อุ้มรีดเงิน

ชลบุรี เหยื่อโผล่แจ้งจับเพิ่ม แก๊งอ้างเป็นตำรวจ “ชุดสืบ” อุ้มรีดเงิน

ช่วงนี้ใครที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชลบุรีต้องเพิ่มความระมัดระวังกันให้มากเลยนะครับ เพราะล่าสุดมีข่าวเตือนภัยที่น่าตกใจเกี่ยวกับ ชลบุรี เหยื่อโผล่แจ้งจับเพิ่ม แก๊งอ้างเป็นตำรวจ “ชุดสืบ” อุ้มรีดเงิน มีพาไปขังเซฟเฮาส์ ซึ่งเหตุการณ์นี้สร้างความหวาดกลัวให้กับผู้ประกอบการและชาวบ้านเป็นอย่างมาก เนื่องจากมิจฉาชีพกลุ่มนี้ใช้วิธีการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเข้ามาก่อเหตุรีดไถเงินโดยเฉพาะ

สถานการณ์ระทึก ชลบุรี เหยื่อโผล่แจ้งจับเพิ่ม แก๊งอ้างเป็นตำรวจ “ชุดสืบ” อุ้มรีดเงิน

เรื่องราวเริ่มต้นจากหญิงสาวเจ้าของร้านสมุนไพรแห่งหนึ่งในพัทยาใต้ ที่ถูกชายฉกรรจ์ 3 คนบุกเข้ามาอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน โดยอ้างว่าพบอุปกรณ์เสพยาภายในร้าน ก่อนจะทำการควบคุมตัวเธอและพนักงานไปขังไว้ในเซฟเฮาส์ เพื่อข่มขู่รีดไถเงินแลกกับอิสรภาพ นี่ถือเป็นพฤติกรรมที่อุกอาจมากครับ เพราะการ ชลบุรี เหยื่อโผล่แจ้งจับเพิ่ม แก๊งอ้างเป็นตำรวจ “ชุดสืบ” อุ้มรีดเงิน กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างเร่งด่วน

วิธีสังเกตพฤติกรรมมิจฉาชีพแอบอ้างตำรวจ

  • เจ้าหน้าที่จะต้องมีบัตรประจำตัวที่ชัดเจนและแสดงให้เห็นเสมอ
  • การเข้าตรวจค้นต้องมีหมายค้นหรือมีขั้นตอนตามกฎหมาย ไม่ใช่พาไปเซฟเฮาส์
  • หากถูกจับกุม ตำรวจจริงต้องพาไปสถานีตำรวจ ไม่ใช่ที่ลับตาคน
  • ห้ามโอนเงินหรือจ่ายเงินสดให้เจ้าหน้าที่ในที่เกิดเหตุโดยเด็ดขาด

จากคำให้การของผู้เสียหาย เธอสังเกตเห็นความผิดปกติหลายอย่าง เพราะแทนที่จะพาไปโรงพัก กลับพาไปขังในห้องและเอาแต่เรียกเงิน ทำให้เธอตัดสินใจเข้าแจ้งความกับ สภ.เมืองพัทยา เพื่อขอความช่วยเหลือ ซึ่งในตอนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งแกะรอยจากกล้องวงจรปิดเพื่อนำตัวคนร้ายมาลงโทษให้ได้โดยเร็วที่สุดครับ

สำหรับใครที่ประกอบธุรกิจหรือเปิดร้านค้า ควรติดตั้งกล้องวงจรปิดและระมัดระวังตัวเสมอ หากมีคนแปลกหน้าอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ขอให้ตั้งสติและตรวจสอบหลักฐานให้ชัดเจนที่สุด เพราะความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของทุกคนสำคัญที่สุดครับ หากพบเหตุการณ์ต้องสงสัย อย่ารอช้าให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่ทันทีเพื่อป้องกันไม่ให้คนร้ายไปก่อเหตุกับคนอื่นอีก

ที่มา – ชลบุรี เหยื่อโผล่แจ้งจับเพิ่ม แก๊งอ้างเป็นตำรวจ “ชุดสืบ” อุ้มรีดเงิน มีพาไปขังเซฟเฮาส์

บุกจับ “เกมส์” ผู้ต้องหาอุ้มเรียกค่าไถ่ ค่าหัว 8 หมื่น

ตำรวจสืบภาค 9 บุกจับ “เกมส์” ผู้ต้องหาตามบัญชีสืบจับ ค่าหัว 8 หมื่น ก่อเหตุโชกโชน อุ้มเรียกค่าไถ่ ยาเสพติด หลังหนีกบดานที่บ้านแฟนสาว ชานเมืองเชียงใหม่ คดีอุ้มเรียกค่าไถ่นี้สร้างความสะเทือนขวัญให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก

