เฉินจื้อ

ขยายผลคดี หมิงเฉิน ซัน โยงเครือข่าย เฉิน จื้อ อายัด 600 ล้าน

ขยายผลคดี หมิงเฉิน ซัน โยงเครือข่าย เฉิน จื้อ อายัด 600 ล้าน

วงการอาชญากรรมข้ามชาติต้องสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินหน้าปูพรมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายกว่า 14 จุดทั่วไทย โดยเป็นการสืบเนื่องมาจากการขยายผลคดี หมิงเฉิน ซัน ผู้ต้องหาชาวจีนที่พบความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนจีนสีเทาและเครือข่ายการเงินที่ซับซ้อน งานนี้บอกเลยว่าไม่ธรรมดา เพราะเส้นทางการเงินพุ่งเป้าไปถึงเครือข่ายใหญ่ของ เฉิน จื้อ (Prince Group) ซึ่งเป็นตัวการสำคัญระดับต้นๆ ของขบวนการนี้

เปิดเส้นทางปฏิบัติการระเบิดรังมังกร กับคดี หมิงเฉิน ซัน

ย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ มาจากการที่ผู้เสียหายจำนวนมากถูกหลอกลวงผ่านกลโกงแบบ Hybrid Scam ผ่านแพลตฟอร์มลงทุนปลอม ซึ่งสร้างมูลค่าความเสียหายรวมมหาศาล ตำรวจไทยได้ทำงานอย่างหนักในการแกะรอยเส้นทางการเงินจากบัญชีม้า จนพบว่าปลายทางของเงินเหล่านี้ถูกถ่ายโอนไปยังเครือข่ายของ หมิงเฉิน ซัน และสุดท้ายเงินจำนวนมากถูกนำไปฟอกผ่านอสังหาริมทรัพย์และสินทรัพย์ดิจิทัลหรูหราหลายแห่ง

จากการปฏิบัติการครั้งนี้ เจ้าหน้าที่สามารถยึดและอายัดทรัพย์สินได้มูลค่ารวมเกือบ 600 ล้านบาท โดยทรัพย์สินที่พบมีรายการที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • คอนโดมิเนียมหรูใจกลางกรุงย่านลุมพินี มูลค่ากว่า 60 ล้านบาท
  • บ้านจัดสรรระดับมาสเตอร์พีชย่านกรุงเทพกรีฑา ราคา 75 ล้านบาท
  • ทรัพย์สินอื่นๆ อาทิ รถยนต์ซูเปอร์คาร์ วิลล่าหรู และเอกสารสิทธิ์ทางการเงินอีกจำนวนมาก

ทำไมคดีนี้ถึงสำคัญ? การขยายผลคดี หมิงเฉิน ซัน ไม่ใช่แค่การจับกุมอาชญากรรายย่อย แต่เป็นการทลายโครงข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่ใช้ไทยเป็นฐานในการฟอกเงิน ซึ่งเครือข่ายของ เฉิน จื้อ นั้นมีความเกี่ยวพันกับธุรกิจสีเทาหลายประเภท การยึดทรัพย์ครั้งนี้จึงถือเป็นการตัดวงจรทางการเงินที่สำคัญที่สุด เพื่อไม่ให้กลุ่มอาชญากรเหล่านี้ใช้ประเทศไทยเป็นที่ซุกซนหรือฟอกเงินผิดกฎหมายได้อีกต่อไป

การสืบสวนในเชิงลึกยังคงดำเนินการต่อไปอย่างเข้มข้น ตำรวจเริ่มพบความเชื่อมโยงของบุคคลและนิติบุคคลเพิ่มขึ้นอีกหลายราย ซึ่งเชื่อว่าการขยายผลครั้งนี้จะนำไปสู่การออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมอีกแน่นอน ถือเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับมิจฉาชีพที่คิดจะมาอาศัยช่องว่างทางกฎหมายในประเทศไทยเพื่อทำเรื่องผิดกฎหมายครับ

ในมุมมองของเรา นี่คือความสำเร็จก้าวสำคัญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความสามารถในการประสานงานติดตามคดีที่มีความสลับซับซ้อนสูง ผู้เสียหายที่เคยถูกหลอกอาจจะมีความหวังมากขึ้นในการได้ทรัพย์สินคืน หรืออย่างน้อยที่สุดก็คือการเห็นขบวนการเหล่านี้ถูกกำจัดออกไปจากสังคมไทย ทางเราจะคอยติดตามข่าวสารความคืบหน้ามาอัปเดตให้ฟังกันต่อไปนะครับ ใครที่มีเบาะแสหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับคดีอาญาออนไลน์ อย่าลังเลที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อร่วมเป็นหูเป็นตาให้กับบ้านเมืองของเรา

ที่มา – ขยายผลคดี “หมิงเฉิน ซัน” พบการเงินโยงเครือข่าย “เฉิน จื้อ” อายัดเพิ่มเกือบ 600 ล้าน

