เงินเฟ้อ

“เอกนิติ” ชี้ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เพื่อวิกฤตปากท้อง

สถานการณ์เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญวิกฤตปากท้องที่รุนแรง รัฐบาลจึงออกมาตรการเร่งด่วนด้วย “เอกนิติ” ชี้ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เพื่อวิกฤตปากท้อง เพื่อเยียวยาประชาชนให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง ท่ามกลางเงินเฟ้อพุ่งสูงและค่าครองชีพที่แพงขึ้นทั่วโลก บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกเหตุผล ความจำเป็น และผลกระทบที่จะตามมา

“เอกนิติ” ชี้ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เพื่อวิกฤตปากท้อง

เมื่อเวลา 12.05 น. วันที่ 12 พ.ค. 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ยืนยันถึงความจำเป็นของพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แม้ฝ่ายค้านจะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก็ตาม โดยระบุว่าเป็นเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจและวิกฤตปากท้องของประชาชน ซึ่งทุกประเทศมีหน้าที่ดูแลประชาชนของตนเอง

นายเอกนิติ เปรียบเทียบกับวิกฤตในอดีต เช่น วิกฤตปี 2540 ที่เป็นวิกฤตค่าเงินและธนาคารล้ม ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบันที่เป็นวิกฤตค่าครองชีพ โดยเงินเฟ้อทั่วโลกพุ่งสูง ส่งผลให้เป็นวิกฤตความมั่นคงทางเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงพิจารณาอย่างรอบคอบในครม. และยืนยันความเร่งด่วน หากไม่ทำตอนนี้ วิกฤตจะถาโถมมาอีกหลายระลอก

วิกฤตค่าครองชีพ: ภัยคุกคามที่มองข้ามไม่ได้ ใน “เอกนิติ” ชี้ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เพื่อวิกฤตปากท้อง

“วันนี้เห็นแล้วว่า เงินเฟ้อเริ่มพุ่งสูงขึ้น และวิกฤตต่อมาคือวิกฤตค่าครองชีพ ถ้าเราไม่สามารถหยุดวิกฤตนี้ได้ตั้งแต่ตอนนี้ และรอให้เกิดปัญหา เมื่อค่าครองชีพสูงขึ้น รายได้หดตัว ธุรกิจขนาดเล็กไม่สามารถยืนได้ด้วยตัวเอง จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จนกลายเป็นวิกฤตคนตกงาน นี่คือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และหากปล่อยให้เกิดนานขึ้น จะยิ่งแก้ไขยาก” นายเอกนิติ กล่าว

พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้แล้ว โดยเงิน 4 แสนล้านบาทแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก 2 แสนล้านเน้นเยียวยา ส่วนหลังรอพิจารณาในงบประมาณปกติได้ แต่ทั้งหมดมุ่งเป้า “ยิงนกสองตัว” คือทั้งบรรเทาผลกระทบและสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจ

  • เยียวยาประชาชนจากผลกระทบเงินเฟ้อและค่าครองชีพสูง
  • สนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กไม่ให้ล้มละลาย
  • ป้องกันวิกฤตว่างงาน大规模
  • เปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจให้ยั่งยืน

ไทยมีความเสี่ยงสูงจากวิกฤตพลังงาน เพราะนำเข้ามาก หากยังพึ่งพาน้ำมัน ต้องเผชิญราคาผันผวนจากสงครามที่ไม่รู้จุดจบ

“วันนี้ชัดเจนว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงเรื่องวิกฤตพลังงานมากกว่าหลายประเทศ เพราะเราต้องนำเข้าพลังงานสูง จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่าน เพราะหากยังต้องพึ่งพาน้ำมันมากขนาดนี้ ก็ต้องนำเข้า ขณะที่วิกฤตสงครามไม่รู้จะจบเมื่อไหร่ และจะกระทบประชาชนอีกหลายระลอก ตนคิดว่าประชาชนจะเดือดร้อน” นายเอกนิติ กล่าว

ประโยชน์ระยะยาวจาก พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เพื่อวิกฤตปากท้อง

มาตรการนี้ไม่ใช่แค่แจกเงิน แต่เป็นการลงทุนในอนาคต เช่น ส่งเสริมพลังงานทดแทน ลดการนำเข้า ลดผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน นอกจากนี้ ยังช่วยกระตุ้นการบริโภค หมุนเงินในระบบให้เศรษฐกิจฟื้นตัวเร็วขึ้น ผู้ประกอบการรายย่อยจะมีทุนหมุนเวียน สร้างงาน สร้างรายได้ให้ประชาชน

หากมองในมุมกว้าง วิกฤตปากท้องนี้คล้ายโรคระบาดที่ต้องรักษาแต่เนิ่นๆ หากรอให้ลุกลาม จะรักษายากและแพงกว่า การกู้เงิน 4 แสนล้านจึงเป็นยาแก้ที่ถูกต้องเวลา

สุดท้าย มาตรการ “เอกนิติ” ชี้ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เพื่อวิกฤตปากท้อง จะช่วยให้ประชาชนไทยผ่านพ้นช่วงวิกฤตได้อย่างมั่นใจ รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบต่อชาติและประชาชนอย่างแท้จริง หากคุณกำลังเผชิญค่าครองชีพสูง ลองติดตามการเยียวยาที่จะตามมา และแสดงความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างว่า คุณคิดว่ามาตรการนี้จะช่วยได้แค่ไหน?

ที่มา – “เอกนิติ” ชี้ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เพื่อวิกฤตปากท้อง เยียวยาประชาชนให้กลับมาแข็งแรงขึ้น

“เอกนิติ” ปลื้ม “มูดี้ส์” ยกไทยเป็นกลุ่มประเทศในตลาดเกิดใหม่

“เอกนิติ” ปลื้ม “มูดี้ส์” ยกไทยเป็นกลุ่มประเทศในตลาดเกิดใหม่ เป็นข่าวดีที่สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนและประชาชนชาวไทยอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอน

“เอกนิติ” ปลื้ม “มูดี้ส์” ยกไทยเป็นกลุ่มประเทศในตลาดเกิดใหม่

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แสดงความยินดี หลังจากที่ มูดี้ส์ เรทติ้งส์ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำระดับโลก ได้เผยแพร่รายงานล่าสุดที่ยกย่องประเทศไทยให้อยู่ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ที่มีความพร้อมสูงสุดในการรับมือกับภาวะช็อกทางเศรษฐกิจโลก ร่วมกับอินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเม็กซิโก

รายงานของมูดี้ส์ชี้ให้เห็นว่า ไทยมีจุดแข็งหลายประการที่ทำให้สามารถยืนหยัดได้ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดการเงินทั่วโลกตึงเครียด ประเทศไทยได้พิสูจน์ความยืดหยุ่นของตัวเองมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มูดี้ส์มองว่าไทยพร้อมรับมือกับวิกฤตในอนาคตได้ดีกว่าหลายประเทศ

