เซอร์เก ลาฟรอฟ

รัสเซียยืนยันทำตามสนธิสัญญาคุมนิวเคลียร์ ตราบสหรัฐทำด้วย

รัสเซียยืนยัน จะทำตามสนธิสัญญาคุมนิวเคลียร์ ตราบเท่าที่สหรัฐฯ ทำด้วย แม้สนธิสัญญา New START จะหมดอายุไปแล้ว สร้างความหวังท่ามกลางความตึงเครียดด้านอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างชาติมหาอำนาจทั้งสอง

รัสเซียยืนยัน จะทำตามสนธิสัญญาคุมนิวเคลียร์ ตราบเท่าที่สหรัฐฯ ทำด้วย

ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 นายเซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ได้ประกาศต่อสภาล่างของรัสเซียอย่างชัดเจนว่า มอสโกจะยังคงปฏิบัติตามบทบัญญัติของสนธิสัญญา New START แม้สัญญาฉบับนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และยังไม่มีข้อตกลงใหม่ทดแทน การตัดสินใจนี้ถือเป็นสัญญาณบวกท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โดยเฉพาะสงครามในยูเครนและการแข่งขันทางทหาร

สนธิสัญญา New START เป็นข้อตกลงควบคุมอาวุธนิวเคลียร์สุดท้ายที่เหลืออยู่ระหว่างรัสเซียและสหรัฐฯ ซึ่งเคยช่วยจำกัดคลังแสงนิวเคลียร์ของทั้งสองฝ่าย หากไม่มีข้อจำกัดเหล่านี้ อาจนำไปสู่การแข่งขันสะสมอาวุธครั้งใหม่ คล้ายยุคสงครามเย็น ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปีที่ไม่มีสนธิสัญญาควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างมหาอำนาจ

ประวัติและความสำคัญของสนธิสัญญา New START

สนธิสัญญาฉบับนี้ลงนามเมื่อปี 2553 ในยุคประธานาธิบดีบารัค โอบามา และประธานาธิบดีดมิทรี เมดเวเดฟ โดยกำหนดขีดจำกัดชัดเจนเพื่อลดความเสี่ยงสงครามนิวเคลียร์ สัญญาเดิมมีอายุ 10 ปี และขยายเพิ่มอีก 5 ปีในปี 2564 แต่สุดท้ายก็หมดอายุโดยไม่มีทายาท

ข้อจำกัดหลักในสนธิสัญญาคุมนิวเคลียร์ New START

  • หัวรบนิวเคลียร์ที่ประจำการ: ไม่เกิน 1,550 หัวรบต่อฝ่าย
  • ระบบส่งอาวุธ: ICBM, SLBM และเครื่องบินทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ไม่เกิน 700 ลูก/ลำ
  • ระบบที่พร้อมรบ: ไม่เกิน 455 ระบบ
  • มีการตรวจสอบและแลกข้อมูลเพื่อสร้างความโปร่งใส

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เสนอให้ทั้งสองฝ่ายยึดขีดจำกัดต่ออีก 1 ปี หากสหรัฐฯ ยอมรับ แต่ฝั่งวอชิงตัน โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการดึงจีนมาร่วม ซึ่งปักกิ่งปฏิเสธ ทำให้การเจรจาล้มเหลว

ล่าสุด นายลาฟรอฟย้ำว่า “เราจะดำเนินการด้วยความรับผิดชอบ โดยวิเคราะห์นโยบายทหารสหรัฐฯ เรามีเหตุผลเชื่อว่าสหรัฐฯ จะไม่ละทิ้งขีดจำกัดเหล่านี้เร็วๆ นี้” เขายังระบุว่าจะจับตาสถานการณ์ และพร้อมเจรจาข้อตกลงใหม่หากสหรัฐฯ แสดงเจตจำนง

