เคียร์ สตาร์เมอร์

ทรัมป์-นายกฯ UK ลงนามข้อตกลงเทคโนโลยี กระชับสัมพันธ์

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามข้อตกลงความร่วมมือเทคโนโลยีร่วมกับผู้นำสหราชอาณาจักร พร้อมเชิดชูความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง 2 ประเทศ ระหว่างการเยือน UK วันที่ 2

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวยกย่องความสัมพันธ์ที่ตัดไม่ขาดระหว่างสหรัฐฯ กับสหราชอาณาจักร ขณะที่เขากับนายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ ได้ร่วมลงนามข้อตกลงด้านเทคโนโลยีครั้งใหญ่ในวันพฤหัสบดีที่ 18 ก.ย. 2568 ซึ่งเป็นวันที่ 2 ที่นายทรัมป์เดินทางเยือน UK

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงจัดพิธีต้อนรับทรัมป์อย่างสมเกียรติ ที่พระราชวังวินด์เซอร์ ก่อนที่นายทรัมป์จะเดินทางไปยังบ้านพักตากอากาศเชคเกอร์สของ เซอร์ สตาร์เมอร์ เพื่อหารือกันในประเด็นที่ละเอียดอ่อน รวมถึงเรื่องสงครามในยูเครนและฉนวนกาซา

นายทรัมป์กับ เซอร์ สตาร์เมอร์ ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ในด้าน ปัญญาประดิษฐ์ (AI), คอมพิวเตอร์ควอนตัม และพลังงานนิวเคลียร์ การลงนามข้อตกลงทรัมป์-นายกฯ UK ลงนามข้อตกลงเทคโนโลยี ครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาความร่วมมือด้านเทคโนโลยีขั้นสูงร่วมกัน

ในพิธีลงนามในวันพฤหัสบดี ซึ่งมีซีอีโอบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ หลายคนมาเข้าร่วม เซอร์ สตาร์เมอร์กล่าวว่า เขากับนายทรัมป์เป็นผู้นำที่ชื่นชอบกันอย่างแท้จริง และ “นี่คือแพ็กเกจการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษอย่างไม่ต้องสงสัย”

ด้านนายทรัมป์กล่าวว่า ข้อตกลงนี้เป็น “เรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก” พร้อมเสริมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับสหราชอาณาจักรซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญในองค์การ NATO ว่า “เรามีสายสัมพันธ์ที่ตัดไม่ขาด ไม่ว่าเราจะทำอะไรในวันนี้ก็ตาม”

การลงนามข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ทั้ง ไมโครซอฟต์, กูเกิล และแบล็กสโตน สัญญาจะลงทุนในสหราชอาณาจักรเป็นมูลค่า 1.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

ข้อตกลงทรัมป์-นายกฯ UK ลงนามข้อตกลงเทคโนโลยีนี้ ครอบคลุมหลายด้านที่สำคัญต่ออนาคตของโลก รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเป็นสาขาที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและการทำงานของเราอย่างมาก นอกจากนี้ คอมพิวเตอร์ควอนตัม ซึ่งเป็นเทคโนโลยีล้ำสมัยที่สามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อนเกินกว่าที่คอมพิวเตอร์ทั่วไปจะทำได้ ก็เป็นอีกหนึ่งในความร่วมมือที่สำคัญ

พลังงานนิวเคลียร์ก็เป็นอีกด้านหนึ่งที่ข้อตกลงดังกล่าวให้ความสำคัญ เนื่องจากเป็นแหล่งพลังงานที่สะอาดและเชื่อถือได้ ซึ่งสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ นอกจากนี้ การลงทุนของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ในสหราชอาณาจักรก็เป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรและความมุ่งมั่นที่จะสร้างงานและโอกาสใหม่ๆ

ทรัมป์-นายกฯ UK ลงนามข้อตกลงเทคโนโลยี

การลงนามข้อตกลงทรัมป์-นายกฯ UK ลงนามข้อตกลงเทคโนโลยีครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การลงนามในกระดาษ แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงของทั้งสองประเทศที่จะร่วมมือกันเพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิมสำหรับประชาชนของตนและสำหรับโลกทั้งใบ

ความสำคัญของข้อตกลงเทคโนโลยี

ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในโลกปัจจุบัน เนื่องจากเทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การพัฒนาสังคม และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่โลกกำลังเผชิญอยู่ การที่สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีของโลก ได้ร่วมมือกัน จะช่วยส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ และนำไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมที่จะเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ

  • ปัญญาประดิษฐ์ (AI)
  • คอมพิวเตอร์ควอนตัม
  • พลังงานนิวเคลียร์

การที่ผู้นำของทั้งสองประเทศให้ความสำคัญกับการลงนามข้อตกลงนี้ แสดงให้เห็นว่าพวกเขามองเห็นอนาคตและความสำคัญของเทคโนโลยีในการสร้างความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคงให้กับประเทศของตนและให้กับโลก

ข้อตกลงนี้เป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศที่จะร่วมมือกันเพื่อเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ที่โลกกำลังเผชิญอยู่

ที่มา – ทรัมป์-นายกฯ UK ลงนามข้อตกลงเทคโนโลยี ชูความสัมพันธ์แน่นแฟ้น

นายกฯ UK ลั่น! ไม่ยอมให้ใครใช้ธงชาติสร้างความแตกแยก

นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรประกาศกร้าว จะไม่ยอมให้ใครใช้ธงชาติเป็นสัญลักษณ์สร้างความแตกแยก หลังเกิดการประท้วงใหญ่ของฝ่ายต่อต้านผู้อพยพเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความสามัคคีในชาติ และการใช้สัญลักษณ์ของชาติเพื่อสร้างความขัดแย้ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร ประกาศกร้าวในวันอาทิตย์ที่ 14 ก.ย. 2568 ว่า บริเตนจะไม่ยอมให้ใครนำธงชาติไปใช้เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความรุนแรง, ความหวาดกลัว และความแตกแยก เพียง 1 วันหลังเกิดการประท้วงใหญ่ต่อต้านผู้อพยพในกรุงลอนดอน ซึ่งผู้ชุมนุมใช้ธงชาติเป็นสัญลักษณ์ การออกมาประกาศจุดยืนที่ชัดเจนเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรักษาความสงบเรียบร้อย และป้องกันการใช้สัญลักษณ์ของชาติในทางที่ผิด

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ประชาชนมากกว่า 150,000 คน ออกมาเดินขบวนตามท้องถนนใจกลางกรุงลอนดอน ภายใต้สโลแกน “รวมราชอาณาจักรเป็นหนึ่ง” (Unite the Kingdom) ซึ่งจัดโดยนายทอมมี โรบินสัน นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาจัด เพื่อแสดงการต่อต้านผู้อพยพ การประท้วงครั้งใหญ่เช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความแตกแยกทางความคิด และความกังวลของประชาชนบางส่วนเกี่ยวกับนโยบายผู้อพยพของรัฐบาล

ขณะเดียวกัน ผู้ชุมนุมอีกกลุ่มจำนวนประมาณ 5,000 คน ก็ออกมาเดินขบวนเพื่อต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติในพื้นที่ใกล้เคียง จัดโดยองค์กร “Stand Up To Racism” (SUTR) การออกมาประท้วงของกลุ่มต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ เป็นการแสดงออกถึงความหลากหลายทางความคิด และความพยายามในการส่งเสริมความเท่าเทียมกันในสังคม

ก่อนหน้านี้ นายปีเตอร์ ไคล์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงธุรกิจของสหราชอาณาจักร ออกมาระบุว่า กลุ่มผู้เดินขบวนกำลังแสดงให้เห็นถึงเสรีภาพในการรวมกลุ่มและเสรีภาพในการพูด

อย่างไรก็ตาม เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ กล่าวในช่วงบ่ายวันอาทิตย์ว่า “ประชาชนมีสิทธิ์ที่จะประท้วงอย่างสงบ ซึ่งเป็นแก่นสำคัญในค่านิยมของประเทศเรา”

“แต่เราจะไม่อดทนต่อการใช้ความรุนแรงกับตำรวจที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ของตัวเอง หรือต่อการที่ประชาชนต้องรู้สึกหวาดกลัวบนท้องถนนเพียงเพราะภูมิหลังหรือสีผิวของพวกเขา”

“สหราชอาณาจักรเป็นชาติที่สร้างขึ้นอย่างน่าภาคภูมิใจบนพื้นฐานของความอดทน ความหลากหลาย และความเคารพซึ่งกันและกัน ธงชาติของเราเป็นตัวแทนของประเทศที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย และเราจะไม่มีวันยอมให้ใครก็ตามนำมันไปใช้เป็นสัญลักษณ์ของความรุนแรง ความหวาดกลัว และความแตกแยก” การเน้นย้ำถึงค่านิยมของชาติ และการปฏิเสธการใช้ธงชาติเพื่อสร้างความแตกแยก ถือเป็นสารสำคัญที่รัฐบาลต้องการสื่อไปยังประชาชน

