อุตสาหกรรมไทย

“บีโอไอ” ไฟเขียว 5 บริษัทยักษ์ใหญ่จากจีน ลงทุน 9,200 ล้าน

“บีโอไอ” ไฟเขียว 5 บริษัทยักษ์ใหญ่จากจีน ลงทุน 9,200 ล้าน ปั้นโรงงานผลิตชิ้นส่วนหุ่นยนต์ ถือเป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการอุตสาหกรรมไทยเลยทีเดียว! นี่คือก้าวสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นฐานผลิตชิ้นส่วนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์นอกประเทศจีนเป็นครั้งแรก ลูกค้าหลักอย่าง Tesla Bot, Apple, Samsung และ Huawei จะได้ประโยชน์เต็มๆ จากการผลิตที่นี่

“บีโอไอ” ไฟเขียว 5 บริษัทยักษ์ใหญ่จากจีน ลงทุน 9,200 ล้าน ปั้นโรงงานผลิตชิ้นส่วนหุ่นยนต์

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการส่งเสริมการลงทุนได้อนุมัติคำขอจาก 5 บริษัทชั้นนำจากจีน ได้แก่ Hangzhou Seenpin Electromechanical Transmission, Beite Technology, Sanhua Intelligent Drives, Tuopu Technology และ Xusheng Group โดยทั้งหมดจะลงทุนรวมกว่า 9,220 ล้านบาท เพื่อตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนสำคัญของหุ่นยนต์ที่มีลักษณะเหมือนมนุษย์ (Humanoid Robot) เช่น โครงร่าง ระบบเคลื่อนไหว ชุดควบคุมข้อต่อแขนและนิ้ว รวมถึงชิ้นส่วนโลหะความแม่นยำสูงและระบบส่งกำลังประสิทธิภาพสูง

การลงทุนครั้งนี้ไม่เพียงนำเงินทุนมหาศาลเข้ามา แต่ยังสร้างงานให้แรงงานไทยทักษะสูงกว่า 1,000 ตำแหน่ง และใช้วัตถุดิบในประเทศปีละ 45,000 ล้านบาท ถือเป็นการจุดชนวนคลัสเตอร์อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในไทยให้เติบโตอย่างรวดเร็ว

รายละเอียด 5 บริษัทผู้ลงทุน

  • Hangzhou Seenpin Electromechanical Transmission: ผลิต Planetary Roller Screw และ Robot Ball Screw ชิ้นส่วนส่งกำลังความแม่นยำสูงสำหรับระบบขับเคลื่อนหุ่นยนต์ ลงทุน 2,120 ล้านบาท ที่ชลบุรี
  • Beite Technology: ผลิต Planetary Roller Screw สำหรับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ลงทุน 1,670 ล้านบาท ที่ชลบุรี และกำลังยื่นโครงการเพิ่ม 3,000 ล้านบาทสำหรับ Robot Ball Screw
  • Sanhua Intelligent Drives: ผลิต Actuator หรืออุปกรณ์ข้อต่อควบคุมการเคลื่อนที่ เปรียบเสมือนกล้ามเนื้อหุ่นยนต์ ลงทุน 1,800 ล้านบาท ที่ชลบุรี ก่อนหน้านี้เคยลงทุนชิ้นส่วนยานยนต์ให้ BYD, Volvo, Tesla มูลค่า 3,200 ล้านบาท
  • Tuopu Technology: ผลิต Actuator เช่นกัน ลงทุน 930 ล้านบาท ที่ฉะเชิงเทรา และมีโครงการชิ้นส่วนยานยนต์อีก 2 โครงการมูลค่า 3,500 ล้านบาท
  • Xusheng Group: ผลิต Robot Body/Joint/Bone Components หรือโครงร่างหุ่นยนต์จากวัสดุแข็งแรง น้ำหนักเบา ทนสั่นสะเทือน ลงทุน 2,700 ล้านบาท ที่ระยอง

โอกาสทองของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในไทย

หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์กำลังกลายเป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่โตแบบก้าวกระโดด ศูนย์วิจัยคาดว่าตลาดโลกจะพุ่งถึง 200,000 ล้านบาทภายในปี 2573 ด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ย 130% ต่อปี โดยปี 2570 จะเป็นจุดเปลี่ยนที่หุ่นยนต์อย่าง Optimus ของ Tesla เข้าสู่การผลิตเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ สามารถเดิน ทำงานซับซ้อนใกล้เคียงมนุษย์

