เขตแดนไทย กัมพูชา

ปานเทพเผย บวรศักดิ์เรียกถก ปมยกเลิก MOU 43-44

“ปานเทพ” เผย “อ.บวรศักดิ์” รองนายกฯ เรียกถก คาดปมยกเลิก MOU 43-44 พร้อมยื่นปึกเอกสาร ยึดเขตขอบหน้าผาสมัย “รัชกาลที่ 5” ลั่น ไทยต้องคงเส้นคงวาไม่เปลี่ยนจุดยืน ล่าสุด เลื่อนประชุมเป็น 28 พ.ย.

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 และ 2544 ระหว่างไทย-กัมพูชา เปิดเผยถึงการเดินทางมาทำเนียบรัฐบาล ว่า นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ได้เรียกมาหารือ คาดว่าจะเป็นเรื่องการยกเลิก MOU 2543-2544 แต่ยังไม่รู้ว่าเป็นการพูดคุยเรื่องนี้หรือไม่ เนื่องจากตนเป็นหนึ่งในกรรมาธิการ (กมธ.) โดยระบุว่า รัฐบาลจะทำประชามติยกเลิก MOU ดังกล่าว ซึ่งกัมพูชารู้ว่าประเทศไทยกำลังทำประชามติ ถึงขนาดให้โฆษกกระทรวงยุติธรรมออกมาระบุว่าฝ่ายไทยยกเลิกฝ่ายเดียวไม่ได้ แสดงว่าเขารับรู้ว่าเราประกาศเป็นนโยบาย

ส่วนรัฐบาลจะทำประชามติหรือไม่ เป็นการตัดสินใจของรัฐบาล และการดีเบตในพื้นที่ 7 จังหวัดในขณะนี้ที่จะจัดโดยกรมประชาสัมพันธ์ อยู่ภายใต้เงื่อนไขการทำประชามติหรือไม่ เพราะถ้าทำประชามติต้องประกาศการทำประชามติก่อน หลังจากนั้นกระบวนการให้ความรู้กับประชาชนจะเริ่มตามระบบที่กำหนดระยะเวลาไว้ 90 วัน แต่ปัญหาคือที่กำลังทำอยู่ตอนนี้คืออยู่ภายใต้เงื่อนไขหรือไม่ และถ้ารัฐบาลตัดสินใจจะยุบสภาฯ ก่อน ก็ไม่แน่ว่าจะได้ทำประชามติเรื่องนี้หรือไม่ จึงต้องกลับมาถามทางรัฐบาลว่าหากไม่ได้ทำประชามติ รัฐบาลจะเป็นผู้ประกาศยกเลิก MOU ทั้ง 2 ฉบับเองหรือไม่ ซึ่งเป็นจุดที่รัฐบาลจะต้องตัดสินใจ ตนเป็นเพียงส่วนหนึ่งใน กมธ.

ขณะเดียวกัน ตนได้มอบหลักฐานให้กับกองทัพภาคที่ 2 โดยตรง ให้ระวังในพื้นที่พนมดงรัก แต่ช่วงช่องบก ช่องสะงำ ความยาว 195 กิโลเมตร ไม่เคยมีหลักเขตแดนและไม่ต้องมี ซึ่งการสู้กันระหว่างไทยกัมพูชาในปี 2505 มีเอกสารหลักฐาน มีสนธิสัญญาฝรั่งเศส ไม่ใช่สันปันน้ำหลังขอบหน้าผาที่ทะเลาะกันอยู่ จึงได้มีการยื่นเอกสารพร้อมคำแปล 151 หน้าให้กับกองทัพภาคที่ 2 และจะนำเสนอนายบวรศักดิ์ ต่อไป