วันที่ 10 ต.ค. 68 พ.ต.อ.สมพงษ์ สุวรรณวงศ์ รอง ผบก.สส.ภ.9 นำกำลังตำรวจชุดสืบสวน ตำรวจภูธรภาค 9 และ กำลังตำรวจชุดปฏิบัติการพิเศษ กองบังคับการตำรวจสืบสวน ตำรวจภูธรภาค 9 ไปล้อมบ้านหลังหนึ่ง ในพื้นที่ ม.6 ต.ยางเนิ้ง อ.สารภี จ.เชียงใหม่ หลังสืบสวนพบว่า นายกิตติพศ หรือ เกมส์ อายุ 31 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสตูล ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2567 ข้อหา “ร่วมกันเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ เอาตัวบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีไป โดยใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดครองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด หรือหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบุคคลใด” และเป็นบุคคลตามหมายจับในบัญชีประกาศสืบจับและอัตราเงินสินบนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปี 2568 ลำดับที่ 189 อัตราเงินสินบน จำนวน 80,000 บาท หนีมาอาศัยอยู่ เนื่องจากเป็นบ้านของแฟนสาว

โดยตำรวจได้นำหมายค้นศาลจังหวัดเชียงใหม่ เข้าปิดล้อมและขอตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าว กระทั่งนาย กิตติพศ และแฟนสาว ยอมเปิดประตูบ้านออกมา ตำรวจจึงแสดงหมายค้น และหมายจับ ซึ่งนายกิตติพศ ยอมรับเป็นบุคคลตามหมายจับจริง ตำรวจจึงควบคุมตัวไปทำบันทึกจับกุมที่ สภ.สารภี ก่อนควบคุมตัวจากจังหวัดเชียงใหม่ ไปส่งพนักงานสอบสวน สภ.ละงู จังหวัดสตูล ดำเนินคดี

สำหรับนายกิตติพศ มีประวัติอาชญากรรมโชกโชน โดยปี 2553 ถูกตำรวจ สภ.เมืองตรัง จับกุมข้อหาจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ ปี 2556 ถูกตำรวจ สภ.กันตัง จับกุมข้อหาขับขี่รถยนต์สาธารณะ หรือจักรยานยนต์สาธารณะแล้วเสพยาเสพติด เสพวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท, เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 และตำรวจ สภ.เมืองตรัง จับกุมข้อหา เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1

จากนั้น วันที่ 16 ต.ค. 2558 ก่อเหตุเปิดศึกดวลปืนกับคู่อริ หน้าศาลเจ้าพ่อหมื่นราม ถ.รัษฎา ต.ทับเที่ยง อ.เมืองตรัง ในงานถือกินเจ ทำให้มีผู้เจ็บสาหัส 2 คน ซึ่งหลังก่อเหตุก็ถูกตำรวจ สภ.เมืองตรัง จับกุมได้ และปี 2557 ถูกตำรวจ สภ.เมืองตรัง จับกุมข้อหามีไว้ในครอบครอง ซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 และปีเดียวกันถูกตำรวจ สภ.นาโยง จับกุม ข้อหาผลิต นำเข้า จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครอง ซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1

ต่อมา วันที่ 6 ส.ค. 67 เวลาประมาณ 22.30 น. นายกิตติพศ กับพวก รวม 5 คน ขับรถยนต์กระบะไปจอดที่หน้าบ้านหลังหนึ่งใน ม.3 ต.กำแพง อ.ละงู จ.สตูล ข่มขู่หญิงสาวขึ้นรถ นำตัวไปเรียกค่าไถ่ ก่อนลวงให้ติดต่อชายอีกคนมาพบเพื่อเจรจาปัญหาส่วนตัว จากนั้นจึงร่วมกับเพื่อนทำร้ายร่างกาย รีดทรัพย์ คดีนี้เป็นที่มาของการบุกจับ “เกมส์” ผู้ต้องหาอุ้มเรียกค่าไถ่ ค่าหัว 8 หมื่น

บุกจับ “เกมส์” ผู้ต้องหาอุ้มเรียกค่าไถ่ ค่าหัว 8 หมื่น

การบุกจับครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของตำรวจในการปราบปรามอาชญากรรมร้ายแรง โดยเฉพาะคดีอุ้มเรียกค่าไถ่ ซึ่งเป็นภัยต่อสังคม

ทำไมคดีอุ้มเรียกค่าไถ่ถึงรุนแรง?

คดีอุ้มเรียกค่าไถ่เป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรงเพราะละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอย่างร้ายแรง ผู้ถูกกระทำต้องเผชิญกับความหวาดกลัวและความไม่แน่นอนในชีวิต ซึ่งส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างมาก นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน คดีอุ้มเรียกค่าไถ่

  • สร้างความหวาดกลัวให้กับสังคม
  • ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุน
  • ทำลายภาพลักษณ์ของประเทศ

การที่ตำรวจสามารถบุกจับ “เกมส์” ผู้ต้องหาอุ้มเรียกค่าไถ่ ค่าหัว 8 หมื่นได้สำเร็จ ถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญในการสร้างความปลอดภัยให้กับสังคม อย่างไรก็ตาม การป้องกันอาชญากรรมอุ้มเรียกค่าไถ่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน

การจับกุมนายเกมส์ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่ากฎหมายจะลงโทษผู้กระทำผิดไม่ว่าพวกเขาจะหลบหนีไปที่ใด และเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายจะไม่ยอมให้การก่ออาชญากรรมดังกล่าวแพร่หลายต่อไป

ที่มา – บุกจับ “เกมส์” ผู้ต้องหาตามบัญชี ค่าหัว 8 หมื่น ก่อเหตุโชกโชน อุ้มเรียกค่าไถ่

Scroll to top