อุทกภัยภาคใต้

โปรดเกล้าฯ รับศพน้ำท่วมใต้ พระราชทาน 100 ล้าน

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ทรงห่วงใยและพระราชทานกำลังใจ โปรดเกล้าฯ รับศพจากเหตุน้ำท่วมใต้ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ พระราชทานเงิน 100 ล้านบาท ฟื้นฟู รพ.หาดใหญ่ พร้อมพระราชทานโดรนเร่งช่วยเหลือ

เมื่อเวลา 12.48 น. วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์ภาพเอกสารหน่วยราชการในพระองค์ 904 พร้อมระบุข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า “กราบพระบาทสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรผู้ประสบภัยจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้”

สำหรับเนื้อหาในเอกสารดังกล่าว ระบุหัวเรื่องว่า ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เชิญพระราชกระแสเนื่องด้วยเหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ กราบเรียน นายกรัฐมนตรี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยราษฎรที่ประสบเหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ บุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ในการนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเชิญพระราชกระแส ดังนี้

1. ทรงห่วงใยราษฎรที่ประสบเหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ และทรงแสดงความเสียพระราชหฤทัยต่อผู้เสียชีวิตและครอบครัวจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับศพน้ำท่วมใต้ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์

2. พระราชทานกำลังใจแก่บุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาลหาดใหญ่ และโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และทรงชื่นชมบุคลากรทางการแพทย์ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ และจิตอาสาผู้ปฏิบัติหน้าที่ทุกคน ที่เสียสละอุทิศตนเพื่อช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์อุทกภัยดังกล่าว

3. ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเงิน จำนวน 100,000,000 บาท แก่โรงพยาบาลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อฟื้นฟูและซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ ทดแทนที่เสียหายและได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัย และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายแพทย์วิโรจน์ โยมเมือง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหาดใหญ่ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับพระราชทานเงินดังกล่าว

4. ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานอากาศยานไร้คนขับ (Drone) สำหรับค้นหา และอากาศยานไร้คนขับ (Drone) สำหรับขนส่งอาหาร แก่กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อใช้ในการบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ และบรรเทาสาธารณภัยแก่ราษฎร

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เชิญพระราชกระแส มา ณ โอกาสนี้ ลงท้ายด้วยชื่อ พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

โปรดเกล้าฯ รับศพน้ำท่วมใต้ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์

สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ยังคงสร้างความเสียหายและความเดือนร้อนให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยและพระราชทานความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ การโปรดเกล้าฯ รับศพน้ำท่วมใต้ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในทุกชีวิต และการพระราชทานเงินช่วยเหลือโรงพยาบาลหาดใหญ่ จะช่วยให้การฟื้นฟูเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ความช่วยเหลือด้านอื่นๆ ที่พระราชทานเพิ่มเติม

นอกเหนือจากการโปรดเกล้าฯ รับศพน้ำท่วมใต้ และการพระราชทานเงินช่วยเหลือแล้ว การพระราชทานโดรนเพื่อใช้ในการค้นหาและขนส่งอาหาร ยังเป็นการสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการบรรเทาสาธารณภัย ทำให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างทันท่วงทีและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น การมีโดรนช่วยขนส่งอาหารและเวชภัณฑ์ไปยังพื้นที่ที่เข้าถึงยาก ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในสถานการณ์เช่นนี้

ความช่วยเหลือที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้ในครั้งนี้ ครอบคลุมทั้งด้านการช่วยเหลือผู้ประสบภัย การฟื้นฟูสถานที่ และการสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานต่างๆ สะท้อนให้เห็นถึงพระราชปณิธานในการดูแลทุกข์สุขของประชาชนอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ การช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยพิบัติ ไม่สามารถทำได้โดยลำพังพระองค์เดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การแบ่งปันน้ำใจในช่วงเวลาที่ยากลำบาก จะช่วยให้เราก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปได้ด้วยกัน

สถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์สำคัญที่ทำให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ การวางแผนป้องกัน การสร้างระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ และการมีจิตอาสาช่วยเหลือผู้อื่น คือสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้เพื่อลดผลกระทบจากภัยพิบัติ

ขอเป็นกำลังใจให้กับผู้ประสบภัยทุกท่าน และขอขอบคุณทุกหน่วยงานและทุกท่านที่ร่วมกันช่วยเหลือผู้ประสบภัยในครั้งนี้

ประชาชนชาวไทยล้วนสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีต่อพสกนิกรอย่างหาที่สุดมิได้ การโปรดเกล้าฯ รับศพน้ำท่วมใต้ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์และการพระราชทานความช่วยเหลือต่างๆ เป็นเครื่องยืนยันถึงความห่วงใยที่ทรงมีต่อประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – โปรดเกล้าฯ รับศพน้ำท่วมใต้ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ พระราชทาน 100 ล้าน ฟื้นฟู รพ.หาดใหญ่

“ตรีนุช” สั่งประกันสังคม ช่วยผู้ประสบภัยภาคใต้



สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง ล่าสุด นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้สั่งการให้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เร่งออกมาตรการช่วยเหลือนายจ้าง-ผู้ประกันตนประสบอุทกภัยภาคใต้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

มาตรการเร่งด่วนที่ สปส. ดำเนินการคือ การจ่ายสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัยให้แก่ผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ ทำให้ไม่สามารถเดินทางมาทำงานได้ หรือสถานประกอบการจำเป็นต้องหยุดกิจการชั่วคราว โดยผู้ประกันตนจะได้รับเงินทดแทนร้อยละ 50 ของค่าจ้างรายวัน สูงสุดไม่เกิน 180 วัน ซึ่งเป็นเงินจำนวนไม่น้อยที่จะช่วยประคับประคองค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

“ตรีนุช” สั่งการประกันสังคม ช่วยนายจ้าง-ผู้ประกันตนประสบอุทกภัยภาคใต้

สำหรับขั้นตอนการขอรับสิทธิประโยชน์ ผู้ประกันตนสามารถยื่นแบบคำขอพร้อมหนังสือรับรองจากนายจ้างได้ที่สำนักงานประกันสังคมในพื้นที่ นอกจากนี้ ในกรณีที่ผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 เสียชีวิตจากเหตุที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงาน ทายาทจะได้รับสิทธิประโยชน์เป็นค่าทำศพ 50,000 บาท เงินสงเคราะห์กรณีตาย (สำหรับผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 36 เดือน) และเงินบำเหน็จชราภาพ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการจัดการงานศพและเป็นทุนสำรองเลี้ยงชีพให้กับครอบครัว

ในส่วนของผู้ประกันตนมาตรา 40 หากเสียชีวิต ทางเลือกที่ 1 และทางเลือกที่ 2 จะได้รับค่าทำศพ 25,000 บาท ส่วนทางเลือกที่ 3 จะได้รับค่าทำศพ 50,000 บาท พร้อมเงินบำเหน็จชราภาพในทางเลือกที่ 2 และ 3

นอกเหนือจากมาตรการช่วยเหลือผู้ประกันตนโดยตรง สปส. ยังมีโครงการสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงานระยะที่ 3 (พ.ศ. 2568-2569) วงเงินรวม 30,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่รักษาระดับการจ้างงานอย่างต่อเนื่อง โดยมีเงื่อนไขว่าสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการจะต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือนติดต่อกัน และต้องรักษาการจ้างงานไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ในช่วง 3 ปีแรกของสัญญา

สินเชื่อเพื่อช่วยเหลือสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

วงเงินสินเชื่อสูงสุดจะแตกต่างกันไปตามขนาดของธุรกิจ ตั้งแต่ 15 ล้านบาท สูงสุดถึง 50 ล้านบาท โดยมีอัตราดอกเบี้ยพิเศษในช่วง 3 ปีแรก กรณีมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน คิดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกินร้อยละ 2.35 ต่อปี และกรณีไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือใช้บุคคลค้ำประกัน คิดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกินร้อยละ 4.75 ต่อปี

