่างเลยครับ! และอย่าลืมกดไลค์ แชร์บทความนี้ เพื่อติดตามข่าวอัปเดตต่างประเทศแบบเป็นกันเองต่อไปนะ

ที่มา – ทรัมป์เตือนอิหร่านคิดให้ดีก่อนเจรจานิวเคลียร์ ลั่นดีลล่มต้องรับผลที่ตามมา

อิหร่านเริ่มการซ้อมรบในช่องแคบฮอร์มุซ อ้างเพื่อรับมือภัยคุกคาม

อิหร่านเริ่มการซ้อมรบในช่องแคบฮอร์มุซ อ้างเพื่อรับมือภัยคุกคาม จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นข่าวร้อนที่กำลังสร้างความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันทั่วโลก โดยคิดเป็นสัดส่วนถึง 20% ของปริมาณน้ำมันทั้งหมด ทำให้เหตุการณ์นี้ได้รับความสนใจจากทั่วโลก

อิหร่านเริ่มการซ้อมรบในช่องแคบฮอร์มุซ อ้างเพื่อรับมือภัยคุกคาม

ตามรายงานจากสื่อรัฐบาลอิหร่าน กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ได้เริ่มปฏิบัติการฝึกซ้อมทางทหารในพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซตั้งแต่วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นเพียงวันก่อนการเจรจารอบใหม่กับสหรัฐฯ เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ การซ้อมรบครั้งนี้ไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุดที่ชัดเจน แต่มีเป้าหมายหลักเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยคุกคามทางทหารและความมั่นคงที่อาจเกิดขึ้น

เหตุผลหลักที่อิหร่านเริ่มการซ้อมรบในช่องแคบฮอร์มุซ อ้างเพื่อรับมือภัยคุกคาม มาจากการเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ที่ส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินชุดใหญ่เข้าสู่อ่าวเปอร์เซีย โดยเฉพาะเรือยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น และกำลังจะส่งเจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด ตามมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าการส่งกำลังนี้เป็นเพื่อกดดันให้อิหร่านยอมทำข้อตกลงนิวเคลียร์

背景และความตึงเครียดที่นำไปสู่การซ้อมรบ

ช่องแคบฮอร์มุซมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นจุดผ่านของน้ำมันดิบจากอ่าวเปอร์เซียสู่ตลาดโลก นักการเมืองอิหร่านสายเหยี่ยวเคยขู่ว่าหากถูกโจมตี จะปิดช่องแคบนี้เพื่อตอบโต้ ซึ่งจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก การซ้อมรบภายใต้การบัญชาการของพลเอกโมฮัมหมัด ปัคปูร์ ผู้บัญชาการ IRGC มุ่งเน้นการเสริมขีดความสามารถในการตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อภัยคุกคาม

  • เตรียมรับมือกองเรือสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซีย
  • ฝึกปฏิบัติการทางเรือและขีปนาวุธ
  • ทดสอบระบบป้องกันช่องแคบฮอร์มุซ

ทั้งนี้ การซ้อมรบเกิดขึ้นท่ามกลางการเจรจาที่โอมานเป็นตัวกลาง โดยทั้งสองฝ่ายกลับมาคุยกันครั้งแรกตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีก่อน หลังจากความพยายามทางการทูตหยุดชะงักเนื่องจากสงครามอิหร่าน-อิสราเอล ซึ่งสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากสถานการณ์นี้

หากอิหร่านเริ่มการซ้อมรบในช่องแคบฮอร์มุซ อ้างเพื่อรับมือภัยคุกคาม นำไปสู่การเผชิญหน้าจริง ราคาน้ำมันโลกอาจพุ่งสูงขึ้นทันที ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานทั่วโลกเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังอาจกระทบต่อเสถียรภาพในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันอย่างซาอุดีอาระเบียและสหรัฐฯ ที่พึ่งพาช่องทางนี้

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าการซ้อมรบครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนจากเตหะรานต่อวอชิงตัน เพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเขาพร้อมปกป้องผลประโยชน์ของตน แม้จะมีการเจรจาที่เจนีวาในวันอังคารนี้ แต่ความเสี่ยงยังคงสูง

สถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนถึงความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานน้ำมันโลก ผู้ประกอบการธุรกิจพลังงานควรติดตามอย่างใกล้ชิด หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศและการวิเคราะห์ geopolitical ลึกซึ้งยิ่งขึ้น สมัครรับข่าวสารจากเราเพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด!