นายปานเทพ กล่าวต่อไปว่า เราต้องไม่เปลี่ยนจุดยืนจากเดิมที่เคยทำให้ประเทศไทยอ่อนแอลง ก่อนย้ำว่าสิ่งที่ตกลงกันมาตั้งแต่ก่อนสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นอย่างไร ต้องคงเส้นคงวาอย่างนั้นไม่เปลี่ยนเป็นอย่างอื่น ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังการให้สัมภาษณ์เสร็จนายปานเทพ ได้เดินกลับโดยทันทีเนื่องจากนายบวรศักดิ์ เลื่อนการประชุมไปเป็นวันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายนนี้

ปานเทพเผย บวรศักดิ์เรียกถก ปมยกเลิก MOU 43-44

ประเด็นการยกเลิก MOU 43-44 ระหว่างไทยและกัมพูชา กลายเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด หลังจากที่นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ได้ออกมาเปิดเผยถึงการหารือกับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ซึ่งคาดว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

MOU ดังกล่าวมีความสำคัญอย่างไร? ทำไมถึงมีการพูดถึงการยกเลิก? และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยจะเป็นอย่างไร? คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่ประชาชนชาวไทยควรได้รับทราบข้อมูลอย่างครบถ้วน เพื่อที่จะสามารถเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และร่วมกันติดตามการดำเนินการของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด

ทำไมถึงมีการพูดถึงการยกเลิก MOU 43-44?

การที่รัฐบาลพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการยกเลิก MOU 43-44 นั้น อาจมีเหตุผลหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการตีความเนื้อหาใน MOU ที่อาจมีความแตกต่างกัน หรือการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศที่อาจส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของชาติ การทำความเข้าใจถึงเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจของรัฐบาลจึงเป็นสิ่งสำคัญ

นอกจากนี้ การทำประชามติเพื่อสอบถามความคิดเห็นของประชาชน ก็ถือเป็นกระบวนการที่สำคัญในการตัดสินใจเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อประเทศในวงกว้าง แต่ก็ต้องพิจารณาถึงความเหมาะสม และระยะเวลาในการดำเนินการ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลอย่างรอบด้าน และมีเวลาเพียงพอในการตัดสินใจ

  • การทำความเข้าใจ MOU 43-44
  • เหตุผลที่รัฐบาลพิจารณาการยกเลิก
  • ผลกระทบต่อประเทศไทย

ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือ รัฐบาลจะมีแนวทางในการดำเนินการเรื่องนี้อย่างไรต่อไป? และจะมีการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบมากน้อยเพียงใด? การติดตามข่าวสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราสามารถเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และร่วมกันพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในอนาคต

ที่มา – “ปานเทพ” เผย “บวรศักดิ์” เรียกถก คาดปมยกเลิก MOU 43-44 ย้ำ ไทยต้องไม่เปลี่ยนจุดยืน

“ภูมิธรรม” หนักใจ ปมบ้านหนองจาน ผู้ว่าฯ สื่อสารผิด

“ภูมิธรรม” รับหนักใจเวลาตกลงอะไรกัมพูชาไปพูดอีกแบบ ยันไทยทำงานเก็บหลักฐานทุกเม็ด ย้ำรักษาผลประโยชน์ประเทศ-อธิปไตย ขออย่ากังวล ผู้ว่าฯ สระแก้ว สื่อสารผิดปมเอกสารสิทธิ์บ้านหนองจาน มีหลักฐานยัน

เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ 25 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) วันนี้ ซึ่งเป็นการประชุมระดับเจ้าหน้าที่ เงื่อนไขของกองทัพภาคที่ 2 จะเหมือนกองทัพภาคที่ 1 หรือจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ว่า คงไม่มี เป็นประเด็นต่อจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ครั้งที่ผ่านมา แต่อาจจะแตกต่างกันบ้างจากสภาพพื้นที่และสภาพปัญหา โดยพื้นฐานเป็นเรื่องต่อจาก GBC ครั้งที่แล้ว และเป็นเรื่องระดับแม่ทัพไปคุยกัน ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเส้นแดน และทำอย่างไรที่จะทำให้ได้ข้อสรุปตรงกันมากที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามต่อ แนวโน้มน่าจะเป็นสัญญาณที่ดีใช่หรือไม่ ซึ่งมีเรื่องของรั้วลวดหนามที่แตกต่างจากกองทัพภาคที่ 1 นายภูมิธรรม ตอบว่า เรื่องรั้วลวดหนามอาจจะไม่ตรงกับสิ่งที่ได้คุยกันมา เพราะเราไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้เลย เข้าใจว่าทูตทหารที่กัมพูชาได้ยื่นหนังสือประท้วงไปแล้ว ขณะนี้สิ่งที่เป็นปัญหาที่เราหนักใจอยู่บ้างคือ เวลาพูดตกลงกันก็อาจจะเป็นอีกอย่างหนึ่ง ทางกัมพูชา ทางโฆษกของเขาชี้แจงก็อาจจะเป็นอีกแบบหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก เห็นปรากฏอยู่เสมอๆ ตั้งแต่สมัยที่ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแล้ว เวลานี้ข้อมูลหลักฐานต่างๆ มีการรวบรวม

ขณะนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เดินทางไปยังเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อไปพบกับคณะกรรมการที่เกี่ยวกับอนุสัญญาออตตาวา เอาหลักฐานทั้งหมดไปคุย เราสู้ในทิศทางของเราอยู่แล้วคือ ใจเย็น รักสันติ และไม่ยอมให้ใครรุกล้ำอธิปไตย ขณะเดียวกันก็รวบรวมพยานหลักฐาน ตนได้สั่งการตลอดว่าหากมีอะไรเกิดขึ้นให้เก็บหลักฐาน รายละเอียดต่างๆ เสียงตอบรับต่างประเทศค่อนข้างดี รู้สึกว่าสิ่งที่เราพูดมีความชัดเจน ส่วนทางกัมพูชาพูดอะไรของเขาก็พูดไป ก็แล้วแต่ เพราะความจริงคือความจริง ต่างประเทศได้เห็น

ส่วนคำถามว่าขณะนี้กัมพูชามีการชุมนุมเรียกร้องให้ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เข้ามา ถึงขั้นจะตั้งชื่อถนนในกัมพูชาเป็นชื่อของนายโดนัลด์ ทรัมป์ จะส่งผลต่อการพูดคุยระดับทวิภาคีของไทยกับกัมพูชาที่ดำเนินการอยู่หรือไม่ นายภูมิธรรม ระบุว่า เป็นสิทธิของกัมพูชา เราไม่ก้าวล่วง

ในคำถามว่าครบรอบ 1 เดือน สถานการณ์ไทย-กัมพูชามีแนวโน้มทิศทางที่ดีขึ้นมากน้อยแค่ไหน นายภูมิธรรม กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ และถ้าไปดูประวัติศาสตร์โลก ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ประเทศไทย การเจรจาเรื่องเขตแดนไม่เคยจบได้ง่ายๆ บางประเทศเป็นหลายๆ สิบปี หรือบางประเทศเป็นร้อยปีก็มี เพราะฉะนั้นตอนนี้เพิ่งเริ่มต้นในรอบใหม่ จริงๆ เรามีปัญหามาตลอด แต่ก็จบได้เป็นช่วงๆ อยู่ที่ว่าแต่ละช่วงสถานการณ์เป็นอย่างไร อย่าไปกังวลใจ ถ้าเรายังอยู่จุดที่เห็นควรว่าไม่ควรทำให้เกิดสงครามถ้าไม่จำเป็น และยังยืนยันที่จะรักษาผลประโยชน์ อธิปไตยของประเทศ เจรจาจบหรือไม่จบมันยังอยู่แค่ตรงนี้ ไม่รุกล้ำไปไหน