ปัจจัยหลักที่มูดี้ส์ยกย่องไทย

มูดี้ส์ได้ระบุปัจจัยสนับสนุนหลัก 4 ประการที่ทำให้“เอกนิติ” ปลื้ม “มูดี้ส์” ยกไทยเป็นกลุ่มประเทศในตลาดเกิดใหม่ ได้แก่:

  • กรอบนโยบายที่แข็งแกร่ง: ไทยมีนโยบายการเงินที่ชัดเจนและคาดการณ์ได้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่ามีความน่าเชื่อถือสูง สามารถจัดการเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การคาดการณ์เงินเฟ้อที่มั่นคง: ภาคธุรกิจและนักลงทุนมั่นใจว่าเงินเฟ้อของไทยอยู่ภายใต้การควบคุม ลดความเสี่ยงจากการตื่นตระหนกเมื่อเกิดช็อกจากภายนอก
  • อัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่น: สกุลเงินบาทสามารถปรับตัวได้ตามสถานการณ์ ช่วยดูดซับแรงกระแทกโดยไม่ต้องใช้มาตรการรุนแรง
  • การรับมือผ่านการปรับตัวของราคา: เศรษฐกิจไทยยืดหยุ่น สามารถรับมือความผันผวนผ่านการปรับราคาในตลาด เช่น ค่าเงิน ผลตอบแทนพันธบัตร และราคาหุ้น โดยยังคงเข้าถึงตลาดทุนได้ปกติ

นอกจากนี้ ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 21 เมษายน มูดี้ส์ยังได้ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของไทย (Outlook) จาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ” และคงอันดับเครดิต (Sovereign Credit Rating) ที่ Baa1 ซึ่งสะท้อนถึงสมดุลความเสี่ยงที่ดีขึ้นและความเชื่อมั่นในนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล

การได้รับการยอมรับจากมูดี้ส์ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับประเทศไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ แต่ยังช่วยดึงดูดการลงทุนโดยตรง (FDI) และกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังโควิด-19 ในบริบทของตลาดเกิดใหม่ ไทยโดดเด่นด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจที่หลากหลาย การส่งออกที่แข็งแกร่ง และระบบการเงินที่มั่นคง ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ช่วยให้เรานำหน้าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข่าวดี แต่รัฐบาลและ ธปท. ยังต้องเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยง เช่น สงครามการค้า ความผันผวนของราคาน้ำมัน และอัตราดอกเบี้ยโลกที่สูงขึ้น การรักษากรอบนโยบายที่แข็งแกร่งต่อไปจะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาสถานะนี้

สำหรับนักลงทุน สัญญาณบวกจากมูดี้ส์นี้เป็นโอกาสทองในการพิจารณาลงทุนในสินทรัพย์ไทย เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้น blue chip และกองทุนรวมที่เน้นตลาดเกิดใหม่ ลองศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและปรึกษาที่ปรึกษาการเงินเพื่อวางแผนการลงทุนที่เหมาะสม

สรุปแล้ว“เอกนิติ” ปลื้ม “มูดี้ส์” ยกไทยเป็นกลุ่มประเทศในตลาดเกิดใหม่ เป็นเครื่องยืนยันถึงศักยภาพของเศรษฐกิจไทยที่พร้อมลุยต่อในเวทีโลก

ที่มา – “เอกนิติ” ปลื้ม “มูดี้ส์” ยกไทยเป็นกลุ่มประเทศในตลาดเกิดใหม่

เงินเฟ้อ เม.ย. 69 พุ่ง 2.89% สูงสุดรอบ 38 เดือน พิษน้ำมัน-อาหารแพง

สวัสดีครับทุกท่าน! วันนี้เรามาคุยกันเรื่องเศรษฐกิจที่กำลังเป็นกระแสร้อนแรงเลย นั่นคือ เงินเฟ้อ เม.ย. 69 พุ่ง 2.89% สูงสุดรอบ 38 เดือน พิษน้ำมัน-อาหารแพง นี่เอง ใครที่กำลังรู้สึกว่าชีวิตแพงขึ้นทุกวัน คงไม่แปลกใจใช่ไหมครับ เพราะราคาน้ำมันพุ่งตามตลาดโลกจากวิกฤติตะวันออกกลาง แถมอาหารจานโปรดก็แพงขึ้น 5-10 บาทแทบทุกจังหวัด!

เงินเฟ้อ เม.ย. 69 พุ่ง 2.89% สูงสุดรอบ 38 เดือน พิษน้ำมัน-อาหารแพง

ตามข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ 103.03 เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 100.14 ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปพุ่งขึ้น 2.89% สูงสุดในรอบ 38 เดือนเลยทีเดียว สาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ปรับขึ้นตามตลาดโลก รับผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ต้นทุนขนส่งแพงขึ้นตามมา

ไม่ใช่แค่น้ำมันนะครับ ค่าโดยสารสาธารณะก็ขยับขึ้นทั้งเครื่องบิน รถตู้ รถไฟฟ้า รถเมล์ปรับอากาศ แม้แต่ค่ารถรับส่งนักเรียนยังแพงกว่าเดิม แถมราคาอาหารปรุงสำเร็จรูปก็เพิ่มขึ้นจากต้นทุนวัตถุดิบและขนส่งที่สูง โดยเฉพาะผักสดที่แพงเพราะอากาศร้อนจัด ทำให้เงินเฟ้อกระจายตัวกว้างขึ้น

สาเหตุหลักของเงินเฟ้อ เม.ย. 69 พุ่ง 2.89% สูงสุดรอบ 38 เดือน

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการ สนค. ระบุว่า จากสินค้าทั้ง 464 รายการในตะกร้าเงินเฟ้อ มีที่ปรับขึ้น 251 รายการ เช่น ค่าโดยสารสาธารณะ กาแฟผงสำเร็จรูป ค่าเช่าบ้าน ไม่เปลี่ยน 42 รายการ อย่างค่าน้ำประปา เบี้ยประกันภัย และลดลง 171 รายการ เช่น ครีมบำรุงผิว น้ำยาระงับกลิ่น

  • อาหารพร้อมทาน: น้ำหนัก 14.86% ในตะกร้า พุ่ง 2.51% จานละ 30-40 บาทขึ้นใน 72 จังหวัด, 41-50 บาทใน 68 จังหวัด
  • น้ำมันและพลังงาน: ดันค่าโดยสารและขนส่งแพง
  • เงินเฟ้อพื้นฐาน: หักอาหารสด-พลังงาน แล้วยังขึ้น 0.83% จาก 0.57% เดือนก่อน

เทียบเดือนมี.ค. เงินเฟ้อขึ้น 2.75% เฉลี่ย 4 เดือนแรกปีนี้ 0.32% สถานการณ์แบบนี้ทำให้ผู้ประกอบการปรับราคาต่อเนื่อง เพราะรับภาระต้นทุนไม่ไหว โดยเฉพาะอาหารฟาสต์ฟู้ดและเดลิเวอรี่ยังโปรโมชัน แต่ไม่นานก็ตามมาแน่นอน