ที่มา – อิหร่านเริ่มการซ้อมรบในช่องแคบฮอร์มุซ อ้างเพื่อรับมือภัยคุกคาม

“เนทันยาฮู” ยื่นคำขาด อิหร่านต้องรื้อโครงสร้างนิวเคลียร์ทั้งหมด

“เนทันยาฮู” ยื่นคำขาด อิหร่านต้องรื้อโครงสร้างนิวเคลียร์ทั้งหมด เป็นประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่พูดถึงในวงการการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในตะวันออกกลางที่สถานการณ์ตึงเครียดมาตลอด นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ได้ประกาศจุดยืนชัดเจนต่อหน้าที่ประชุมองค์กรยิวในสหรัฐฯ ยืนกรานว่าข้อตกลงนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านต้องบังคับให้อิหร่านรื้อถอนโครงสร้างพื้นฐานทางนิวเคลียร์ทั้งหมด ไม่ใช่แค่หยุดการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเท่านั้น

“เนทันยาฮู” ยื่นคำขาด อิหร่านต้องรื้อโครงสร้างนิวเคลียร์ทั้งหมด

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ นายเนทันยาฮูได้แจ้งต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไปแล้วว่าข้อตกลงใดๆ ต้องครอบคลุมการรื้อถอนโครงสร้างนิวเคลียร์ทั้งหมดของอิหร่าน ในสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมประจำปีขององค์กรยิวรายใหญ่ในอเมริกา เขาแสดงความกังวลต่อการเจรจา แต่ย้ำว่ายูเรเนียมเสริมสมรรถนะทั้งหมดต้องถูกส่งออกนอกอิหร่าน และไม่มีขีดความสามารถเหลืออยู่ในการกลับมาเสริมสมรรถนะได้อีก “ไม่ใช่แค่หยุด แต่ต้องรื้อถอนอุปกรณ์และโครงสร้างทั้งหมด” เขากล่าว

นอกจากนี้ เนทันยาฮูยังพูดถึงสถานการณ์ในฉนวนกาซา โดยอิสราเอลยังต้องทำลายอุโมงค์ของฮามาส ซึ่งทำลายไปแล้ว 150 กิโลเมตร จากทั้งหมด 500 กิโลเมตร เพื่อความมั่นคง

การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน และจุดยืนของทั้งสองฝ่าย

ขณะที่เจ้าหน้าที่อิหร่านและสหรัฐฯ เตรียมเจรจารอบสองที่สวิตเซอร์แลนด์ นายมาจิด ทัคต์-ราวันชี รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศไทยอิหร่าน ระบุว่าอิหร่านพร้อมประนีประนอมหากสหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร แต่ปฏิเสธ “การเสริมสมรรถนะเป็นศูนย์” เพราะถือเป็นสิทธิ์ภายใต้ NPT

ด้านสหรัฐฯ นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ ยืนยันว่าทรัมป์ชูการทูตนำหน้า แม้ส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 ลำไปตะวันออกกลาง ในเจรจาที่เจนีวา สหรัฐฯ ส่งสตีฟ วิตคอฟฟ์ และจาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยทรัมป์ เข้าร่วม

  • เงื่อนไขสำคัญจากอิสราเอล: รื้อโครงสร้างนิวเคลียร์ทั้งหมด
  • ควบคุมขีปนาวุธนำวิถีที่อิหร่านใช้โจมตี
  • ตัดสนับสนุนกลุ่มฮามาสและฮิซบอลเลาะห์