นอกจากนี้ นายภูมิธรรม ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว กล่าวต่อหน้าคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวอาเซียน (IOT) ว่า บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ไม่มีเอกสารสิทธิ์ อ้างเป็นพื้นที่ป่า จนทำให้ฝ่ายกัมพูชานำคำพูดดังกล่าวไปแอบอ้างว่า ไม่ใช่พื้นที่ของประเทศไทย ว่า อย่าไปกังวลเรื่องนี้ ผู้ว่าฯ ได้ออกมาชี้แจงแล้วว่าเป็นการสื่อสารที่ผิด ความจริงแล้วพื้นที่ดังกล่าวมีหนังสือ สค.1 ซึ่งความจริงผู้ว่าฯ อาจหมายถึงโฉนด เรื่องนี้ความจริงก็ความจริง จะไปอ้างอย่างไรก็หยิบความจริงขึ้นมาพูด ถ้าเรามีโฉนด มี สค.1 มีหลักฐาน ไม่ใช่อยู่ๆ มาสร้างตอนนี้ได้ ขออย่าเป็นกังวลกับคำพูดหรือการเคลื่อนไหวทางโซเชียล

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่าเป็นการพูดต่อหน้าคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวจะเป็นหลักฐานได้หรือไม่ว่าอาจเป็นการให้ข้อมูลบิดเบือนจากไทย นายภูมิธรรม ตอบว่า จะบิดเบือนได้อย่างไร การพูดตรงนั้นทำให้เราเสียประโยชน์ด้วยซ้ำไป แต่เมื่อมีหลักฐานมายืนยันและบอกว่าพูดผิด มันก็จบ มนุษย์ก็เป็นแบบนั้น.

“ภูมิธรรม” หนักใจ ตกลงอะไรกัมพูชาไปพูดอีกแบบ ปมบ้านหนองจาน ผู้ว่าฯ สื่อสารผิด

จากกรณีที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับบ้านหนองจาน และท่าทีของกัมพูชาที่อาจจะไม่ตรงกับข้อตกลงที่ได้ทำร่วมกัน ทำให้ นายภูมิธรรม ต้องออกมาให้สัมภาษณ์เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับ ปมบ้านหนองจาน ผู้ว่าฯ สื่อสารผิด

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับกรณี “ภูมิธรรม” หนักใจ ตกลงอะไรกัมพูชาไปพูดอีกแบบ ปมบ้านหนองจาน ผู้ว่าฯ สื่อสารผิด นั้นยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การสื่อสารที่ผิดพลาดอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและปัญหาที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น การมีสติและตรวจสอบข้อมูลจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศและผลประโยชน์ของชาติ

การออกมาให้ข้อมูลที่ชัดเจนจากผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง จะช่วยลดความสับสนและป้องกันการบิดเบือนข้อมูลที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

ที่มา – “ภูมิธรรม” หนักใจ ตกลงอะไรกัมพูชาไปพูดอีกแบบ ปมบ้านหนองจาน ผู้ว่าฯ สื่อสารผิด

“ภูมิธรรม” ไม่เดา กัมพูชารับ 3 ข้อเสนอฝ่ายไทยหรือไม่?

“ภูมิธรรม” มอง กัมพูชาไม่ได้ผิดนัดประชุม RBC จะเที่ยงคืนตี 1 ได้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความพร้อม ไม่ขอเดา กัมพูชารับ 3 ข้อเสนอฝ่ายไทยหรือไม่  ชี้เรื่องเขตแดนไม่จบง่ายต้องหาทางออกที่ดีทั้ง 2 ฝ่าย วันที่ 22 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย–กัมพูชา (Regional Border Committee – RBC) กองทัพภาคที่ 1 ของไทย และภูมิภาคทหารที่ 5 ของกัมพูชา