ประเทศไทยมีจุดแข็งจากฐานการผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว การต่อยอดสู่ชิ้นส่วนหุ่นยนต์จะทำให้เราเป็น New Growth Engine ร่วมกับ EV, เซมิคอนดักเตอร์, ดิจิทัล และชีวภาพ นักลงทุนจีนมองไทยมีศักยภาพสูงในการผลิตชิ้นส่วนสำคัญเหล่านี้ และคาดว่าจะมีบริษัทอื่นๆ เข้ามาเพิ่มในเร็ววัน

“ขณะนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศไทยกำลังสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่” เลขาธิการบีโอไอ กล่าว การลงทุนนี้จะยกระดับทักษะแรงงานไทย สร้างห่วงโซ่อุปทานครบวงจร และดึงดูดการลงทุนเทคโนโลยีสูงเข้ามาอีกมาก

ในมุมมองของผม นี่คือโอกาส黃金ที่จะผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตยั่งยืน หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ไม่ได้เป็นแค่เครื่องจักร แต่เป็นอนาคตของแรงงานอัจฉริยะ คุณคิดว่าประเทศไทยพร้อมเป็นฮับชิ้นส่วนหุ่นยนต์หรือยัง? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติม!

ที่มา – “บีโอไอ” ไฟเขียว 5 บริษัทยักษ์ใหญ่จากจีน ลงทุน 9,200 ล้าน ปั้นโรงงานผลิตชิ้นส่วนหุ่นยนต์

จ่าสิงห์ ล่า “ไดร์มรณะ” ต้นเหตุเด็ก 10 ขวบดับ

“จ่าสิงห์” สั่งไล่ล่าถึงต้นตอ “ไดร์มรณะ” คร่าชีวิตเด็กหญิงวัย 10 ขวบ ย้ำ ขายสินค้าไร้ มอก. เตรียมโดนคดีอาญา พร้อมเปิดปฏิบัติการกวาดล้างทั่วประเทศ

วันที่ 13 ตุลาคม 2568 จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ออกคำสั่งด่วนติดตามคดีกรณีเด็กหญิงวัย 10 ขวบในจังหวัดบุรีรัมย์เสียชีวิตจากไฟฟ้าช็อตขณะใช้ไดร์เป่าผมที่ไม่ได้มาตรฐาน พร้อมย้ำว่า “ถ้ามีใครเอาชีวิตประชาชนไปแลกกับกำไร ผมดำเนินคดีจนถึงที่สุด” โดยเรียก นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วย นายพีรวัส สมวงศ์ คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยฯ และ นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เข้าประชุมวางแผนบัญชาการเพื่อหาต้นตอและแก้ไขปัญหาเหตุการณ์นี้ให้ทันท่วงที

พบ ไดร์-ปลั๊กพ่วง ไม่มี มอก.

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าไดร์เป่าผมและปลั๊กพ่วงที่ใช้ร่วมกันไม่ปรากฏเครื่องหมายมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) และมีความเสี่ยงไฟรั่วสูงเกินเกณฑ์กำหนด กระทรวงอุตสาหกรรมจึงประสานสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ลงพื้นที่ทันที ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเก็บหลักฐานทางเทคนิค ขยายผลหาผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่ายที่เกี่ยวข้อง

“สั่งให้ไปหาถึงต้นตอภายในเวลาที่เร็วที่สุด ไม่ใช่แค่จับรายย่อย แต่ต้องสืบถึงขบวนการ ถ้ามีใครเอาชีวิตประชาชนไปแลกกับกำไร ผมดำเนินคดีจนถึงที่สุด”

ระดมคณะทำงานตรวจสอบ

จ่าเอก ยศสิงห์ กล่าวด้วยว่า ได้สั่งระดมคณะทำงานฝ่ายกฎหมายและตรวจสอบสินค้าออนไลน์เพื่อสแกนหาสินค้าผิดมาตรฐานทุกแพลตฟอร์มทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน เช่น ไดร์เป่าผม หม้อหุงข้าว เตารีด พัดลม และปลั๊กพ่วง ที่มักลักลอบจำหน่ายโดยไม่มี มอก.