การหารือล่าสุดระหว่างรัสเซีย-สหรัฐฯ

รายงานจาก Axios ระบุว่า ที่การประชุมในอาบูดาบีเมื่อสัปดาห์ก่อน ทีมเจรจาทั้งสองฝ่ายหารือความเป็นไปได้ของข้อตกลงไม่เป็นทางการ เพื่อยึด New START ต่ออีก 6 เดือน นายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซียยืนยันว่ามีการพูดคุยเรื่องควบคุมอาวุธนอกกรอบการเจรจาไตรภาคียูเครน นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูความไว้วางใจ

อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดยังคงมี โดยเฉพาะหลังรัสเซียบุกยูเครน สหรัฐฯ ระงับการตรวจสอบตามสัญญา New START ตั้งแต่ปี 2565 ทำให้การยืนยันข้อจำกัดทำได้ยากขึ้น การที่รัสเซียยืนยัน จะทำตามสนธิสัญญาคุมนิวเคลียร์ จึงเป็นก้าวสำคัญในการลดความเสี่ยง

ผลกระทบหากไม่มีการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์

หากทั้งสองฝ่ายละทิ้งข้อจำกัด อาจนำไปสู่การเพิ่มคลังอาวุธ สร้างต้นทุนมหาศาลและเพิ่มโอกาสผิดพลาด นอกจากนี้ จีนที่กำลังขยายคลังนิวเคลียร์อย่างรวดเร็ว อาจเร่งแข่งขัน สถานการณ์นี้อาจกระทบความมั่นคงโลก ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอาจเข้าสู่ยุค “นิวเคลียร์เย็น” ใหม่

ในมุมมองของผู้เขียน การยืนยันของรัสเซียครั้งนี้แสดงถึงความรับผิดชอบ แม้ในช่วงวิกฤต แสดงว่ารัสเซียยังให้ความสำคัญกับเสถียรภาพยุทธศาสตร์ มันเปิดประตูให้การทูตทำงานต่อ แม้สหรัฐฯ ภายใต้บริหารใหม่จะต้องตอบสนอง

คุณคิดอย่างไรกับการตัดสินใจของรัสเซีย? มันจะนำไปสู่ข้อตกลงใหม่ได้หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – รัสเซียยืนยัน จะทำตามสนธิสัญญาคุมนิวเคลียร์ ตราบเท่าที่สหรัฐฯ ทำด้วย

รัสเซียลั่น ไม่คิดโจมตีชาติ EU-นาโต จวกอิสราเอลเข่นฆ่าปาเลสไตน์

ในสถานการณ์โลกที่ตึงเครียด รัสเซียลั่น ไม่คิดโจมตีชาติ EU-นาโต จวกอิสราเอลเข่นฆ่าปาเลสไตน์ ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่โลกกำลังจับตามอง โดยเฉพาะในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ที่นครนิวยอร์ก เมื่อวันเสาร์ที่ 27 กันยายน 2568 นายเซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศของรัสเซีย ได้ออกมาพูดอย่างชัดเจนถึงจุดยืนของประเทศ โดยยืนยันว่ารัสเซียไม่มีความตั้งใจที่จะโจมตีสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) หรือองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) แต่อย่างใด

รัสเซียลั่น ไม่คิดโจมตีชาติ EU-นาโต จวกอิสราเอลเข่นฆ่าปาเลสไตน์

นายลาฟรอฟ เน้นย้ำว่า รัสเซียลั่น ไม่คิดโจมตีชาติ EU-นาโต จวกอิสราเอลเข่นฆ่าปาเลสไตน์ โดยเตือนว่าหากมีการแสดงความก้าวร้าวจากฝั่งตะวันตก รัสเซียจะตอบโต้อย่างเด็ดขาด การข่มขู่จากชาติตะวันตกที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์โดรนรุกล้ำน่านฟ้าในหลายประเทศ ได้ทำให้สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดมากขึ้น