ณ ปัจจุบัน มีสถานประกอบการที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อภายใต้โครงการนี้แล้ว 616 แห่ง รวมวงเงิน 6,270.64 ล้านบาท ซึ่งสามารถช่วยรักษาการจ้างงานลูกจ้างได้กว่า 82,771 คน

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ย้ำว่า สปส. จะยังคงติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้อย่างใกล้ชิด และเร่งขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือและฟื้นฟูในทุกด้าน เพื่อให้นายจ้าง-ผู้ประกันตนประสบอุทกภัยภาคใต้ได้รับการคุ้มครองและสามารถกลับคืนสู่ชีวิตปกติโดยเร็วที่สุด

สถานการณ์อุทกภัยครั้งนี้นับเป็นบททดสอบสำคัญของระบบประกันสังคมในการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ การดำเนินการอย่างรวดเร็วและทั่วถึงตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจให้กับนายจ้าง-ผู้ประกันตนประสบอุทกภัยภาคใต้

การช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติเป็นหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสำนักงานประกันสังคมที่ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง

ที่มา – “ตรีนุช” สั่งการประกันสังคม ออกมาตรการช่วยนายจ้าง-ผู้ประกันตนประสบอุทกภัยภาคใต้

ทอ. เลื่อนพิธีเปิดทดสอบยุทธวิธีปี 69 ช่วยน้ำท่วมใต้

กองทัพอากาศ เลื่อนพิธีเปิดการทดสอบยุทธวิธี ประจำปี 69 นำสรรพกำลังช่วยน้ำท่วมภาคใต้ ลุยภารกิจเร่งด่วนสูงสุด ลำเลียงยุทโธปกรณ์-สิ่งของบริจาค-กำลังพลสู่พื้นที่ เตรียม ฮ. พร้อมช่วยอพยพทันที

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 จากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนในวงกว้าง กองทัพอากาศ โดย พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ได้สั่งการเลื่อนพิธีเปิดทดสอบยุทธวิธีปี 69 (Air Tactical Operations Evaluation 2026) เพื่อให้กองทัพอากาศสามารถระดมสรรพกำลัง ทรัพยากร และเจ้าหน้าที่ทุกด้านเข้าสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัยได้อย่างเต็มขีดความสามารถ พร้อมกันนี้ ผู้บัญชาการทหารอากาศได้สั่งการให้ทุกหน่วยเพิ่มระดับการเตรียมพร้อมสูงสุดและปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ภาคใต้โดยเร็วที่สุด

พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ เปิดเผยว่า เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กองทัพอากาศได้ดำเนินมาตรการสำคัญ ดังนี้

1. จัดตั้งศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพอากาศ และศูนย์บรรเทาสาธารณภัยส่วนหน้า พร้อมจัดชุดประสานงาน เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการบริหารจัดการและบูรณาการความช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ

2. เตรียมความพร้อมเครื่องบินลำเลียงแบบที่ 8 (C-130) และแบบที่ 16 (ATR) สำหรับปฏิบัติภารกิจบินลำเลียงยุทโธปกรณ์ อุปกรณ์จำเป็น สิ่งของบริจาค รวมทั้งกำลังพลเข้าสู่พื้นที่ประสบภัยได้อย่างทันท่วงที

3. ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรับ-ส่งสิ่งของบริจาค จากภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนผู้มีจิตศรัทธาทั่วประเทศ โดยกองทัพอากาศพร้อมบินนำส่งไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็ว

4. จัดเตรียมเฮลิคอปเตอร์เพื่อปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือและอพยพประชาชน โดยพร้อมปฏิบัติการทันที ในพื้นที่เอื้ออำนวยและมีความปลอดภัยต่อการบิน

