เขมรยิงไทย วันนี้

สรุปเหตุปะทะฝั่งสระแก้ว พบกัมพูชาเสริมกำลัง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณฝั่งสระแก้วยังคงตึงเครียด กองทัพภาคที่ 1 ได้สรุปสถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับการปะทะและการเสริมกำลังของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่ดังกล่าว โดยมีการรบปะทะเพื่อยึดครองพื้นที่สำคัญ 3 แห่ง ได้แก่ บ้านคลองแผงและหนองหญ้าแก้ว ซึ่งพบว่ากัมพูชาเร่งเสริมความแข็งแรงของที่มั่นและเพิ่มเติมกำลังพลอย่างต่อเนื่อง

รายงานจากศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 เวลา 18.00 น. ระบุว่า กกล.บูรพา ยังคงปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยในสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่ 12 แล้ว สถานการณ์โดยรวมยังคงน่าจับตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชา

สรุปเหตุปะทะฝั่งสระแก้ว พบกัมพูชาเร่งเสริมความแข็งแรงของที่มั่น เพิ่มเติมกำลัง

รายละเอียดสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่:

  • พื้นที่บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา: ฝ่ายกัมพูชาได้เร่งเสริมความแข็งแกร่งของที่มั่นอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงการเพิ่มจำนวนปืนใหญ่และเครื่องยิงลูกระเบิดในพื้นที่ถึง 2 จุด สันนิษฐานว่าเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการยิงสนับสนุนการปฏิบัติการทางทหาร
  • พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง: สถานการณ์ใกล้เคียงกัน โดยกัมพูชาเร่งเสริมความแข็งแรงของที่มั่นและใช้ปืนใหญ่ รวมถึงเครื่องยิงลูกระเบิดโจมตีที่มั่นของฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มกำลังพลอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งคาดการณ์ว่าเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการเข้าดำเนินกลยุทธ์ในพื้นที่เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ
  • พื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง: การยิงปืนใหญ่และเครื่องยิงลูกระเบิดจากฝ่ายกัมพูชามายังฝ่ายไทยยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีการลำเลียงเสบียง อาวุธ และกระสุนเข้าไปเก็บไว้ในที่มั่นต่างๆ ซึ่งคาดว่าสามารถรองรับการปฏิบัติการได้ต่อเนื่อง 2-3 วัน

ผลกระทบต่อประชาชนและการช่วยเหลือ

จากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น ประชาชนในพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว จำนวน 4 อำเภอ ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทางจังหวัดสระแก้วร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้เปิดศูนย์พักพิงชั่วคราว จำนวน 41 ศูนย์ เพื่อรองรับผู้พลัดถิ่น ปัจจุบันมีประชาชนรวม 18,874 คนที่อยู่ในความดูแลของศูนย์พักพิงเหล่านี้

หน่วยงานต่างๆ ได้ให้การสนับสนุนและบำรุงขวัญแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พวกเขามีกำลังใจที่ดีและสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ ประชาชนต่างส่งกำลังใจให้ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติให้ปลอดภัย

สถานการณ์ชายแดนและการเตรียมพร้อมรับมือยังคงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การเสริมกำลังของฝ่ายกัมพูชาและการปะทะที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต การประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ และการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

การที่กัมพูชา สรุปเหตุปะทะฝั่งสระแก้ว พบกัมพูชาเร่งเสริมความแข็งแรงของที่มั่น เพิ่มเติมกำลัง แสดงให้เห็นถึงความตึงเคลียดในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง การติดตามข่าวสารและสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจะช่วยให้เราเข้าใจถึงผลกระทบและความจำเป็นในการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อย่างทันท่วงที

การที่ สรุปเหตุปะทะฝั่งสระแก้ว พบกัมพูชาเร่งเสริมความแข็งแรงของที่มั่น เพิ่มเติมกำลัง เป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – สรุปเหตุปะทะฝั่งสระแก้ว พบกัมพูชาเร่งเสริมความแข็งแรงของที่มั่น เพิ่มเติมกำลัง

ทอ. ยัน! ป้องกันโดรนภัยคุกคามความมั่นคงของไทย

“โฆษกกองทัพอากาศ” ยัน กองทัพอากาศประสานทุกภาคส่วน เพื่อป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของไทย คาด CAAT จะออกมาตรการพื้นที่บินโดรนเพิ่มเติม เพื่อสร้างความมั่นใจในพื้นที่ “แท่นผลิตปิโตรเลียม” ที่มีมูลค่าสูง

วันที่ 19 ธ.ค. 68 พลอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ เปิดเผยถึงการวางแนวทางป้องกันโดรน ของฝ่ายกัมพูชา ที่อาจมีเจตนาในการก่อวินาศกรรมต่อแท่นขุดเจาะปิโตรเลียม ในพื้นที่อ่าวไทยว่า ขณะนี้กองทัพอากาศเป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลมาตรการตอบโต้ หรือต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ โดยประสานงานกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งประสานกับหน่วยงานด้านความมั่นคงเพื่อป้องกันการโจมตีจากโดรนที่คาดว่าจะเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของไทย โดยยืนยันว่าขณะนี้ทุกกองบินมีมาตรการป้องกันโดรนทั้งเชิงรุกและเชิงรับ และประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ เพื่อป้องกันการบินโดรนในพื้นที่ที่มีโอกาสจะส่งผลกระทบต่อทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง

ส่วนกรณีที่ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ขอความร่วมมือเรือประมง ผู้ประกอบการเดินเรือ และผู้ดำเนินกิจกรรมทางทะเล ร่วมเฝ้าระวังความปลอดภัยในทะเล กรณีพบเรือที่มีพฤติกรรมต้องสงสัยหรือใช้อากาศยานไร้คนขับเหนือพื้นที่แท่นผลิตปิโตรเลียมนั้น คาดว่า สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย จะมีมาตรการต่อเนื่องตามมาเพื่อออกพื้นที่ห้ามบินโดรนเพิ่มเติม เพื่อสร้างความมั่นใจว่าพื้นที่ที่มีมูลค่าสูง จะได้รับการคุ้มครองดูแลอย่างแท้จริง นอกจากนี้ มาตรการการลงโทษต่าง ๆ และการดำเนินคดีต่าง ๆ หากมีการฝ่าฝืน จะมีตามมา ตามที่เห็นสมควร

ทอ. ยันประสานทุกภาคส่วน เพื่อป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของไทย

จากสถานการณ์ปัจจุบันที่เทคโนโลยีโดรนมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและแพร่หลาย การใช้งานโดรนจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การถ่ายภาพหรือกิจกรรมสันทนาการเท่านั้น แต่ยังอาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย หรือก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติได้ กองทัพอากาศจึงจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามดังกล่าว โดยการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ

ทำไมการป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของไทยจึงสำคัญ?

การป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของไทย มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจาก:

  • ปกป้องทรัพย์สินของชาติ: แท่นขุดเจาะปิโตรเลียมเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง หากเกิดความเสียหายจากโดรน จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ
  • รักษาความปลอดภัยของประชาชน: โดรนสามารถนำไปใช้ในการก่อวินาศกรรม หรือโจมตีเป้าหมายต่างๆ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
  • ป้องกันการละเมิดอธิปไตย: การบินโดรนโดยไม่ได้รับอนุญาต อาจเป็นการละเมิดอธิปไตยของประเทศ

มาตรการป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคาม:

กองทัพอากาศได้ดำเนินการมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคาม ดังนี้:

  • การเฝ้าระวังและตรวจจับ: ใช้ระบบเรดาร์และอุปกรณ์ตรวจจับอื่นๆ เพื่อเฝ้าระวังและตรวจจับโดรนที่บินเข้ามาในพื้นที่หวงห้าม
  • การตอบโต้และทำลาย: มีมาตรการในการตอบโต้และทำลายโดรนที่คุกคามความมั่นคง
  • การบังคับใช้กฎหมาย: ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการบินโดรน
  • การสร้างความตระหนักรู้: ให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอันตรายของโดรนและการใช้งานที่ถูกต้อง

ความร่วมมือกับทุกภาคส่วน:

การป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคาม จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การบูรณาการข้อมูลและทรัพยากรจากทุกฝ่าย จะช่วยให้การป้องกันมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น การที่กองทัพอากาศยืนยันการประสานงานกับทุกภาคส่วนเพื่อ ป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของไทย จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดี และแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในความปลอดภัยของประเทศชาติและประชาชน การเฝ้าระวังและป้องกันภัยคุกคามจากโดรนอย่างต่อเนื่อง จะช่วยสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับทุกภาคส่วน

ที่มา – ทอ. ยันประสานทุกภาคส่วน เพื่อป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของไทย

ทอ.ยัน! โจมตีคลัง BM-21 ปอยเปต ไร้พลเรือน

โฆษกกองทัพอากาศ (ทอ.) ยืนยันการปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ บริเวณนอกเมืองปอยเปต มุ่งเป้าหมายทางทหาร หลังพบข้อมูลว่ากัมพูชาใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นคลังเก็บจรวด BM-21 ที่ใช้ในการโจมตีกำลังพลและประชาชนไทย พร้อมยืนยันว่าพื้นที่ปฏิบัติการนั้นไม่มีพลเรือนอาศัยอยู่

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ ได้แถลงถึงความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเน้นย้ำถึงมาตรการป้องกันภัยคุกคามจากอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) และการตอบโต้การโจมตีด้วยอาวุธหนัก

รัฐบาลได้มอบหมายให้กองทัพอากาศเป็นหน่วยงานหลักในการรับผิดชอบการต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ โดยทำงานร่วมกับสำนักงานการบินพลเรือนเพื่อกำหนดมาตรการรับมือภัยคุกคามดังกล่าว เบื้องต้นได้ออกมาตรการห้ามบินโดรนในพื้นที่ชายแดน หน่วยงานความมั่นคงต่างๆ ได้ดำเนินการเชิงรุกและเชิงรับเพื่อตอบโต้ภัยคุกคามจากอากาศยานไร้คนขับ ทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ได้เตรียมกลไกในการต่อสู้กับภัยคุกคามอากาศยานไร้คนขับทั้งเชิงรับในการทำระบบป้องกันความเสียหายสถานที่และพื้นที่สำคัญ รวมถึงการเตรียมอาวุธยุทโธปกรณ์ยิงทำลายหากเข้ามาในพื้นที่ ความร่วมมือนี้มีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบจากการโจมตีด้วยอากาศยานไร้คนขับต่อพื้นที่สำคัญของไทย

พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย ยังได้ชี้แจงถึงปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่ปอยเปต โดยระบุว่า การโจมตีเป้าหมายนอกเมืองปอยเปต มุ่งเป้าไปที่คลังเก็บอาวุธ โดยเฉพาะจรวด BM-21 ซึ่งเป็นอาวุธที่ฝ่ายกัมพูชานำมาใช้ในการโจมตีกำลังพลและประชาชนไทย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ โดยมีการยิง BM-21 กว่า 100 ลูกเข้ามาโจมตีเป้าหมายทางพลเรือนของไทย

ปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยเป็นการโจมตีเป้าหมายที่เป็นคลังเก็บ BM-21 ก่อนการโจมตี กองทัพไทยได้ใช้ขีดความสามารถด้านการข่าวในการพิสูจน์ทราบว่าเป้าหมายดังกล่าวเป็นเป้าหมายทางทหาร โดยสังเกตกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นบริเวณโดยรอบอาคารสถานที่ พบว่ามีการนำรถเข้าไปโหลดจรวด BM-21 ทำให้มั่นใจว่าเป้าหมายนั้นมีคุณค่าในการโจมตี ที่สำคัญคือการตรวจสอบพื้นที่โดยรอบ พบว่าเป็นพื้นที่ที่ไม่มีพลเรือนอาศัยอยู่ นำไปสู่การตัดสินใจโจมตีคลังเก็บ BM-21 เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

โฆษกกองทัพอากาศยังได้แสดงภาพการปฏิบัติการ ซึ่งปรากฏการระเบิดซ้อนหลายจุดภายในพื้นที่เป้าหมาย อันเป็นผลจากการระเบิดของจรวด BM-21 ที่ถูกจัดเก็บอยู่ในคลัง พร้อมระบุว่า กองทัพไทยมุ่งเน้นโจมตีเป้าหมายทางทหารเท่านั้น ปฏิบัติการบนพื้นฐานของการปกป้องเอกราชอธิปไตย ภายใต้หลักมนุษยธรรม โจมตีเป้าหมายเท่าที่จำเป็น ได้สัดส่วนกับภัยคุกคาม และแบ่งแยกชัดเจนระหว่างเป้าหมายทางทหารกับเป้าหมายทางพลเรือน

ร.ท.หญิงนภัสกร ทิพย์โส ผู้ช่วยโฆษกกองทัพเรือ แถลงข่าวถึงกรณีการพบโดรนก่อกวนแท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเลอ่าวไทย โดยทัพเรือภาค 2 ได้ส่งอากาศยานลาดตระเวนเข้าตรวจสอบพื้นที่ และยังคงรักษามาตรการความปลอดภัยและคุ้มครองผลประโยชน์ทางด้านพลังงานของชาติอย่างต่อเนื่อง

พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงสถานการณ์การสู้รบในพื้นที่เนิน 350 ซึ่งถือเป็นยุทธภูมิสำคัญว่า ฝ่ายกัมพูชาใช้ยุทธวิธีระดมยิงด้วยอาวุธหนัก ทั้งจรวด BM-21 ปืนใหญ่ และอาวุธยิงสนับสนุนระยะไกล ก่อนใช้โดรนติดระเบิดเข้ามาโจมตีซ้ำ ทำให้การตั้งรับและการรุกคืบของกำลังพลไทยต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างต่อเนื่อง

กองทัพบกยืนยันว่ากำลังพลยังมีขวัญกำลังใจดี และมีการเตรียมการรับมืออย่างรอบคอบ เพื่อเสริมความมั่นคงและเดินหน้าปฏิบัติการยึดคืนพื้นที่ตามแผนที่กำหนดไว้

ขณะเดียวกัน ในพื้นที่ปอยเปต กองทัพไทยได้ใช้กำลังทางอากาศสนับสนุนการโจมตีเป้าหมายทางทหาร เพื่อสร้างความได้เปรียบในทางยุทธวิธี โดยย้ำว่าทุกการปฏิบัติการผ่านการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน มุ่งเฉพาะเป้าหมายทางทหาร และไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชน หรือพลเรือนโดยเด็ดขาด ยืนยันว่า กองทัพไทยยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศและหลักมนุษยธรรมอย่างเคร่งครัด พร้อมเดินหน้าปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มกำลัง

พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงผลการประชุมสภากลาโหม ว่า ตรวจพบการเคลื่อนย้ายกำลังพลและยุทโธปกรณ์ของฝ่ายกัมพูชาเข้าสู่พื้นที่ปอยเปต และได้มีการใช้อาวุธหนักระดมยิงเข้ามาในดินแดนไทยอย่างต่อเนื่องตามแนวชายแดน ฝ่ายไทยได้ดำเนินการสกัดกั้นการซ่องสุมกำลังของฝ่ายกัมพูชา ภายในโกดังบริเวณนอกตัวเมืองปอยเปต ซึ่งเป็นเป้าหมายทางทหาร เพื่อยับยั้งภัยคุกคามและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน

พล.ร.ต.จุมพล นาคบัว โฆษกศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ชี้แจงถึงมาตรการควบคุมการนำเข้าน้ำมันและยุทธภัณฑ์ผ่านเส้นทางทะเลของไทยไปยังกัมพูชา และขอความร่วมมือให้เรือสินค้าไทยและเรือประมงสัญชาติไทย หลีกเลี่ยงการเดินเรือเข้าสู่พื้นที่เสี่ยง เพื่อป้องกันอันตราย

ทอ.ยัน! โจมตีคลัง BM-21 ปอยเปต ไร้พลเรือน

สรุปคือ กองทัพอากาศยืนยันการโจมตีคลังเก็บ BM-21 นอกเมืองปอยเปต โดยระบุว่าเป็นเป้าหมายทางทหาร และไม่มีพลเรือนในพื้นที่ดังกล่าว ทั้งนี้ กองทัพไทยยังคงดำเนินมาตรการรักษาความปลอดภัยและปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มที่

ทำไมการโจมตีคลัง BM-21 นอกเมืองปอยเปตจึงมีความสำคัญ

การโจมตีคลัง BM-21 นอกเมืองปอยเปตมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการตอบโต้การโจมตีด้วยอาวุธหนักจากฝ่ายกัมพูชาที่ส่งผลกระทบต่อกำลังพลและประชาชนไทย การทำลายคลังเก็บอาวุธดังกล่าวเป็นการลดทอนศักยภาพในการโจมตีของฝ่ายตรงข้าม และเป็นการปกป้องความปลอดภัยของประชาชนไทย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียดและต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด กองทัพไทยยังคงเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามทุกรูปแบบ เพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประเทศ

การตัดสินใจโจมตีคลัง BM-21 นอกเมือง ปอยเปต สะท้อนให้เห็นถึงความรอบคอบในการประเมินสถานการณ์และการพิจารณาถึงผลกระทบต่อพลเรือน ทอ.ยัน! โจมตีคลัง BM-21 ปอยเปต ไร้พลเรือน เป็นการยืนยันถึงเจตนารมณ์ในการปกป้องอธิปไตยของชาติภายใต้หลักมนุษยธรรม การปฎิบัติการที่ปอยเปต แสดงให้เห็นถึงการตอบโต้ที่ได้สัดส่วนต่อภัยคุกคาม

ที่มา – โฆษก ทอ. ยันโจมตีคลังเก็บ BM-21 นอกเมือง “ปอยเปต” ไม่มีพลเรือนอยู่ในพื้นที่

ทบ. ยัน! ไม่ได้ล็อกเป้าโจมตีตึกคาสิโน-สแกมเมอร์

กองทัพบก (ทบ.) ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการล็อกเป้าโจมตี “ตึกคาสิโน-สแกมเมอร์” โดยยืนยันว่าทุกพื้นที่ที่ถูกโจมตีนั้น มีหลักฐานชัดเจนว่ามีการใช้เป็นฐานที่ตั้งปฏิบัติการทางทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “จุดบัญชาการโดรน” และคลังอาวุธ ซึ่งถูกใช้ในการโจมตีประเทศไทย

พันเอก ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ได้ชี้แจงเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2566 ถึงกรณีการโจมตีเป้าหมายที่เป็นคาสิโนและสแกมเมอร์ ว่าทุกเป้าหมายที่กองทัพไทยทำการโจมตีนั้น ล้วนเป็นเป้าหมายทางทหารทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นกำลังรบ อาวุธยุทโธปกรณ์ หรืออาวุธยิง กองทัพไม่ได้มุ่งโจมตีไปที่คาสิโนและสแกมเมอร์เพียงอย่างเดียว แต่ทุกสถานที่ที่ถูกโจมตีได้รับการพิสูจน์ทราบอย่างชัดเจนว่าใช้เป็นฐานที่ตั้งปฏิบัติการทางทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจพบบ่อยครั้งคือ จุดควบคุมบัญชาการโดรนที่ใช้ปล่อยโดรนโจมตีเข้ามาในพื้นที่ไทย และยังใช้เป็นคลังอาวุธอีกด้วย

เมื่อตรวจพบการกระทำดังกล่าว กองทัพจะใช้การโจมตีด้วยอาวุธต่างๆ ที่มี รวมถึงการสนับสนุนจากกองทัพอากาศ ซึ่งไม่ได้หมายความว่ากองทัพบกละเลยการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ เพราะยังมีหน่วยงานอื่นที่รับผิดชอบในเรื่องนี้อยู่แล้ว โดยมีกองกำลังป้องกันชายแดนร่วมกับเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนในการดูแลและแก้ไขปัญหาตามแนวชายแดน

ทบ. ยัน! ไม่ได้ล็อกเป้าโจมตีตึกคาสิโน-สแกมเมอร์

กองทัพบกยังคงย้ำว่าทุกเป้าหมายที่ถูกโจมตี ไม่ว่าจะเป็นคาสิโนหรือแหล่งสแกมเมอร์ ได้มีการพิสูจน์แล้วว่าสถานที่เหล่านั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการทางทหารต่อประเทศไทย และจุดที่ยังไม่ถูกโจมตีนั้น เป็นเพราะยังไม่มีการพิสูจน์ทราบหรือตรวจพบว่ามีการปฏิบัติการทางทหาร

ทำไม ทบ. ต้องออกมาปฏิเสธเรื่องล็อกเป้าโจมตีตึกคาสิโน-สแกมเมอร์

การออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการล็อกเป้าโจมตี “ตึกคาสิโน-สแกมเมอร์” ครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการยืนยันความโปร่งใสและความถูกต้องตามกฎหมายในการปฏิบัติการทางทหารของกองทัพไทย การโจมตีเป้าหมายใดๆ จะต้องมีหลักฐานและการพิสูจน์ทราบที่ชัดเจนว่าเป้าหมายนั้นเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ และการโจมตีนั้นเป็นไปตามหลักสากล

ประเด็นเรื่อง ทบ. ยัน! ไม่ได้ล็อกเป้าโจมตีตึกคาสิโน-สแกมเมอร์ ยังสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ชายแดน ที่ซึ่งกิจกรรมทางทหารและอาชญากรรมมักเกี่ยวพันกัน การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานความมั่นคง หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ

นอกจากนี้ การที่ ทบ. ยัน! ไม่ได้ล็อกเป้าโจมตีตึกคาสิโน-สแกมเมอร์ ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังกลุ่มติดอาวุธและอาชญากรข้ามชาติว่า กองทัพไทยจะไม่ยอมให้มีการใช้พื้นที่ชายแดนเป็นฐานในการก่ออาชญากรรมหรือโจมตีประเทศไทย และจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ

การที่กองทัพบกออกมา ทบ. ยัน! ไม่ได้ล็อกเป้าโจมตีตึกคาสิโน-สแกมเมอร์ เป็นเรื่องที่ควรให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะสะท้อนถึงสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดนและความพยายามของกองทัพในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน

ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเข้าใจในสถานการณ์ความมั่นคงของประเทศ และการสนับสนุนการทำงานของกองทัพในการปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของชาติ

ที่มา – ทบ. ปัดล็อกเป้าโจมตีตึกคาสิโน-สแกมเมอร์ ยันตรวจพบใช้เป็นฐานปฏิบัติทางทหาร

