เกาะพะงัน

นายกฯ นั่งเรือสปีดโบตถึงเกาะพะงัน ประชาชนถือป้ายต้อนรับ

ในวันที่ 13 พฤษภาคม 2567 เหตุการณ์นายกฯ นั่งเรือสปีดโบตถึงเกาะพะงัน ประชาชนถือป้ายต้อนรับ ได้กลายเป็นภาพประทับใจที่สร้างความฮือฮาในหมู่ชาวโซเชียล โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางเยือนพื้นที่เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อติดตามปัญหาและให้กำลังใจประชาชนในพื้นที่ท่องเที่ยวชื่อดังแห่งนี้ การเดินทางครั้งนี้ไม่เพียงแสดงถึงความใกล้ชิดของผู้นำรัฐบาลกับประชาชนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ท่องเที่ยว

นายกฯ นั่งเรือสปีดโบตถึงเกาะพะงัน ประชาชนถือป้ายต้อนรับ

เริ่มต้นการเดินทาง เมื่อเวลา 12.30 น. นายกฯ อนุทิน เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติสมุย โดยได้รับการต้อนรับจากนายพิพิธ รัตนรักษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี และ ส.ส.เขต 2 สุราษฎร์ธานี พรรคภูมิใจไทย จากนั้น นายกฯ เดินทางด้วยรถโตโยต้า อัลพาร์ด สีดำ ทะเบียน 4 กร 5577 กรุงเทพมหานคร ไปยังท่าเรือบางรักษ์ อ.เกาะสมุย

การเดินทางข้ามไปเกาะพะงันด้วยเรือสปีดโบต

เวลา 12.50 น. นายกฯ ลงเรือสปีดโบตที่ท่าเรือบางรักษ์ โดยนั่งอยู่บริเวณหัวเรือ ซึ่งเป็นจุดที่น่าสนใจเพราะนายกฯ ได้เรียกนายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม มาพูดคุยและสั่งการให้ปรับปรุงสะพานท่าเทียบเรือที่ค่อนข้างเก่าแก่ สั่งให้ปรับระเบียบเพื่อให้เอกชนและประชาชนใช้งานได้สะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้น การสั่งการนี้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของนายกฯ ในการแก้ปัญหาเชิงรุกทันทีที่พบเห็น

เมื่อเรือสปีดโบตเทียบท่าเทียบเรือเกาะพะงัน นายกฯ ได้ลงจากเรือท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากประชาชนและเด็กๆ ที่มารออยู่ นายกฯ ยังได้ทักทายเด็กๆ อย่างเป็นกันเอง โดยสอบถามชื่อเด็กคนหนึ่งซึ่งตอบว่า “จ๋าและบิวตี้” นายกฯ ตอบติดตลกว่า “ได้ยินชื่อหมดแรงเลย” สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับทุกคน

ป้ายต้อนรับสุดประทับใจจากชาวเกาะพะงัน

ไฮไลต์สำคัญคือประชาชนที่ถือป้ายข้อความต้อนรับนายกฯ โดยป้ายเหล่านั้นมีข้อความที่แสดงถึงความหวังและกำลังใจ เช่น “ให้กำลังใจนายกฯ” “นายกฯ มาปัญหาจบ” “นายกฯ มาคนพะงันดีใจและยิ้มได้” และ “ดีใจที่ได้เจอนายกฯ อนุทิน” ก่อนที่นายกฯ จะขึ้นรถ ประชาชนยังมอบดอกไม้ช่อใหญ่เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการต้อนรับและกำลังใจ

  • ข้อความบนป้ายต้อนรับ: ให้กำลังใจนายกฯ
  • นายกฯ มาปัญหาจบ
  • นายกฯ มาคนพะงันดีใจและยิ้มได้
  • ดีใจที่ได้เจอนายกฯ อนุทิน

เกาะพะงันซึ่งเป็นเกาะที่มีชื่อเสียงระดับโลกจากงานปาร์ตี้ฟูลมูนปาร์ตี้ (Full Moon Party) และเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของไทย การเยือนครั้งนี้นอกจากจะสร้างความสุขให้ประชาชนแล้ว ยังช่วยเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยว โดยรัฐบาลมีแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่าเรือและถนน เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นหลังโควิด-19

ความสำคัญของการเยือนเกาะพะงันครั้งนี้

นายกฯ นั่งเรือสปีดโบตถึงเกาะพะงัน ประชาชนถือป้ายต้อนรับ ไม่ใช่แค่การเดินทางธรรมดา แต่เป็นสัญญาณว่ารัฐบาลกำลังจริงจังกับปัญหาของชาวเกาะ เช่น การขนส่งที่ล่าช้า สะพานเก่า และการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ชาวเกาะพะงันซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพท่องเที่ยว ต่างคาดหวังว่านโยบายเหล่านี้จะช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงไฮซีซั่น

นอกจากนี้ การต้อนรับอย่างอบอุ่นยังสะท้อนความนิยมของนายกฯ อนุทินในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยมีฐานเสียงแข็งแกร่ง การเดินทางแบบนี้ช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับประชาชน ทำให้ประชาชนรู้สึกว่ารัฐบาลไม่ได้อยู่ไกลตัว

ในมุมมองของผู้เขียน การเยือนครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของผู้นำที่ “ลงพื้นที่จริง” และ “แก้ปัญหาจริง” ไม่ใช่แค่มาถ่ายรูปหรือกล่าวสุนทรพจน์เท่านั้น แต่สั่งการแก้ไขทันที ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและนักท่องเที่ยว หากรัฐบาลดำเนินการต่อเนื่อง เกาะพะงันจะกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ทันสมัยยิ่งขึ้น

คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นายกฯ นั่งเรือสปีดโบตถึงเกาะพะงัน ประชาชนถือป้ายต้อนรับครั้งนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข่าวดีนี้ด้วยนะครับ!