ทั้งนี้ได้มอบหมายให้ นายพีรวัส สมวงศ์ คณะที่ปรึกษารัฐมนตรี ร่วมกับ สมอ. จัดทำ Roadmap กวาดล้างสินค้าอุตสาหกรรมผิดมาตรฐาน 3 ระยะ (เร่งด่วน–กลาง–ยั่งยืน) เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภค พร้อมเชื่อมโยงสู่การยกระดับตลาดสินค้าไทยให้เป็นอุตสาหกรรมพึ่งพาได้อย่างแท้จริง พร้อมย้ำว่า “นี่ไม่ใช่การจับปรับ แต่คือภารกิจปกป้องชีวิตของคนไทย”

“ไดร์มรณะ” ภัยร้ายใกล้ตัวที่ต้องระวัง

เหตุการณ์เศร้าสลดที่เกิดขึ้นกับเด็กหญิงวัย 10 ขวบจาก “ไดร์มรณะ” กลายเป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ผู้บริโภคทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน มอก. (มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม) เพราะสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานเหล่านี้อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ความสำคัญของมาตรฐาน มอก.

เครื่องหมาย มอก. เป็นเครื่องหมายที่แสดงว่าสินค้าได้รับการตรวจสอบและรับรองแล้วว่ามีคุณภาพและความปลอดภัยตามมาตรฐานที่กำหนด การเลือกซื้อสินค้าที่มี มอก. จึงเป็นการลดความเสี่ยงจากอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้าโดยตรง เช่น ไดร์เป่าผม ปลั๊กไฟ และสายไฟ

จะตรวจสอบสินค้าที่มี มอก. ได้อย่างไร?

คุณสามารถตรวจสอบสินค้าที่มี มอก. ได้ง่ายๆ โดยสังเกตจากเครื่องหมาย มอก. ที่ติดอยู่บนตัวสินค้า หรือบรรจุภัณฑ์ นอกจากนี้ คุณยังสามารถตรวจสอบข้อมูลสินค้าที่มี มอก. ได้จากเว็บไซต์ของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.)

ผลกระทบจาก “ไดร์มรณะ” และการดำเนินการของภาครัฐ

จากกรณี “ไดร์มรณะ” จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้สั่งการให้มีการกวาดล้างสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน มอก. อย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เศร้าสลดเช่นนี้อีก พร้อมทั้งดำเนินคดีกับผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จัดจำหน่ายสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานอย่างเด็ดขาด

ข้อควรระวังในการเลือกซื้อและใช้งานไดร์เป่าผม

  • เลือกซื้อไดร์เป่าผมที่มีเครื่องหมาย มอก.
  • ตรวจสอบสภาพของไดร์เป่าผมก่อนใช้งาน หากพบว่ามีรอยแตกร้าว หรือสายไฟชำรุด ไม่ควรใช้งาน
  • ไม่ควรใช้ไดร์เป่าผมในบริเวณที่มีความชื้นสูง หรือใกล้กับน้ำ
  • เมื่อใช้งานไดร์เป่าผมเสร็จแล้ว ควรถอดปลั๊กออกทุกครั้ง

เหตุการณ์ “ไดร์มรณะ” เป็นเรื่องที่น่าเศร้าและสะเทือนใจ แต่ก็เป็นสิ่งที่กระตุ้นให้เราทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของเราเอง อย่ามองข้ามเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เพราะอาจนำมาซึ่งความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ได้

ที่มา – “จ่าสิงห์” สั่งไล่ล่าถึงต้นตอ “ไดร์มรณะ” คร่าชีวิตเด็กหญิงวัย 10 ขวบ

การเมือง-ชายแดน ฉุดเชื่อมั่นอุตฯ ต่ำสุดรอบ 37 เดือน

สถานการณ์ การเมือง-ชายแดน ฉุดความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ลดต่ำสุดในรอบ 37 เดือน สร้างความกังวลให้กับผู้ประกอบการอย่างมาก ปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ ประกอบกับความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้ออกมาเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมประจำเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงภาวะที่น่าเป็นห่วง โดยดัชนีดังกล่าวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 86.4 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 37 เดือนที่ผ่านมา ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น ได้แก่ ความไม่แน่นอนทางการเมืองหลังการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี การเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐที่ล่าช้ากว่าเป้าหมาย และผลกระทบจากมาตรการจัดเก็บภาษีของสหรัฐอเมริกาที่ยังไม่มีความชัดเจน

นอกจากนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดนอย่างมาก ทำให้มูลค่าการค้าชายแดนในเดือนสิงหาคมลดลงถึง 14,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว อีกทั้งยังส่งผลให้เกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงานชาวกัมพูชาในภาคการก่อสร้างอีกด้วย

การเมือง-ชายแดน ฉุดความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ลดต่ำสุดในรอบ 37 เดือน จริงหรือ?