สดุดี! พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ วีรบุรุษชายแดนใต้

สดุดีวีรบุรุษจากชายแดนใต้ “พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ” สละชีพจากเหตุปะทะเดือดบน “เนิน 677” ช่องอานม้า เดินทางไกลกว่าพันกิโลจากบ้านเกิด จ.นราธิวาส เพื่อร่วมปกป้องอธิปไตย สมัครรับใช้ชาติ เพราะอยากแบ่งเบาภาระแม่

วันที่ 13 ธันวาคม 2568 จากกรณีที่มีรายงานว่า บริเวณเนิน 677 ช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี สถานการณ์ยังคงตึงเครียดและรุนแรงต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเช้า เนื่องจากฝั่งกัมพูชาพยายามจะเข้ามายึดพื้นที่เนิน 677 ทำให้มีเสียงปืนใหญ่ดังขึ้นหลายนัด โดยทหารปืนใหญ่ ต้องยิงสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง จนเกิดทหารไทยถูกสะเก็ดระเบิด พลีชีพ 4 นาย บาดเจ็บ 3 นาย ดังที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น (ปะทะหนักที่เนิน 677 ช่องอานม้า ทหารไทยถูกสะเก็ดระเบิด พลีชีพ 4 นาย บาดเจ็บ 3 นาย)

ล่าสุดทางด้านเพจเฟซบุ๊ก สำนักงานประชาสัมพันธ์ จ.นราธิวาส ได้โพสต์ข้อความอาลัยหนึ่งในพลทหารผู้เสียชีวิตลูกหลานชาวนราธิวาส โดยระบุว่า พลอาสา มุสตากีม มาเจ๊ะมะ อายุ 21 ปี ตำแหน่ง พลยิงอาวุธต่อสู้รถถัง สังกัด กองพันจู่โจม ผู้เสียสละชีวิตตน เพื่อปกป้องอธิปไตยของไทย ขณะปฏิบัติหน้าที่สู้รบ ณ บริเวณเนิน 677 ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี

น้องเดินทางไกลกว่าพันกิโลจากบ้านเกิด เพื่อร่วมปฎิบัติหน้าที่อันยิ่งใหญ่ ร่วมปกป้องผืนแผ่นดินไทยให้คงอยู่ วีรบุรุษจากชายแดนใต้ สู่ชายแดนไทย-กัมพูชา ทหารผู้กล้าของไทย

ประวัติของ พลอาสา มุสตากีม มาเจ๊ะมะ อายุ 21 ปี เกิดเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2547 บรรจุเข้ารับราชการทหารเมื่อ 1 พ.ย.2566 ในตำแหน่ง พลยิงอาวุธต่อสู้รถถัง สังกัด กองพันจู่โจม มีภูมิลำเนา ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส พลอาสาฯ มุสตากีม ถือเป็นสายเลือดทหารหาญโดยแท้ เพราะมีแม่เป็นทหารหญิง ปัจจุบันรับใช้ชาติอยู่ที่ จังหวัดสระบุรี น้องรักและเป็นห่วงแม่มาก เหตุผลที่สมัครเป็นทหารไปรับใช้ชาติ เพราะอยากแบ่งเบาภาระของแม่

หลับเถิดทหารผู้กล้า เราทุกคนจะจดจำความกล้าหาญและเสียสละของท่านตราบนิรันดร์…

กำหนดการพิธีฝั่งศพ พลอาสา มุสตากีม มาเจ๊ะมะ กำหนดจัด ณ กุโบสะบือรัง (บ้านสุแฆ) ม.3 ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส

ขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก สำนักงานประชาสัมพันธ์ จ.นราธิวาส

สดุดีวีรบุรุษจากชายแดนใต้ “พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ” สละชีพบนเนิน 677 ช่องอานม้า

จากเหตุการณ์ความสูญเสียที่เนิน 677 ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี ชื่อของ “พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ” ได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญและการเสียสละเพื่อชาติ เขาคือหนึ่งในทหารหาญที่พลีชีพเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติไทย

พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ: ผู้เสียสละจากชายแดนใต้

เรื่องราวของ พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ เป็นเครื่องเตือนใจให้เรารำลึกถึงความเสียสละของเหล่าทหารกล้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย แม้จะต้องจากบ้านเกิดที่นราธิวาสมาไกลถึงอุบลราชธานี เขาก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มกำลังความสามารถ

  • ความกล้าหาญ: พลฯ มุสตากีม แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญในการเผชิญหน้ากับศัตรู
  • ความเสียสละ: เขาได้สละชีวิตของตนเองเพื่อปกป้องประเทศชาติ
  • ความรักชาติ: แรงจูงใจสำคัญในการรับราชการทหารของเขาคือความรักชาติและความต้องการที่จะแบ่งเบาภาระของมารดา

พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ จะอยู่ในความทรงจำของพวกเราตลอดไป ความกล้าหาญและเสียสละของเขาจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องชาติบ้านเมือง และความเสียสละของเหล่าทหารกล้าที่พร้อมจะพลีชีพเพื่อชาติ

การจากไปของ พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ ถือเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของกองทัพไทยและประเทศชาติ แต่ความเสียสละของเขาจะไม่สูญเปล่า เพราะเขาได้สร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่ให้กับประเทศชาติ และชื่อของเขาจะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ในฐานะวีรบุรุษผู้กล้าหาญ

ขอสดุดีวีรกรรมของ พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ และขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวและเพื่อนฝูงของเขา

ที่มา – สดุดีวีรบุรุษจากชายแดนใต้ “พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ” สละชีพบนเนิน 677 ช่องอานม้า

ทำลาย 2 ที่หมาย คลังอาวุธกัมพูชา ตรงข้ามหนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อกองกำลังบูรพา ร่วมกับกองทัพอากาศ ได้ปฏิบัติการทางอากาศ โดยมีเป้าหมายเพื่อทำลาย 2 ที่หมาย คลังอาวุธ-ระบบสื่อสารป้องกันภัยฝ่ายกัมพูชา ตรงข้าม บ.หนองหญ้าแก้ว