อนึ่ง ระหว่างการประท้วงเมื่อวันเสาร์ มีตำรวจได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกับผู้ชุมนุม 26 นาย โดย 4 นายในจำนวนนี้มีอาการสาหัส ขณะที่มีผู้ถูกจับกุมตัว 24 คน

ทั้งนี้ ผู้ประท้วงต่อต้านผู้อพยพที่ไปรวมตัวกันที่ถนนไวท์ฮอลล์ (Whitehall) ได้ฟังคำกล่าวปราศรัยของบุคคลมากมาย รวมถึงนายสตีฟ แบนนอน อดีตที่ปรึกษาของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ส่วนนายโรบินสัน ผู้มีชื่อจริงว่า สตีเฟน แย็กซ์ลีย์-เลนนอน กล่าวปราศรัยต่อฝูงชน โดยวิพากษ์วิจารณ์บรรดานักการเมือง “พูดเลียนแบบ” ความคิดของเขา และอ้างว่า ศาลของสหราชอาณาจักรตัดสินว่าสิทธิ์ของผู้อพยพที่เข้าเมืองผิดกฎหมายสำคัญกว่าสิทธิ์ของประชาชนท้องถิ่น

คำพูดของนายโรบินสันสืบเนื่องมาจากเมื่อเดือนก่อน ศาลอุทธรณ์อังกฤษกลับคำตัดสินที่ห้ามผู้ขอลี้ภัยเข้าพักในโรงแรม The Bell ในเมืองเอปปิง มณฑลเอสเซกซ์

ขณะที่นายอีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีคนดัง ก็ได้กล่าวปราศรัยต่อผู้ชุมนุมที่ไวท์ฮอลล์ ผ่านวิดีโอลิงก์ โดยบอกให้พวกเขา “สู้กลับหรือไม่ก็ตาม” โดยสื่อถึงการอพยพเข้าประเทศอย่างไม่มีการควบคุมที่กำลังเกิดขึ้นในสหราชอาณาจักร และเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล UK

คำพูดดังกล่าวทำให้นายไคล์ออกมาโจมตีว่า “ไม่เหมาะสมอย่างสิ้นเชิง”

นายกฯ UK ลั่น! ไม่ยอมให้ใครใช้ธงชาติสร้างความแตกแยก

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสหราชอาณาจักรนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า การใช้สัญลักษณ์ของชาติเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง เพราะอาจนำไปสู่ความแตกแยกและความขัดแย้งได้ง่าย เราควรเรียนรู้จากเหตุการณ์นี้ และร่วมกันรักษาสันติสุขและความสามัคคีในสังคม

ทำไมนายกฯ UK ถึงต้องออกมาประกาศจุดยืนเรื่องนี้?

การที่นายกรัฐมนตรีต้องออกมาประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า นายกฯ UK ลั่น! ไม่ยอมให้ใครใช้ธงชาติสร้างความแตกแยก แสดงให้เห็นถึงความกังวลของรัฐบาลเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น และความพยายามในการป้องกันการใช้สัญลักษณ์ของชาติในทางที่ผิด รัฐบาลต้องการสื่อสารไปยังประชาชนว่า การใช้ธงชาติเป็นสัญลักษณ์ของความแตกแยกเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และรัฐบาลจะใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย

การออกมาตรการที่เข้มงวด และการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง อาจเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องพิจารณา เพื่อป้องกันการใช้ธงชาติเป็นเครื่องมือในการสร้างความขัดแย้งในอนาคต นอกจากนี้ การส่งเสริมความเข้าใจและความเคารพซึ่งกันและกันในสังคม ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความขัดแย้ง และสร้างสังคมที่เข้มแข็ง

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกประเทศทั่วโลก ในการจัดการกับความขัดแย้งทางความคิด และการใช้สัญลักษณ์ของชาติอย่างระมัดระวัง เราควรร่วมกันสร้างสังคมที่เคารพความหลากหลาย และส่งเสริมความสามัคคี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก

นายกฯ UK ลั่น! ไม่ยอมให้ใครใช้ธงชาติสร้างความแตกแยก ถือเป็นจุดยืนที่ชัดเจน และเป็นสิ่งที่ควรสนับสนุน เพื่อสร้างสังคมที่สงบสุขและมีความสามัคคี

ที่มา – นายกฯ UK ลั่น ไม่ยอมให้ใครใช้ธงชาติสร้างความแตกแยก หลังม็อบประท้วงใหญ่

Scroll to top