“เนทันยาฮู” ยื่นคำขาด อิหร่านต้องรื้อโครงสร้างนิวเคลียร์ทั้งหมด เพื่อป้องกันภัยคุกคามนิวเคลียร์ที่อาจเปลี่ยนสมดุลอำนาจในภูมิภาค สถานการณ์นี้สะท้อนความแตกต่างระหว่างจุดยืนแข็งกร้าวของอิสราเอล กับแนวทางการทูตของสหรัฐฯ

ผลกระทบต่อภูมิภาคตะวันออกกลาง

ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่นิวเคลียร์ แต่เชื่อมโยงกับความมั่นคงของอิสราเอลและชาติอื่นๆ ในตะวันออกกลาง หากอิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้ อาจจุดชนวนสงครามใหญ่ อิสราเอลเคยโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านมาแล้วหลายครั้ง และครั้งนี้เนทันยาฮูย้ำว่าจะไม่ยอมให้เกิดข้อตกลงที่อ่อนแอ

การส่งเรือรบสหรัฐฯ แสดงถึงการเตรียมพร้อมทางทหารควบคู่การทูต ซึ่งรูบิโอยอมรับว่า “ไม่เคยมีใครทำข้อตกลงกับอิหร่านสำเร็จ แต่เราจะลอง”

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การเจรจาครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยน หากอิหร่านยอมรื้อโครงสร้างนิวเคลียร์ทั้งหมดตามที่ “เนทันยาฮู” ยื่นคำขาด จะช่วยลดความตึงเครียดได้มาก แต่ถ้าล้มเหลว สงครามอาจปะทุ

คุณคิดอย่างไรกับจุดยืนของเนทันยาฮู? คอมเมนต์ด้านล่างและแชร์บทความนี้เพื่อติดตามพัฒนาการล่าสุดในตะวันออกกลาง!

ที่มา – “เนทันยาฮู” ยื่นคำขาด อิหร่านต้องรื้อโครงสร้างนิวเคลียร์ทั้งหมด

ม็อบมิวนิกนับแสนหนุนปาห์ลาวี จี้เปลี่ยนระบอบอิหร่าน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาพูดถึงข่าวร้อนที่กำลังเป็นกระแสทั่วโลกกันดีกว่าครับ ม็อบมิวนิกนับแสน รวมตัวกันอย่างยิ่งใหญ่เพื่อสนับสนุน “มกุฎราชกุมารปาห์ลาวี” หรือเรซา ปาห์ลาวี ผู้นำที่ลี้ภัยของอิหร่าน พวกเขาจี้ให้นานาชาติออกแรงกดดันรัฐบาลอิหร่านให้เปลี่ยนระบอบปกครอง สู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 14 ก.พ. บริเวณพื้นที่จัดการประชุมความมั่นคงมิวนิก ในเยอรมนี

จำนวนผู้ชุมนุมทะลุ 250,000 คนเลยทีเดียว มากกว่าที่ผู้จัดคาดไว้ซะอีก! บรรยากาศคึกคักสุดๆ เต็มไปด้วยเสียงกลองดังกระหึ่ม เสียงตะโกนคำขวัญ “Change, change, regime change” หรือ “เปลี่ยน เปลี่ยน เปลี่ยนระบอบปกครอง” ทุกคนโบกธงชาติอิหร่านสมัยก่อนปฏิวัติอิสลามปี 1979 สีเขียว-ขาว-แดง พร้อมรูปสิงโตและดวงอาทิตย์ สัญลักษณ์ของราชวงศ์ปาห์ลาวีที่เคยปกครองอิหร่านอย่างสงบสุข