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 1 ได้รายงานถึงสถานการณ์ความเคลื่อนไหวบริเวณชายแดน โดยระบุว่า เมื่อเวลา 16.09 น. กกล.บูรพา ร่วมกับ ทอ. ได้ปฏิบัติการทางอากาศ จำนวน 2 ที่หมาย ซึ่งผลการปฏิบัติการสามารถทำลาย 2 ที่หมาย คลังอาวุธ-ระบบสื่อสารป้องกันภัยฝ่ายกัมพูชา ตรงข้าม บ.หนองหญ้าแก้ว และบ้านหนองจาน

ทำลาย 2 ที่หมาย คลังอาวุธ-ระบบสื่อสารป้องกันภัยฝ่ายกัมพูชา ตรงข้าม บ.หนองหญ้าแก้ว

ปฏิบัติการดังกล่าว มุ่งเน้นไปที่การทำลายศักยภาพทางทหารของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่ดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คลังอาวุธและกระสุน ซึ่งถือเป็นแหล่งสะสมยุทโธปกรณ์ที่สำคัญ และระบบการสื่อสารป้องกันภัยทางอากาศ ซึ่งเป็นระบบที่ใช้ในการตรวจจับและตอบโต้ภัยคุกคามทางอากาศ

การโจมตีทางอากาศครั้งนี้ เกิดขึ้นในพื้นที่ตรงข้ามบ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจาน ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนที่มักมีปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาอยู่บ่อยครั้ง การปฏิบัติการดังกล่าว จึงอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาค

ผลกระทบและปฏิกิริยาต่อการทำลาย 2 ที่หมาย

แม้ว่าทางกองทัพภาคที่ 1 จะยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับผลกระทบและความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการโจมตีทางอากาศครั้งนี้ แต่คาดการณ์ว่า การทำลายคลังอาวุธและระบบการสื่อสารของฝ่ายกัมพูชา จะส่งผลกระทบต่อศักยภาพทางทหารของกัมพูชาในพื้นที่ดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ การปฏิบัติการทางอากาศครั้งนี้ อาจจะทำให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้จากฝ่ายกัมพูชา ซึ่งอาจนำไปสู่ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นตามแนวชายแดน อย่างไรก็ตาม ทางการไทยยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ประชาชนในพื้นที่ชายแดน ควรติดตามข่าวสารและสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต การมีสติและไม่ตื่นตระหนก จะช่วยให้ทุกคนสามารถผ่านพ้นสถานการณ์ที่ยากลำบากไปได้

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การเจรจาและแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ยังคงเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

การทำลาย 2 ที่หมาย คลังอาวุธ-ระบบสื่อสารป้องกันภัยฝ่ายกัมพูชา ตรงข้าม บ.หนองหญ้าแก้ว ถือเป็นปฏิบัติการที่สำคัญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม การรักษาสันติภาพและการเจรจา ยังคงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญ

ที่มา – ทำลาย 2 ที่หมาย คลังอาวุธ-ระบบสื่อสารป้องกันภัยฝ่ายกัมพูชา ตรงข้าม บ.หนองหญ้าแก้ว

เปิดภาพ! ความเสียหายชายแดนสระแก้ว หลังกัมพูชายิง BM-21

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณจังหวัดสระแก้วทวีความตึงเครียดขึ้น เมื่อฝ่ายกัมพูชายิง BM-21 และเครื่องยิงลูกระเบิดเข้ามาในพื้นที่ประเทศไทย ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเรือนราษฎร พื้นที่เกษตรกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน วันนี้เราจะมาเปิดภาพความเสียหาย ชายแดน จ.สระแก้ว หลังกัมพูชายิง BM-21 ใส่พื้นที่ประชาชนไทย

กองทัพภาคที่ 1 ได้รายงานสรุปความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2568 เป็นต้นมา การโจมตีจากฝ่ายกัมพูชาไม่ได้คำนึงถึงเป้าหมาย ทำให้ความเสียหายกระจายเป็นวงกว้าง สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่

เปิดภาพความเสียหาย ชายแดน จ.สระแก้ว หลังกัมพูชายิง BM-21

รายงานจากกองทัพภาคที่ 1 ระบุถึงความเสียหายใน 2 อำเภอหลัก ได้แก่ อำเภอตาพระยา และอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการยิง BM-21 และเครื่องยิงลูกระเบิดของกัมพูชา

ความเสียหายในอำเภอตาพระยา

ในพื้นที่อำเภอตาพระยา ความเสียหายส่วนใหญ่อยู่ที่บ้านเรือนของประชาชน และพื้นที่ไร่นาทางการเกษตร หลายครอบครัวต้องเผชิญกับความยากลำบากในการดำรงชีวิต เนื่องจากบ้านเรือนได้รับความเสียหาย ไม่สามารถพักอาศัยได้ตามปกติ และพื้นที่ทางการเกษตรซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เกษตรกรหลายรายสูญเสียพืชผลทางการเกษตร ทำให้ขาดรายได้ในการเลี้ยงชีพ

ความเสียหายในอำเภอโคกสูง

สำหรับอำเภอโคกสูง ความเสียหายค่อนข้างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นถนนคอนกรีต ถนนลาดยาง เสาไฟฟ้า รวมถึงบ้านเรือน และไร่นาของประชาชน ถนนหลายสายได้รับความเสียหาย ทำให้การเดินทางสัญจรเป็นไปด้วยความยากลำบาก เสาไฟฟ้าที่ถูกยิงได้รับความเสียหาย ทำให้ไฟฟ้าดับในหลายพื้นที่ ประชาชนไม่สามารถใช้ไฟฟ้าในการดำรงชีวิตประจำวันได้ตามปกติ นอกจากนี้ บ้านเรือนและไร่นาของประชาชนก็ได้รับความเสียหายเช่นเดียวกับในอำเภอตาพระยา