ที่มา – นายกฯ นั่งเรือสปีดโบตถึงเกาะพะงัน ประชาชนถือป้ายต้อนรับ ดีใจได้เจอ – นายกฯ มาปัญหาจบ

ล้างบาง “นอมินีต่างชาติ” DBD ผนึก DSI สแกนสมุย

ล้างบาง “นอมินีต่างชาติ” DBD ผนึก DSI เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังมาแรงในแวดวงธุรกิจท่องเที่ยวไทยเลยครับ! กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ร่วมมือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดปฏิบัติการกวาดล้างบริษัทนอมินีที่ชาวต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินีเพื่อฮุบธุรกิจ โดยเริ่มนำร่องที่เกาะสมุยและเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี สแกนข้อมูลนิติบุคคลถึง 11,426 แห่งที่เกี่ยวข้องกับต่างชาติ และเตรียมขยายผลไปยังเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ อย่างภูเก็ต พัทยา หัวหิน กระบี่ พังงา เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคนไทยให้มากที่สุด

ล้างบาง \

ล้างบาง “นอมินีต่างชาติ” DBD ผนึก DSI: เริ่มจากสมุย-พะงัน

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เล่าว่า จากการสแกนข้อมูลบริษัทในแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง พบว่ามีบริษัทจำนวนมากที่เข้าข่ายนอมินี โดยเฉพาะในเกาะสมุยและพะงัน ที่ประชาชนร้องเรียนหนักว่าชาวต่างชาติรวมกลุ่มตั้งบริษัท ใช้คนไทยเป็นนอมินี แสวงหาผลกำไรโดยไม่ชอบธรรม สร้างปัญหาให้สังคมท้องถิ่น เช่น ครอบครองที่ดิน โรงแรม รีสอร์ต เกินกว่าที่กฎหมายอนุญาต

แนวทางปฏิบัติการชัดเจน: นำข้อมูล 11,426 บริษัทมาจำแนกความเสี่ยงสูง กลาง ต่ำ เริ่มตรวจบริษัทเสี่ยงสูงก่อน หากมีร้องเรียนชัดเจน ส่งทีมลงพื้นที่ทันที ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ เช่น กรมการท่องเที่ยวและกีฬา กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กรมสรรพากร เพื่อใช้กฎหมายหลายมิติ บางรายอาจเข้าข่ายฟอกเงินด้วย

สแกนหมื่นบริษัท สมุย-พะงัน จ่อขยายผลเมืองท่องเที่ยว

นี่คือปัญหาที่สะสมมานานครับ นอมินีต่างชาติทำให้คนไทยเสียโอกาสในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะท่องเที่ยวที่เป็นหัวใจเศรษฐกิจไทย ชาวต่างชาติใช้ช่องโหว่จดบริษัทไทย ถือหุ้นผ่านนอมินี ทำธุรกิจที่กฎหมายห้าม เช่น โรงแรม บาร์ รีสอร์ต จนชาวบ้านเดือดร้อน

ล้างบาง \

ขยายผลปูพรม 5 เมืองท่องเที่ยวหลัก

หลังนำร่องใต้ ยังมีแผนขยายไปยังพื้นที่อื่นที่มีบริษัทต่างชาติหนาแน่น:

  • พัทยา: 19,910 ราย (59.76%) ชาวจีน อังกฤษ รัสเซีย อินเดีย เยอรมัน นำ
  • หัวหิน: 2,081 ราย (51.24%)
  • ภูเก็ต: 11,626 ราย (39.22%)
  • กระบี่: 749 ราย (20.88%)
  • พังงา: 346 ราย (20.53%)

นายพูนพงษ์ เน้นย้ำว่านี่คือปัญหาแห่งชาติ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล สั่งการตรง รองนายกฯ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ กำชับหนัก ที่ผ่านมาเคยจับนอมินีเกาะพะงัน เช่น สำนักงานบัญชีถือหุ้น 66 แห่ง ส่ง 34 บริษัทสมุยให้ ปปง. ตรวจเงิน 100 ล้านบาท จากนี้เข้มข้นขึ้น

ป้องกันล่วงหน้า DBD หารือสมาคมธนาคารไทย ตรวจเส้นเงินผู้ถือหุ้นไทยตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 คุมหลักฐานการเงิน ลดนอมินี 60% และ 1 เม.ย. 2569 ยืนยันชำระเงินจริง ลด 75% เร็วๆ นี้มีมาตรการใหม่ ไม่ให้หลุดรอด

พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดี DSI ยืนยันร่วมมือต่อเนื่อง จับคดีไม่ขออนุญาตประกอบธุรกิจต่างด้าว มูลค่าเกิน 100 ล้าน ล่าสุด ปปง. เตรียมบรรจุ “นอมินี” เป็นมูลฐานฟอกเงิน สามารถยึดทรัพย์ได้ง่ายขึ้น

ในมุมผม การล้างบาง “นอมินีต่างชาติ” DBD ผนึก DSI ครั้งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ช่วยให้ธุรกิจท่องเที่ยวไทยคืนสู่มือคนไทยแท้ๆ ลดการเอารัดเอาเปรียบ สร้างความเป็นธรรม ลองคิดดูสิครับ ถ้าโรงแรมรีสอร์ตทั้งหมดเป็นของต่างชาติ ไทยจะเหลืออะไร? มันถึงเวลาที่เราต้องปกป้องบ้านเมืองแล้ว!