ศาลแพ่งสั่งยึดทรัพย์ยิมเลียก-เบนสมิธกว่า 13,074 ล้าน

ข่าวด่วนที่ทุกคนให้ความสนใจ! ศาลแพ่งสั่งยึด อายัดทรัพย์ “ยิมเลียก-เบนสมิธ-เฉินจื้อ-ก๊กอาน” มูลค่ารวมกว่า 13,074 ล้านบาท ในคดีฉ้อโกงประชาชนจากขบวนการสแกมเมอร์ยักษ์ใหญ่ ปปง. หรือสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ได้เคลื่อนไหวเด็ดขาดเพื่อไม่ให้เงินผิดกฎหมายหลุดรอดไปไหนมาไหน การยึดทรัพย์ชั่วคราวนี้จะช่วยปกป้องทรัพย์สินที่ได้มาจากการหลอกลวงประชาชน จนกว่าศาลจะตัดสินขั้นสุดท้าย

ศาลแพ่งสั่งยึด อายัดทรัพย์ “ยิมเลียก-เบนสมิธ-เฉินจื้อ-ก๊กอาน” เกิดจากอะไร

ทุกอย่างเริ่มต้นจากคณะกรรมการธุรกรรมของ ปปง. ประชุมครั้งที่ 2/2569 เมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2569 มีมติให้เลขาธิการ ปปง. ส่งเรื่องให้อัยการยื่นศาล เพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน หลังพิจารณาคำขอเพิกถอนยึดอายัดของผู้เกี่ยวข้องแล้ว ไม่มีน้ำหนักพอ จากนั้นวันที่ 17 กุมภาพันธ์ นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. ส่งสำนวนให้อัยการคดีพิเศษ พิจารณา 4 คดีใหญ่ มูลค่ารวม 13,074 ล้านบาท

อัยการยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งแล้ว ศาลไต่สวนพยานหลักฐาน พบมีเหตุเชื่อได้ว่าจะมีการโอนย้ายทรัพย์สินที่เกี่ยวกับความผิด ตามมาตรา 55 พรบ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 จึงสั่งยึดอายัดชั่วคราว โดย ปปง. เป็นผู้ดำเนินการแจ้งและดูแลทรัพย์

รายละเอียด 4 คดีที่ศาลแพ่งสั่งยึด อายัดทรัพย์ “ยิมเลียก-เบนสมิธ-เฉินจื้อ-ก๊กอาน”

  • คดีที่ 1: นางสาวแตงไทยฯ กรณี MR.LEAK YIM (ยิมเลียก), นางวิรินยาฯ MR.SMITH BEN (เบนสมิธ), นางสาวแคทรียาฯ กับพวก คดีดำ ฟ 31/2569 สั่งยึด 26 ก.พ. 2569 มูลค่า 12,123 ล้านบาท
  • คดีที่ 2: นายเฉิน จื้อ กับพวก คดีดำ ฟ 25/2569 สั่งยึด 25 ก.พ. 2569 มูลค่า 345 ล้านบาท
  • คดีที่ 3: นายก๊ก อาน กับพวก คดีดำ ฟ 29/2569 สั่งยึด 25 ก.พ. 2569 มูลค่า 560 ล้านบาท
  • คดีที่ 4: นายเอื้ออังกูรฯ กับพวก คดีดำ ฟ 20/2569 สั่งยึด 24 ก.พ. 2569 มูลค่า 46 ล้านบาท

ทรัพย์สินเหล่านี้จะถูกยึดไว้ชั่วคราว หากไม่เหมาะเก็บรักษา เช่น รถหรูหรือยอชต์ ปปง. สามารถสั่งขายทอดตลาดเก็บเป็นเงินแทนได้ตามมาตรา 57 วรรคสอง ซึ่งช่วยลดภาระรัฐและรักษามูลค่า

ขบวนการสแกมเมอร์และบทบาทของ ปปง. ในไทย

ขบวนการสแกมเมอร์ โดยเฉพาะแสลงคอลเซ็นเตอร์ มักเกี่ยวข้องชาวต่างชาติอย่างยิมเลียก (Leak Yim) ชาวกัมพูชา, เบนสมิธ (Ben Smith) ชาวอังกฤษ, เฉินจื้อ และก๊กอาน ที่ลักลอบใช้คนไทยเป็นหัวโจก หลอกลงทุน ฟอเร็กซ์ หรือแชร์ลูกโซ่ สร้างความเสียหายมหาศาลให้ประชาชน ปปง. จึงใช้กฎหมายฟอกเงินเข้าปราบ เพราะเงินสกปรากนั้นมักถูกฟอกผ่านบัญชีธนาคาร ทรัพย์สินหรู หรือธุรกิจเสมือน

กรณีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนว่ารัฐไทยจริงจังกับการตัดวงจรอาชญากรรมข้ามชาติ ในปีที่ผ่านมา ปปง. ยึดทรัพย์สแกมเมอร์หลายพันล้านแล้ว และยังมีแผนขยายการสืบสวน หากคุณเคยตกเป็นเหยื่อ อย่าลืมรวบรวมหลักฐานแจ้งความ เพราะ ปปง. จะช่วยเรียกทรัพย์คืนให้ผู้เสียหายก่อนให้ตกเป็นของรัฐ