แนวโน้มเงินเฟ้อเดือนพ.ค. 69 และทั้งปี

เดือนพ.ค. คาดเงินเฟ้อบวก 3.06% จากน้ำมันยังสูง อาหารแพงต่อเนื่อง ค่าเดินทางเพิ่ม แต่มีมาตรการรัฐช่วยเหลืออย่างไทยช่วยไทย ลดค่าไฟ ผลไม้ราคาดีขึ้นบ้าง สำหรับทั้งปี สนค. คาด 1.50-2.50% (กลาง 2.0%) ถ้าสงครามไม่รุนแรง หรือ 2.50-3.50% (กลาง 3.0%) ถ้ารุนแรงขึ้น

ส่วนความเสี่ยง Stagflation (เศรษฐกิจชะลอแต่เฟ้อสูง) ยังไม่เกิด เพราะบริโภค ส่งออก ลงทุนยังดี จ้างงานต่ำแค่ 0.96% แต่รัฐมีมาตรการกระตุ้นพร้อมแล้ว

สถานการณ์ เงินเฟ้อ เม.ย. 69 พุ่ง 2.89% สูงสุดรอบ 38 เดือน พิษน้ำมัน-อาหารแพง นี้ ส่งผลกระทบชีวิตประจำวันชัดเจน โดยเฉพาะครอบครัวรายได้น้อย เราแนะนำให้วางแผนการเงินดีๆ ลดการใช้รถส่วนตัว หาอาหารโปรโมชัน ลงทุนออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง หรือปลูกผักกินเองก็ช่วยได้นะครับ

สุดท้ายนี้ คุณล่ะครับ เจอผลกระทบจากเงินเฟ้ากับชีวิตยังไงบ้าง? แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้กันเถอะ เพื่อช่วยกันรับมือเศรษฐกิจยุคนี้!

ที่มา – เงินเฟ้อ เม.ย. 69 พุ่ง 2.89% สูงสุดรอบ 38 เดือน พิษน้ำมัน-อาหารแพง

ไหม ซัด พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เสี่ยงเพดานหนี้พุ่ง

ในประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง “ไหม” ซัดรัฐบาลตีเช็คเปล่าออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน เสี่ยงเพดานหนี้ปี 70 พุ่ง นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล หรือ “ไหม” รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลอย่างดุเดือด โดยเฉพาะการออกพระราชกำหนดการ (พ.ร.ก.) เงินกู้วงเงิน 400,000 ล้านบาท ที่อาจนำไปสู่ปัญหาเพดานหนี้สาธารณะพุ่งสูงในปีงบประมาณ 2570

“ไหม” ซัดรัฐบาลตีเช็คเปล่าออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน เสี่ยงเพดานหนี้ปี 70 พุ่ง

วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 “ไหม” ได้ให้ความเห็นต่อมติคณะรัฐมนตรีที่อนุมัติ พ.ร.ก.เงินกู้ดังกล่าว โดยชี้ว่าวงเงินมหาศาลนี้ยังมีคำถามใหญ่หลวงว่าจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้หรือไม่ แม้ปีงบ 2569 อาจยังไม่กระทบ แต่ปี 2570 จะต้องขยายแน่นอน รัฐบาลควรถามตัวเองว่าต้องกู้ถึง 400,000 ล้านบาทจริงหรือ

ข้อกังวลหลักเรื่องเพดานหนี้และการใช้ พ.ร.ก.

รองนายกฯ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เคยกล่าวถึงการคาดการณ์ GDP โตจากเงินเฟ้อที่ช่วยลดสัดส่วนหนี้ต่อ GDP แต่ “ไหม” ย้อนถามว่าถ้าก็ทำไมต้องกู้เยอะขนาดนี้ สำหรับ 200,000 ล้านบาทแรกที่ใช้เยียวยาผลกระทบ เธอเห็นด้วยเพราะเร่งด่วน แต่ 200,000 ล้านบาทที่เหลือสำหรับปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว ไม่จำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก. ตามมาตรา 172 รัฐธรรมนูญ

การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเป็นเรื่องดี แต่ไม่เร่งด่วนถึงขั้นออก พ.ร.ก. ข้ามสภา รัฐบาลควรคิดโครงการละเอียดแล้วออกเป็น พ.ร.บ. ให้สภาตรวจสอบ การออก พ.ร.ก. ควรใช้เฉพาะวิกฤติจริง ไม่ใช่พร่ำเพรื่อเพราะเป็นอำนาจฝ่ายบริหารที่ข้ามหัวสภา

  • วงเงินเยียวยา 200,000 ล้านบาท: จำเป็นเร่งด่วน
  • ปรับโครงสร้าง 200,000 ล้านบาท: ควรเป็น พ.ร.บ. มีรายละเอียดชัด
  • เสี่ยงเพดานหนี้ปี 70: ต้องขยายเพดานแน่นอน

รัฐบาลอ้างโมเดลโควิดที่รวมเยียวยากับฟื้นฟู แต่ “ไหม” ชี้ว่าวิกฤติโควิดต่างจากวิกฤติพลังงานปัจจุบัน การใช้คนละครึ่งเยียวยาอาจไม่เหมาะเพราะมีเงื่อนไขเยอะ ใช้ยาก ไม่ครอบคลุม

ปัญหาการเยียวยาด้วยคนละครึ่ง

คนละครึ่งช่วยลดค่าครองชีพได้บ้าง แต่จำกัดมาก ยังไม่ชัดว่าจะปรับเงื่อนไขหรือเพิ่มเป็น 60% จากรัฐ ในวิกฤติพลังงาน ค่าครองชีพพุ่งทุกด้าน ไม่ใช่แค่รายวัน ควรจ่ายเงินสดไร้เงื่อนไขเพื่อเยียวยาจริง ไม่กระตุ้นเงินเฟ้อเพิ่มเพราะร้านค้าอาจขึ้นราคา

นายเอกนิติบอกช่วยกลุ่มเปราะบาง แต่คนละครึ่งต้องสุ่มลงทะเบียน คนจนไม่มีบัตรสวัสดิการอาจตกหล่น เกษตรกรได้ปุ๋ยน้อย ชาวประมงต้นทุนน้ำมันสูง ก็ไม่ได้รับการช่วยเหลือ รัฐบาลเน้นคะแนนนิยม ใช้คนละครึ่งทุกวิกฤติ แย้งกับคำพูดก่อนหน้าที่จะไม่หว่านแห

“ไหม” เห็นด้วยเรื่องเยียวยาระยะสั้นและปรับโครงสร้างระยะยาว แต่ต้องถูกกฎหมาย นำเข้าสภา รัฐบาลยังบอกไม่ได้ว่าปรับโครงสร้างคืออะไร โซลาร์เซลล์? ต้องลงรายละเอียด กี่ MW อุดหนุนอย่างไร พ.ร.ก. กู้ก่อนๆ มักเป็นเช็คเปล่า รัฐบาลกู้ทำอะไรก็ได้