คุณเจอนอมินีในพื้นที่ไหนบ้าง? แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง ร่วมกันสอดส่อง สนับสนุนการปฏิบัติการนี้ หรือรายงานเบาะแสได้ที่ DBD หรือ DSI ทันที!

ที่มา – ล้างบาง “นอมินีต่างชาติ” DBD ผนึก DSI สแกนหมื่นบริษัท สมุย-พะงัน จ่อขยายผลเมืองท่องเที่ยว

“อนุทิน” เตรียมลุยเกาะพะงัน 13 พ.ค. สแกนนอมินี

“อนุทิน” เตรียมลุยเกาะพะงัน 13 พ.ค. สแกนนอมินี กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวชื่อดังของไทยอย่างเกาะพะงันและเกาะสมุย ที่กำลังเผชิญปัญหาการใช้คนไทยเป็นนอมินีให้ชาวต่างชาติมาครองธุรกิจ ส่งผลกระทบต่ออาชีพและรายได้ของคนไทยโดยตรง รัฐบาลภายใต้นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ยอมปล่อยผ่าน ย้ำชัดว่าจะสแกนทั่วประเทศเพื่อปกป้องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

“อนุทิน” เตรียมลุยเกาะพะงัน 13 พ.ค. สแกนนอมินี

จากข้อมูลของน.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ระบุว่านายกรัฐมนตรีอนุทินมีกำหนดการลงพื้นที่เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในวันที่ 13 พฤษภาคมนี้ เพื่อติดตามปัญหาการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติผ่านนอมินีอย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นการต่อเนื่องจากการลงพื้นที่ภูเก็ตเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา ในโอกาสนั้น นายกฯ ได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้แก้ไขปัญหาผู้มีอิทธิพล การบุกรุกพื้นที่สาธารณะ และการคุ้มครองประชาชนให้ประกอบอาชีพได้อย่างปลอดภัย

ปัญหา “อนุทิน” เตรียมลุยเกาะพะงัน 13 พ.ค. สแกนนอมินี นี้ ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ทำการสแกนข้อมูลนิติบุคคลในพื้นที่เกาะสมุยและเกาะพะงัน พบว่ามีนิติบุคคลทั้งหมด 16,811 ราย โดยมีบริษัทที่ชาวต่างชาติร่วมลงทุนถึง 11,426 ราย คิดเป็นสัดส่วน 67.97% เลยทีเดียว แบ่งเป็นเกาะพะงัน 3,213 ราย จากทั้งหมด 4,761 ราย และเกาะสมุย 8,213 ราย จากทั้งหมด 12,050 ราย สถิติเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าต้องมีการตรวจสอบเข้มข้น เพื่อหาว่ามีการใช้นอมินีหรือคนไทยถือหุ้นบังหน้าให้ต่างชาติเลี่ยงกฎหมายหรือไม่

ภัยคุกคามจากนอมินีต่อเศรษฐกิจไทย

นายกรัฐมนตรีชี้ชัดว่าปัญหานี้เป็นภัยต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูง สร้างการจ้างงานมากมาย และส่งผลต่อรายได้ของประชาชน รัฐบาลสั่งการให้ฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายปกครอง กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานอื่นๆ สแกนทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ไม่ใช่แค่ภูเก็ต สมุย หรือพะงัน หากพบการใช้ช่องว่างกฎหมายแย่งอาชีพคนไทย จะดำเนินการเด็ดขาดตามกฎหมายทันที

  • นอมินีคือการใช้ชื่อคนไทยจดทะเบียนบริษัทแทนต่างชาติ เพื่อเลี่ยงกฎหมายห้ามต่างชาติทำธุรกิจบางประเภท
  • ส่งผลให้คนไทยเสียโอกาสในการทำธุรกิจ สูญเสียรายได้และงานทำ
  • ทุนสีเทาและเครือข่ายอาชญากรรมเศรษฐกิจตักตวงผลประโยชน์จากไทย
  • รัฐบาลสนับสนุนการลงทุนต่างชาติที่ถูกต้อง โปร่งใส แต่ต่อต้านการเอารัดเอาเปรียบ

นอกจากนี้ นายกฯ ยังขอความร่วมมือจากประชาชนให้เป็นหูเป็นตา แจ้งเบาะแสต่อเจ้าหน้าที่ และอย่ายอมเป็นนอมินีให้ต่างชาติ เพราะการปกป้องอาชีพคนไทยต้องมาจากทุกภาคส่วน นโยบายนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของประเทศ

การลงพื้นที่ของ “อนุทิน” เตรียมลุยเกาะพะงัน 13 พ.ค. สแกนนอมินี จะช่วยเร่งแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร? คาดว่าน่าจะนำไปสู่การตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น การเพิกถอนทะเบียนบริษัทที่ผิดกฎหมาย และการสนับสนุนให้คนไทยเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจมากขึ้น ในระยะยาว จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวและนักลงทุนที่ถูกต้องด้วย

ในมุมมองของผู้เขียน นี่คือก้าวสำคัญที่รัฐบาลกำลังทำเพื่อคนไทยแท้ๆ หากทุกคนร่วมมือกัน ปัญหานอมินีจะลดลงอย่างแน่นอน คุณล่ะคิดเห็นอย่างไรกับมาตรการนี้? มาแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นได้รับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “อนุทิน” เตรียมลุยเกาะพะงัน 13 พ.ค.นี้ สั่งสแกนนอมินีทั่วประเทศ ชี้เป็นภัยความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