โดยฝ่ายไทยได้ยื่นข้อเสนอ 3 ข้อ คือ ให้เก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกัน, ร่วมปราบสแกมเมอร์ และจัดสรรพื้นที่ชายแดนให้ถูกต้อง มีแนวโน้มว่ากัมพูชารับ 3 ข้อเสนอฝ่ายไทยหรือไม่ ว่าตนไม่ขอเดา ขอให้มีการพูดคุยกันไม่ต้องเดา ซึ่งเมื่อคืน(21 ส.ค. 2568)เป็นการพูดคุยรายละเอียดฝ่ายเลขาฯ และการประชุม RBC เป็นเรื่องที่แม่ทัพคุยกันไม่มีอะไรที่น่ากังวล ไม่ว่าจะนัดเวลาใด ตี 1 หรือเที่ยงคืนก็ได้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละฝ่าย ส่วนวันนี้ (22 ส.ค.) คือวันประชุมจริงก็ขอให้แม่ทัพได้พูดคุยกันอย่าไปเดาอะไร ซึ่งไทยก็มีเหตุผลของไทยที่จะมีข้อเสนอต่างๆ ว่ามีความจำเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น 3 ข้อที่ไทยเสนอไปเป็นเงื่อนไข เป็นปัญหา และเป็นประโยชน์กับไทยที่น่าจะทำได้ ถือเป็นความเหมาะสมถูกต้องที่เราต้องเสนอเพื่อพิจารณาร่วมกัน แต่ตอนนี้คงต้องรอให้พูดคุยกันก่อน

“ภูมิธรรม” มอง กัมพูชารับ 3 ข้อเสนอฝ่ายไทยหรือไม่

นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงเรื่องเขตแดนว่า ความเป็นจริงต้องเตรียมใจไว้ว่าเรื่องนี้คงไม่จบง่ายๆ เพราะในโลกนี้ยังไม่มีอันไหนที่จบง่าย ก็ต้องว่ากันไปและหาทางออกให้ดีสำหรับทุกฝ่าย เพื่อไม่ให้กระทบกับอธิปไตยของทั้ง 2 ประเทศ หรือจะมีการใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างไรก็ต้องไปดู อย่าพึ่งไปคิดว่าจะต้องจบเร็ว

ทำไมต้องรอฟังผลการพูดคุยเรื่อง กัมพูชารับ 3 ข้อเสนอฝ่ายไทยหรือไม่?

เมื่อถามย้ำว่าการประชุม RBC วานนี้ (21 ส.ค.) ฝ่ายกัมพูชาไม่ได้มาตามนัดหมาย นายภูมิธรรมกล่าวว่า บอกไปแล้วว่าเป็นไปตามเวลานัดหมาย ที่เขานัดกันตรงกัน เวลาเรานัดหรือเขานัด ถ้ามีอะไรที่ขัดข้องเขาก็รอกัน ไม่ใช่เรื่องเกี่ยงนู่นเกี่ยงนี่ ถ้าเขายังไม่ได้ข้อสรุปมาก็คุยกันไม่ได้ อย่าไปจับจุดเล็กจุดน้อยให้เอาเรื่องใหญ่ๆ

ส่วนเมื่อวานนี้ (21 ส.ค.) ที่ประชุมสภาฯ มีการพูดถึงการยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 รัฐบาลมีท่าทีเรื่องนี้อย่างไร นายภูมิธรรมระบุว่า MOU ทั้งสองฉบับอย่าพึ่งไปตัดสินใจอะไร ยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีอะไรที่แอบแฝง ทำให้เป็นปัญหา ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องไปพูดคุย และเฉพาะบุคคลที่มีปัญหาสามารถมาพูดคุยกันได้ว่าผลอะไรเป็นอย่างไร เพราะเรื่องนี้หากไปพูดเป็นสาธารณะเขาก็จะรู้เราหมด ดังนั้นอะไรที่เป็นประโยชน์ หรือเป็นประโยชน์ก็ให้มาพูดคุยกันกับตนเองหรือกระทรวงการต่างประเทศก็ได้ เพราะไม่ใช่ผลประโยชน์ของนายกรัฐมนตรีหรือของตนเอง แต่เป็นเรื่องที่ต้องดูแลผลประโยชน์ของประเทศชาติอยู่แล้ว 