นอกจากนี้ การยึดทรัพย์ชั่วคราวยังป้องกันไม่ให้ผู้ต้องหาไปขายทรัพย์หนี ทำให้กระบวนการยุติธรรมสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ผู้ประกอบการที่สุจริตก็วางใจได้ว่าระบบจะแยกแยะทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับความผิดได้อย่างแม่นยำ

สรุปประเด็นสำคัญ: ศาลแพ่งสั่งยึด อายัดทรัพย์ “ยิมเลียก-เบนสมิธ-เฉินจื้อ-ก๊กอาน” ไม่ใช่แค่ข่าว แต่เป็นก้าวสำคัญในการปราบสแกม สร้างความมั่นใจให้ประชาชน หวังว่าคดีนี้จะจบด้วยการคืนเงินให้ทุกคนที่สูญเสีย

คุณคิดเห็นอย่างไรกับการดำเนินการของ ปปง. ครั้งนี้? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวอาชญากรรมการเงินเพิ่มเติมบนเว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – ศาลแพ่งสั่งยึด อายัดทรัพย์ “ยิมเลียก-เบนสมิธ-เฉินจื้อ-ก๊กอาน” กว่า 13,074 ล้าน

ปปง. มีมติส่งศาลยึดทรัพย์ 1.3 หมื่นล้านเครือข่ายสแกม

เฮ้ย เพื่อนๆ ข่าวนี้ร้อนแรงมากเลยนะ! ปปง. มีมติส่งศาลยึดทรัพย์ 1.3 หมื่นล้าน จากเครือข่ายสแกมเมอร์ตัวแสบอย่าง “เบน สมิธ-ยิม เลียก-เฉิน จื้อ-ก๊ก อาน” คดีฉ้อโกงประชาชนที่หลอกเงินคนไทยไปเพียบ สุดท้ายทรัพย์สินหรูๆ ทั้งหมดจะตกเป็นของแผ่นดินแล้วล่ะครับ มาดูรายละเอียดกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงาน ปปง. ออกแถลงข่าวหลังประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันก่อนหน้า คณะกรรมการพิจารณาคำขอเพิกถอนการยึดทรัพย์ชั่วคราวของพวกมิจฉาชีพแล้ว เห็นว่าไม่มีน้ำหนักพอ เพราะทรัพย์เหล่านี้เกี่ยวกับการกระทำความผิดชัดๆ จึงมีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นศาลสั่งยึดถาวร 4 คดีใหญ่ รวมมูลค่า 13,074 ล้านบาท! นี่แหละครับ ปปง. มีมติส่งศาลยึดทรัพย์ 1.3 หมื่นล้าน ที่เรากำลังพูดถึง

ปปง. มีมติส่งศาลยึดทรัพย์ 1.3 หมื่นล้าน เครือข่าย “เบน สมิธ-ยิม เลียก-เฉิน จื้อ-ก๊ก อาน”

คดีเหล่านี้เชื่อมโยงกับขบวนการสแกมเมอร์ออนไลน์ ค้ามนุษย์ ฟอกเงินผ่านคริปโต และหลอกลงทุนปลอมๆ ที่ทำให้ประชาชนเสียหายมหาศาล ปปง. สอบสวนเจอหลักฐานแน่นปึ้ก ทำให้ตัดสินใจเด็ดขาดแบบนี้ มาดูทีละคดีกันเลยครับ

คดีที่ 1: เครือข่ายยิม เลียก และเบน สมิธ (มูลค่า 12,123 ล้านบาท)

นางสาวแตงไทยฯ, นางวิรินยาฯ, MR.LEAK YIM (ยิม เลียก), MR.SMITH BEN (เบน สมิธ) และนางสาวแคทรียาฯ กับพวกลวงลวงผู้เสียหายด้วยวิธีฉ้อโกงประชาชน มีธุรกรรมเชื่อมโยงชัดเจน สุดท้ายส่งสำนวนย.300-302/2568 และ ย.305/2568 ไปอัยการ

  • ทรัพย์สิน 68 รายการ
  • ที่ดิน ห้องชุด รถยนต์ เรือยอชท์
  • เงินในบัญชีธนาคาร

มูลค่าราว 12,123 ล้านบาท นี่คือคดีหลักที่ทำให้ยอดพุ่งสูงเลยครับ

คดีที่ 2: นายเฉิน จื้อ และ Prince Group (มูลค่า 345 ล้านบาท)

ตรวจสอบเจอเครือข่ายฉ้อโกงออนไลน์ ค้ามนุษย์ ฟอกเงินด้วยสกุลเงินดิจิทัล เชื่อมโยงนายเฉิน จื้อ ผู้ก่อตั้ง Prince Group ในกัมพูชา ส่งสำนวน ย.293/2568

  • ทรัพย์ 96 รายการ
  • ที่ดิน เงินสด สินค้าแบรนด์เนม เครื่องประดับ

พวกนี้ทำธุรกิจข้ามชาติแต่เอาเงินสกปรกมาฟอกซะได้!