โฆษกกองทัพอากาศ ระบุในตอนท้ายว่า การตัดสินใจเลื่อนพิธีเปิดทดสอบยุทธวิธีปี 69 ในครั้งนี้ สะท้อนถึงนโยบายสำคัญของกองทัพอากาศ ที่ยึดถือการช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยพิบัติเป็นภารกิจเร่งด่วนสูงสุดเหนือภารกิจอื่นใดในห้วงวิกฤติ กองทัพอากาศตระหนักดีว่าการระดมสรรพกำลังของกองทัพอากาศ จะช่วยลดความสูญเสีย บรรเทาความเดือดร้อน และสนับสนุนการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยได้อย่างทันสถานการณ์

เลื่อนพิธีเปิดทดสอบยุทธวิธีปี 69

จากสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ที่รุนแรง กองทัพอากาศจึงตัดสินใจเลื่อนพิธีเปิดทดสอบยุทธวิธีปี 69 เพื่อทุ่มเทสรรพกำลังทั้งหมดในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพอากาศในการเป็นที่พึ่งของประชาชนในยามยากลำบาก โดยมุ่งเน้นการช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่และทันท่วงที

ความสำคัญของการเลื่อนพิธีเปิดทดสอบยุทธวิธีปี 69

การเลื่อนพิธีเปิดทดสอบยุทธวิธีปี 69 ไม่ได้เป็นเพียงแค่การยกเลิกกิจกรรม แต่เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า กองทัพอากาศให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือประชาชนเป็นอันดับแรกสุด ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบาก การที่กองทัพอากาศพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่สร้างความเชื่อมั่นและความอบอุ่นใจให้กับประชาชน

การสนับสนุนของกองทัพอากาศไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การลำเลียงสิ่งของบริจาคและกำลังพล แต่ยังรวมถึงการให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์ การอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยง และการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย การทำงานอย่างหนักของเจ้าหน้าที่กองทัพอากาศเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาประชาชน และสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ

นอกจากนี้ การที่กองทัพอากาศสามารถปรับตัวและตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมในการรับมือกับภัยพิบัติทุกรูปแบบ ความสามารถในการระดมทรัพยากรและบุคลากรอย่างมีประสิทธิภาพเป็นผลมาจากการฝึกฝนและการเตรียมความพร้อมอย่างสม่ำเสมอ

แม้ว่าการเลื่อนพิธีเปิดทดสอบยุทธวิธีจะเป็นการเปลี่ยนแปลงแผนงานที่สำคัญ แต่กองทัพอากาศยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนากองทัพให้มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถปกป้องอธิปไตยของชาติและช่วยเหลือประชาชนได้ในทุกสถานการณ์ การเรียนรู้จากประสบการณ์ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปรับปรุงแผนการปฏิบัติการและเพิ่มขีดความสามารถในการตอบสนองต่อภัยพิบัติในอนาคต

การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเสียสละและความทุ่มเทของกองทัพอากาศ ซึ่งพร้อมที่จะทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือประชาชน

ที่มา – เลื่อนพิธีเปิดทดสอบยุทธวิธีปี 69 ทอ. ลุยภารกิจเร่งด่วนสูงสุด ช่วยน้ำท่วมใต้

“ธรรมนัส” สั่ง อ.ต.ก. ลำเลียงข้าวช่วยชาวหาดใหญ่

“ธรรมนัส” สั่ง อ.ต.ก.ลำเลียงข้าว–น้ำดื่ม โดยใช้เครื่องบินกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ช่วยชาวหาดใหญ่ประสบอุทกภัย ย้ำ รัฐบาลเร่งบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนทุกช่องทาง

จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการด่วนให้องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ระดมสรรพกำลังเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากอย่างเร่งด่วน

สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก ทำให้หลายครัวเรือนต้องติดค้างอยู่ในบ้านเรือน ขาดแคลนอาหารและน้ำดื่ม ร.อ.ธรรมนัส จึงได้สั่งการให้ “ธรรมนัส” สั่ง อ.ต.ก.ลำเลียงข้าว และน้ำดื่มโดยด่วนที่สุด

ในการนี้ ร.อ.ธรรมนัส ได้สั่งการให้ใช้ปฏิบัติการลำเลียงเสบียงทางอากาศ โดยได้รับความร่วมมือจากเครื่องบินของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยในเบื้องต้นได้มีการจัดส่งข้าวสารคุณภาพกว่า 1,500 กิโลกรัม และน้ำดื่มจำนวน 1,000 ขวด ไปยังศูนย์กระจายความช่วยเหลือในพื้นที่หาดใหญ่

“รัฐบาลภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นอย่างยิ่ง และพร้อมที่จะสนับสนุนทุกวิถีทางเพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงมือผู้ประสบภัยอย่างทันท่วงที” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

“ธรรมนัส” สั่ง อ.ต.ก. ลำเลียงข้าวช่วยชาวหาดใหญ่

ร.อ.ธรรมนัส ยังได้กำชับให้ อ.ต.ก. และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยให้ความสำคัญกับการจัดหาอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้มากที่สุด นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำถึงการดูแลสัตว์เลี้ยงที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนจะได้รับการช่วยเหลืออย่างทั่วถึง

การดำเนินการช่วยเหลือประชาชนในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างจริงจัง และพร้อมที่จะใช้ทุกวิถีทางเพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงมือผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ภารกิจเร่งด่วน: “ธรรมนัส” สั่ง อ.ต.ก. ลำเลียงข้าว

นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังได้กล่าวถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์อุทกภัยในอนาคต โดยเน้นย้ำถึงการวางแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกับประชาชน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้มีความแข็งแกร่ง เพื่อลดผลกระทบจากภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น

  • การประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
  • การจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว เพื่อให้ผู้ประสบภัยมีที่พักอาศัยที่ปลอดภัย
  • การให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อดูแลสุขภาพของผู้ประสบภัย
  • การฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

สถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราต้องหันกลับมาทบทวนถึงแนวทางการบริหารจัดการน้ำ และการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เราต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างสังคมที่เข้มแข็งและพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์

การที่ “ธรรมนัส” สั่ง อ.ต.ก.ลำเลียงข้าว ในครั้งนี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลต่อปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืนนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่เข้มแข็งและพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์

ที่มา – “ธรรมนัส” สั่ง อ.ต.ก.ลำเลียงข้าว–น้ำดื่ม ใช้เครื่องบินกรมฝนหลวงและการบินเกษตรช่วยชาวหาดใหญ่ทุกทาง

นายกฯ สั่ง ผู้ว่าฯ 16 จังหวัดเตรียมรับมืออุทกภัย

“อนุทิน” สั่งผู้ว่าฯ 14 จังหวัดภาคใต้ และเพชรบุรี – ประจวบฯ เตรียมพร้อมรับมืออุทกภัย พร้อมกำชับแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าในทุกช่องทาง

วันที่ 16 ตุลาคม 2568 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ พร้อมด้วยเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ รวม 16 จังหวัด เตรียมรับมืออุทกภัยและคลื่นลมแรงอย่างเต็มที่

ทั้งนี้คำสั่งดังกล่าวมีขึ้นหลังกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมเป็นต้นไปภาคใต้จะได้รับอิทธิพลจากมรสุมและร่องมรสุม รวมถึงอาจมีพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนตัวเข้ามา ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง ทำให้นายอนุทินได้กำชับผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 16 จังหวัด ให้ดำเนินการใน 5 ด้านหลัก ทั้งเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ ประเมินความเสี่ยงอุทกภัย คลื่นลมแรง และดินสไลด์ โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชน เขตเศรษฐกิจ ริมแม่น้ำ ท้ายเขื่อน และพื้นที่ติดชายทะเล และเน้นย้ำให้แจ้งเตือนภัยล่วงหน้าในทุกช่องทาง