นายภูมิธรรม กล่าวด้วยว่า นี่คือจุดยืนที่จะไม่ยอมเสียอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศชาติไป เพราะฉะนั้นเรื่องเหล่านี้ที่ได้ถามกันหรือมีปัญหา หลายฝ่ายเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย กฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงผลที่จะเกิดขึ้น มาหลายเรื่องซึ่งทุกคำถามที่ถามรัฐบาลมาหลายเรื่อง บอกได้เพียงว่ารัฐบาลจะทำให้ดีที่สุด เหมือนกับตั้งคำถามว่าทำไมรัฐบาลถึงไม่ฟ้องศาลระหว่างประเทศกับผู้นำกัมพูชา ซึ่งเรื่องนี้มีหลายมุมมอง จึงไม่อยากให้มองแค่มุมเดียว และอยากให้สื่อลองพิจารณาและไปศึกษาดูว่าอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ หากพูดไปก็จะเป็นปัญหา

เมื่อถามว่าไม่ควรมาพูดว่ายกเลิกใช่หรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า พูดไปก็ดีแล้ว ตระหนักแล้วแต่ถ้าอยากรู้รายละเอียดที่ลึกก็ให้มาถามตนไม่ใช่ถามตามหน้าสื่อ และต้องไปถามองค์กรหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง

ส่วนกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอให้มีการตั้งกรรมาธิการศึกษาการยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 นายภูมิธรรมกล่าวว่า ให้เป็นเรื่องของสภา ส่วนรัฐบาลก็บริหารตามหลักการที่เราคิดว่าประเทศได้ประโยชน์สูงสุด

เมื่อถามว่าวานนี้(21 ส.ค. 2568) สภาฯปิดการประชุมก่อนที่จะมีการหารือเรื่อง MOU 43 และ MOU 44 นายภูมิธรรมกล่าวว่า เรื่องนี้นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ได้ชี้แจงไปแล้วว่าไม่มีวาระ ก็ต้องว่ากันตามวาระ เรื่องของงานสภา ไม่ใช่อยู่ๆ ประธานสภาหรือรองประธานสภาจะใส่วาระอะไรเข้าไปก็ได้เพราะต้องว่ากันตามกฎเกณฑ์

การที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการพูดคุยและความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและความร่วมมือในทุกๆด้าน การรอผลการเจรจาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายอย่างแท้จริง

ที่มา – “ภูมิธรรม” ไม่เดา กัมพูชา รับ 3 ข้อเสนอฝ่ายไทยหรือไม่ รอแม่ทัพคุยกัน ชี้เรื่องเขตแดนไม่จบง่าย

เขตแดนถกไม่จบ? กัมพูชาขอเลื่อน RBC ไทยบันทึก

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ล่าสุด “ภูมิธรรม” ระบุ ปมคนกัมพูชาปลูกบ้านในแผ่นดินไทย รอ จนท.คุยกัน ชี้เรื่องเขตแดนถกไม่จบในครั้งเดียว ลั่น ไม่เป็นไรกัมพูชาขอเลื่อน RBC ไทยบันทึกพฤติกรรมไปเรื่อยๆ บ่ายนี้ประชุม สมช. ภาพรวมสถานการณ์

เขตแดนถกไม่จบในครั้งเดียว กัมพูชาขอเลื่อน RBC ไทยบันทึกพฤติกรรมไปเรื่อยๆ

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ประชาชนกัมพูชาเข้ามาสร้างหมู่บ้านในเขตประเทศไทยและอ้างว่าเป็นพื้นที่ของตนเองว่า ตามข้อตกลงปัจจุบันคือให้คงสถานะเดิมไว้ก่อน ใครอยู่ตรงไหนก็ให้อยู่ตรงนั้น และจะมีการพูดคุยกันอีกครั้งในเดือนกันยายน 2568 พร้อมยืนยันว่าการวางลวดหนามทำให้กัมพูชาไม่สามารถรุกล้ำเข้ามาได้

กรณีที่กัมพูชาพยายามใช้มวลชนกดดันทหารไทยนั้น นายภูมิธรรมกล่าวว่าเป็นเรื่องที่กัมพูชาต้องดำเนินการเอง รวมถึงเรื่องการสร้างหมู่บ้านด้วย โดยรอให้เจ้าหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายมาพูดคุยกัน ซึ่งการพูดคุยเรื่องเขตแดนนั้นเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและไม่สามารถหาข้อสรุปได้ในครั้งเดียว ไทยจะยืนยันในส่วนที่เป็นของตน และจะเจรจาในกรณีที่มีการบุกรุก

ทำไมกัมพูชาขอเลื่อน RBC และไทย “บันทึกพฤติกรรมไปเรื่อยๆ”?