เสนอทางออก: ออก พ.ร.ก. เฉพาะเยียวยา 200,000 ล้านก่อน ที่เหลือเป็น พ.ร.บ. ใช้เวลา 3 เดือนก็พอ

ประเด็นนี้สะท้อนปัญหาการบริหารการคลังที่ขาด transparency คุณคิดว่ารัฐบาลควรปรับนโยบายอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกันเถอะ

ที่มา – “ไหม” ซัดรัฐบาลตีเช็คเปล่าออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน เสี่ยงเพดานหนี้ปี 70 พุ่ง

มติเอกฉันท์! กนง. สั่งคงดอกเบี้ย 1.00% รับมือเศรษฐกิจชะลอ

มติเอกฉันท์! กนง. สั่งคงดอกเบี้ย 1.00% เพื่อรับมือกับสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่กำลังชะลอตัวจากพิษสงครามตะวันออกกลาง เพื่อนๆ ล่ะรู้ไหมว่าการตัดสินใจครั้งนี้หมายความว่ายังไงกับกระเป๋าเงินของเราบ้าง? วันนี้เราจะมาอัปเดตข้อมูลแบบเป็นกันเอง พร้อมวิเคราะห์ให้ฟังแบบละเอียดยิบเลยนะ

มติเอกฉันท์! กนง. สั่งคงดอกเบี้ย 1.00% รับมือเศรษฐกิจไทยชะลอจากพิษสงคราม

คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ กนง. มีมติ 6 ต่อ 0 เสียงแบบเอกฉันท์ ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% ต่อปี นายดอน นาครทรรพ เลขานุการ กนง. ได้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการ โดยชี้ว่าดอกเบี้ยระดับนี้เหมาะสมที่สุดในการประคองเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสงครามในตะวันออกกลาง ที่ทำให้กำลังซื้อลดลง ต้นทุนธุรกิจพุ่ง และทุกอย่างดูสั่นคลอนไปหมด

ก่อนหน้านี้ เศรษฐกิจไทยเคยมีแนวโน้มดี แต่ตอนนี้ต้องปรับประมาณการใหม่ คาดว่าปี 2569 ขยายตัวแค่ 1.5% และปี 2570 อยู่ที่ 2.0% ปัจจัยกดดันหลักๆ คือค่าครองชีพแพง รายได้ประชาชนลด นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงจากค่าตั๋วเครื่องบินและน้ำมันแพง แม้สินค้าเทคโนโลยีส่งออกจะยังเวิร์กอยู่ แต่ก็ไม่พอชดเชย

มติเอกฉันท์! กนง. สั่งคงดอกเบี้ย 1.00% กับผลกระทบที่เราต้องรู้

ถ้ารัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเพิ่ม เศรษฐกิจปีนี้อาจดีขึ้น แต่ปีหน้าจะชะลอเมื่อมาตรการหมดอายุ มติเอกฉันท์! กนง. สั่งคงดอกเบี้ย 1.00% ครั้งนี้จึงเป็นการเล่นมันเซฟ รองรับความเสี่ยงสูงสุด

เงินเฟ้อพุ่งชั่วคราว แต่จะดีขึ้นในอนาคต

สำหรับเงินเฟ้อ คาดปี 2569 อยู่ที่ 2.9% จาก -0.5% ในไตรมาสแรก ราคาพลังงานโลกพุ่งจากสงคราม อาจทะลุ 3% ชั่วคราว แต่ปี 2570 ลดเหลือ 1.5% เมื่อ supply-driven inflation คลี่คลาย เงินเฟ้อพื้นฐานปี 2569-2570 อยู่ที่ 1.6% และ 1.5% เพราะกำลังซื้ออ่อน ผู้ประกอบการปรับราคาไม่ได้เต็มที่

กนง. ยังจับตาช่องแคบฮอร์มุซ ถ้าปิดนาน วิกฤตพลังงานจะยืดเยื้อ กระทบหนักกว่าเดิม

  • ราคาน้ำมันแพงขึ้น ส่งผลค่าครองชีพ
  • การส่งออกชะลอจากต้นทุนสูง
  • นักท่องเที่ยวลด กระทบท่องเที่ยว
  • แต่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังโต

ตลาดการเงินและสินเชื่อยังระมัดระวัง

เงินบาทอ่อนค่าจากนำเข้าพลังงานสูง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรขึ้นตามโลก สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อทรงตัวต่ำ เพราะคัดกรองลูกหนี้เสี่ยงเข้มงวด ท่ามกลางสงครามที่ยังเดือด

มองภาพรวม มติเอกฉันท์! กนง. สั่งคงดอกเบี้ย 1.00% เป็นการตัดสินใจฉลาด ช่วยให้เศรษฐกิจไม่ทรุดหนักเกินไป แต่ประชาชนอย่างเราควรบริหารเงินดีๆ เก็บออม หลีกเลี่ยงหนี้ใหม่ที่ไม่จำเป็น

ส่วนตัวผมคิดว่าถ้าสงครามคลี่คลายเร็ว เศรษฐกิจเราจะฟื้นตัวได้ไม่ยาก แต่ตอนนี้ต้องอดทนหน่อยนะ ลองปรับพฤติกรรมการใช้จ่าย เช่น ลดใช้รถส่วนตัว เปลี่ยนมากินอาหารบ้านๆ หรือหาช่องทางหารายได้เสริม

ติดตามข่าวเศรษฐกิจและเคล็ดลับการเงินเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ถ้าคิดว่ามีประโยชน์!

ที่มา – มติเอกฉันท์! กนง. สั่งคงดอกเบี้ย 1.00% รับมือเศรษฐกิจไทยชะลอจากพิษสงคราม

“เชาว์” ป้อง “อภิสิทธิ์” ฉะ “รัชดา” ตรรกะวิบัติ หลังพ้น ปชป.