คดีที่ 3: นายก๊ก อาน และพวก (มูลค่า 560 ล้านบาท)

จากจับกุมแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติและฟอกเงิน ส่งสำนวน ย.297/2568

  • ทรัพย์ 89 รายการ
  • ที่ดิน เงินฝากธนาคาร

อีกขาใหญ่ที่ ปปง. จับตา

คดีที่ 4: นายเอื้ออังกูรฯ หลอกลงทุนหุ้นปลอม (มูลค่า 46 ล้านบาท)

กลุ่มมิจฉาชีพชวนลงทุนเทรดหุ้นผ่านไลน์ ส่ง ย.296/2568

  • ทรัพย์ 31 รายการ
  • เงินสด เงินฝาก

คดีเล็กแต่สะสมความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน

นอกจากนี้ ถ้าคุณเป็นผู้เสียหายในคดีมูลฐาน ปปง. จะรวบรวมหลักฐานให้ แล้วยื่นศาลคืนเงินหรือทรัพย์ให้แทนการยึดทั้งหมด แสดงให้เห็นว่ารัฐยังใส่ใจประชาชนนะครับ

ข่าว ปปง. มีมติส่งศาลยึดทรัพย์ 1.3 หมื่นล้าน นี้เป็นสัญญาณดีมาก แสดงว่ารัฐบาลจริงจังต่อสู้สแกมเมอร์และฟอกเงิน ช่วยคืนความมั่นใจให้ประชาชนได้บ้าง แต่เราก็ต้องระวังตัวเองด้วยนะ ลองคิดดูสิ ถ้าทรัพย์พวกนี้คืนให้ผู้เสียหายได้กี่ชีวิตที่พ้นจากความทุกข์

เคล็ดลับป้องกันสแกมเมอร์ไม่ให้หลอกเงินเรา

  • อย่าลงทุนผ่านไลน์หรือแอปไม่น่าเชื่อถือ ตรวจสอบหน่วยงานควบคุมก่อน
  • เจอข้อเสนอรวยเร็ว อย่าไว้ใจ ถามคนรู้จริง
  • แจ้งตำรวจหรือ ปปง. ทันทีถ้าถูกหลอก รวบหลักฐาน screenshot ไว้
  • ใช้แอปธนาคารยืนยันสองชั้น อย่าโอนเงินให้คนแปลกหน้า

สุดท้ายนี้ ถ้าคุณเคยเจอสแกมคล้ายๆ นี้ หรือมีข้อมูลเพิ่ม รีบแจ้งสำนักงาน ปปง. เลยนะครับ ช่วยกันปราบปรามให้สิ้นซาก ประเทศไทยจะปลอดภัยขึ้นแน่นอน!

นายยิม เลียก เครือข่ายปปง. มีมติส่งศาลยึดทรัพย์ 1.3 หมื่นล้าน
นายยิม เลียก หนึ่งในเครือข่ายสแกมที่โดนยึดทรัพย์

ที่มา – ปปง. มีมติส่งศาลยึดทรัพย์ 1.3 หมื่นล้าน เครือข่าย “เบน สมิธ-ยิม เลียก-เฉิน จื้อ-ก๊ก อาน”

จีนเตือนกัมพูชา คนจีนหาย กระทบสัมพันธ์แน่!


ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและกัมพูชาสั่นคลอน! เมื่อทางการจีนออกมาเตือนกัมพูชาอย่างหนักแน่นเกี่ยวกับปัญหาคนจีนสูญหายเพราะสแกมเมอร์ ซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ

สถานทูตจีนประจำกัมพูชาได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างชัดเจนว่า เหตุการณ์ที่ชาวจีนจำนวนมากตกเป็นเหยื่อของแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา กลายเป็น “อุปสรรคสำคัญ” ที่บั่นทอนความเชื่อใจและความร่วมมือระหว่างประเทศ

เอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชา หวัง เหวินปิน ได้เรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาเร่งดำเนินการปราบปรามอย่างจริงจังกับธุรกิจผิดกฎหมายเหล่านี้ ที่แฝงตัวอยู่ภายใต้หน้ากากของการหลอกลวงทางไซเบอร์ โดยเน้นย้ำว่าการเพิกเฉยต่อปัญหาคนจีนสูญหายเพราะสแกมเมอร์ จะส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างจีนและกัมพูชา

จีนเตือนกัมพูชา คนจีนสูญหายเพราะสแกมเมอร์ กระทบความสัมพันธ์

รัฐบาลกัมพูชาก็ได้รับทราบถึงปัญหาดังกล่าวและกำลังดำเนินการกวาดล้างอย่างเต็มที่ โดยมีเป้าหมายที่จะจัดการกับอุตสาหกรรมผิดกฎหมายที่ใช้แรงงานข้ามชาติจำนวนมาก ซึ่งคาดการณ์ว่ามีไม่ต่ำกว่า 100,000 คนที่ทำงานอยู่ในวงจรนี้