จากสถานการณ์ที่กล่าวมา สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้เสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาให้กับภาครัฐ 4 ข้อดังนี้:

  • ขอให้ภาครัฐสรุปเงื่อนไขทางภาษีของสหรัฐอเมริกา เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเตรียมความพร้อมรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
  • เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณด้านการลงทุนในช่วงที่เหลือของปีงบประมาณ 2568 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างเป็นรูปธรรม
  • ปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ เพื่อสนับสนุนการนำวัสดุเหลือใช้และผลิตภัณฑ์พลอยได้มาใช้ประโยชน์ในการผลิตใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่า

ผลกระทบจาก การเมือง-ชายแดน ฉุดความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ลดต่ำสุดในรอบ 37 เดือน ต่อธุรกิจ

นายนาวา จันทนสุรคน รองประธาน ส.อ.ท. ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดใหม่ว่า จากการพูดคุยและพิจารณาประวัติการทำงานของแต่ละท่าน ทำให้มั่นใจว่าคณะรัฐมนตรีชุดนี้จะสามารถทำงานได้ดีและนำพาเศรษฐกิจของประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยภายนอกที่นอกเหนือจากการควบคุม เช่น สถานการณ์ การเมือง-ชายแดน ฉุดความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ลดต่ำสุดในรอบ 37 เดือน ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ภาคธุรกิจจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวน และปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งชายแดนและการสร้างเสถียรภาพทางการเมืองจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรม หากรัฐบาลสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและผู้ประกอบการได้ ก็จะส่งผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวอย่างแน่นอน

ที่มา – การเมือง-ชายแดน ฉุดความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ลดต่ำสุดในรอบ 37 เดือน

อนุทินเตรียม ทูลเกล้าฯ ครม. สัปดาห์นี้ ลุยเศรษฐกิจ

“อนุทิน” เตรียม ทูลเกล้าฯ ครม. สัปดาห์นี้ แจงสภาอุตสาหกรรมฯ ไม่เปิดด่านไทย-กัมพูชาในตอนนี้ ชี้ เป็นรัฐบาลมา 6 ปี รู้ไส้ปัญหา ยึดสไตล์ทำงานคนละพรรคแต่พวกเดียวกัน มุ่งแก้ไขเศรษฐกิจในระยะสั้น

วันที่ 15 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประชุมหารือแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทย ร่วมกับ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายธนกร วังบุญคงชนะ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายวรภัค ธันยาวงษ์ ว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

ทันทีที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมาถึงได้แนะนำ นายสุชาติ และนายธนกร ให้กับนางศุภจี พร้อมกล่าวว่าให้ทำความรู้จักกันไว้เพราะนี่คือรัฐมนตรีของเรา จากนั้นเมื่อถึงห้องประชุม บรรดาผู้ร่วมประชุมได้ปรบมือต้อนรับนายกรัฐมนตรี ทางด้านประธาน ส.อ.ท. ได้มอบกระเช้าแสดงความยินดีและอวยพรวันเกิดให้กับนายอนุทิน ที่ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมกล่าวให้การต้อนรับว่า ในนามของสภาอุตสาหกรรมฯ ตนและทีมงานทุกท่านรู้สึกเป็นเกียรติและดีใจเป็นอย่างมากที่ได้รับเกียรติจากนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่มาร่วมหารือกับ ส.อ.ท. ในวันนี้ ซึ่งเมื่อสักครู่ก่อนเข้าห้องประชุมตนได้แนะนำผู้บริหาร ส.อ.ท. ให้รู้จักเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงขอแนะนำบางท่านที่ยังเหลืออยู่

จากนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดการประชุมว่า ในวงหารือวันนี้เป็นพี่น้องกันทั้งนั้น รู้จักกันมานาน หลังจากนี้เป็นช่วงเวลาที่ประเทศต้องขับเคลื่อน ให้ปัญหาที่เกิดขึ้นต้องได้รับการแก้ไข และจะมีการนำรายชื่อคณะรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้าฯ ภายในสัปดาห์นี้ แต่เราคงไม่ปล่อยเวลาให้เสียประโยชน์ ได้ประสานกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รัฐบาลกับผู้นำทางเศรษฐกิจต้องไปคู่กัน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทย ให้เกิดความมั่นคงแข็งแรงในมิติอื่นๆ เช่น หากเศรษฐกิจดีคุณภาพชีวิตก็จะดี สังคมก็จะมีความสงบสุข

นายอนุทิน กล่าวต่อไปว่า จริงๆ วันนี้ต้องการมารับฟังข้อกังวลข้อเสนอแนะจาก ส.อ.ท. สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาพวกเราได้ประชุมร่างแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา เนื่องจากเวลามีจำกัด ซึ่งแม้ยังไม่ได้ทำงานแต่หลังไมค์ก็ทำทุกอย่าง เพราะสไตล์ของพวกเราคือต้องทำงานเร็ว นโยบายของรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นนั้นมุ่งเน้นแก้ไขเศรษฐกิจระยะสั้น วางรากฐานเพื่อการต่อยอดให้มีความมั่นคงต่อไปในระยะยาว

ส่วนปัญหาเฉพาะหน้า ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาชายแดนไทยกัมพูชา โดยเฉพาะปัญหาของผู้ประกอบการ แต่ไทย-กัมพูชาก็ต้องมีการค้าขายกันอยู่ แต่ด้วยความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมาถึงปัจจุบันนี้ เงื่อนไขข้อจำกัดต่างๆ การที่เราจะต้องรักษาอธิปไตย เกียรติภูมิของประเทศ การเปิดด่านจะไม่เกิดขึ้นในระยะสั้นนี้ ซึ่งก่อนจะเกิดสิ่งเหล่านั้นก็ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข ที่เราเป็นผู้กำหนด เพราะเราไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มก่อน ต้องพูดให้ชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดความกังวล เราต้องใช้ทุกวิธี เช่น การทหาร การทูต และหารือกับฝ่ายกัมพูชา ใช้องคาพยพทุกอย่างเพื่อแก้ปัญหาของ 2 ประเทศ โดยเร็วที่สุด

นายกรัฐมนตรี ระบุอีกว่า ในเรื่องของผู้ประกอบการ ที่อยู่ในโครงการ Thailand Plus One ในส่วนของกลุ่มประเทศ CLMV มีแนวคิดที่จะต้อง Matching กับเรา โดยเฉพาะ Local Content ที่เราเคยทำกับประเทศเพื่อนบ้าน จะต้องลงทุนผลิตในประเทศไทยแทน ดังนั้นคำว่า Local Content เป็นคำที่พวกเราต้องให้การสนับสนุน และให้ความสำคัญมาก ด้วยการเจรจากับประเทศคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของเราว่าเขามีข้อกำหนดมา ถือว่าประเทศไทยเราไม่ได้ด้อยไปกว่าประเทศอื่น แต่ยังมีเงื่อนไข โดยเฉพาะเรื่องการแปลงร่าง Local Content ที่กำหนดเงื่อนไขมา

ตนมองว่านี่เป็นโอกาสที่ดี ทำให้เราสามารถผลิตสินค้าส่งไปสหรัฐอเมริกาได้ และหากมีปัญหาก็ควรต้องส่งเสริมการลงทุนเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งมองว่าเรื่องนี้ไม่แปลก เพราะเมื่อ 20-30 ปีก่อน ที่ไทยเราเริ่มอุตสาหกรรม OEM แต่ครั้งนี้อย่าให้เป็นการรับจ้างทำของ หรือจ้างประกอบ เราต้องเริ่มตั้งแต่เปิดช่องทางเศรษฐกิจ ถือเป็นโอกาสให้ไทยขยายตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมาได้วางรากฐานเอาไว้สำหรับการขยายตัวอุตสาหกรรมของประเทศไทย ตนมองว่าเรายังไม่ได้ใช้ประโยชน์ตรงนี้อย่างเต็มที่ ทำให้เกิดการชะลอตัว ตอนนี้เราต้องพึ่งพาตัวเองมากขึ้น เพราะคู่แข่งข้างนอกเกิดมากขึ้น เช่น เวียดนาม และกัมพูชา ก็เป็นคู่แข่งที่น่ากลัว ในภาคอุตสาหกรรม ต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไปด้วย