ม็อบมิวนิกนับแสน

ม็อบมิวนิกนับแสน ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “วันแห่งการลงมือทำระดับโลก” (Global Day of Action) เพื่อ声援ชาวอิหร่านในประเทศที่กำลังถูกปราบปรามอย่างโหดร้ายจากรัฐบาล เรซา ปาห์ลาวี ได้ออกมาเรียกร้องผ่านวิดีโอว่า “โลกจะยืนเคียงข้างประชาชนอิหร่านหรือไม่?” เขาเตือนว่าถ้านานาชาติยังนิ่งเฉย ผู้เสียชีวิตจะเพิ่มพูน และจะเป็นสัญญาณร้ายให้เผด็จการทั่วโลกที่ว่าถ้าฆ่าคนให้พอ ก็รักษาอำนาจได้

ม็อบมิวนิกนับแสนขยายไปทั่วโลก

ไม่ใช่แค่มิวนิกนะครับ การชุมนุมเกิดขึ้นหลายเมือง เช่น ที่โตรอนโต แคนาดา มีผู้เข้าร่วมถึง 350,000 คน ลอสแอนเจลิส สหรัฐฯ และหน้าทำเนียบประธานาธิบดีในนิโคเซีย ไซปรัส ไฮไลต์เด็ดคือผู้ประท้วงบางคนสวมหมวกสีแดงเขียน “Make Iran Great Again” คล้าย MAGA ของทรัมป์ แถมวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ ลินด์เซย์ เกรแฮม ยังมาร่วมปราศรัย ถือหมวกนั้นโชว์ด้วย!

  • จำนวนผู้ชุมนุมในมิวนิก: 250,000 คน
  • คำขวัญหลัก: Regime Change
  • สัญลักษณ์: ธงชาติเก่าราชวงศ์ปาห์ลาวี
  • ผู้สนับสนุนดัง: ลินด์เซย์ เกรแฮม
  • ชุมนุมคู่ขนาน: โตรอนโต, ลอสแอนเจลิส, นิโคเซีย

สถานการณ์ในอิหร่านยิ่งตึงเครียดหลังปราบปรามผู้ประท้วงเดือนที่แล้ว HRANA รายงานผู้เสียชีวิต 7,005 ราย (รวมเจ้าหน้าที่ 214) แต่รัฐบาลอิหร่านบอกราว 3,117 ราย ซึ่งหลายคนมองว่าต่ำเกินจริง ประธานาธิบดีทรัมป์เคยขู่ใช้อาวุธทหาร กดดันโครงการนิวเคลียร์ และบอกว่าการเปลี่ยนระบอบคือสิ่งดีที่สุดสำหรับอิหร่าน

ย้อนประวัติสั้นๆ ราชวงศ์ปาห์ลาวีปกครองอิหร่านก่อนปี 1979 จนถูกปฏิวัติอิสลามโค่นล้ม เรซา ลูกชายของชาห์โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ลี้ภัยตั้งแต่อายุ 17 วันนี้เขากลับมาเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังในการฟื้นฟูอิหร่านให้ยิ่งใหญ่

เห็นมั้ยครับ ม็อบมิวนิกนับแสน ไม่ใช่แค่ชุมนุมธรรมดา แต่เป็นจุดเริ่มต้นของคลื่นการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่โต ชาวอิหร่านในและนอกประเทศพร้อมลุกขึ้นแล้ว นานาชาติควรตอบสนองทันทีเพื่อหยุดยั้งความรุนแรงและสนับสนุนประชาธิปไตย การปล่อยให้ระบอบปัจจุบันอยู่ต่อไปอาจนำภัยมาสู่ภูมิภาคทั้งหมด

ในมุมมองผม การชุมนุมครั้งนี้แสดงพลังของประชาชนที่ไม่อาจมองข้ามได้ มันคือช่วงเวลาสำคัญที่โลกต้องเลือกข้าง หากสนับสนุนอิหร่านใหม่ได้ จะเป็นชัยชนะของเสรีภาพทั่วโลกเลยล่ะครับ สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจเรื่องการเมืองตะวันออกกลาง ลองติดตามข่าวอัปเดตในบล็อกเราเพิ่มเติมนะ อย่าลืมแชร์บทความนี้ถ้าคิดว่ามีประโยชน์!