ในระยะแรก แก๊งอาชญากรรมเหล่านี้มุ่งเน้นไปที่การหลอกลวงผู้ที่พูดภาษาจีน แต่ต่อมาได้ขยายขอบเขตไปยังภาษาอื่นๆ เพื่อโกงเงินจากเหยื่อทั่วโลก ซึ่งมีความเสียหายรวมกันสูงถึงหลายหมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี

เหยื่อที่ตกเป็นเครื่องมือของแก๊งสแกมเมอร์เหล่านี้ บางรายอาจเป็นนักต้มตุ๋นโดยสมัครใจ แต่หลายรายเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ ที่ถูกหลอกลวงและบังคับให้ทำงานภายใต้การข่มขู่

จีนได้เพิ่มความเข้มข้นในการติดตามและจับกุมตัวการสำคัญในอุตสาหกรรมการหลอกลวงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และนำตัวกลับไปดำเนินคดีในประเทศ โดยเมื่อไม่นานมานี้ กัมพูชาได้จับกุมและส่งตัว เฉิน จื้อ มหาเศรษฐีชาวจีนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังศูนย์สแกมเมอร์ในกัมพูชาให้กับทางการจีน

ผลกระทบและความเสียหาย

สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ประเมินว่า ความเสียหายจากการหลอกลวงออนไลน์ในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2567 สูงถึง 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจและแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหา

องค์การนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) ได้กล่าวหารัฐบาลกัมพูชาว่า “จงใจเพิกเฉย” ต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่กระทำโดยแก๊งอาชญากรรมไซเบอร์เหล่านี้ ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงและต้องได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียด

การที่จีนออกมาเตือนกัมพูชาในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความกังวลอย่างยิ่งของจีนต่อปัญหาคนจีนสูญหายเพราะสแกมเมอร์ และความตั้งใจที่จะปกป้องพลเมืองของตนเอง

สถานการณ์นี้ถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่สำหรับรัฐบาลกัมพูชา ที่จะต้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีกับจีน และป้องกันไม่ให้ประเทศของตนเองกลายเป็นแหล่งซ่องสุมของอาชญากรรมไซเบอร์

การปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์เหล่านี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยปกป้องพลเมืองจีนเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของกัมพูชาในสายตาของนักลงทุนและนักท่องเที่ยวต่างชาติอีกด้วย

ในขณะที่รัฐบาลกัมพูชากำลังดำเนินการแก้ไขปัญหา เราหวังว่าจะเห็นความโปร่งใสและความมุ่งมั่นในการปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้อย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งจีนและประชาคมโลก

ที่มา – จีนเตือนกัมพูชา คนจีนสูญหายเพราะสแกมเมอร์ กระทบความสัมพันธ์

จีนขีดเส้นตาย 1 เดือน ให้สมุน “เฉิน จื้อ” มอบตัว

ทางการจีนประกาศ ultimatum ให้ผู้ร่วมขบวนการของ เฉิน จื้อ (Chen Zhi) เข้ารายงานตัวภายใน 1 เดือน เพื่อแลกกับการลดหย่อนโทษ การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ เฉิน จื้อ ถูกส่งตัวจากกัมพูชามายังจีนในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนเมื่อสัปดาห์ก่อน

เฉิน จื้อ ถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์และหลอกลวงออนไลน์ระดับนานาชาติ โดยถูกสหรัฐอเมริกาฟ้องร้องในข้อหาฉ้อโกงและฟอกเงิน จากการดำเนินการเครือข่ายต้มตุ๋นทางไซเบอร์มูลค่ามหาศาล ซึ่งมีฐานปฏิบัติการอยู่ในกัมพูชา รัฐบาลปักกิ่งระบุว่า เฉิน จื้อ คือ “หัวหน้าเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่เกี่ยวข้องกับการพนันและการฉ้อโกงรายใหญ่”

จีนขีดเส้นตาย 1 เดือน ให้สมุน “เฉิน จื้อ” มอบตัว

กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีนกล่าวว่า ผู้หลบหนีคดีที่เข้ามอบตัวก่อนวันที่ 15 กุมภาพันธ์ และ “สารภาพผิดตามความเป็นจริง” จะได้รับการพิจารณาโทษสถานเบา หรือลดหย่อนโทษ กระทรวงฯ ยังขู่ด้วยว่า ผู้ที่ไม่ยอมมอบตัว จะต้องเผชิญกับการตามล่าอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมเรียกร้องให้ผู้ต้องสงสัย “รักษาโอกาสนี้ไว้ให้ดี”

อะไรคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ “เฉิน จื้อ” และทำไมจีนถึงขีดเส้นตาย 1 เดือน ให้สมุนมอบตัว?