“มท.1” สั่งลุยจัดการนักท่องเที่ยวทำตัวไม่น่ารัก

ในยุคที่การท่องเที่ยวเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจไทย การมีนักท่องเที่ยวทำตัวไม่น่ารักกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่สามารถมองข้ามได้ ล่าสุด มท.1 สั่งลุยจัดการนักท่องเที่ยวทำตัวไม่น่ารัก ทั่วทุกจังหวัด เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยและน่ามาเยือน

มท.1 สั่งลุยจัดการนักท่องเที่ยวทำตัวไม่น่ารัก

วันที่ 8 พฤษภาคม 2567 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เปิดเผยถึงคำสั่งด่วนจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือ มท.1 ที่กำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดทั่วประเทศ เพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด หลังจากเกิดกรณีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติดำเนินพฤติกรรมไม่เหมาะสม สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนและทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทย

ปลัดมหาดไทยยืนยันชัดเจนว่า ทุกคนไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติ ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทยเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่ไม่สามารถใช้เส้นสายหรืออิทธิพลมาทำผิดกฎหมาย ข่มเหง หรือรังแกเจ้าของประเทศได้ มท.1 ย้ำว่า “ไม่มีใครเส้นใหญ่และไม่รับเคลียร์ทุกกรณี” จะดำเนินการเด็ดขาดทุกเคส

ตัวอย่างปัญหาในจังหวัดสุราษฎร์ธานี

จากการตรวจสอบพบปัญหาเด่นในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะกลุ่มชาวอิสราเอลในพื้นที่เกาะพะงัน เกาะสมุย และเกาะเต่า ที่ใช้วีซ่านักท่องเที่ยวมาแอบแฝงประกอบอาชีพและทำธุรกิจนอมินี ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายอย่างชัดเจน

  • ใช้วีซ่าท่องเที่ยวทำงานผิดกฎหมาย
  • ทำธุรกิจนอมินีหลบเลี่ยงภาษี
  • ก่อความเดือดร้อนให้ชุมชนท้องถิ่น

มาตรการ Zero Tolerance ที่ภูเก็ต

สำหรับจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม ได้รับคำสั่งให้บังคับใช้มาตรการ “Zero Tolerance” หรือไม่ยอมผ่อนปรนใดๆ หากพบการกระทำผิดร้ายแรง จะเพิกถอนสิทธิ์การพำนักและเนรเทศทันที โดยเฉพาะกรณีขับขี่รถโดยไม่มีใบอนุญาต จะส่งฟ้องศาลทุกราย ไม่มีข้อยกเว้น

  • เพิกถอนวีซ่าและเนรเทศหากผิดร้ายแรง
  • ฟ้องศาลกรณีขับรถไม่มีใบขับขี่
  • ตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดทุกวัน

เหตุผลเบื้องหลังคำสั่งมท.1 สั่งลุยจัดการนักท่องเที่ยวทำตัวไม่น่ารัก

กระทรวงมหาดไทยมุ่งหวังให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายการท่องเที่ยวที่ปลอดภัย เปิดกว้าง และน่าดึงดูด แต่ต้องแลกมาด้วยการเคารพกฎหมาย วัฒนธรรม และสิทธิของผู้อื่น พฤติกรรมไม่น่ารัก เช่น ทิ้งขยะสกปรก ขับรถประมาท ก่อกวนชาวบ้าน หรือทำผิดกฎจราจร ส่งผลกระทบต่อรายได้จากการท่องเที่ยวที่คาดหวังกว่า 2 ล้านล้านบาทต่อปี

นอกจากนี้ ยังช่วยปกป้องสิทธิประโยชน์ของประชาชนไทยที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ท่องเที่ยว ไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบจากนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม คำสั่งนี้จะช่วยยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยให้เทียบเท่านานาชาติ

คำแนะนำสำหรับนักท่องเที่ยว

เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติควร:

  • เคารพกฎหมายและวัฒนธรรมท้องถิ่น
  • มีใบขับขี่ที่ถูกต้องหากขับขี่
  • ไม่ทิ้งขยะและรักษาสิ่งแวดล้อม
  • แจ้งเจ้าหน้าที่หากพบพฤติกรรมไม่ดี

การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังแบบนี้ จะทำให้ไทยเป็นประเทศท่องเที่ยวระดับโลกที่ทุกคนเคารพและอยากกลับมาอีก คุณคิดว่ามาตรการนี้จะช่วยแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้ทุกคนรับรู้!

ที่มา – “มท.1” สั่งลุยทั่วประเทศใช้กฎหมายจัดการนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติที่ทำตัวไม่น่ารัก

กรมพัฒน์ฯ ล้างบางนอมินีต่างชาติ สมุย-พะงัน ตะลึงคนเดียวถือหุ้น 87 แห่ง

กรมพัฒน์ฯ ล้างบางนอมินีต่างชาติ สมุย-พะงัน ตะลึงคนเดียวถือหุ้น 87 แห่ง เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการธุรกิจท่องเที่ยว โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ผนึกกำลังกับหน่วยงานพันธมิตร ปูพรมตรวจสอบธุรกิจต่างชาติบนเกาะสมุยและเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อป้องกันปัญหาทุนต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินีหรือตัวแทนอำพราง ช่วยให้ต่างชาติทำธุรกิจต้องห้ามตาม พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า จากการสแกนพบบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุนบนสองเกาะนี้ถึง 11,426 ราย คิดเป็น 67.97% ของทั้งหมด 16,811 ราย โดยบางแห่งทำถูกกฎหมาย แต่หลายแห่งหลีกเลี่ยงด้วยนอมินี กรมจึงยกเป็นวาระเร่งด่วน ร่วม MOU กับพันธมิตรปราบปรามให้สิ้นซาก