ที่มา – ม็อบมิวนิกนับแสนรวมตัวหนุน “มกุฎราชกุมารปาห์ลาวี” จี้โลกกดดันอิหร่านเปลี่ยนระบอบ

ภาพถ่ายดาวเทียมเผย อิหร่านเสริมฐานใต้ดินใกล้โรงงานนิวเคลียร์

ภาพถ่ายดาวเทียมเผย อิหร่านเสริมฐานใต้ดินใกล้โรงงานนิวเคลียร์ สร้างความกังวลให้กับนานาชาติ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังไม่คลี่คลาย ล่าสุด สถาบันวิทยาศาสตร์และความมั่นคงระหว่างประเทศ ได้เผยแพร่รายงานวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมที่ชี้ให้เห็นความเคลื่อนไหวที่น่าสงสัยของอิหร่าน

ภาพถ่ายดาวเทียมเผย อิหร่านเสริมฐานใต้ดินใกล้โรงงานนิวเคลียร์

รายงานดังกล่าวลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 วิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมล่าสุดเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่าอิหร่านกำลังเสริมสร้างอุโมงค์ใต้ภูเขาโคลัง กาซ ลา หรือที่รู้จักกันในชื่อ “พิคแอกซ์ เมาน์เทน” ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับโรงงานนิวเคลียร์สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าพื้นที่นี้ถูกออกแบบมาเพื่อปกป้องกิจกรรมเสริมสมรรถนะยูเรเนียมและอุปกรณ์ที่ละเอียดอ่อนจากการโจมตีทางอากาศ

หลักฐานจากภาพถ่ายดาวเทียมที่ชัดเจน

ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นการเทคอนกรีตใหม่บริเวณทางเข้าอุโมงค์ โดยมีรถปั๊มคอนกรีตจอดอยู่ในพื้นที่ นักวิเคราะห์จากสถาบันฯ ยืนยันว่าการเสริมโครงสร้างนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับฐานใต้ดิน แม้ว่าอิหร่านจะยังไม่ยืนยันจุดประสงค์ที่แท้จริง แต่หลายฝ่ายมองว่านี่คือการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามจากภายนอก

อิหร่านยืนยันเสมอมาว่าโครงการนิวเคลียร์ของตนมีจุดมุ่งหมายเพื่อสันติภาพ เช่น การผลิตพลังงานและการแพทย์เท่านั้น และปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเจรจาที่ตึงเครียดกับสหรัฐอเมริกา

บริบททางการเมืองและการทูต

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ขู่หลายครั้งว่าจะใช้กำลังทางทหาร หากอิหร่านไม่ยอมทำข้อตกลงใหม่เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ ก่อนหน้านี้ในเดือนมิถุนายน 2568 ทรัมป์เคยเตือนว่าอิหร่านอาจครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้ภายในหนึ่งเดือน และสั่งโจมตีทางอากาศโรงงานนิวเคลียร์ใต้ดิน 3 แห่งระหว่างความขัดแย้ง 12 วันระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน

ทรัมป์อ้างว่าการโจมตีครั้งนั้นทำลายขีดความสามารถในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของอิหร่านอย่างสิ้นเชิง แต่เจ้าหน้าที่อิหร่านกำลังพิจารณาสร้างสถานที่ใหม่เพื่อทดแทน ซึ่งภาพถ่ายดาวเทียมล่าสุดนี้ยืนยันถึงความพยายามดังกล่าว

ความสำคัญของฐานใต้ดินในโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน

ฐานใต้ดินอย่างพิคแอกซ์ เมาน์เทน มีบทบาทสำคัญในการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์จากอาวุธที่ทันสมัย เช่น ขีปนาวุธนำวิถี การเสริมฐานเหล่านี้ช่วยให้อิหร่านสามารถดำเนินโครงการต่อไปได้แม้เผชิญแรงกดดันจากนานาชาติ นอกจากนี้ ยังเป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นจากรัฐบาลเตหะรานในการรักษาเอกราชทางเทคโนโลยี