นอกจากนี้พื้นที่ชุมชนให้ป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังล่วงหน้า ด้วยการขุดลอกท่อระบายน้ำ กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ และติดตั้งเครื่องจักรกลสาธารณภัยในพื้นที่เสี่ยง ส่วนพื้นที่ติดชายฝั่งทะเลให้ประสานงานกับกรมเจ้าท่า กองทัพเรือและตำรวจน้ำ เพื่อดูแลความปลอดภัยการเดินเรือ และสั่งห้ามการเดินเรือในช่วงคลื่นลมแรง และสื่อสารแจ้งเตือนนักท่องเที่ยว ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติให้เฝ้าระวังและปิดกั้นพื้นที่ห้ามนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่เสี่ยงเช่น น้ำตก ถ้ำ และเกาะแก่งต่าง ๆ

ส่วนแผนเผชิญเหตุให้จัดทีมปฏิบัติการจากทุกภาคส่วนเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยและกลุ่มเปราะบางอย่างเป็นระบบ เคลื่อนย้ายทรัพย์สิน จัดหน่วยบริการด้านการแพทย์ และเร่งระบายน้ำ สำรวจและเยียวยาเมื่อสถานการณ์คลี่คลายและให้เร่งสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้นเพื่อให้ความช่วยเหลือ เยียวยา ฟื้นฟูบูรณะพื้นที่ประสบภัยตามระเบียบโดยเร็วที่สุด อย่างไรก็ตามประชาชนที่ต้องการขอรับความช่วยเหลือ สามารถติดต่อสายด่วนได้ที่หมายเลข 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง

นายกฯ สั่ง ผู้ว่าฯ 16 จังหวัดเตรียมรับมืออุทกภัย

จากสถานการณ์ที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์ถึงสภาวะอากาศที่อาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ภาคใต้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ 16 จังหวัด เตรียมรับมืออุทกภัย อย่างเร่งด่วน เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประชาชนและทรัพย์สิน การเตรียมความพร้อมนี้ครอบคลุมถึงการเฝ้าระวัง การแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า และการจัดเตรียมแผนเผชิญเหตุที่ครอบคลุมทุกด้าน

มาตรการสำคัญในการเตรียมรับมืออุทกภัย

  • การเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์: ติดตามข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด
  • การแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า: แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงผ่านทุกช่องทาง ทั้งสื่อสังคมออนไลน์ วิทยุชุมชน และหอกระจายข่าว
  • การเตรียมแผนเผชิญเหตุ: จัดเตรียมทีมปฏิบัติการ อุปกรณ์กู้ภัย และสถานที่อพยพให้พร้อมใช้งาน
  • การป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขัง: ขุดลอกท่อระบายน้ำ กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ และติดตั้งเครื่องสูบน้ำในพื้นที่เสี่ยง
  • การดูแลความปลอดภัยทางทะเล: ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดูแลความปลอดภัยการเดินเรือ และแจ้งเตือนนักท่องเที่ยว

การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์อุทกภัยเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อลดความเสียหายและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น การปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการ และการเตรียมพร้อมของประชาชน จะช่วยให้เราสามารถเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น การ เตรียมรับมืออุทกภัย จึงเป็นหน้าที่ของทุกคน

การที่นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ 16 จังหวัดเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความห่วงใยที่รัฐบาลมีต่อประชาชน การเตรียมความพร้อมที่ดีจะช่วยลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น และช่วยให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด

ที่มา – นายกฯ สั่งผู้ว่าฯ 16 จังหวัดเตรียมรับมืออุทกภัย พร้อมให้แจ้งเตือนภัยล่วงหน้า

Scroll to top