กรมพัฒน์ฯ ล้างบางนอมินีต่างชาติ สมุย-พะงัน ตะลึงคนเดียวถือหุ้น 87 แห่ง

ผลการตรวจเกาะพะงันพบพิรุธชัดเจน 2 กลุ่มใหญ่ กลุ่มแรกคือสำนักงานบัญชี “เฟิร์สคอนซัลแทนส์ ยูนิเวอร์แซล เซอร์วิส” (บริษัท เฟิร์ส คอนซัลแทนส์ 47 จำกัด) เจ้าของเป็นผู้ถือหุ้นใน 66 บริษัท อาคารสำนักงานตั้งนิติบุคคล 89 แห่งแต่ไม่ประกอบธุรกิจจริง ตำรวจยึดเอกสารคอมพิวเตอร์ตรวจนอมินี

กลุ่มสอง ธุรกิจอสังหาฯ โครงการศิธายา บีช ฟรอนต์ วิลล่า วิลล่าหรู 8 หลัง เช่าคืนละ 13,000 บาท โดยไร้ใบอนุญาตโรงแรม ฝ่ายปกครองสอบสวนผู้ดูแลและนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6 ราย พบที่ดินมูลค่า 152 ล้านบาท ถือโดยบริษัทไทย 2 แห่ง แต่หุ้นอิสราเอล 49% และเพิ่มบริษัทอิสราเอลอีก เข้าข่ายนอมินีและเลี่ยงภาษี

บนเกาะสมุย พบพนักงานสำนักงานจดทะเบียน/บัญชี เป็นผู้ถือหุ้นข้างมากกับต่างชาติเพื่อให้เป็นบริษัทไทย และสุดช็อกคนเดียวถือหุ้น 87 บริษัท กรมส่งข้อมูลให้ DSI ขยายผลดำเนินคดี

กรมพัฒน์ฯ ล้างบางนอมินีต่างชาติ สมุย-พะงัน ตะลึงคนเดียวถือหุ้น 87 แห่ง ส่ง ปปง. ตรวจเส้นเงิน

กรมส่งข้อมูลบริษัทใหญ่ 34 รายในสุราษฎร์ธานีให้ ปปง. ตรวจเส้นทางการเงิน แต่ละแห่งสินทรัพย์เกิน 100 ล้านบาท ธุรกิจอสังหาฯ ที่ต่างชาติต้องขออนุญาตก่อน

โทษหนักตามกฎหมาย: นอมินีไทยจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับ 1 แสน-1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ต่างชาติฝ่าฝืนเท่ากัน และปรับรายวัน 1 หมื่น-5 หมื่นบาท หากฝ่าฝืนคำสั่งศาล

กรมจะขยายสแกนจังหวัดท่องเที่ยวอื่นๆ เช่น ชลบุรี เชียงใหม่ ประจวบคีรีขันธ์ ภูเก็ต กระบี่ พังงา วิเคราะห์นิติบุคคลที่มีต่างชาติถือหุ้น 50% ขึ้นไป หรือ 0.01-49.99% เพื่อปราบนอมินี สร้างโอกาสผู้ประกอบการไทย ลดความเหลื่อมล้ำ

การดำเนินการนี้แสดงให้เห็นความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องเศรษฐกิจฐานราก ผู้ประกอบการไทยควรตรวจสอบหุ้นส่วนและเอกสารให้ครบถ้วน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา และสนับสนุนการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน หากสนใจข่าวธุรกิจเพิ่มเติม ติดตามบล็อกเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด

ที่มา – กรมพัฒน์ฯ ล้างบางนอมินีต่างชาติ สมุย-พะงัน ตะลึงคนเดียวถือหุ้น 87 แห่ง

รวบ “ดีเจรัสเซีย” เอเยนต์ยาเสพติดรายใหญ่ ค้ายาเกาะพะงัน

ข่าวใหญ่จากเกาะพะงัน! ตำรวจท่องเที่ยวบุกจับ รวบ “ดีเจรัสเซีย” เอเยนต์ยาเสพติดรายใหญ่ ค้ายาให้นักท่องเที่ยวบนเกาะพะงัน หลังพบพฤติกรรมสุดแสบ ใช้ระบบ AI สั่งยาเสพติดผ่านแอป Telegram เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับ เกาะพะงันที่ขึ้นชื่อเรื่องปาร์ตี้ Full Moon Party มักมีปัญหายาเสพติดแฝงตัวมาเสมอ ครั้งนี้เจ้าหน้าที่ไม่ยอมให้หลุดรอด

รวบ “ดีเจรัสเซีย” เอเยนต์ยาเสพติดรายใหญ่ ค้ายาให้นักท่องเที่ยวบนเกาะพะงัน

วันที่ 9 มีนาคม 2569 ภายใต้นโยบายของ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. ที่มุ่งกวาดล้างชาวต่างชาติที่ทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยว ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงันนำโดย พ.ต.ท.วินิจ บุญชิต สว.ส.ทท.5 กก.2 บก.ทท.3 ได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีชายต่างชาติพักในซอยบ่อขยะ ต.เกาะพะงัน อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ขายยาเสพติดให้นักท่องเที่ยวที่ขับรถเก๋งแดงทะเบียนภูเก็ต

เจ้าหน้าที่วางแผนติดตาม สังเกตเห็นรถเป้าหมายขับส่ายไปมาเหมือนเมายา ลอยตามไปจนท่าเทียบเรือหัวเทียน หมู่ 1 ต.บ้านใต้ ก่อนแสดงตัวตรวจค้น พบผู้ต้องหาคือ นายอันตอน (Mr. Anton) อายุ 41 ปี สัญชาติรัสเซีย ยอมรับเพิ่งเสพโคเคนก่อนออกจากบ้าน จากนั้นควบคุมตัวไปค้นบ้านพักในซอยบ่อขยะ