การเมืองไทยช่วงนี้ร้อนระอุไม่แพ้ราคาน้ำมัน! ล่าสุด “เชาว์” ป้อง “อภิสิทธิ์” ฉะ “รัชดา” ตรรกะวิบัติ หลังพ้น ปชป. กลายเป็นประเด็นฮอตที่ชาวเน็ตให้ความสนใจอย่างล้นหลาม วันที่ 17 เมษายน 2569 นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กแซ่บหยด ด้วยหัวข้อ “สแกนคำชี้แจงโฆษกรัฐบาล โต้ ‘อภิสิทธิ์’ เบี่ยงเบน-บิดเบือน น่าผิดหวัง” ตรงดิ่งวิจารณ์นางรัชดา ธนาดิเรก โฆษกรัฐบาล ที่ออกมาตอบโต้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อย่างดุเดือด

เชาว์ยอมรับว่าเสียดายที่รัชดาเคยเป็นเลือดใหม่ของ ปชป. แต่พอพ้นพรรคแล้ว กลับกล้าสวนอภิสิทธิ์แบบ “กระดูกคนละเบอร์” ด้วยข้อมูลผิดเพี้ยน เขาชี้ว่าคนเข้าใจผิดจริงๆ คือรัชดาเอง ถ้ารัชดาเข้าใจสิ่งที่อภิสิทธิ์สื่อ จะต้องชี้แจงแผนแก้วิกฤตชัดเจน ไม่ใช่แค่โต้เถียงไปวันๆ โดยเฉพาะปัญหาใหญ่ที่ถาโถมเข้ามาไม่ว่าจะเป็นน้ำมันแพง วิกฤตพลังงาน หรือเงินเฟ้อที่กำลังพุ่งปรี๊ด

“เชาว์” ป้อง “อภิสิทธิ์” ฉะ “รัชดา” ตรรกะวิบัติ หลังพ้น ปชป.

เหตุการณ์นี้จุดประกายให้เห็นชัดถึงความแตกต่างในมุมมองการเมือง เชาว์ไม่ยอมให้อภิสิทธิ์ถูกบิดเบือนง่ายๆ โดยเฉพาะการตอบโต้เรื่องโครงการคนละครึ่งและการโอนงบประมาณ รัชดาอ้างว่าต้องรอครม.พิจารณางบปี 2570 ก่อน ซึ่งเชาว์ซัดว่าเป็นตรรกะวิบัติชัดๆ เพราะในยามวิกฤต สามารถรีดงบปีปัจจุบันมาใช้ได้ทันที ไม่ใช่รอถึง 1 ต.ค. 2569 แบบนั้นประชาชนตายกันหมดพอดี!

ชุดคำถามจี้ใจดำรัฐบาล

เชาว์ยังตั้งคำถามเด็ดๆ จี้จุดอ่อนของรัฐบาลแบบไม่ยั้ง เพื่อให้เห็นภาพปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังบีบคั้นประชาชน โดยเฉพาะ:

  • ทำไมไม่แก้ปัญหาน้ำมันแพงที่ต้นเหตุ ทำให้ต้นทุนสินค้าพุ่งกระฉูด?
  • ทำไมไม่เก็บภาษีลาภลอยทั้งที่ทำได้ทันที?
  • ทำไมใช้กองทุนน้ำมันอย่างเดียว ไม่แตะภาษีสรรพสามิตหรือกำไรโรงกลั่น?
  • ทำไมนายกฯ ลอยตัวโยนภาระให้ รมต.อื่น แล้วปล่อยประชาชนลำบาก?
  • ทำไมนายกฯ ไม่แสดงภาวะผู้นำ ตัดสินใจนโยบายสำคัญ?
  • กระทรวงเกษตรฯ กับพาณิชย์แยกกัน จะแก้ปัญหาเกษตรกรอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ?
  • ทำไมไม่สื่อสารแผนแก้วิกฤตซ้อนวิกฤตให้ชัด โดยเฉพาะเงินเฟ้อต้นทุน?
  • ทำไมยังยึด “คนละครึ่ง” กระตุ้นเศรษฐกิจแบบหว่านแห ในสภาวะนี้?

คำถามเหล่านี้สะท้อนถึงความล้มเหลวของรัฐบาลในการรับมือวิกฤตพลังงานและเงินเฟ้อที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพประชาชน โดยเฉพาะในยุคที่ราคาน้ำมันทะลุเพดาน อาหารแพงขึ้นทุกวัน เชาว์ชี้ว่าถ้ารัฐบาลตอบไม่ได้ ก็ไม่ควรออกมาโต้แบบไม่ประสีประสา

วิเคราะห์ตรรกะวิบัติของรัชดา

ส่วนที่แซ่บสุดคือการซัดรัชดาว่า “ตรรกะผิดเพี้ยน” หรือตั้งใจเบี่ยงประเด็น โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณที่อ้างขั้นตอนราชการ แต่เชาว์ย้ำว่าอภิสิทธิ์รู้ดีกว่า เพราะเคยผ่านสมรภูมิการเมืองมานับไม่ถ้วน นอกจากนี้ยังผิดหวังที่รัชดาบิดเบือนว่าอภิสิทธิ์ไม่ชอบคนละครึ่ง ทั้งที่จริงๆ แล้วเตือนด้วยความหวังดีว่าโครงการนี้ไม่ตรงจุดในวิกฤตปัจจุบัน ประชาชนต้องการการแก้ปัญหาจริงจัง ไม่ใช่มาตรการชั่วคราว

เชาว์ทิ้งท้ายด้วยคำเตือนเจ็บๆ ว่า หลังจากพ้น ปชป. รัชดาลืม “หลักการและความแม่นยำ” ไปหรือเปล่า? ได้เป็นโฆษกรัฐบาลเพราะพรรคสีน้ำเงิน แต่รากเหง้าคือมาตรฐาน ปชป. ที่สร้างตัวตนให้เธอ นี่คือการเมืองแบบเก่าที่น่าผิดหวังจริงๆ

ประเด็น “เชาว์” ป้อง “อภิสิทธิ์” ฉะ “รัชดา” ตรรกะวิบัติ หลังพ้น ปชป. ไม่ใช่แค่ดราม่าพรรคเก่า แต่สะท้อนปัญหาใหญ่ของไทย: รัฐบาลรับมือวิกฤตเศรษฐกิจได้จริงหรือ? น้ำมันแพง เงินเฟ้อพุ่ง ประชาชนเดือดร้อนหนัก หากยังโต้เถียงกันแบบนี้ อนาคตเศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร?

คุณคิดเห็นอย่างไรกับชุดคำถามของเชาว์? รัฐบาลมีแผนแก้ปัญหาชัดเจนจริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านมุมมองที่ตรงไปตรงมา ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวันเพื่อไม่พลาดประเด็นสำคัญ!

ที่มา – “เชาว์” ป้อง “อภิสิทธิ์” ฉะ “รัชดา” ตรรกะวิบัติ หลังพ้น ปชป.

