อุตสาหกรรมท่องเที่ยว

“สุรศักดิ์” ชู “เศรษฐกิจการท่องเที่ยว” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงได้ยินข่าวคราวที่น่าตื่นเต้นเกี่ยวกับทิศทางใหม่ของประเทศกันมาบ้าง โดยล่าสุดทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล ได้ออกมาแถลงวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับการผลักดัน “สุรศักดิ์” ชู “เศรษฐกิจการท่องเที่ยว” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ให้เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศในทศวรรษหน้า วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่าแนวคิดนี้จะส่งผลดีอย่างไรต่อพวกเราทุกคนครับ

“สุรศักดิ์” ชู “เศรษฐกิจการท่องเที่ยว” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

การท่องเที่ยวในยุคใหม่ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการพาคนไปดูสถานที่สวยๆ อีกต่อไป แต่รัฐบาลมองว่านี่คือระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงทุกอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน ทั้งร้านอาหาร เกษตรกรรม สุขภาพ ไปจนถึงดิจิทัล การที่ “สุรศักดิ์” ชู “เศรษฐกิจการท่องเที่ยว” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ในครั้งนี้ เป็นการปรับวิธีคิดครั้งใหญ่จากเดิมที่เน้นขายสถานที่ มาเป็นการขาย “ประสบการณ์” ที่มีมูลค่าสูงขึ้น

ยกระดับการท่องเที่ยวไทยด้วยพลังของคนในท้องถิ่น

เป้าหมายหลักที่รัฐบาลวางไว้นั้นน่าสนใจมาก โดยเฉพาะการเน้นกระจายรายได้สู่เมืองรอง แทนที่จะให้นักท่องเที่ยวไปกองรวมกันอยู่ที่หัวเมืองใหญ่เพียงอย่างเดียว สิ่งนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้คึกคักขึ้นมาก ไม่ว่าจะเป็นมวยไทย อาหารไทย หรือสินค้าหัตถกรรมประจำถิ่น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่จะเปลี่ยนเป็นเงินเข้ากระเป๋าคนในชุมชนได้โดยตรง

รัฐบาลยังเน้นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนอย่างเป็นระบบ หากเราสามารถเพิ่มมูลค่าต่อนักท่องเที่ยวหนึ่งคนได้มากขึ้น แทนที่จะเน้นแต่จำนวนปริมาณเพียงอย่างเดียว ประเทศไทยก็น่าจะเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนกว่าที่ผ่านมา

แนวทางในการยกระดับมีดังนี้:

  • เน้นการเพิ่มมูลค่าต่อหัวของนักท่องเที่ยวให้สูงขึ้น
  • กระจายโอกาสและเม็ดเงินรายได้สู่เมืองรองและชุมชนต่างๆ
  • แข่งขันกันด้วยมาตรฐานคุณภาพและการบริการ ไม่ใช่เพียงแค่ราคาถูก
  • สร้างการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐ เอกชน และคนในพื้นที่แบบบูรณาการ

ในมุมมองของผม แนวคิดนี้มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง เพราะเมื่อภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในฐานะพาร์ทเนอร์ตัวจริงในการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับนักท่องเที่ยว เราก็จะได้เห็นนวัตกรรมใหม่ๆ ในการท่องเที่ยวเกิดขึ้นอีกเพียบแน่นอนครับ มาช่วยกันเป็นเจ้าบ้านที่ดีและสนับสนุนการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตไปด้วยกันนะครับ

ที่มา – “สุรศักดิ์” ชู“เศรษฐกิจการท่องเที่ยว” ดันเป็นเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

เปิดรายชื่อ 34 เจ้าสัว CEO ร่วมดินเนอร์รัฐบาล

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวเศรษฐกิจที่น่าติดตามมากๆ เลยนะ เปิดรายชื่อ 34 เจ้าสัว – CEO เอกชนยักษ์ใหญ่ ร่วมวงดินเนอร์รัฐบาล ชงข้อเสนอพลิกโฉมเศรษฐกิจประเทศ งานนี้จัดขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อเย็นวันที่ 15 พฤษภาคม 2567 โดยนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และคณะรัฐมนตรี เชิญเหล่าผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชนกว่า 34 ท่าน มาร่วมวง “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” เพื่อหาแนวทางพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยกันแบบใกล้ชิด เหมือนดินเนอร์เพื่อนฝูงเลยครับ

เปิดรายชื่อ 34 เจ้าสัว – CEO เอกชนยักษ์ใหญ่ ร่วมวงดินเนอร์รัฐบาล ชงข้อเสนอพลิกโฉมเศรษฐกิจประเทศ

งานนี้ไม่ใช่แค่กินข้าวเย็นธรรมดา แต่เป็นเวทีสำคัญที่ภาคเอกชนจะได้ชงไอเดียเด็ดๆ ให้รัฐบาลฟัง เพื่อพลิกโฉมเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยแบ่งตามกลุ่มอุตสาหกรรมหลักๆ 10 กลุ่ม มาดูกันครับว่ารายชื่อเหล่าเซียนธุรกิจคนไหนบ้างที่มาร่วม