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดเหตุโดรนบินรุกล้ำน่านฟ้าและสนามบินในชาติสมาชิกนาโตหลายแห่ง ล่าสุดที่เดนมาร์ก ซึ่งทางการเดนมาร์กเชื่อว่าเป็นฝีมือของมืออาชีพ แต่ไม่มีหลักฐานชี้ว่ารัสเซียเกี่ยวข้อง นายลาฟรอฟ ใช้โอกาสนี้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาการขู่อาณาจักรจากตะวันตกที่กำลังกลายเป็นเรื่องปกติ

รัสเซียลั่น ไม่คิดโจมตีชาติ EU-นาโต จวกอิสราเอลเข่นฆ่าปาเลสไตน์ ในมุมมองต่อตะวันออกกลาง

นอกจากประเด็นนาโตแล้ว รัสเซียยังหันไปโจมตีอิสราเอลอย่างหนัก โดยนายลาฟรอฟกล่าวว่า แม้รัสเซียจะประณามการโจมตีของกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 แต่การสังหารหมู่ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาและแผนผนวกดินแดนเวสต์แบงก์นั้น ไม่มีเหตุผลอันสมควร อิสราเอลอ้างว่าปฏิบัติการในกาซาเพื่อกำจัดฮามาส แต่รัสเซียมองว่าเป็นความก้าวร้าวที่ขยายวงไปยังประเทศอื่นในตะวันออกกลาง เช่น การโจมตีทางอากาศต่อกาตาร์

รัสเซียลั่น ไม่คิดโจมตีชาติ EU-นาโต จวกอิสราเอลเข่นฆ่าปาเลสไตน์ โดยชี้ว่าอิสราเอลใช้ภารกิจกำจัดฮามาสเป็นข้ออ้างในการขยายอิทธิพลทางทหาร สถานการณ์ในปาเลสไตน์ยิ่งเลวร้ายลง ด้วยการสูญเสียชีวิตจำนวนมากและการทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้เกิดคำถามถึงสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรมระหว่างประเทศ

ในส่วนของอิหร่าน นายลาฟรอฟกล่าวหากชาติมหาอำนาจตะวันตกว่าบ่อนทำลายทางการทูต หลังความพยายามของรัสเซียและจีนในการชะลอมาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติถูกปฏิเสธ มาตรการนี้จะเริ่มบังคับใช้ในวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน เวลา 00.00 น. ซึ่งถือเป็นอุปสรรคต่อความพยายามสร้างสันติภาพในภูมิภาค

สำหรับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ นายลาฟรอฟมองว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันแสดงเจตจำนงในการแก้ไขวิกฤตยูเครนอย่างเป็นจริง โดยไม่ยึดติดอุดมการณ์มากเกินไป อย่างไรก็ตาม ไม่กี่วันก่อน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนจุดยืน โดยกล่าวว่ายูเครนสามารถชิงคืนดินแดนจากรัสเซียได้ทั้งหมด และเรียกรัสเซียว่าเป็นเสือกระดาษ สิ่งนี้ยิ่งทำให้เกิดความขัดแย้งในวาทกรรมทางการเมือง

สถานการณ์เหล่านี้สะท้อนถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยรัสเซียพยายามรักษาจุดยืนที่สมดุล ท่ามกลางแรงกดดันจากหลายด้าน การประชุม UNGA ครั้งนี้จึงเป็นเวทีสำคัญในการแสดงจุดยืน รัสเซียลั่น ไม่คิดโจมตีชาติ EU-นาโต จวกอิสราเอลเข่นฆ่าปาเลสไตน์ ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในนโยบายต่างประเทศของหลายชาติ

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางและยุโรปยังคงเป็นความท้าทายใหญ่ หากชาติต่างๆ ไม่หันมาเจรจาอย่างจริงใจ สันติภาพอาจยิ่งห่างไกล คุณคิดอย่างไรกับจุดยืนของรัสเซีย? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารโลกเพิ่มเติมจากบล็อกของเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – รัสเซียลั่น ไม่คิดโจมตีชาติ EU-นาโต จวกอิสราเอลเข่นฆ่าปาเลสไตน์

Scroll to top