รายละเอียดความเสียหายเพิ่มเติม:

  • ถนนคอนกรีตและถนนลาดยางหลายสายได้รับความเสียหาย
  • เสาไฟฟ้าในหมู่บ้านหักโค่น ทำให้ไฟฟ้าดับในหลายพื้นที่
  • บ้านเรือนราษฎรได้รับความเสียหาย ทั้งหลังคา ผนัง และโครงสร้าง
  • พื้นที่ไร่นาทางการเกษตรถูกทำลาย พืชผลเสียหาย

สถานการณ์เปิดภาพความเสียหาย ชายแดน จ.สระแก้ว หลังกัมพูชายิง BM-21 ครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก หลายครอบครัวต้องสูญเสียบ้านเรือน ไร่นา และทรัพย์สินอื่นๆ ที่มีค่า การช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

หน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่างๆ ควรเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมแซมบ้านเรือน การฟื้นฟูพื้นที่ทางการเกษตร การจัดหาที่พักอาศัยชั่วคราว และการให้ความช่วยเหลือด้านอื่นๆ ที่จำเป็น เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็วที่สุด

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงซ้ำรอย และเพื่อสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันเพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง และสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน

สถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง

เปิดภาพความเสียหาย ชายแดน จ.สระแก้ว หลังกัมพูชายิง BM-21 สะท้อนให้เห็นถึงความสูญเสียและความเดือดร้อนของประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน เราหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น และทุกฝ่ายจะหันมาเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียเช่นนี้อีกในอนาคต

ที่มา – เปิดภาพความเสียหาย ชายแดน จ.สระแก้ว หลังกัมพูชายิง BM-21 ใส่พื้นที่ประชาชนไทย

ชาวบ้านบุรีรัมย์หวั่นเหตุปะทะบานปลาย อพยพ!

สถานการณ์ตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชายังคงส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง ล่าสุด ชาวบ้าน จ.บุรีรัมย์ หวั่นเหตุปะทะบานปลาย จึงตัดสินใจทยอยเก็บของเพื่ออพยพไปยังศูนย์พักพิงที่จัดเตรียมไว้ เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก เนื่องจากรับรู้ถึงความรุนแรงของสถานการณ์ได้อย่างชัดเจน

ตามรายงานข่าวเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 สถานการณ์การปะทะกันระหว่างทหารไทยและกัมพูชายังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งมีพรมแดนติดต่อกับจังหวัดบุรีรัมย์ เสียงปืนใหญ่และแรงสั่นสะเทือนสามารถรับรู้ได้ถึงในพื้นที่ ทำให้ชาวบ้านในบริเวณชายแดนของบุรีรัมย์เกิดความกังวลใจอย่างยิ่ง

หลายครอบครัวที่ยังคงอาศัยอยู่ในบ้านเรือนใกล้แนวชายแดน ต่างเร่งรีบเก็บข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการอพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว พวกเขาได้เห็นเพื่อนบ้านทยอยเดินทางออกจากพื้นที่ไปก่อนแล้ว และตัดสินใจที่จะทำตามเพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว ชาวบ้าน จ.บุรีรัมย์ หวั่นเหตุปะทะบานปลายกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สิน

ชาวบ้านหลายรายให้ข้อมูลว่า การปะทะกันในครั้งนี้มีความรุนแรงมากกว่าครั้งก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัด พวกเขาสามารถรับรู้ถึงเสียงดังและแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรง ทำให้เกิดความหวาดกลัวและกังวลว่าจะได้รับอันตราย ด้วยเหตุนี้จึงตัดสินใจที่จะอพยพไปยังศูนย์พักพิงเพื่อความปลอดภัย

ชาวบ้าน จ.บุรีรัมย์ หวั่นเหตุปะทะบานปลาย

ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นทำให้ชาวบ้านตัดสินใจอพยพ

สถานการณ์ชายแดนที่ตึงเครียดนี้ ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านในจังหวัดบุรีรัมย์เท่านั้น แต่ยังสร้างความวิตกกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงอีกด้วย ความไม่แน่นอนของสถานการณ์และความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น ทำให้หลายคนตัดสินใจที่จะอพยพออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

ทางการจังหวัดบุรีรัมย์ได้จัดเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราวเพื่อรองรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน โดยมีการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐาน เช่น อาหาร น้ำดื่ม และที่พักอาศัย เพื่อให้ผู้ที่อพยพมาสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างสะดวกสบาย อย่างไรก็ตาม ชาวบ้าน จ.บุรีรัมย์ หวั่นเหตุปะทะบานปลาย และต้องการให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นโดยเร็ว

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การแก้ไขปัญหาควรเป็นไปอย่างสันติวิธี โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและสวัสดิภาพของประชาชนเป็นสำคัญ การเจรจาและการพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกันเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายและส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

แม้ว่าทางการจะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ แต่ความหวาดกลัวและความไม่แน่นอนในอนาคตยังคงเป็นสิ่งที่ชาวบ้านต้องเผชิญ การกลับคืนสู่สภาวะปกติและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขอีกครั้ง ชาวบ้าน จ.บุรีรัมย์ หวั่นเหตุปะทะบานปลายจริงๆ และภาวนาให้สถานการณ์สงบลงโดยเร็ว

จากเหตุการณ์นี้ เราได้เห็นถึงความสำคัญของการมีสติและความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติและการมีแผนอพยพที่ชัดเจน สามารถช่วยลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้ การติดตามข่าวสารและข้อมูลจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที

ที่มา – ชาวบ้าน จ.บุรีรัมย์ หวั่นเหตุปะทะบานปลาย ทยอยเก็บของ อพยพไปศูนย์พักพิงต่อเนื่อง

EOD สำรวจ! เหตุหลุมระเบิด 13 หลุม ชายแดนตราด


เจ้าหน้าที่ชุด EOD ลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย “หลุมระเบิด 13 หลุม” ที่ตกในพื้นที่ชุมชน เหตุปะทะชายแดนตราด พบ 1 หลุมกลางถนนยังไม่ระเบิด และไม่สามารถเก็บกู้ได้ สถานการณ์ชายแดนตึงเครียด ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 13 ธันวาคม 2568 เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง จ.ตราด ได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านท่าเลื่อน และชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) เข้าตรวจสอบหลุมระเบิด 13 หลุม ที่ตกมาจากฝั่งประเทศกัมพูชา ภายในสวนทุเรียนแห่งหนึ่งในพื้นที่

โดยเบื้องต้นสามารถตรวจสอบหลุมระเบิดไปได้ 13 หลุม แบ่งเป็นหลุมระเบิดที่อยู่ตามสวน 11 หลุม ซึ่งระเบิดสมบูรณ์หมดแล้ว และหลุมที่ตกบนถนนจำนวน 2 หลุม โดยในจำนวนนี้ มีหนึ่งหลุมที่ยังไม่สามารถเก็บกู้ระเบิดได้

เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตรวจสอบสภาพหลุม และสภาพความเสียหายบริเวณโดยรอบ เช่น ต้นไม้ ซึ่งส่วนใหญ่ถูกเผาไหม้จากแรงระเบิดได้รับความเสียหาย รวมทั้งได้เก็บนำเศษสะเก็ดระเบิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัตถุโลหะ ไปตรวจสอบวิเคราะห์หาชนิดของระเบิดจากฝั่งกัมพูชา

ส่วนหลุมระเบิดที่อยู่บนถนน 1 หลุม ซึ่งตอนนี้ยังไม่ระเบิดนั้น เบื้องต้นยังไม่สามารถดำเนินการเก็บกู้วัตถุระเบิดได้ เนื่องจากต้องขุดเปิดหน้าถนน คาดว่าระเบิดน่าจะลงไปในหลุมลึกประมาณ 3 เมตร เจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการวางกรวยถนนปิดกั้นบริเวณปากหลุม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายจากรถที่ยังจำเป็นต้องสัญจรผ่านไปมา เพราะถนนเส้นดังกล่าวเป็นถนนเส้นหลักที่เชื่อมลงไปถึง อ.คลองใหญ่

นายภิญโญ ดีหลาย กำนันตำบลชำราก เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้พาเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ 13 หลุมที่สามารถระบุตำแหน่งที่ตั้งหลุมได้อย่างแน่ชัด โดยระเบิดไปแล้วทั้งหมด 12 หลุม เหลืออีก 1 หลุมคือบนถนนที่ระเบิดยังไม่ทำงาน ขณะเดียวกันยังมีอีกหลายจุดที่ยังไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ ส่วนใหญ่อยู่ในป่าลึก หรือมีใบไม้ปกคลุม ต้องรอให้สถานการณ์สงบจึงจะสามารถเข้าตรวจสอบได้

ซึ่งจุดที่ระเบิดลงนั้น ล้วนแต่เป็นเขตพลเรือนที่เป็นบ้านเรือน และสวนของชาวบ้าน โดยตนเองไม่อยากให้ทหารกัมพูชาตอบโต้ทหารไทยในพื้นที่หมู่บ้าน อย่างน้อยเรามีแผนการที่ดีในการอพยพชาวบ้านออกจากพื้นที่เกือบ 100% ไม่งั้นอาจจะมีชาวบ้านได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตได้ ทั้งนี้ เมื่อชาวบ้านได้ทราบข่าวว่าไร่สวนของตนได้รับความเสียหาย ก็รู้สึกท้อแท้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถือว่าเป็นการปะทะกันที่หนักที่สุดของ จ.ตราด แล้ว

นอกจากนี้ กำนันตำบลชำราก ยังบอกให้ทางการกัมพูชายอมรับความจริง หลังจากที่กล่าวหาว่าระเบิดที่ตกในสวนและถนนในประเทศไทยนั้นเป็น Fake News ยืนยันว่า การที่กัมพูชายิงระเบิดมาตกใส่ถนน และไร่สวนของชาวบ้านในประเทศไทยนั้นเป็นเรื่องจริง

สำหรับสถานการณ์ในพื้นที่บ้านหนองรี ตำบลชำราก ยังได้มีเสียงปืนใหญ่จากฝ่ายไทย ดังขึ้นอีกครั้ง ติดต่อกัน 3 นัด ในช่วงเวลา 11.45 น. หลังจากการถล่มสะพานจัยจุมเนี้ยะ และ กาสิโนทมอดา จ.โพธิสัตว์ ประเทศกัมพูชา เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

ชุด EOD ลงพื้นที่สำรวจหลุมระเบิด 13 หลุม ตกในบริเวณชุมชน เหตุปะทะชายแดนตราด

เจ้าหน้าที่ชุด EOD เร่งเข้าตรวจสอบและประเมินสถานการณ์ หลุมระเบิด 13 หลุม ในบริเวณชุมชน จ.ตราด เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับหลุมระเบิด 13 หลุม

สถานการณ์ชายแดนยังคงน่ากังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย การอพยพและการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

เหตุการณ์ หลุมระเบิด 13 หลุม สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของสถานการณ์และความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี

สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

ที่มา – ชุด EOD ลงพื้นที่สำรวจหลุมระเบิด 13 หลุม ตกในบริเวณชุมชน เหตุปะทะชายแดนตราด

Scroll to top