รายชื่อจาก 3 สถาบันหลัก กกร. และสภาท่องเที่ยว

  • นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
  • นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
  • นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย
  • นายชัย อรุณานนท์ชัย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

กลุ่มนี้เป็นหัวใจของเศรษฐกิจเลยครับ หอการค้า สอ. สมาคมธนาคาร และท่องเที่ยว จะช่วยชี้ทิศทางใหญ่ๆ ให้รัฐบาล

กลุ่มสถาบันการเงิน

  • นายชาติศิริ โสภณพนิช (ส่งตัวแทน) ธนาคารกรุงเทพ
  • น.ส.ขัตติยา อินทรวิชัย ธนาคารกสิกรไทย
  • นายสารัชต์ รัตนาภรณ์ ธนาคารไทยพาณิชย์

ธนาคารยักษ์ใหญ่ทั้งสามแห่งนี้ ถ้าชงเรื่องสินเชื่อหรือเศรษฐกิจดิจิทัล รัฐบาลต้องฟังแน่นอน

กลุ่มธุรกิจการเกษตรและอาหาร

  • นายธนินท์ เจียรวนนท์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP)
  • นายวสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ เบทาโกร
  • นายฐาปน สิริวัฒนภักดี (ส่งตัวแทน) ไทยเบฟ
  • นางวราภรณ์ โอสถานุพันธ์ สยามคูโบต้า

เกษตรและอาหารคือฐานเศรษฐกิจไทย การพัฒนาที่นี่จะช่วยเกษตรกรและส่งออกได้มาก

กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ พลังงาน

สำหรับอิเล็กทรอนิกส์: นายสัมพันธ์ ศิลปนาฎ เดลต้า, นายนรเชษฐ์ แซ่ตั้ง ซีเกท

ยานยนต์: นายกลินท์ สารสิน โตโยต้า, นายอิสรภาพ อู่โชตนานันท์ ฮอนด้า, นายครรชิต ไชยสุโพธิ์ เกรทวอลล์, และสยามคูโบต้าอีก

พลังงาน: นายสารัชถ์ รัตนาวะดี กัลฟ์, นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ปตท., นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช บางจาก

กลุ่มเหล่านี้คืออนาคต EV พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมไฮเทคที่ไทยต้องเร่ง

กลุ่มอื่นๆ ที่สำคัญ

  • โรงแรม: นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์, บริษัทดุสิตธานี
  • สุขภาพ: แพทย์หญิงปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ BDMS
  • ก่อสร้าง: น.ส.ลิซ่า งามตระกูลพานิช, ปูนซิเมนต์ไทย, ช.การช่าง
  • อสังหาฯ: น.ส.จรีพร จารุกรสกุล WHA
  • SMEs: นายณพพงศ์ ธีระวร
  • ค้าปลีก: นายชนวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล เซ็นทรัล, น.ส.ศุภลักษณ์ อัมพุช เดอะมอลล์
  • สินค้าอุปโภค: นายเวทิต โชควัฒนา สหพัฒน์, น.ส.ดาลัดย์ ทรัพย์ทวีชัยกุล สหยูเนี่ยน, นายทศ จิราธิวัฒน์ กลุ่มเซ็นทรัล, นายโยธิน ดำเนินชาญวนิชย์ ดับเบิ้ลเอ

เห็นรายชื่อแล้วตื่นเต้นเลยครับ เปิดรายชื่อ 34 เจ้าสัว – CEO เอกชนยักษ์ใหญ่ ร่วมวงดินเนอร์รัฐบาล ชงข้อเสนอพลิกโฉมเศรษฐกิจประเทศ แบบนี้ แสดงว่ารัฐบาลจริงจังกับการฟังเสียงเอกชน เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังชะงักงัน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนต่างชาติ การลดภาษี หรือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การรวมหัวกันครั้งนี้ น่าจะนำไปสู่มาตรการเด็ดๆ ในอนาคต

ในมุมผมคิดว่ามันเป็นสัญญาณดีมากสำหรับนักลงทุนและประชาชน เพราะถ้าเจ้าสัวใหญ่ๆ อย่างคุณธนินท์ คุณสารัชถ์ หรือคุณทศ มาร่วม ชงไอเดียแล้วรัฐฟัง ไทยเราจะก้าวกระโดดได้แน่นอน คุณคิดยังไงบ้าง ลองคอมเมนต์บอกกันหน่อยครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วยนะ จะได้ติดตามพัฒนาการเศรษฐกิจไทยไปด้วยกัน!