สนค.เตือน 5 สัญญาณอันตรายเศรษฐกิจไทย หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ

สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางกำลังสร้างความกังวลให้กับเศรษฐกิจไทยอย่างหนัก ล่าสุด สนค.เตือน 5 สัญญาณอันตรายเศรษฐกิจไทย หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ โดยเฉพาะหากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดนานๆ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก แม้ OPEC+ จะเพิ่มกำลังผลิตน้ำมัน แต่ก็อาจไม่ทันการณ์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่ง เงินเฟ้อทะยาน และกระทบหลายภาคส่วน

สนค.เตือน 5 สัญญาณอันตรายเศรษฐกิจไทย หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) วิเคราะห์ว่า แม้กลุ่ม OPEC+ นำโดยซาอุดีอาระเบียและรัสเซีย จะประชุมออนไลน์เมื่อ 1 มี.ค. 2569 และมีมติเพิ่มผลิตน้ำมันดิบ 206,000 บาร์เรลต่อวันตั้งแต่เม.ย. แต่ปริมาณนี้อาจไม่พอชดเชยน้ำมันที่หายไป สถานการณ์นี้คือ Negative Supply Shock ที่จะทำให้ต้นทุนพุ่งสูง

สัญญาณอันตรายที่ 1: ราคาน้ำมันพุ่งดันเงินเฟ้อ

ราคาน้ำมันดิบทะยานจะกระทบราคาสินค้าพลังงาน ค่าขนส่ง และค่าไฟฟ้า ส่งผลให้เงินเฟ้อไทยเร่งตัว ต้นทุนการผลิตสินค้าทุกประเภทสูงขึ้น ผู้บริโภคต้องจ่ายแพงกว่าเดิม

สัญญาณอันตรายที่ 2: นักท่องเที่ยวตะวันออกกลางหดตัว

นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางที่มีกำลังซื้อสูง มักมาไทยพักผ่อนและรักษาพยาบาล จะลดลงจากข้อจำกัดเดินทางและความปลอดภัย กระทบอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งปี โดยเฉพาะไตรมาสแรก

สัญญาณอันตรายที่ 3: รายได้แรงงานไทยกว่า 77,000 คนหายวับ

แรงงานไทยในพื้นที่เสี่ยงกว่า 77,000 คน ต้องอพยพกลับ ส่งผลให้รายได้ที่ส่งกลับครอบครัวในภาคเกษตรและท้องถิ่นลดลง ภาครัฐต้องหางานใหม่ให้เพิ่มภาระ

สัญญาณอันตรายที่ 4: ค่าเงินบาทผันผวนหนัก

ความตึงเครียดทำให้ทุนต่างชาติไหลออก ค่าเงินบาทแกว่งตัวรุนแรง ส่งผลต่อผู้ส่งออกและนำเข้าในการบริหารความเสี่ยง

สัญญาณอันตรายที่ 5: การลงทุนต่างชาติชะลอตัว

ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้โครงการ FDI ถูกเลื่อน กระทบการเติบโตเศรษฐกิจไทยระยะยาว ภาคครัวเรือนยังชะลอซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย

  • ราคาน้ำมันพุ่ง → เงินเฟ้อสูง
  • ท่องเที่ยวลด → รายได้อุตสาหกรรมหาย
  • แรงงานกลับ → เงินส่งกลับน้อย
  • บาทผันผวน → ธุรกิจเสี่ยง
  • ลงทุนชะงัก → เศรษฐกิจโตช้า

สถานการณ์นี้หากยืดเยื้อ เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญวิกฤตใหญ่ ผู้ประกอบการควรเตรียมรับมือด้วยการกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมัน ลดต้นทุน และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

ในมุมมองของผู้เขียน สนค.เตือน 5 สัญญาณอันตรายเศรษฐกิจไทย หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ นี้เป็นสัญญาณเตือนที่เราควรจริงจัง รัฐบาลต้องมีมาตรการรับมือด่วน เช่น กระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ สนับสนุน SME และส่งเสริมการท่องเที่ยวจากแหล่งอื่นๆ เพื่อลดผลกระทบ ติดตามอัปเดตข่าวเศรษฐกิจและแนวทางรับมือเพิ่มเติมในบล็อกของเรา!

ที่มา – สนค.เตือน 5 สัญญาณอันตรายเศรษฐกิจไทย หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ

วิกฤตสหรัฐฯ-เวเนฯ กระทบไทยระยะสั้น: สนค.แนะปรับตัว

สนค. ชี้วิกฤตสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา กระทบไทยระยะสั้น แนะภาครัฐและเอกชนเร่งปรับตัวรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต แม้ว่าผลกระทบโดยตรงในปัจจุบันจะยังจำกัด

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เฝ้าติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและเวเนซุเอลาอย่างใกล้ชิด โดยประเมินว่าผลกระทบในระยะสั้นต่อการค้าและเงินเฟ้อของไทยมีจำกัด เนื่องจากสัดส่วนการค้าระหว่างไทยและเวเนซุเอลามีน้อยมาก และราคาน้ำมันโลกยังไม่พุ่งสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว สถานการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และการจัดระเบียบโลกใหม่ ซึ่งภาครัฐและเอกชนไทยควรเตรียมพร้อมรับมือ

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการ สนค. เปิดเผยว่า เหตุการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวมีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อการควบคุมแหล่งพลังงานและการตัดวงจรอิทธิพลของมหาอำนาจในลาตินอเมริกา แม้ว่าในเบื้องต้นตลาดโลกจะยังไม่ได้รับผลกระทบรุนแรง และราคาน้ำมันดิบไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้น แต่ความเสี่ยงและความผันผวนในตลาดการเงินโลกกลับเพิ่มขึ้น นักลงทุนเริ่มโยกย้ายเงินทุนไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น เงินดอลลาร์สหรัฐและทองคำ

สนค. ประเมินว่าในระยะสั้น ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากวิกฤตสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา กระทบไทยระยะสั้นค่อนข้างจำกัด ทั้งในด้านการค้าและการเงิน มูลค่าการค้าระหว่างไทยและเวเนซุเอลาในปี 2568 มีเพียง 55.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.01% ของการค้ารวม นอกจากนี้ ไทยก็ไม่ได้นำเข้าน้ำมันจากเวเนซุเอลาโดยตรง

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นยังเป็นสิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในด้านพลังงานและเงินเฟ้อ หากสหรัฐฯ สามารถควบคุมแหล่งน้ำมันและเพิ่มกำลังการผลิตในเวเนซุเอลาได้สำเร็จ จะส่งผลให้อุปทานน้ำมันโลกเพิ่มขึ้นและราคาน้ำมันปรับตัวลดลงในระยะกลางถึงยาว แม้ว่าราคาน้ำมันที่ลดลงจะช่วยลดต้นทุนค่าครองชีพและเงินเฟ้อได้ แต่ก็อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อราคาสินค้าเกษตรของไทย เช่น ยางพาราและพืชพลังงาน ซึ่งมักมีความสัมพันธ์กับราคาน้ำมัน

นอกจากนี้ ในด้านค่าเงินบาท หากราคาน้ำมันปรับตัวลดลง มูลค่าการนำเข้าของไทยก็จะลดลงตามไปด้วย ซึ่งอาจทำให้ความต้องการเงินดอลลาร์สหรัฐลดลงและส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นในระยะยาว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย

สถานการณ์วิกฤตสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา กระทบไทยระยะสั้นนี้ยังเป็นสัญญาณของการจัดระเบียบโลกใหม่และการแทรกแซงประเทศอื่น ๆ ของสหรัฐฯ ซึ่งอาจนำไปสู่สงครามการค้าที่รุนแรงขึ้น การกีดกันทางเทคโนโลยี และการแบ่งขั้วห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการค้าโลกโดยรวมและทำให้การส่งออกของไทยชะลอตัว

วิกฤตสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา กระทบไทยระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม นายนันทพงษ์ มองว่า ท่ามกลางวิกฤตและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทย ในฐานะประเทศที่วางตัวเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และขั้วอำนาจตรงข้าม เช่น จีน จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการย้ายฐานการผลิตออกจากจีนมายังภูมิภาคอาเซียนเร็วขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากสงครามการค้า ทำให้ไทยมีโอกาสดึงดูดเงินลงทุนและส่งออกสินค้าทดแทนไปยังสหรัฐฯ

แนวทางรับมือผลกระทบจากวิกฤตสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา

นายนันทพงษ์ กล่าวว่า ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยไทยต้องรักษาจุดยืนความเป็นกลางเพื่อรักษาสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มสหรัฐฯ และกลุ่มพันธมิตรเดิมของเวเนซุเอลา (จีน รัสเซีย) ควบคู่ไปกับการเร่งเจรจาการค้าเชิงรุก เพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมที่ต้องการย้ายฐานการผลิตหรือต้องการลดความเสี่ยงจากสงครามการค้าเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย

ภาคเอกชนเองก็ต้องเน้นความคล่องตัว บริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน และกระจายตลาดส่งออกเพื่อลดการพึ่งพาประเทศคู่ขัดแย้งมากเกินไป เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับระเบียบโลกใหม่ได้อย่างมั่นคง

โดยสรุป แม้ว่าวิกฤตสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา กระทบไทยระยะสั้นในวงจำกัด แต่ภาครัฐและเอกชนไทยต้องเตรียมตัวรับมือกับความผันผวนและความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว โดยการปรับตัวเชิงรุกและการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้อย่างมั่นคง และคว้าโอกาสใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก

ที่มา – สนค.ชี้วิกฤตสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา กระทบไทยระยะสั้น แนะภาครัฐ-เอกชนเร่งปรับตัว

ลดค่าเงินบาท สร้างโอกาส: ปี 69 เศรษฐกิจไทยใหม่?

ลดค่าเงินบาท สร้าง Growth Story: ปี 69 ปีแห่งการเกิดใหม่ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย?

ธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยครั้งล่าสุดในเดือนธันวาคม 2568 มาอยู่ที่ระดับ 1.25% ต่อปี หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประชุมกันถึง 6 ครั้ง เพื่อตัดสินใจว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงตามคำร้องขอของรัฐบาลหรือไม่ ผลสรุปคือมีการลดอัตราดอกเบี้ยลงทั้งหมด 3 ครั้ง ตรึงไว้ 2 ครั้ง และก่อนจะปิดปี 2568 กนง. มีมติปรับลดดอกเบี้ยลงเป็นครั้งที่ 4 อีก 0.25% จนมาอยู่ที่ระดับ 1.25% ในที่สุด

แบงก์ชาติให้เหตุผลในการปรับลดครั้งล่าสุดว่า เพราะเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจน ทั้งการบริโภคที่ซบเซา การส่งออกที่ได้รับผลกระทบ และภาคอุตสาหกรรมที่ยังคงแข่งขันยาก ทำให้ต้องการผ่อนคลายดอกเบี้ยลงเพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นตัว บรรเทาภาระหนี้กลุ่มเปราะบาง ทั้ง SMEs และรายย่อย ตลอดจนเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินฝืด

อันที่จริงแบงก์ชาติน่าจะรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่า เศรษฐกิจปี 2569 จะเติบโตช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้และอาจต่ำกว่า 2% เพราะมองเห็นการบริโภคที่ลดลงและความอ่อนแอของภาคอุตสาหกรรม อีกทั้งยังรับรู้สถานการณ์ผ่านอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งสะท้อนว่าไม่มีแรงกดดันด้านอุปสงค์จากการที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ในขณะที่หนี้ครัวเรือนและกลุ่มเปราะบางยังคงเผชิญปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อยาก ขาดสภาพคล่องจนหนี้กลายเป็นหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL) มากขึ้น

เมื่อเห็นว่าสถานการณ์มาถึงขั้นที่เศรษฐกิจไปต่อไม่ไหว ที่สุดแบงก์ชาติโดย กนง. จึงปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวและเสริมมาตรการอื่นๆ ของภาครัฐ ในเวลาเดียวกันก็ยังยืนยันจะรักษาขีดความสามารถ (Policy Space) โดยการยืนหยัดว่าจะเก็บโควตาการลดดอกเบี้ยไว้ใช้ในจังหวะที่เหมาะสมเพื่อให้การส่งผ่านสู่เศรษฐกิจมีประสิทธิภาพที่สุด

ว่ากันตามจริง เหตุผลของการเก็บกระสุนหรือโควตาการลดดอกเบี้ยไว้ใช้ในจังหวะที่แบงก์ชาติเห็นว่าเหมาะสมนั้น ท้ายที่สุดมันมักจะล่าช้ากว่าเวลาที่ควรจะเป็น หรือควรจะลดในทุกๆ ครั้ง ทั้งที่มีเหตุผลสำคัญมากมายที่รอให้ภาวะทางการเงินเข้าช่วยผ่อนคลายตลอดทั้งปี 2568 ถ้าจะพูดว่า แบงก์ชาติมีส่วนร่วมในการทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญวิบากกรรมมาตลอด ก็คงจะพูดได้ไม่ผิดนัก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่รัฐบาลของอดีตนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน มองเห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีปัญหาเติบโตต่ำกว่าที่ควรจะเป็นและจำต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่ผู้บริหารแบงก์ชาติกลับไม่ให้ความร่วมมือด้วย

มาถึงวันนี้ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นปี 2569 ปีที่สำนักเศรษฐกิจหลายแห่งทำนายทายทักตรงกันว่า ประเทศและคนไทยจะเผชิญความยากลำบากหนักหนาสาหัสกว่าปีที่ผ่านมา ที่สำคัญนักเศรษฐศาสตร์จากหลายสถาบันหยิบยกเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยขึ้นมาถกเถียงกันว่า ต่อให้แบงก์ชาติปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็น 0% ก็ไม่อาจช่วยชะลอการล้มลงทีละหน่วยของภาคเศรษฐกิจไทยได้ในช่วง 8-12 เดือนข้างหน้า ด้วยเหตุผลเพราะ It’s too late… หรือช้าเกินไปแล้วนั่นเอง