ขณะเดียวกัน นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า บางครั้งต้องยอมรับว่ามีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง แม้รัฐบาลชุดนี้เข้ามาในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่จะทำให้เห็นเป็นตัวอย่างว่าความเป็นหนึ่งเดียวของรัฐบาลที่สามารถฟันฝ่าอุปสรรคเหล่านี้ไปได้

“ที่ผ่านมาผมอยู่มา 6 ปี เห็นปัญหาเยอะแยะ ที่สำคัญการหวาดระแวงซึ่งกันและกัน เอาตรงนี้เสนอขึ้นมา เช่น พรรคนี้คุมกระทรวงอุตสาหกรรม แต่นายกฯ เป็นคนละพรรคกันก็ไม่สนับสนุนอย่างเต็มที่ เพราะกลัวคะแนนตกไปที่พรรคอื่น ซึ่งขอเรียนว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นในรัฐบาลของผม เพราะถือคติคนละพรรคแต่พวกเดียวกันสำคัญกว่าพรรคเดียวกันคนละพวก”

ในตอนท้าย นายอนุทิน เผยว่า ตนอยู่ภาคเอกชนมาก่อน มีความเชื่อมั่นว่าถ้าเศรษฐกิจดีประเด็นอื่นเป็นเรื่องเล็ก จะบอกว่าคนมีกิน มีใช้ หรือมีเกียรติ มีศักดิ์ศรีด้วยก็ได้ ซึ่งจังหวะนี้ทำให้ผู้ร่วมประชุมหัวเราะขึ้นมา ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะกล่าวต่อไปว่า ตนและทีมงานของตนจะเร่งให้เกิดการวางรากฐานให้ได้มากที่สุดด้วยสไตล์การทำงานยึดภาพรวมเป็นหลัก ไม่ยึดภาพตัวเองเป็นหลัก ขอให้มั่นใจ อะไรที่ดีต่อส่วนรวมจะใช้อำนาจหน้าที่ของตนในฐานะนายกรัฐมนตรี ช่วยผลักดันความคาดหวังของพวกท่านให้เกิดความสำเร็จ.

อนุทินเตรียม ทูลเกล้าฯ ครม. สัปดาห์นี้

อะไรคือประเด็นหลักของการ ทูลเกล้าฯ ครม. สัปดาห์นี้

ประเด็นหลักคือการที่นายกรัฐมนตรีอนุทินได้แจ้งว่าจะนำรายชื่อคณะรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้าฯ ภายในสัปดาห์นี้ และให้ความสำคัญกับการหารือกับภาคเอกชนเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

การเตรียม ทูลเกล้าฯ ครม. สัปดาห์นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเริ่มต้นรัฐบาลใหม่ และการหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับภาคเอกชนในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ

นอกจากนี้ การที่นายกฯ อนุทินกล่าวถึงการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และการส่งเสริม Local Content ในโครงการ Thailand Plus One แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหาทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาค

การดำเนินการ ทูลเกล้าฯ ครม. สัปดาห์นี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณถึงความพร้อมของรัฐบาลในการบริหารประเทศ และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่

การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ การที่นายกฯ อนุทินให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจาก ส.อ.ท. จึงเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม และแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการพัฒนาประเทศ

การประกาศ ทูลเกล้าฯ ครม. สัปดาห์นี้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับประชาชนและภาคธุรกิจ เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของรัฐบาลในการทำงาน และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในระยะสั้น และวางรากฐานเพื่อการต่อยอดในระยะยาว เป็นแนวทางที่ถูกต้อง และจะช่วยให้ประเทศมีความมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต

ที่มา – นายกฯ เผยทูลเกล้าฯ “ครม.อนุทิน” สัปดาห์นี้ นำว่าที่ รมต. คุย ส.อ.ท. ลุยฟื้น ศก.

Scroll to top