นายเฉิน จื้อ เป็นนักธุรกิจผู้มั่งคั่งและเป็นผู้ก่อตั้ง ปรินซ์ กรุ๊ป (Prince Group) ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ในกัมพูชา ซึ่งปัจจุบันกำลังถูกเจ้าหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มงวด ตามรายงานของอัยการสหรัฐฯ ระบุว่า นายเฉิน จื้อ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังศูนย์บังคับใช้แรงงานทั่วกัมพูชา โดยมีแรงงานจำนวนมากที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ ถูกกักขังอยู่ในสถานที่ที่มีลักษณะคล้ายเรือนจำ รายล้อมด้วยกำแพงสูงและลวดหนาม

การขีดเส้นตาย 1 เดือน ให้สมุน “เฉิน จื้อ” มอบตัว สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทางการจีนในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและการหลอกลวงออนไลน์อย่างจริงจัง การเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมขบวนการมอบตัวและสารภาพผิด ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่หวังจะสาวถึงตัวการใหญ่และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องได้ทั้งหมด

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของอาชญากรรมข้ามชาติที่เชื่อมโยงธุรกิจและการบังคับใช้แรงงานอย่างผิดกฎหมาย การที่ เฉิน จื้อ สามารถสร้างอิทธิพลและเครือข่ายขนาดใหญ่ได้ บ่งชี้ถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

การที่จีนขีดเส้นตาย 1 เดือน ให้สมุน “เฉิน จื้อ” มอบตัว เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า ทางการจีนให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ และพร้อมที่จะดำเนินการอย่างเด็ดขาดเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ

การเคลื่อนไหวครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจและการลงทุนในกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับ เฉิน จื้อ การตรวจสอบที่เข้มงวดและการดำเนินคดีอย่างจริงจัง อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในภูมิทัศน์ทางธุรกิจของกัมพูชา

ดังนั้น การขีดเส้นตาย 1 เดือน ให้สมุน “เฉิน จื้อ” มอบตัว จึงไม่ใช่แค่การดำเนินคดีอาชญากรรม แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังนักธุรกิจและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมาย ให้ตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึง

การติดตามความคืบหน้าของคดีนี้อย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจถึงกลไกและเครือข่ายของอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงมาตรการที่ทางการจีนนำมาใช้ในการปราบปราม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่คล้ายคลึงกันในอนาคต

ที่มา – จีนขีดเส้นตาย 1 เดือน ให้สมุน “เฉิน จื้อ” มอบตัว แลก ลดหย่อนโทษ

กัมพูชาสั่งระงับขายอสังหาฯ Prince Group

กัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group หลังกลุ่มบริษัทแห่งนี้ ถูกกล่าวหาว่าเป็นฉากหน้าเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กัมพูชาได้สั่งระงับการขายโครงการอสังหาริมทรัพย์ของ Prince Group อาณาจักรธุรกิจยักษ์ใหญ่ในกัมพูชาซึ่งถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร หลังจากนาย เฉิน จื้อ ผู้ก่อตั้ง ถูกจับกุมและส่งตัวไปจีนในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนเมื่อสัปดาห์ก่อน

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนตุลาคม สหรัฐอเมริกาได้สั่งฟ้องนาย เฉิน จื้อ นักธุรกิจเชื้อสายจีน กล่าวหาว่าเขาเป็นผู้บงการแผนการหลอกลวงลงทุนออนไลน์ซึ่งสร้างความเสียหายมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านกลุ่มมิจฉาชีพซึ่งเชื่อกันว่าส่วนใหญ่ถูกหลอกมาทำงานเยี่ยงทาสในอาคารที่พักของบริษัทในกัมพูชา

หน่วยงานกำกับดูแลอสังหาริมทรัพย์ของกัมพูชาระบุในแถลงการณ์ว่า อสังหาริมทรัพย์ 4 แห่งในเครือ Prince Group ในกรุงพนมเปญ และอีก 1 แห่งในเมืองสีหนุวิลล์ ถูก “สั่งระงับการขาย” ทั้งในส่วนของห้องชุดคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรรในโครงการหมู่บ้าน

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของกัมพูชาถือเป็นวิบากกรรมล่าสุดที่เกิดกับ Prince Group ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทข้ามชาติที่ทางการสหรัฐฯ ระบุว่าทำหน้าที่เป็นฉากหน้าให้กับ “หนึ่งในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย” เพิ่มเติมจากการถูกคว่ำบาตรโดยรัฐบาลวอชิงตันและลอนดอนเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

หน่วยงานกำกับดูแลอสังหาริมทรัพย์ของกัมพูชาระบุว่า บุคคลที่ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายห้องชุดในโครงการทั้ง 5 แห่งนี้ ยังคงมีภาระผูกพันที่จะต้องดำเนินการซื้อขายให้เสร็จสิ้นตามที่ตกลงกันไว้ ส่วนผู้ที่ชำระเงินเต็มจำนวนแล้ว จะมีทางเลือกในการขายอสังหาริมทรัพย์ของตนได้ หลังจากจดทะเบียนกรรมสิทธิ์กับทางรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว

ที่คอนโดมิเนียม The Pinnacle Residence ซึ่งผู้พัฒนาโครงการคือบริษัท Prince Real Estate Cambodia ในเครือของ Prince Group พนักงานหลายคนบอกว่าสำนักงานขายถูกปิดตัวลงแล้ว โดยทีมขายเริ่มลดขนาดลงตั้งแต่เมื่อเดือนตุลาคม ซึ่งพวกเขาไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น

ทั้งนี้ นายเฉินถูกทางการสหรัฐฯ ตั้งข้อหา ฉ้อโกงผ่านการสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ (Wire Fraud) และสมคบคิดฟอกเงิน ซึ่งเกี่ยวข้องกับบิตคอยน์ที่ถูกยึดได้ประมาณ 127,271 เหรียญ คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.8 แสนล้านบาท) ตามราคาตลาดปัจจุบัน

นับตั้งแต่นั้นมา ทางการในยุโรป สหรัฐอเมริกา และเอเชีย ต่างมุ่งเป้าไปที่ Prince Group ด้วยการเร่งอายัดและยึดทรัพย์สินอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ธนาคารกลางกัมพูชาได้สั่งให้ Prince Bank ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบริษัทในเครือที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร เข้าสู่กระบวนการชำระบัญชีเพื่อปิดกิจการเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

อย่างไรก็ดี กลุ่มบริษัท Prince Group ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด

กัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group

สถานการณ์ กัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group นี้ ส่งผลกระทบต่อผู้ที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุน ผู้ซื้อ และพนักงานของบริษัท

ผลกระทบจากกัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group

การที่ กัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group อาจนำไปสู่ผลกระทบดังนี้:

  • ความไม่แน่นอนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของกัมพูชา
  • ความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับความเสี่ยงในการลงทุนในกัมพูชา
  • ความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของกัมพูชาในฐานะจุดหมายปลายทางของการลงทุน

การตัดสินใจของรัฐบาลกัมพูชาที่ กัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและการปกป้องผลประโยชน์ของนักลงทุนและประชาชน

ที่มา – กัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group

ดีเอสไอเข้าตึกซิโน-ไทย สอบผู้ถือหุ้น ปรินซ์ อินเตอร์ฯ

ดีเอสไอเข้าตึกซิโน-ไทย สอบปากคำพยาน 2 ผู้ถือหุ้นชาวไทย บริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ไขปมโยงเครือข่าย ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป และ เฉิน จื้อ

จากกรณีที่บริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ถูกตั้งข้อสงสัยว่าอาจจะมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายบริษัท ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป ซึ่ง นายเฉิน จื้อ หรือ วินเซนต์ ผู้ก่อตั้งบริษัทฯ กำลังถูกทางการสหรัฐฯ ดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกงและฟอกเงิน จากการทำธุรกิจศูนย์สแกมเมอร์ในประเทศกัมพูชา โดยใช้แรงงานบังคับ

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า บริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้เช่าพื้นที่ในอาคาร Sino-Thai Tower โดยทำสัญญาเช่าระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2566 ถึง 30 กันยายน 2569 เพื่อประกอบธุรกิจนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ และเป็นคนละบริษัทกับกลุ่มที่ถูกสหรัฐฯ อายัดทรัพย์ของนายเฉิน จื้อ และไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับการเช่าอาคาร Sino-Thai Tower หรือเจ้าของอาคาร

บริษัท เอช ที อาร์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าพื้นที่ในอาคาร Sino-Thai Tower แก่บริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้ชี้แจงว่า บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ โดยให้บริการด้านการให้เช่าและดูแลอาคารสำนักงานในนาม Sino-Thai Tower ในฐานะผู้ให้เช่า บริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้เช่าพื้นที่สำนักงานอยู่บนชั้น 7 ของอาคาร เพื่อดำเนินธุรกิจนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ ให้บริการลูกค้าภายในประเทศไทยเท่านั้น และยืนยันว่าบริษัทฯ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตและการคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม

ดีเอสไอ เข้าตึกซิโน-ไทย สอบ 2 ผู้ถือหุ้นชาวไทย ปรินซ์ อินเตอร์ฯ ไขปมโยง “เฉิน จื้อ”

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 เวลา 09:30 น. ที่อาคาร Sino-Thai Tower เลขที่ 32/28 ถนนสุขุมวิท 21 (ซอยอโศก) แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นำโดย ร.ต.อ.วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ, นายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผอ.กองกิจการอำนวยความยุติธรรม พร้อมคณะพนักงานสืบสวนเรื่องที่ 134/2568 และเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้เดินทางเข้าพบผู้ถือหุ้น บริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เพื่อบันทึกการสอบปากคำและรับมอบพยานเอกสารตามที่ผู้ถือหุ้นประสงค์จะให้ความร่วมมือกับ DSI