อัตราดอกเบี้ยจึงไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป โดยเฉพาะกับการซื้อเวลาสำหรับการปรับตัวของเศรษฐกิจ ดังจะเห็นได้จากการปรับลดดอกเบี้ยครั้งล่าสุดของปี 2568 ที่ไม่ได้ส่งผลใดๆ ต่ออัตราแลกเปลี่ยนเลย ตรงกันข้ามเงินบาทกลับแข็งค่าขึ้นอีกจนส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาคการส่งออกที่ระดับ 31.25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ทางเดียวที่จะทำให้เศรษฐกิจประเทศไทยฟื้นตัวได้เร็วที่สุดในยามนี้ก็คือ “ลดค่าเงินบาท” ให้อยู่ในระดับ 35-36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ คำว่าลดค่าเงินบาทนั้นฟังดูเป็นเรื่องใหญ่กว่าที่ใครจะกล้าหาญประกาศออกมา เพราะแน่นอนว่าต้องมีคน ดาหน้าออกมาคัดค้านกันจมกระเบื้อง ด้วยเหตุว่าสินค้านำเข้าอย่างพลังงานจะมีราคาแพงขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบและเครื่องจักรก็จะแพงตามไปด้วย

แต่การอ่อนค่าของเงินบาทแบบควบคุมได้ มีแนวโน้มช่วยภาคการส่งออกและท่องเที่ยว รวมถึงการขยายตัวของ GDP ได้จริงถ้าไม่ลดค่าเงินแรงหรือเร็วเกินไป ในเชิงทฤษฎีนั้นการส่งออกจะดีขึ้นเพราะสินค้าไทยราคาถูกลงในสายตาต่างชาติ และกำไรของผู้ส่งออกเมื่อคิดเป็นบาทจะเพิ่มขึ้น แม้ในทางปฏิบัติผลอาจไม่แรงเท่าเดิมเพราะสินค้าไทยจำนวนมากพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าและการค้าโลกชะลอตัว แต่สำหรับผลต่อการท่องเที่ยวนั้นจะชัดเจนและได้ผลเร็วกว่า นักท่องเที่ยวจะรู้สึกว่ามาไทยแล้วคุ้มค่าขึ้น ค่าโรงแรมและอาหารราคาถูกลงเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง เปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาตินำเงินเข้ามาลงทุนได้มากขึ้น

หากมองในมิติของ GDP ผลเชิงบวกจะมีแน่นอนเพราะการส่งออกและท่องเที่ยวดีขึ้น ส่วนเงินเฟ้อที่แบงก์ชาติพยายามรักษาเป้าหมายไว้ที่ 0-3% นั้น ผลจากการไม่ยอมลดดอกเบี้ยนานเกินไปทำให้อัตราเงินเฟ้อต่ำต่อเนื่อง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าปี 2568 เงินเฟ้อจะติดลบเล็กน้อยหรือใกล้ศูนย์ที่ -0.1 ถึง 0.0% ส่วนปี 2569 คาดว่าจะกลับมาเป็นบวกที่ 0.4% ซึ่งยังอยู่ในกรอบที่ต่ำมาก

คำถามคือทำไมธนาคารกลางทั่วโลกไม่ค่อยพูดว่าอยากให้ค่าเงินอ่อน นั่นก็เพราะเสี่ยงที่จะถูกมองว่าเป็น การบิดเบือนค่าเงิน (Currency Manipulation) รวมถึงความผันผวนของเงินทุนไหลเข้าออก แบงก์ชาติไทยจึงเลือกที่จะ “ดูแลความผันผวนโดยไม่ตั้งเป้าระดับค่าเงิน”

ทว่าคำตอบจากนักเศรษฐศาสตร์ด้านเศรษฐมิติจากฮาร์วาร์ด กระทรวงการคลัง ระบุว่า ค่าเงินบาทที่เหมาะสมเชิงยุทธศาสตร์ของไทยควรอยู่ที่ประมาณ 34.5 – 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ (ภายใต้จุดสมดุลดีที่สุดแถวๆ 35 บาท +/- 0.5) เป้าหมายนี้ไม่ใช่การตรึงราคา แต่เป็นช่วงที่ควรพยายามไม่ให้หลุดออกไปนาน เพื่อชดเชยแรงกดดันจากภาษีของทรัมป์ พยุง GDP และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน

จากการคำนวณคร่าวๆ หากเจอภาษี 10% เราต้องการค่าเงินอ่อน 8-10% เพื่อซับแรงกระแทก ซึ่งระดับ 35-36 บาทนั้นช่วยพยุงผู้ส่งออกได้โดยไม่สร้างเรื่องช็อก แต่ถ้าเกิน 38 บาทจะเริ่มเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและเงินเฟ้อทันที

ประเด็นสำคัญคือ ค่าเงินไม่ใช่ความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ที่แท้จริง แต่มันคือ “เวลาหายใจ” (Breathing Space) ค่าเงินบาทที่เหมาะสมต้องไม่แข็งเกินจนบีบผู้ประกอบการ และไม่อ่อนเกินจนทำให้ธุรกิจขี้เกียจลงทุนอัพเกรดกิจการ ต้องไม่ลืมว่าค่าเงินเป็นเพียงเครื่องมือเสริม ส่วนโครงสร้างเศรษฐกิจคือเครื่องมือหลัก ค่าเงินบาทในโลกของ “ทรัมป์ 2.0” จึงไม่ใช่แค่การทำให้อ่อนที่สุด แต่คือการซื้อเวลาให้เศรษฐกิจไทยปรับตัว

หากรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาไม่ทำอะไรเชิงนโยบายอย่างจริงจังภายในปี 2569 ประเทศไทยจะเข้าสู่สถานะลำบากเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่ชะลอตัวชั่วคราว ไม่ใช่เป็นปีที่ไทยจะล้ม แต่เป็นปีที่ไทยจะถูกจัดอันดับใหม่ในสายตาโลก และในสถานการณ์นั้น เงินบาทอาจอ่อนค่าไปถึง 37-38 บาทเองโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ แต่เป็นเพราะตลาดไม่เชื่อในศักยภาพการเติบโต ไม่มี Growth Story ให้เล่าขาน

สิ่งที่น่ากลัวในเวลานี้คือการที่ไทยไม่มี Narrative ดีๆ นอกจากตัวเลขโตต่ำกว่า 2% การปฏิรูปโครงสร้างที่ไม่ชัดเจน สิ่งที่ควรทำภายใน 12-18 เดือนข้างหน้าจึงคือการคุมลดค่าเงินบาทให้อยู่ในกรอบ 35-36 บาท เพื่อใช้เป็น Buffer พร้อมๆ กับเร่งใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต อัพเกรดอุตสาหกรรม และส่งสัญญาณเชิงนโยบายให้ตลาดเห็นทิศทางที่ชัดเจนที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาในสายตาชาวโลก

ทำไมการลดค่าเงินบาทถึงสำคัญต่อปี 2569?

ปี 2569 อาจเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หากเราสามารถจัดการเรื่องลดค่าเงินบาทได้อย่างเหมาะสม อย่าพลาดโอกาสในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา – “ลดค่าเงินบาท” สร้าง Growth Story: ปี 69 ปีแห่งการเกิดใหม่ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย?

Scroll to top