รวบ ดีเจรัสเซีย เอเยนต์ยาเสพติดรายใหญ่ ค้ายาให้นักท่องเที่ยวบนเกาะพะงัน
ภาพการจับกุมดีเจรัสเซีย

ของกลางยาเสพติดเพียบ โคเคนกว่า 100 กรัม

จากการตรวจค้น พบยาเสพติดจำนวนมากที่เตรียมขาย:

  • โคเคน 109.06 กรัม และ 6.63 กรัม
  • คีตามีน 1.67 กรัม และ 9.70 กรัม
  • ยาอีแบบเกล็ด 4.42 กรัม และแบบเม็ด 5 เม็ด

นายอันตอนสารภาพว่า ทำอาชีพดีเจ เปิดแผ่นในสถานบันเทิงและงานปาร์ตี้บนเกาะพะงัน ซึ่งเป็นช่องทางขายยาให้นักท่องเที่ยวได้สะดวก วิธีได้ยาสุดล้ำสมัย สั่งผ่าน Telegram ที่มีบอท AI ตอบกลับอัตโนมัติ แค่เลือกชนิดยา จ่ายเงินบัตรเครดิต AI ส่ง GPS พิกัดมา แล้วไปขุดดินตามจุดนั้นรับยาแบบ dead drop หลบตำรวจได้เนียนสุดๆ

ของกลางยาเสพติดจากดีเจรัสเซีย เกาะพะงัน
ของกลางยาเสพติดจำนวนมาก

ข้อหาหนักรออยู่ ขยายผลเครือข่าย AI ค้ายา

เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา: จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน) และประเภท 1 (MDMA) เพื่อค้า, จำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2 (คีตามีน), มียาเสพติดประเภท 1 ไว้ในครอบครอง, เสพโคเคน ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน ดำเนินคดี

พ.ต.ท.วินิจ กล่าวว่านี่เป็นเคสใหญ่ ชาวต่างชาติแฝงตัวเป็นดีเจบังหน้า ค้ายาในงานปาร์ตี้เกาะพะงัน เจ้าหน้าที่จะขยายผลเครือข่าย AI ค้ายาข้ามชาติต่อไป

เกาะพะงันเป็นจุดหมายยอดนิยมสำหรับปาร์ตี้ แต่ปัญหายาเสพติดทำลายชื่อเสียงมานาน การจับกุมครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าอาชญากรรมยาเสพติดพัฒนาไปไกล ใช้เทคโนโลยี AI ทำให้ตรวจจับยากขึ้น ตำรวจต้องอัพเกรดเครื่องมือสู้กลับ ช่วยปกป้องนักท่องเที่ยวและชุมชนท้องถิ่น

ข้อคิด: การท่องเที่ยวปลอดภัยคือหัวใจสำคัญ หากคุณพบพฤติกรรมน่าสงสัยบนเกาะพะงันหรือพื้นที่ท่องเที่ยวอื่นๆ อย่าลังเล รีบแจ้งตำรวจท่องเที่ยวที่สายด่วน 1155 ช่วยกันกวาดล้างยาเสพติด รักษาภาพลักษณ์ไทยให้ยั่งยืน

ที่มา – รวบ “ดีเจรัสเซีย” เอเยนต์ยาเสพติดรายใหญ่ ค้ายาให้นักท่องเที่ยวบนเกาะพะงัน

ตม.สุราษฎร์ฯ ขยายผลเครือข่ายค้ายาบเกาะพะงัน จับหนุ่มต่างชาติ

การปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างเข้มข้นกำลังเป็นข่าวใหญ่ โดยเฉพาะ ตม.สุราษฎร์ฯ ขยายผลเครือข่ายต่างชาติค้ายาบบนเกาะพะงัน จับเพิ่มหนุ่มอิสราเอล-ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นปฏิบัติการที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการรักษาความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวและชาวไทย เกาะพะงันที่ขึ้นชื่อเรื่องปาร์ตี้ฟูลมูนกำลังเผชิญปัญหายาเสพติดจากชาวต่างชาติที่ลักลอบค้าขาย สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทย

ตม.สุราษฎร์ฯ ขยายผลเครือข่ายต่างชาติค้ายาบบนเกาะพะงัน จับเพิ่มหนุ่มอิสราเอล-ออสเตรเลีย

จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสุราษฎร์ธานี หรือ ตม.สุราษฎร์ฯ ได้จับกุมนาย PEDRO ชาวบราซิลที่ค้ายาเสพติดบนเกาะพะงันเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 เจ้าหน้าที่จึงขยายผลสืบสวนตามคำสั่งของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ต.ชูธเรศ ยิ่งยงดำรงสกุล ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 6 เปิดเผยว่าสามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาเพิ่มเติมได้ เริ่มจากนาย OR ชาวอิสราเอล ซึ่งเป็นตัวการสำคัญ พบยาเสพติดจำนวนมากในห้องพัก บริเวณซอยโคโคนัทเลน ต.เกาะพะงัน

ของกลางที่ตรวจยึดได้มีโคเคน 389.35 กรัม ซึ่งบางส่วนยังเป็นก้อนกลมสีขุ่น คาดว่านำเข้าซุกซ่อนในร่างกาย นอกจากนี้ยังมีเอ็กซ์ตาซีทั้งผงและเม็ด เคตามีน ยางกัญชา และอุปกรณ์แบ่งบรรจุยา ผู้ต้องหาถูกจับในข้อหาครอบครองและจำหน่ายยาเสพติด ก่อนส่งพนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน

ภาพการจับกุมเครือข่ายค้ายาบเกาะพะงัน

จับกุมชาวออสเตรเลียเพิ่มเติม

ระหว่างสืบสวน เจ้าหน้าที่พบชาวต่างด้าวอีก 2 ราย คือ นาย KIAN และ น.ส. MIKA ชาวออสเตรเลีย ที่ปรากฏตัวบริเวณห้องพักของนาย OR ด้วยท่าทางน่าสงสัย ผลตรวจร่างกายนาย KIAN พบสารโคเคน จึงถูกจับข้อหาเสพยาเสพติด ส่วนน.ส. MIKA ปฏิเสธการตรวจสาร จึงถูกดำเนินคดีขัดขืนคำสั่งเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. การจับกุมครั้งนี้มาจากข้อมูลกล้องวงจรปิดและการสืบสวนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

ของกลางยาเสพติดจากเครือข่ายต่างชาติ

ปฏิบัติการนี้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่มุ่งปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่กระทำผิดกฎหมายในไทย เพื่อรักษาภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะเมืองท่องเที่ยวชั้นนำ

ปัญหายาเสพติดบนเกาะพะงันและแนวทางป้องกัน

เกาะพะงันเป็นจุดหมายยอดนิยมสำหรับปาร์ตี้และนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่กลับกลายเป็นแหล่งค้าขายยาเสพติด โคเคน เอ็กซ์ตาซี เคตามีน เป็นยอดฮิตในกลุ่มปาร์ตี้ เจ้าหน้าที่ตม.สุราษฎร์ฯ จึงเพิ่มกำลังสืบสวน ใช้เทคโนโลยีกล้อง CCTV และสายข่าวท้องถิ่น ปัญหานี้ไม่เพียงกระทบนักท่องเที่ยวที่เสี่ยงชีวิต แต่ยังสร้างความเดือดร้อนให้ชุมชนท้องถิ่น การขยายผล ตม.สุราษฎร์ฯ ขยายผลเครือข่ายต่างชาติค้ายาบบนเกาะพะงัน จับเพิ่มหนุ่มอิสราเอล-ออสเตรเลีย จึงเป็นตัวอย่างที่ดีในการตัดวงจร

  • เพิ่มการตรวจสอบชาวต่างชาติที่พักนาน
  • ร่วมมือกับ สภ.ท้องถิ่นและ ป.ป.ส.
  • ประชาสัมพันธ์ให้ท่องเที่ยวระวัง

ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ การค้าข้ามชาติยาเสพติดมักเชื่อมโยงกับเครือข่ายใหญ่จากอเมริกาใต้และตะวันออกกลาง การจับกุมครั้งนี้ช่วยตัดหัวโจกได้บางส่วน แต่ต้องเฝ้าระวังต่อเนื่อง นักท่องเที่ยวควรหลีกเลี่ยงการมีส่วนร่วมกับสิ่งผิดกฎหมายเพื่อความปลอดภัย

หากคุณพบพฤติกรรมน่าสงสัยของชาวต่างชาติ โปรดแจ้งข้อมูลทันทีที่สายด่วน ตม. 1178 หรือ ตม.สุราษฎร์ธานี โทร. 077-423440 หรือเว็บไซต์ www.suratthaniimmigration.go.th การมีส่วนร่วมของประชาชนจะช่วยให้เกาะพะงันกลับมาเป็นสวรรค์ท่องเที่ยวที่ปลอดภัย

ที่มา – ตม.สุราษฎร์ฯ ขยายผลเครือข่ายต่างชาติค้ายาบบนเกาะพะงัน จับเพิ่มหนุ่มอิสราเอล-ออสเตรเลีย

บิ๊กราญลุย! ปราบต่างชาติทำธุรกิจผิดกฎหมาย “เกาะพะงัน-สมุย”

บิ๊กราญ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ลงพื้นที่สุราษฎร์ธานี ประชุมด่วน สั่งการ 8 ข้อ ยก “ปายโมเดล” ปราบต่างด้าวทุกสัญชาติ ประกอบกิจการผิดกฎหมาย

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ/โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เดินทางไปประชุมติดตามการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดของบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อประกอบกิจการหรือดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ที่ผิดกฎหมาย ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568 เวลา 18.00 น.

บิ๊กราญ ลงสุราษฎร์ ยก “ปายโมเดล” ปราบต่างชาติทำธุรกิจผิดกฎหมาย “เกาะพะงัน-สมุย”

โดยมี นายบันดาล สถิรชวาล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี, พล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8, พล.ต.ต.กฤษณ์ วาฤทธิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว, พล.ต.ต.สุวัฒน์ สุขศรี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี, พล.ต.ต.ชูธเรศ ยิ่งยงดำรงสกุล ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 6, พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, พ.ต.อ.นฤวัต พุทธวิโร ผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี, ผู้แทนหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง, ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้แทนองค์การภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่เกาะพะงัน ร่วมประชุม โดยได้รับฟังสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ และร่วมหารือกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ณ ห้องประชุม ตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี

ทั้งนี้ พล.ต.อ.สำราญฯ มีข้อสั่งการ ดังนี้

  1. ในกลุ่มปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง ให้หน่วยงานตำรวจบูรณาการกำลังหน่วยที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบบุคคลและสถานที่เสี่ยงที่จะกระทำผิดกฎหมาย และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมทั้งกรณีมีการสร้างความเดือดร้อนรำคาญ ให้ดำเนินคดีตามกฎหมายทุกกรณี และเพิ่มความเข้มในการบังคับใช้กฎหมายจราจร
  2. ในส่วนของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ให้หัวหน้าตรวจคนเข้าเมืองจังหวัด นำเอาโมเดลของ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน และ จ.สุราษฎร์ธานี ไปปรับใช้ โดยดำเนินการตรวจสอบคนต่างด้าวในพื้นที่ให้เป็นในลักษณะป้องกันก่อนเกิดเหตุ ก่อนที่ประชาชนจะได้รับความเดือดร้อน โดยให้คำนึงถึงความสมดุลระหว่างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวในพื้นที่ และความมั่นคง
  3. ให้หัวหน้าตรวจคนเข้าเมืองจังหวัด จัดทำข้อมูลท้องถิ่น (IPB) ของบุคคลต่างด้าว ไม่จำกัดเฉพาะสัญชาติใดสัญชาติหนึ่ง เพื่อป้องกันการก่อปัญหาความเดือดร้อนของคนต่างชาติทุกสัญชาติ
  4. ให้หัวหน้าตรวจคนเข้าเมืองจังหวัด เสนอผู้ว่าราชการจังหวัด จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ (ศปก.) การท่องเที่ยว เพื่อบูรณาการกำลังหน่วยงานภาครัฐและส่วนราชการในพื้นที่ ในการควบคุมการกระทำความผิดต่าง ๆ ของบุคคลต่างด้าว ในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ป้องกันและอำนวยความสะดวกให้แก่บุคคลต่างด้าว
  5. กรณีสถานที่ใดมีลักษณะปิด ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือผู้เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบ แล้วประชาสัมพันธ์ชี้แจงให้ประชาชนเกิดความเข้าใจ
  6. ให้ทุกหน่วย ได้แก่ ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัด, ตำรวจท่องเที่ยว และสถานีตำรวจภูธรเกาะพะงัน ร่วมบูรณาการกำลังในการตรวจพื้นที่รับผิดชอบ โดยให้มีแผนการตรวจที่มีลักษณะเหลื่อมเวลากัน เพื่อให้เพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมและอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ
  7. ให้ทุกส่วนราชการบังคับใช้กฎหมายในความรับผิดชอบโดยเคร่งครัด ปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมาย โดยไม่แบ่งแยกว่าเป็นบุคคลสัญชาติใดหรือศาสนาใด
  8. ให้ประชาสัมพันธ์จังหวัดสุราษฎร์ธานีช่วยเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
บิ๊กราญ ลงสุราษฎร์ ยก “ปายโมเดล” ปราบต่างชาติทำธุรกิจผิดกฎหมาย “เกาะพะงัน-สมุย”

พล.ต.อ.สำราญฯ กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวได้ขับเคลื่อนตามนโยบายและความห่วงใยของนายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้บรรยากาศของการท่องเที่ยวเป็นไปด้วยดี ส่งผลดีกับนักท่องเที่ยวทุกชาติที่เดินทางมาในประเทศไทย ตลอดจนการสร้างความมั่นใจของผู้ประกอบการสถานประกอบการชาวไทย ในการให้บริการนักท่องเที่ยวได้อย่างดี.

บิ๊กราญ ลงสุราษฎร์ ยก “ปายโมเดล” ปราบต่างชาติทำธุรกิจผิดกฎหมาย “เกาะพะงัน-สมุย”

ประเด็นร้อนแรงที่กำลังเป็นที่จับตามองในขณะนี้คือการที่ บิ๊กราญ ลงพื้นที่สุราษฎร์ธานี พร้อมยก “ปายโมเดล” เพื่อจัดการปัญหาปราบต่างชาติทำธุรกิจผิดกฎหมาย “เกาะพะงัน-สมุย” การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การตรวจตรา แต่เป็นการวางแผนและสั่งการอย่างจริงจังเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่

ทำไมต้อง “ปายโมเดล” ในการ ปราบต่างชาติทำธุรกิจผิดกฎหมาย “เกาะพะงัน-สมุย”

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องเป็น “ปายโมเดล” โมเดลนี้มีชื่อเสียงในการจัดการปัญหาที่คล้ายคลึงกันในอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งประสบความสำเร็จในการจัดระเบียบและควบคุมกิจกรรมที่ผิดกฎหมายของชาวต่างชาติ การนำโมเดลนี้มาปรับใช้ในเกาะพะงันและสมุยจึงเป็นความหวังในการแก้ไขปัญหาที่สั่งสมมานาน

การประชุมที่สุราษฎร์ธานีมีผู้เข้าร่วมจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ข้อสั่งการทั้ง 8 ข้อของ พล.ต.อ.สำราญฯ ครอบคลุมหลายด้าน ตั้งแต่การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด การจัดทำข้อมูลบุคคลต่างด้าว ไปจนถึงการประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจให้กับประชาชน

เป้าหมายหลักของการดำเนินการครั้งนี้ ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การปราบต่างชาติทำธุรกิจผิดกฎหมาย “เกาะพะงัน-สมุย” เพียงอย่างเดียว แต่ยังคำนึงถึงภาพลักษณ์การท่องเที่ยวและความมั่นคงของประเทศ การสร้างสมดุลระหว่างการควบคุมและการส่งเสริมการท่องเที่ยวจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง และมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการไทย ทำให้การท่องเที่ยวในเกาะพะงันและสมุยเป็นไปอย่างยั่งยืน

การแก้ไขปัญหาปราบต่างชาติทำธุรกิจผิดกฎหมาย “เกาะพะงัน-สมุย” ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความร่วมมือของทุกฝ่าย เชื่อว่าจะสามารถทำให้เกาะสวรรค์แห่งนี้กลับมาสวยงามและปลอดภัยสำหรับทุกคน

ที่มา – บิ๊กราญ ลงสุราษฎร์ ยก “ปายโมเดล” ปราบต่างชาติทำธุรกิจผิดกฎหมาย “เกาะพะงัน-สมุย”

Scroll to top