  • จุดเด่นของฐานพิคแอกซ์ เมาน์เทน: ซ่อนตัวใต้ภูเขา ลดความเสี่ยงจากดาวเทียมสอดแนม
  • โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ทนทานต่อการโจมตี
  • ใกล้โรงงานนิวเคลียร์หลัก สะดวกต่อการขนส่งวัสดุ
  • เชื่อมโยงกับเครือข่ายอุโมงค์ใต้ดินอื่นๆ

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระหว่างประเทศเตือนว่าหากอิหร่านสามารถเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในระดับสูงได้ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ในภูมิภาค

ผลกระทบต่อสถานการณ์โลก

ภาพถ่ายดาวเทียมเผย อิหร่านเสริมฐานใต้ดินใกล้โรงงานนิวเคลียร์ นี้ อาจเป็นตัวกระตุ้นให้สหรัฐฯ และพันธมิตรอย่างอิสราเอลเพิ่มมาตรการกดดัน เช่น การคว่ำบาตรใหม่หรือการซ้อมรบทางทหาร สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความเปราะบางของข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA ที่เคยมีมาก่อน

นอกจากนี้ ประเทศเพื่อนบ้านอย่างซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก็กำลังจับตาด้วยความกังวล กลัวว่าอิหร่านจะครองอำนาจนิวเคลียร์ในภูมิภาค

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าการเจรจาทางการทูตยังคงเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการลดความตึงเครียด แทนที่จะพึ่งพาการเผชิญหน้าทางทหารที่อาจนำไปสู่สงครามใหญ่ หากคุณสนใจข่าวสารด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ ติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตล่าสุดและวิเคราะห์เชิงลึก

ที่มา – ภาพถ่ายดาวเทียมเผย อิหร่านเสริมฐานใต้ดินใกล้โรงงานนิวเคลียร์

อิหร่านสั่งจำคุก นักเคลื่อนไหวหญิง เจ้าของโนเบลสันติภาพอีก 7 ปีครึ่ง

อิหร่านสั่งจำคุก นักเคลื่อนไหวหญิง เจ้าของโนเบลสันติภาพอีก 7 ปีครึ่ง สร้างความตกตะลึงให้กับนานาชาติ เมื่อศาลอิหร่านตัดสินโทษนางนาร์เกส โมฮัมมาดี วัย 53 ปี เพิ่มอีก 6 ปีในข้อหาชุมนุมและสมรู้ร่วมคิด บวก 1 ปีครึ่งในข้อหากิจกรรมโฆษณาชวนเชื่อ ทำให้โทษจำคุกรวมของเธอพุ่งสูงถึง 44 ปี

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสต่อต้านการกดขี่สตรีในอิหร่าน โดยนาร์เกส โมฮัมมาดี เป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปี 2566 ขณะถูกคุมขังในเรือนจำ เธอต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี โดยเฉพาะการคัดค้านกฎบังคับสวมฮิญาบ

อิหร่านสั่งจำคุก นักเคลื่อนไหวหญิง เจ้าของโนเบลสันติภาพอีก 7 ปีครึ่ง: รายละเอียดคำพิพากษา

นายมุสตาฟา นิลี ทนายความของโมฮัมมาดี เปิดเผยผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. 2569 ว่าศาลในเมืองมัชฮัด ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ตัดสินโทษดังกล่าว นอกจากนี้ยังสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ 2 ปี และเนรเทศไปยังภูมิภาคคูสฟ์ 2 ปี

ประวัติการถูกจับกุมและโทษจำคุกของนาร์เกส โมฮัมมาดี

  • ก่อนหน้านี้จำคุกกว่า 10 ปี จากกิจกรรมต่อต้านรัฐ
  • ปี 2564: จำคุก 13 ปี ข้อหาโฆษณาชวนเชื่อและสมรู้ร่วมคิดต่อต้านความมั่นคง
  • ธันวาคม 2567: ปล่อยตัวชั่วคราว 3 สัปดาห์ด้วยเหตุผลสุขภาพ จากเรือนจำเอวิน
  • ธันวาคม 2568: จับกุมซ้ำขณะเข้าร่วมพิธีรำลึกนายคอสโรว์ อลิคอร์ดี ทนายความที่เสียชีวิตปริศนา