ที่มา – เปิดรายชื่อ 34 เจ้าสัว – CEO เอกชนยักษ์ใหญ่ ร่วมวงดินเนอร์รัฐบาล ชงข้อเสนอพลิกโฉมเศรษฐกิจประเทศ

เช็กอิน ฟิน ว้าว ตะวันออก X เหนือ เที่ยวกับทัวร์

รัฐบาลผุดโครงการ “เช็กอิน ฟิน ว้าว ตะวันออก X เฉียงเหนือ” สนับสนุนค่าเดินทาง ค่าที่พัก หวังกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา คาดเงินสะพัดกว่า 90 ล้านบาท เริ่ม 15 พ.ย. 2568 เป็นต้นไป

วันที่ 31 ต.ค. 2568 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ข้อพิพาทชายแดนที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันเร่งฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยใช้ “การท่องเที่ยว” เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก บูรณาการความร่วมมือกับภาคีพันธมิตรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เพื่อส่งเสริมการเดินทางในรูปแบบหมู่คณะ (Group Tour) ผ่านบริษัทนำเที่ยว เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว บริษัทนำเที่ยว และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

เช็กอิน ฟิน ว้าว ตะวันออก X เฉียงเหนือ

โครงการดีๆ ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นโครงการที่น่าสนใจและน่าสนับสนุนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับคนที่ชอบเดินทางเป็นกลุ่มและต้องการความสะดวกสบายในการจัดการทริป

ครอบคลุม 7 จังหวัดชายแดน

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า รัฐบาล โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวชายแดน ภายใต้โครงการ “เช็กอิน ฟิน ว้าว ตะวันออก X เฉียงเหนือ” เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ครอบคลุม 7 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด ทั้งนี้ ททท. จะสนับสนุนค่าเดินทางในอัตราตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดให้กับบริษัทนำเที่ยว สำหรับรายการนำเที่ยวที่เป็นการเดินทางข้ามจังหวัด และพักค้างคืนอย่างน้อย 1 คืน (คืนละ 300 บาท) ในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อการเดินทางแก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ มุ่งฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ กระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น โดยคาดว่าจะสร้างรายได้ในพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 90 ล้านบาท จากค่าใช้จ่ายด้านแพ็กเกจท่องเที่ยว ที่พัก การเดินทาง อาหาร ของที่ระลึก และบริการในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการนำเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยว และร้านค้าชุมชน รวมถึงก่อให้เกิดการจ้างงานในภาคบริการและธุรกิจท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง

จังหวัดเหล่านี้มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ วัดวาอารามเก่าแก่ ตลาดพื้นเมืองที่มีสินค้าหัตถกรรมและอาหารอร่อยๆ หากคุณยังไม่เคยไปเที่ยวจังหวัดเหล่านี้ โครงการนี้เป็นโอกาสที่ดีที่จะได้เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ และสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นไปพร้อมๆ กัน

ตัวอย่างสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจใน 7 จังหวัดชายแดน:

  • อุบลราชธานี: สามพันโบก, ผาแต้ม, วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว (วัดเรืองแสง)
  • ศรีสะเกษ: ปราสาทเขาพระวิหาร, วัดมหาเจดีย์แก้ว (วัดล้านขวด)
  • สุรินทร์: ปราสาทศีขรภูมิ, หมู่บ้านทอผ้าไหมบ้านท่าสว่าง
  • บุรีรัมย์: อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง, สนามช้างอารีน่า
  • สระแก้ว: ปราสาทสด๊กก๊อกธม, ตลาดโรงเกลือ
  • จันทบุรี: อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล, น้ำตกพลิ้ว
  • ตราด: เกาะช้าง, เกาะกูด

เริ่ม 15 พ.ย.นี้จนกว่าครบสิทธิ์

โครงการ “เช็กอิน ฟิน ว้าว ตะวันออก X เฉียงเหนือ” จะเริ่มเปิดให้เดินทางตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป จนกว่าจะครบสิทธิ์ จำนวน 10,000 คน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจชายแดน สร้างโอกาสใหม่ทางการตลาด และคืนความคึกคักให้กับภาคการท่องเที่ยวไทย สำหรับบริษัทนำเที่ยวที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถติดต่อขอรับรายละเอียดเพิ่มเติมและยื่นคำขอรับการสนับสนุนผ่านสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 1672 Travel Buddy

สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจเข้าร่วมโครงการ “เช็กอิน ฟิน ว้าว ตะวันออก X เฉียงเหนือ” แนะนำให้สอบถามรายละเอียดจากบริษัทนำเที่ยวที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนก่อนตัดสินใจเดินทาง

โครงการนี้เป็นอีกหนึ่งความพยายามของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวภายในประเทศ ซึ่งคาดว่าจะช่วยสร้างรายได้และกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี หากคุณกำลังวางแผนเที่ยวในประเทศ อย่าลืมพิจารณา 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา และเข้าร่วมโครงการ “เช็กอิน ฟิน ว้าว ตะวันออก X เฉียงเหนือ” เพื่อสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวที่คุ้มค่าและมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

ที่มา – รัฐบาลผุดโครงการ “เช็กอิน ฟิน ว้าว ตะวันออก X เฉียงเหนือ”เที่ยวเป็นหมู่คณะผ่านบริษัทนำเที่ยว

Scroll to top