เมื่อถามถึงสาเหตุที่กองทัพภาคที่ 2 เลื่อนการประชุมคณะกรรมการชายแดนภูมิภาค (RBC) เนื่องจากกัมพูชาขอเลื่อน นายภูมิธรรมกล่าวว่าไม่เป็นไร ไทยก็บันทึกไว้ว่ากัมพูชาให้ความร่วมมือหรือไม่ การประชุมยังมีอีกหลายระดับ ทั้งคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) และคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ที่จะต้องหารือกันต่อไป

ส่วนกรณีการยุบศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) นั้น นายภูมิธรรมกล่าวว่า ต้องรอการประเมินสถานการณ์ก่อน หากสถานการณ์เป็นปกติก็ไม่จำเป็นต้องมี ศบ.ทก. แต่หากยังจำเป็นก็ต้องคงไว้ ซึ่งจะต้องรอการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด และกำหนดท่าทีของไทยในการประชุม GBC และ JBC ในอนาคต

ในการประชุม สมช. บ่ายวันนั้น จะมีการประเมินสถานการณ์ร่วมกันเพื่อให้ได้ภาพที่ชัดเจนว่าจะกำหนดแนวทางต่อไปอย่างไร รวมถึงท่าทีในการประชุม GBC และ JBC ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งขึ้นอยู่กับประเด็นที่ สมช. เสนอมา และอาจมีการหารือถึงสถานการณ์การเมืองภายในประเทศด้วย

นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงกรณีที่มีองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันภาคพลเมืองขอนแก่น แจ้งความดำเนินคดีกับตนเองในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยให้กัมพูชารุกรานประเทศไทยว่า ไม่เป็นไร เพราะผู้แจ้งความเคยเป็นนักการเมืองที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ก็ให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย หากตำรวจรับทำคดีและส่งขึ้นศาล ตนก็พร้อมที่จะไปชี้แจง พร้อมทั้งกล่าวว่าสังคมไทยยังมีเรื่องที่ต้องทบทวนกฎหมายอีกหลายอย่าง และให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินการไป

ประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องอาศัยการเจรจาและความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง การที่กัมพูชาขอเลื่อนการประชุม RBC และไทยบันทึกพฤติกรรมไปเรื่อยๆ แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาและความจำเป็นในการรักษาสถานะเดิมไว้ก่อน เพื่อป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาเขตแดนต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศ และแสวงหาทางออกที่เป็นธรรมและยั่งยืน

อนาคตของความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา: การแก้ไขปัญหาเขตแดน

การแก้ไขปัญหาเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นกระบวนการที่ท้าทายและต้องอาศัยความอดทนและความเข้าใจซึ่งกันและกัน การที่ไทยบันทึกพฤติกรรมของกัมพูชาไปเรื่อยๆ ในขณะที่กัมพูชาขอเลื่อนการประชุม RBC นั้น แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างความไว้วางใจและความโปร่งใสในกระบวนการเจรจา การเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของแต่ละฝ่าย และการแสวงหาทางออกที่เป็นประโยชน์ร่วมกันจะเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาเขตแดนอย่างยั่งยืนและเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสองประเทศ

ที่มา – เขตแดนถกไม่จบในครั้งเดียว กัมพูชาขอเลื่อนประชุม RBC ไทยบันทึกพฤติกรรมไปเรื่อยๆ

Scroll to top