สามีของเธอ นายทากี ราห์มานี เผยว่า โมฮัมมาดีไม่ให้การแก้ต่างในศาล เพราะเชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมขาดความชอบธรรม เป็นเพียงการแสดงละครที่มีบทสรุปกำหนดไว้ล่วงหน้า ล่าสุดเธอถูกนำส่งโรงพยาบาลเมื่อ 3 วันก่อน เนื่องจากสุขภาพย่ำแย่ แต่ถูกส่งกลับศูนย์กักกันทันที และการสนทนาถูกตัดขาด

การประท้วงต่อต้านฮิญาบในอิหร่านปะทุตั้งแต่ปี 2565 หลังมาหซา อะมินี สาววัย 22 ปี เสียชีวิตจากการถูกจับกุมโดยตำรวจศีลธรรม โมฮัมมาดีเป็นหนึ่งในผู้นำที่เรียกร้องให้ยกเลิกกฎเหล็กนี้ สิทธิมนุษยชนนานาชาติวิพากษ์วิจารณ์อิหร่านอย่างหนัก โดยเฉพาะ Amnesty International และ Human Rights Watch ที่เรียกร้องให้ปล่อยตัวเธอทันที

นอกจากนี้ รางวัลโนเบลสันติภาพของเธอยังเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อสตรีทั่วโลก ทำให้คำพิพากษานี้ถูกมองว่าเป็นการปิดปากนักกิจกรรมที่ท้าทายอำนาจรัฐบาลอิสลาม fundamentalist

อิหร่านสั่งจำคุก นักเคลื่อนไหวหญิง เจ้าของโนเบลสันติภาพอีก 7 ปีครึ่ง จึงไม่ใช่แค่คดีส่วนตัว แต่สะท้อนปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในตะวันออกกลาง การเคลื่อนไหวของโมฮัมมาดีจุดประกายให้สตรีอิหร่านกล้าลุกขึ้นต่อสู้ แม้ต้องแลกด้วยอิสรภาพ

ในมุมมองของผู้เขียน การปราบปรามเช่นนี้ยิ่งทำให้เสียงของเธอดังก้องทั่วโลก ชวนให้ผู้อ่านติดตามข่าวสิทธิมนุษยชนต่อไป และสนับสนุนแคมเปญเรียกร้องปล่อยตัวนักโทษการเมืองผ่านองค์กรนานาชาติ เพื่อสร้างโลกที่เท่าเทียมยิ่งขึ้น

ที่มา – อิหร่านสั่งจำคุก นักเคลื่อนไหวหญิง เจ้าของโนเบลสันติภาพอีก 7 ปีครึ่ง

อิหร่านขู่ถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง หากวอชิงตันโจมตี

อิหร่านขู่ถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง หากวอชิงตันเปิดฉากโจมตี สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ กำลังร้อนระอุขึ้นอีกครั้ง เมื่อรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านออกมาเตือนอย่างชัดเจนว่าจะตอบโต้อย่างรุนแรงหากถูกโจมตี

อิหร่านขู่ถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง หากวอชิงตันเปิดฉากโจมตี

เมื่อวันเสาร์ที่ 17 ก.พ. 2569 นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์อัลจาซีราของกาตาร์ โดยเตือนว่าอิหร่านจะโจมตีฐานทัพของสหรัฐฯ ที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง หากถูกกองกำลังสหรัฐฯ โจมตีก่อน “การโจมตีดินแดนของอเมริกาคงเป็นไปไม่ได้ แต่เราจะโจมตีฐานทัพของพวกเขาในภูมิภาคนี้” นายอารักชีกล่าว พร้อมย้ำว่า จะไม่โจมตีประเทศเพื่อนบ้านโดยตรง แต่เฉพาะฐานทัพสหรัฐฯ ที่ตั้งอยู่ในประเทศเหล่านั้นเท่านั้น ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน

บริบทหลังการเจรจานิวเคลียร์ทางอ้อม

คำขู่ครั้งนี้ออกมาเพียง 1 วัน หลังจากที่เตหะรานและวอชิงตันตกลงที่จะเจรจาเรื่องนิวเคลียร์ทางอ้อมต่อไป โดยการหารือรอบล่าสุดที่ประเทศโอมานเมื่อวันศุกร์ถูกประเมินว่าเป็นไปในเชิงบวก แม้ยังไม่กำหนดวันเจรจารอบต่อไป แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ คาดหวังว่าจะเกิดขึ้นต้นสัปดาห์หน้า “เราและวอชิงตันเชื่อว่าควรจะจัดขึ้นในเร็วๆ นี้” อารักชีระบุ

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีทรัมป์เคยขู่ว่าจะโจมตีอิหร่าน พร้อมเสริมกำลังทหารสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง โดยเรียกร้องให้อิหร่านหยุดเสริมสมรรถนะยูเรเนียม หยุดพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีป และยุติการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค

จุดยืนของอิหร่านต่อโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธ

อิหร่านยืนยันมาตลอดว่าไม่มีเจตนาพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และต้องการให้สิทธิ์ในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเพื่อจุดประสงค์พลเรือนได้รับการยอมรับ แม้ทั้งสองฝ่ายพร้อมรื้อฟื้นการทูตเรื่องนิวเคลียร์ แต่ฝั่งอิหร่านยืนกรานว่าจะเจรจาเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์เท่านั้น ไม่รวมเรื่องขีปนาวุธหรืออื่นๆ “การหารือใดๆ จำเป็นต้องงดเว้นจากการขู่เข็ญและความกดดัน เราจะไม่หารือประเด็นอื่นใดกับสหรัฐฯ” อารักชีกล่าว หากนำเรื่องขีปนาวุธเข้าสู่การเจรจา อาจเสี่ยงถูกอิสราเอลโจมตี

ฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางที่อาจเป็นเป้าหมาย

สหรัฐฯ มีฐานทัพกระจายอยู่ในหลายประเทศตะวันออกกลาง ซึ่งอาจกลายเป็นเป้าหมายหากเกิดการตอบโต้ นี่คือฐานทัพสำคัญบางแห่ง:

  • ฐานทัพอัล อัสซัด ในอิรัก
  • ฐานทัพอัล อูเดイド ในกาตาร์
  • ฐานทัพในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
  • ฐานทัพในซาอุดีอาระเบีย
  • ฐานทัพในจอร์แดนและซีเรีย

หากอิหร่านลงมือจริง อาจนำไปสู่ความขัดแย้งใหญ่ ส่งผลกระทบต่อเส้นทางการขนส่งน้ำมัน และราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง

พื้นหลังความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่าน

ความตึงเครียดระหว่างสองมหาอำนาจนี้ยืดเยื้อมายาวนาน ตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามปี 1979 สหรัฐถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA ในสมัยทรัมป์ชุดแรก การสังหารนายพลกassem Soleimani และการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน สถานการณ์ปัจจุบันยังคงเปราะบาง โดยเฉพาะท่ามกลางการแข่งขันอิทธิพลในตะวันออกกลาง

สำหรับประเทศไทย สถานการณ์อิหร่านขู่ถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง หากวอชิงตันเปิดฉากโจมตี อาจกระทบราคาน้ำมันนำเข้าและการค้าต่างประเทศ นักลงทุนควรจับตาใกล้ชิด

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้อาจเป็นเพียงกลยุทธ์ต่อรองของอิหร่านเพื่อถ่วงน้ำหนักในการเจรจานิวเคลียร์ แต่หากลุกลาม โลกอาจเผชิญวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ คุณคิดว่าอิหร่านจะกล้าลงมือจริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา – อิหร่านขู่ถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง หากวอชิงตันเปิดฉากโจมตี

Scroll to top