กระบวนการสอบปากคำพยานกับผู้ถือหุ้นบริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จะเป็นการสอบปากคำผู้ถือหุ้นชาวไทย 2 ราย ได้แก่ นายปริตวาทย์ กุลศรีสุวรรณ และ นายวุฒิชัย ประทุมวัลย์ โดยจะสอบถามถึงที่มาที่ไปของการประกอบธุรกิจ และผลประกอบการที่ผ่านมา รวมถึงความสัมพันธ์และความเชื่อมโยงกับเครือข่ายบริษัท ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป และผู้ถือหุ้นทั้งหมดว่ามีใครถือหุ้นในบริษัทอื่นหรือไม่

ประเด็นสำคัญในการสอบสวน ดีเอสไอเข้าตึกซิโน-ไทย

หากผู้ถือหุ้นรายใดให้การว่าตนเองเกี่ยวข้องกับบริษัท ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป หรือไม่เกี่ยวข้อง คณะพนักงานสืบสวนจะบันทึกคำให้การไว้ทั้งหมด เพราะบุคคลมีสิทธิ์ที่จะให้การอย่างไรก็ได้ หากให้การว่าเคยเกี่ยวข้องกับบริษัท ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป พนักงานสืบสวนก็จะสอบถามต่อว่าเกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง จากธุรกิจใด เกิดขึ้นในช่วงเวลาใด และตอนนี้ยังร่วมธุรกิจกันอยู่หรือไม่ หากผู้ถือหุ้นต้องการมอบพยานเอกสารใดแก่ DSI เพื่อประกอบคำให้การ ทาง DSI ก็ยินดีรับนำไปพิจารณาในสำนวนการสืบสวน

บริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2565 ทุนปัจจุบัน 2 ล้านบาท ประกอบธุรกิจนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ โดยมีนาย หวัง ยู่ ถัง สัญชาติจีน (ไต้หวัน) เป็นกรรมการรายเดียว รายชื่อผู้ถือหุ้นล่าสุดเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2568 พบว่า นายหวัง ยู่ ถัง ถือหุ้นใหญ่สุด 49% ส่วนผู้ถือหุ้นชาวไทยอีก 3 ราย ได้แก่ นายพิภพ ประทุมวัลย์ ถือหุ้น 21%, นายปริตวาทย์ กุลศรีสุวรรณ ถือหุ้น 20%, นายวุฒิชัย ประทุมวัลย์ ถือหุ้น 10%

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2566 บริษัทมีการแจ้งเพิ่มทุนจดทะเบียนจากเดิม 1 ล้านบาท เป็น 2 ล้านบาท นายหวัง ยู่ ถัง เพิ่งเข้ามาเป็นกรรมการเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2566 และนายวุฒิชัย ประทุมวัลย์ เข้ามาเป็นกรรมการเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2567 ปัจจุบัน นายวุฒิชัย ได้ยุติการเป็นกรรมการบริษัทแล้ว เหลือนายหวัง ยู่ ถัง เป็นกรรมการรายเดียว

วัตถุประสงค์การทำธุรกิจของบริษัทเมื่อปี 2565 พบว่า บริษัทแห่งนี้ประกอบกิจการขายสินค้าตามวัตถุประสงค์จากประเทศญี่ปุ่น เช่น เครื่องประดับ เครื่องนุ่งห่ม อาหารแห้ง เสื้อผ้า เป็นต้น แต่ในปี 2566 แจ้งเปลี่ยนเป็นการขายปลีกสินค้าอื่น ๆ ในร้านค้าทั่วไป จากนั้นเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2567 เปลี่ยนเป็นกิจกรรมของตัวแทนและนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ โดยได้รับค่าตอบแทนหรือตามสัญญาจ้าง กระทั่งวันที่ 15 มิถุนายน 2568 ได้เปลี่ยนประเภทธุรกิจเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ และบริษัทได้มีการนำส่งงบการเงิน 3 ปีย้อนหลัง ดังนี้:

  • งบการเงินปี 2565: สินทรัพย์รวม 1,006,266 บาท, หนี้สินรวม 44,000 บาท, รายได้รวม 6,266 บาท, รายจ่ายรวม 44,000 บาท, ขาดทุนสุทธิ 37,733 บาท
  • งบการเงินปี 2566: สินทรัพย์รวม 729,345 บาท, หนี้สินรวม 18,888 บาท, รายได้รวม 10,000 บาท, รายจ่ายรวม 1,261,810 บาท, ขาดทุนสุทธิ 1,251,810 บาท
  • งบการเงินปี 2567: สินทรัพย์รวม 1,521,851 บาท, หนี้สินรวม 5,096,157 บาท, รายได้รวม 858,415 บาท, รายจ่ายรวม 5,072,286 บาท, ขาดทุนสุทธิ 4,284,763 บาท

การ ดีเอสไอเข้าตึกซิโน-ไทย ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความโปร่งใสในการทำธุรกิจ หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีนี้ จะมีการรายงานให้ทราบต่อไป

ที่มา – ดีเอสไอ เข้าตึกซิโน-ไทย สอบ 2 ผู้ถือหุ้นชาวไทย ปรินซ์ อินเตอร์ฯ ไขปมโยง “เฉิน จื้อ”

Scroll to top